ตอนที่ 40
หลอกซ้ายจู่โจมขวา เปิดหน้าขโมยของ 4
พ่อบ้านใหญ่คนปัจจุบันของตระกูลหยาง...ซุนก่างลูบปอยผมสีดอกเลา ที่ยาวปรกลงข้างแก้ม “อืม วันนี้ท่านผู้นำใจดียิ่งนัก” ซุนก่างเอ่ยตอบม้าเร็วด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอัธยาศัยของพ่อบ้านผู้นี้ ตลอดระยะเวลาสามปีในหมู่ตึกตระกูลหยาง นับว่าเยี่ยมยอด “มาๆ พอดี ข้ามิได้พกเงินเหรียญติดตัว เจ้าก็ตามข้าไปเบิกเงินที่ห้องของเหรัญญิกหม่ากัน”
“ขอรับท่านพ่อบ้าน” ม้าเร็วเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม เพราะรู้ดีว่าพ่อบ้านซุนผู้นี้ใจดี และเป็นมิตรต่อทุกคน
เมื่อมาถึงห้องทำงานของเหรัญญิกหม่าพ่อบ้านซุนก็เอ่ยคำทักทาย ก่อนจะลงรายมือเบิกเงินเหรียญ และทันทีที่รับพวงเหรียญเงินมาก็ลงมือนับอย่างว่องไว ก่อนจะส่ง...สิบเหรียญเงิน มอบให้แก่ม้าเร็วผู้นี้พร้อมกำชับว่าอย่าได้นำไปดื่มสุรายาเมาจนหมด เหลือเก็บไว้ให้ลูกเมียบ้าง
ม้าเร็วผู้นี้เคยได้ยินคำร่ำลือของพ่อบ้านซุนมาก่อน แต่วันนี้ประสบด้วยตนเองจึงได้เข้าใจ แวบแรกคิดเพียงว่าเหตุใดท่านพ่อบ้านใหญ่ซุนก่าง จึงรู้เรื่องของตนกระจ่างนัก แต่พอนึกถึงคำร่ำลือที่ผู้คนในตระกูลเอ่ยยกย่องพ่อบ้านใหญ่ผู้นี้ว่าพ่อบ้านซุนก้าวหน้ารวดเร็ว เพราะมีน้ำใจและเอาใจใส่ผู้คนรอบข้าง ทั้งยังห่วงใยเรื่องราวของบ่าวไพร่ในเรือนราวกับเป็นญาติมิตรเมื่อม้าเร็วนึกถึงตรงนี้ ค่อยทบทวนตนเอง ว่าโดยปกติยามทำงาน ตนล้วนประพฤติแข็งขันมิเคยแตะจอกสุรา แต่แท้จริงกลับชื่นชอบการดื่มสุราเงินเบี้ยทุกเดือนออกมาเมื่อไหร่ เป็นต้องลงไหสุราก่อนเป็นอันดับแรกตกดึกเมามายกลับบ้าน จึงมักทะเลาะกับเมียเป็นประจำ เมื่อคิดถึงคำเตือนของพ่อบ้านใหญ่ม้าเร็วจึงได้แต่เอ่ยคำ...ขอบคุณ ด้วยความเขินอาย
หยางอี้ปลอมตัวเดินดุ่มๆ ผ่านด้านหลัง เข้าสู่เขตตึกชั้นใน ตลอดเวลาล้วนควบคุมจังหวะการเดินคอยหลบหลีกผู้คน หากทำไม่ได้ก็เพียงก้มหน้าเดินผ่านโดยไว จนกระทั่งใกล้ถึงจุดหมายพอดีเกิดเสียงโหวกเหวกโวยวายดังไปทั่ว ภายในหมู่ตึกตระกูลหยาง เกิดเพลิงไหม้ขึ้นหลายจุดพร้อมๆ กัน
หยางอี้แลบลิ้นเลียริมฝีปากคราหนึ่งคิดในใจว่าตนเองเสียเวลาชมดูเรือนเก่าของครอบครัว จนมาช้ากว่ากำหนดการไปเล็กน้อยบัดนี้กลุ่มจารชนของท่านตาหลิวอานคงเริ่มลงมือแล้ว ดังนั้นจึงต้องเร่งฝีเท้าไม่คิดรั้งรอหลบหลีกบ่าวไพร่ที่กำลังแตกตื่น วิ่งตระหนกวุ่นวาย บางคนหอบหิ้วถังน้ำบางคนถึงกับยกโอ่งมาทั้งใบ แม้ไม่รู้ว่าภายในมีน้ำมากน้อย แต่ทุกคนล้วนมุ่งหน้าไปยังต้นเพลิงเพื่อช่วยกันดับไฟจนไม่มีเวลามาสนใจ เด็กน้อยลับลอบเข้ามาเช่นหยางอี้
แม้ทางหนึ่งหยางอี้เคลื่อนไหวง่ายขึ้นเพราะผู้คนไม่สนใจ แต่อีกทางกลับพบความยากลำบาก ที่ต้องคอยหลบหลีกผู้คน ที่วิ่งไวสวนทิศทางกับตนเองสุดท้ายคิดใช้วิธีหลีกออกจากเส้นทางหลัก ใช้เส้นทางลัดปีนป่ายขึ้นกำแพง หมายกระโดดข้ามตัดตรงผ่านเขตหวงห้าม ซึ่งมิใช่เส้นที่บ่าวไพร่สมควรสัญจรยามมืดค่ำ เพราะหลังกำแพงและสวนสวยด้านหลังคือเรือนอาศัยหลักของหยางอวี่ถง ซึ่งหากมุ่งหน้าผ่านเรือนหลักไปได้วกอ้อมไปอีกนิดหน่อย ก็จะถึง...ตึกสุสานบรรพชนตระกูลหยางอันป็นเป้าหมายในการลักลอบเข้ามาในครั้งนี้
แต่แล้วเพิ่งปีนขึ้นถึงด้านบนยังไม่ทันกระโดดลงยังอีกฝั่ง พลันได้ยินเสียงร้องทัก ค่อยเกิดลางไม่ดีจึงไม่คิดหันกลับไปมอง แต่กลับแสดงละครด้วยท่าทางราวกับเป็นเด็กน้อยหวาดกลัวที่สูง
“เจ้าหนู”ซุนก่างเอ่ยทักเสียงเรียบ แม้ผู้คนวุ่นวายด้วยเกิดเพลิงไหม้แต่มันที่เป็นถึงพ่อบ้านใหญ่กลับไม่สนใจเข้าร่วม แถมยังใจเย็นผิดแผกแม้เด็กตัวกระจ้อยที่กำลังปีนป่ายกำแพงในจุดอับสายตาเช่นนี้ ยังสามารถสังเกตเห็น“เจ้าใช่ตื่นตระหนกจนเกินไปหรือไม่” ซุนก่างยังคงความปกติในน้ำเสียงก้าวเดินด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ ก่อนจะกระโจนสูงว่องไวยิ่ง เมื่อเข้าประชิดที่หมายก็ลงมือโอบร่างของหยางอี้ ซึ่งเวลานี้นิ่งงันแข็งทื่อ ให้ติดตามตนลงจากกำแพงสูง
เมื่อเหตุการณ์กลายเป็นเช่นนี้หยางอี้จึงเกิดความคิดในใจ คงต้องเล่นละครตบตาต่อไป สองเท้าแตะพื้น ก็แสดงอาการตื่นตระหนกพูดคำรัวเร็ว หวาดกลัวเพลิงไฟ แถมยังแสดงอาการตื่นกลัว จนตัวแข็งทื่อ แต่แล้วเมื่อสายตาของเด็กน้อยพลันสบสานเข้ากับ...ซุนก่าง เมื่อนั้นจิตใจของหยางอี้ก็มิอาจสงบได้เช่นเคย
...ทำไมทำไมเจ้าบ้านี้ถึงได้อยู่ในตระกูลหยาง
ครานี้หยางอี้มิต้องเสแสร้งใดๆ อีก เพราะสมองกลายเป็นมึนงงอย่างแท้จริง ด้วยบุคคลที่พบจดจำใบหน้าได้ชัดเจน ว่ามันคือหนึ่งในสมุนเมื่อชาติภพก่อนของตนยอดฝีมือผู้รับใช้เกาะประตูนรก ไส้ศึกผู้ทรยศตนเอง และทำให้พ่อบุญธรรมต้องตายส่วนตนเองยังไม่หมดวาสนาหนุนเสริม อาศัยสมบัติวิเศษที่ขโมยมาจากเจ้าเกาะหลบหนี
“เจ้าหนูเจ้าหนู” ซุนก่างเรียกหยางอี้หลายครา แม้แรกนึกแปลกใจ ว่าเด็กผู้นี้ตนไม่เคยพบเห็นมาก่อนแต่เด็กก็คือเด็ก มันจึงไม่คิดสงสัยมากความ
“ขขขขะขอรับท่านลุง”
ซุนก่างยิ้มกว้าง“เวลานี้เพลิงไหม้วุ่นวาย แถมเป็นเวลามืดค่ำ เหตุใดจึงไม่กลับเรือนของเจ้าไปเสีย”ซุนก่างสายตาแหลมคม พอดีเห็นหญิงรับใช้ผู้หนึ่งผ่านมาในมือถือตะกร้าผ้าเค็มเช่นเดียวกับหยางอี้ จึงเอ่ยเรียก
“ท่านพ่อบ้านใหญ่ซุน”
“เจ้ามานี่หน่อยสิช่วยพาเด็กน้อยผู้นี้กลับเรือนที” ซุนก่างเอ่ยจบ ก็เร่งเดินจากไปเพราะมันเองก็สนใจ ว่าเวลานี้เกิดเหตุการณ์ใดขึ้นภายในตระกูลหยางกันแน่
“เจ้าหนูเจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครรึ” หญิงรับใช้เอ่ยถาม
หยางอี้ยิ่งมายิ่งหวาดหวั่นด้วยจดจำคำเรียก พ่อบ้านใหญ่ซุน ค่อยนึกถึงเรื่องราวที่สงสัยก่อนหน้าแต่ที่ยังคบคิดไม่เข้าใจคือเหตุใดเพียงกระทำภารกิจภายในตระกูลเล็ก ๆเช่นตระกูลหยาง เกาะประตูนรกถึงได้ส่ง...เฉินตงลู่ มาเป็นผู้คุมเงาของจางหยวนเพราะด้วยศักดิ์ฐานะของมัน ซึ่งหยางอี้จดจำได้ เมื่อหลายปีก่อน ได้ขึ้นเป็นถึง...หัวหน้าหน่วยเงาอสูรยิ่งตอนนี้เวลาผ่านมาหลายปี บวกกับได้รับความดีความชอบในเหตุการณ์ ไล่ล่าสังหารไส้ศึกของเกาะประตูนรกตำแหน่งมีแต่จะเพิ่มขึ้น เมื่อความคิดมากมายไม่มีคำตอบเบื้องนอกจึงกลายเป็นแข็งทื่อ ไม่ได้ยินคำของหญิงรับใช้ท่าทางหงุดหงิด จนสุดท้ายนางทนไม่ไหวลงมือหยิกแก้มของหยางอี้โดยแรงหนึ่งครา จึงค่อยเรียกสติของเด็กน้อยกลับคืนมาได้
“โอ๊ย!!! นี่เจ้าทำอะไรนะ”
“ดูสิตกใจจนไร้สติไปแล้ว หากข้าไม่ลงมือหยิกแก้มเด็กน้อย เจ้าก็คงยังไม่รู้สึกตัวสินะ”
...แย่แล้วหากว่า เฉินตงลู่ คือเสนาธิการเงาตัวจริง ทุกอย่างก็เลวร้ายแล้วเช่นนั้เราคงต้องเร่งมือ แล้วรีบแจ้งผู้อื่นด้วยพลุสัญญาณถอนทัพโดยด่วน
หยางอี้เรียกสติกลับคืนเห็นหญิงรับใช้ยังคงนั่งจ้องตนเองไม่ไปไหน จึงใช้แผนบ้าใบ้ร้องตะโกนด้วยความตื่นตกใจเสียงดังอีกครา แต่แท้จริงสองเท้ากลับวิ่งไวมุ่งหน้าวกอ้อมไปตามทิศทางที่คิดไว้แต่ต้น ด้วยความไวสุดเปรียบ พริบตาก็หายลับตาจนเด้กสาวมิอาจทำอย่างไร ได้แต่ยกมือเกาศีรษะตนเองมองดูตระกร้าผ้าเค็มที่หยางอี้ทิ้งล้มไว้บนพื้น ด้วยท่าทางหงุดหงิด
.
.
“ท่านผู้นำนี่ท่านไม่คิดจะหลบออกจากห้องโถงจริง ๆ หรือขอรับ” กุนซือผู้หนึ่ง เริ่มจะทานทนความร้อนไม่ไหวเอ่ยขึ้นพลางเช็ดปาดเหงื่อ
“เจ้าโง่ข้ารับรองได้เลย ว่าผู้ใดก้าวออกไปก่อนที่ข้าสั่งมันผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก” หยางอวี่ถง เกรงกลัวมือสังหารฉวยโอกาสตอนชุลมุนโผล่ออกมารุมสังหารตนเอง แม้เพลิงไฟลุกไหม้ที่เรือนไม้หลังข้าง แต่ยังมิคิดหลบหนีแถมสั่งผู้คนในห้อง รวมถึงนักรบติดตามทั้งหมด เฝ้าอารักขาโถงกลางแห่งนี้ “จำเอาไว้หากพวกเจ้าอยู่รวมกับข้า รับรองว่ามือสังหารพวกนั้นมันคงไม่คิดเสี่ยงบุกเข้ามาหรอก”
“แต่ไฟที่เรือนข้างมันจะลุกลามเข้ามา”
“ไฟเรือนข้างบ่าวไพร่ก็รุมกันไปเร่งดับแล้ว ความร้อนเพียงนี้ยังไม่อาจอดทนถึงว่าพวกเจ้าจึงมิก้าวหน้าในเส้นทางฝึกตน...จำเอาไว้ !!!อย่าได้สงสัยความคิดของข้าอีก” หยางอวี่ถงเอ่ยจบก็ตบโต๊ะข้างดังปังอย่างหัวเสีย“เจ้าพวกมือสังหาร รับรองได้เลย ถ้าพวกเจ้ากล้าบุกเข้ามา โถงกลางของตระกูลหยางแห่งนี้จะเป็นสถานที่ฝังศพของพวกเจ้าทั้งหมด” หยางอวี่ถงพึมพำเบาในลำคอ มือขวา พลันวางแนบลงบนแท่นกลมข้างเก้าอี้ผู้นำตัวใหม่ของตนเองเก้าอี้ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับกลไก กับดักธนูชั้นเลิศ และตาข่ายเหล็กถักสานซึ่งจางหยวนเป็นผู้ออกแบบ และติดตั้งให้กับมันด้วยตนเอง
“เหตุใดหยางอวี่ถงยังไม่ออกมาอีก”หนึ่งในสมาชิกพรางตัวอยู่ด้านข้างหลิวอานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“อืมพวกเราอย่าได้ใจร้อนผลีผลาม แผนการลอบสังหาร คือรอคอยจนหยางอวี่ถง หลบหนีออกมาจากตัวอาคารด้วยตื่นตระหนกค่อยเริ่มลงมือ แต่ในเมื่อมันไม่ยอมออกมา พวกเราก็คงได้แต่รอ”
“แต่ถ้าหากรอเช่นนี้ต่อไปอีกไม่เกินสองเค่อ*เพลิงทั้งสามจุดคง ถูกบ่าวไพร่ดับลงเสียก่อน”
“อืมหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เห็นทีก็คงต้องเสี่ยงดู” หลิวอานเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเล“เจ้าส่งสัญญาณให้กลุ่มที่วางเพลิง ลงมือจู่โจมหยั่งเชิงดูก่อนหากเห็นว่าสุ่มเสี่ยงก็ให้ถอยกลับมา ยกเลิกภารกิจ”
*(1 เค่อ ประมาณ 15 นาที)