
เครดิตภาพจาก https://www.wallpaperflare.com
แต่ไม่ทันที่ศิษย์เหล่านั้นจะได้ช่วยเหลือริวจิ ทุกคนก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวผู้คลุ้มคลั่งกำลังเดินเข้ามาหาพวกตน
“ เฮ้ย! ไอ้เด็กหัวเขียวมันเดินมาแล้ว ” ชายหนุ่มร่างเตี้ยตันคนหนึ่งร้องบอกพรรคพวก
“ ไม่มีทางเลือก เห็นทีคงต้องสู้ ถ้าพวกเราร่วมมือร่วมใจกัน อาจปราบมันได้ ” ชายหนุ่มร่างสูงสมส่วนกล่าว พร้อมขยับดาบไม้ในมือเพื่อเตรียมต่อสู้กับศัตรูที่น่าหวั่นเกรง โดยมีเพื่อนร่วมสำนักประมาณสามสิบนายคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง
มาวินก้าวเดินด้วยจังหวะปกติ มุมปากยังคงฉีกยิ้มประหลาด แววตาช่างดูเลื่อนลอย พอเข้าสู่ระยะห้าก้าวก่อนถึงตัว เขาก็เอ่ยถามเสียงยานคาง
“ ใครจะตายเป็นรายต่อไป คึ คึ คึ ”
ชายฉกรรจ์ร่วมสามสิบนายล้วนหวาดกลัว เพราะท่าทางของมาวินนั้นชวนหลอนเป็นที่สุดแต่ในบรรดากลุ่มคนเหล่านั้นก็ยังเหลือคนกล้าอยู่ นั่นก็คือ.....ชายหนุ่มร่างกำยำ เขาเปิดเกมด้วยการพุ่งเข้าใส่ ปากก็กู่ก้องร้องตะโกน
“ หน็อย..... อย่าหวังว่าพวกข้าจะยอมแพ้นะ ”
ชายผู้นั้นรัวเพลงหมัดใส่มาวินชุดใหญ่ ทว่ากำปั้นที่แข็งแกร่งกลับไม่กระทบผิวกายของมาวินเพราะเด็กหนุ่มโยกหลบได้ทุกดอก
กลุ่มชายฉกรรจ์เห็นการต่อสู้ที่ห้าวหาญของหนุ่มผู้ใช้เพลงหมัด กำลังใจก็เริ่มกลับมา พวกเขาหันไปมองหน้ากันเอง แล้วให้สัญญาณ
“ เอาก็เอา ร่วมสู้ด้วยกัน ”
กลุ่มนักสู้ร่วมสามสิบนายพุ่งเข้าหาศัตรู พอถึงระยะประชิด พวกเขาก็ประเคนอาวุธประจำตัวใส่เด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
แม้มาวินจะเก่งกาจเพียงใด แต่การหลบหลีกศาสตราวุธที่พุ่งมาจากทุกทิศย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายทว่ามุมปากของเด็กหนุ่มยังคงยิ้มเล็กน้อย คล้ายว่ากำลังชอบใจที่ได้อยู่ในสภาวะคับขัน
“ เฮ้ย ค่อยๆสลับกันโจมตี เดี๋ยวมันก็เหนื่อยไปเอง ” บางคนในกลุ่มตะโกนบอก หรืออีกนัยหนึ่ง เขาอาจจะอยากให้กำลังใจพรรคพวก กระนั้นก็ยังไม่มีใครสัมผัสร่างกายของเด็กหนุ่ม
พอสิ้นเสียงตะโกน ทุกคนก็พร้อมใจกันหยุดชะงักไปเสี้ยววินาทีเปิดช่องให้เด็กหนุ่มหัวเขียวกระโดดขึ้นไปบนกลางอากาศ พร้อมหมุนตัวเตะแบบ 360 องศา
“ มังกรสะบัดหาง ”
“ เฮ้ย! ”
“ เปรี้ยง ปั้ก ปึก ปัง ”
ลูกศิษย์นับสิบถูกฝ่าเท้ามหากาฬกระแทกหน้าไปตามๆกัน ทุกคนที่โดนล้วนกระเด็นไกลจากนั้นก็ร่วงล้มลงไปนอนแน่นิ่ง
โจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ล้มยอดนักสู้ได้ถึง 10 คน ทำให้พวกที่เหลือตะลึงงัน และนั่นก็เปิดช่องให้มาวินชิงจู่โจม
“ อั๊ก ”
ชายร่างสูงถึงกับตัวงอเป็นกุ้ง เพราะถูกศอกของมาวินอัดเข้าไปที่ลิ้นปี่ แน่นอนว่าเด็กหนุ่มผู้คลุ้มคลั่งยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เขาเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเตะสูงใส่ชายอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กายของผู้เคราะห์ร้ายจึงสะบัดไปตามเพลงเท้า จากนั้นก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้น
เท่านั้นยังไม่พอ เด็กหนุ่มผู้คลุ้มคลั่งรีบพุ่งเข้าหากลุ่มคน พร้อมปลดปล่อยท่าไม้ตายที่ตนถนัด
“ พยุหะกรงเล็บแมวป่า ”
ฝ่ามือนับสิบพุ่งเข้าใส่กลุ่มชายฉกรรจ์ ดูเผินๆเหมือนการโจมตีที่ผ่านมา แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าแต่ละฝ่ามือมีออร่าจางๆแฝงอยู่ สิ่งนั้นทำให้เหล่านักสู้ตกตะลึงจนถูกกระแทกใส่ทุกดอก
“ ปั้ก ปึก ปุ้ก เปรี้ยง ” ชายฉกรรจ์ 4-5 คนกระเด็นกระดอนและล้มกลิ้งไปกับพื้น ทุกคนสลบเหมือด
พอสิ้นสุดกระบวนท่า มาวินก็หันไปมองนักสู้อีกสิบกว่าคนที่รายล้อมรอบตัว ใบหน้าเรียวเล็กที่เคยอ่อนเยาว์กลับกลายเป็นชวนหลอนเพราะรอยยิ้มกว้างแบบพวกโรคจิต ดวงตาเลื่อนลอยขยับไปซ้ายทีขวาทีคล้ายพยายามจดจำใบหน้าของทุกคน ทำให้ผู้ถูกจ้องสะดุ้งโหยงไปตามๆกัน อึดใจต่อมา เขาก็พึมพำเบาๆ
“ เหลืออีกแค่ 13 คนเท่านั้น คึ คึ คึ ”
ถึงเวลานี้ นักสู้ที่เหลืออีก 13 นายไม่คาดหวังจะชนะในศึกนี้เพราะขนาดรุมโจมตีพร้อมกันถึงสามสิบคน ยังไม่อาจสัมผัสกายของมาวิน มิหนำซ้ำ พอเด็กหนุ่มสวนกลับมาแค่ชุดเดียว กลับล้มพวกเขาได้เกินกว่าครึ่ง มันบ่งบอกถึงความห่างชั้นของฝีมือได้เป็นอย่างดี
มาวินหันไปมองนักสู้ร่างผอมสูงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าของชายผู้นั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสิ้นหวัง มือและเท้าสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“ คึ คึ คึ ทำไมสั่นอย่างงั้นเล่า ” เด็กหนุ่มหัวเราะแบบหลอนๆ ปากก็ร้องถาม ด้วยเจตนาเขย่าประสาท
“ มะ…..ไม่….ตะ…..ต้อง….พะ…พูดมาก ” ชายผู้นั้นพยายามตอบกลับอย่างเด็ดขาด แต่ก็ไม่วายสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ดี
“ เยี่ยมมาก งั้นขอชีวิตเเก เพื่อสนองความอยากของข้าก็แล้วกัน รับรองเลยว่าแกต้องหัวขาดในทีเดียว คึ คึ คึ ” มาวินหัวเราะร่วน พร้อมยกมือขวาขึ้นสูง เพื่อฟันคอของชายร่างผอม
“ มะ….ไม่….กลัวเฟ้ย เข้ามา…” ชายร่างผอมตะโกนตอบ ทั้งที่ยังสั่นอยู่แสดงให้เห็นว่าศิษย์สำนักนี้ห้าวหาญมาก เพราะยังกล้าประจันหน้ากับอริอย่างเด็ดเดี่ยว ทั้งที่รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้
“ คึ คึ คึ ดีมาก ข้าชอบเหยื่อที่ใจกล้า ว่าแต่…..” มาวินผู้คลุ้มคลั่งหัวเราะเบาๆพร้อมหันไปมองนักสู้คนอื่น จากนั้นก็ข่มขู่
“ คนที่เหลือจะมาช่วยเจ้านี่ก็ได้นะ แต่ไม่รับประกันว่าคอจะขาดตามมันรึเปล่า คึ คึ คึ ”
ทุกคนรู้สึกว่าตนได้กลายเป็นกบที่กำลังถูกงูใหญ่จับจ้อง ไม่มีทั้งทางหนีและทางสู้ จึงทำได้เพียงกัดฟันกรอดใหญ่และกล้ำกลืนฝืนทน
มาวินค่อยๆเดินเข้าหาชายร่างผอม ส่วนเหยื่อสังหารไม่ได้ขยับกายไปไหน เขาได้แต่จับจ้องไปที่เพชฌฆาตร่างเล็กที่กำลังมอบความตายให้กับตน ดวงตาสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว ไม่นาน เด็กหนุ่มก็ง้างสันมือขวาขึ้นสูงเหนือศีรษะประสงค์จะเพิ่มแรงเหวี่ยง
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง ก็มีบุคคลผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาหามาวินจากทางด้านหลังพร้อมดาบคมกริบที่อยู่ในมือ พอเข้าระยะฟัน เขาก็ฟาดศาสตราใส่ การโจมตีนั้นทั้งรุนแรงและเฉียบคมจนก่อให้เกิดเสียงหวีด
“ วิ้ว.......”
มาวินหยุดการประหารชั่วคราว แล้วม้วนตัวไปข้างหน้าเพื่อหลบคมดาบ ส่งผลให้การโจมตีของบุคคลผู้นั้นหวดได้แต่สายลมที่ว่างเปล่า
แม้ว่าการจู่โจมนั้นจะไร้ผล แต่ก็สามารถหยุดยั้งการสังหารของเด็กหนุ่มผู้คลุ้มคลั่งเอาไว้ได้ บุคคลผู้นี้จึงกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนที่หยัดยืน เขาก็คือ……โอคุยาสุ
“ อาจารย์น้อย! ฟื้นขึ้นมาแล้ว ” ทุกคนเฮกันเป็นการใหญ่ ความหวังที่จะรอดชีวิตผุดขึ้นมาเล็กน้อย
“ แฮ่กๆ ” โอคุยาสุได้แต่หอบเบาๆ ดวงตาเรียวจับจ้องไปที่มาวิน ซึ่งบัดนี้ก็ยืนมองเขาอยู่เช่นกัน
“ คึ คึ คึ ดีจริงๆที่ลุกขึ้นมา ข้ายังไม่ได้ฆ่าแกเลย ” เด็กหนุ่มหัวเขียวฉีกยิ้มกว้าง เพื่อเขย่าประสาท แต่โอคุยาสุกลับตะโกนดัง เจตนาจะกล่าวกับเทพศาสตรา ผู้เป็นอาจารย์
“ ท่านอาจารย์ ศึกนี้ใหญ่หลวงกว่าที่คิด ข้าขออนุญาตใช้ดาบภูตพลาย”
เทพศาสตราพยักหน้ารับคำเบาๆ ทำให้อากิเนะหวาดผวา เธอกลัวว่ามาวินอาจจะต้องเจ็บหนักหรือไม่ก็….ถึงแก่ชีวิต ด้วยรู้ดีว่าดาบภูตพลายร้ายกาจเพียงใด จึงออกปากทักท้วงโดยพลัน
“ ท่านปู่อนุญาตให้พี่โอคุยาสุใช้ดาบภูตพลายแบบนี้ ดีแล้วหรือคะ หลานกลัวว่าเจ้าหน้าลิง เอ๊ะ มาวินจะต้องตาย ”
เทพศาสตราหันมามองอากิเนะ สีหน้าฉายแววอ่อนล้าอยู่เล็กน้อย ปากก็กล่าวกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงที่แอบสั่นไหว
“ ถึงเวลานี้ ต่อให้โอคุยาสุใช้ดาบภูตพลาย เขาก็อาจจะปราชัย ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
