ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 112 คณะที่เลือก


    ดอกเบี้ยนโยบาย คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศกำหนดขึ้นมาเป็นตัวเลขอ้างอิงโดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ในการรักษาและควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
    ซึ่งปกติแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดตัวเลขดอกเบี้ยนโยบายจากตัวเลขสำคัญต่างๆ หลายอย่างประกอบการพิจารณา (โดยเฉพาะตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ) แล้วกำหนดว่าควรจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย

    -------------------------
    ช่วงสายของวันเสาร์ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในย่านกลางเมืองณรัชต์ยืนอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่เพิ่งซื้อมาอย่างจดจ่อ เขากวาดสายตาอ่านข่าวน่าสนใจเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.75 เปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 2.50 เปอร์เซ็นต์
    จำได้ว่าก่อนต้มยำกุ้งดอกเบี้ยนโยบายเคยขึ้นถึงตัวเลขสองหลักในขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ที่ราวๆ 8-9 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากวิกฤติผ่านพ้นไปทั้งตัวเลขเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยค่อย ๆ ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเงินเฟ้อตอนนี้อยู่ที่หนึ่งเปอร์เซ็นต์กว่าเท่านั้นนั่นคงเป็นเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกตามปกติแล้วการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก็จะส่งผลให้ให้ดอกเบี้ยธนาคารปรับลดลงตามไปด้วย
    เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลงก็จะเป็นการกระตุ้นให้คนนำเงินออมไปลงทุนอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า และเมื่อดอกเบี้ยในส่วนเงินกู้ลดลงก็จะส่งงผลให้ธุรกิจและบริษัทห้างร้านต่างๆ กล้ากู้เงินธนาคารเพื่อไปลงทุนขยายธุรกิจมากขึ้นอีกด้วยซึ่งนั่นก็คือจุดมุ่งหมายของการลดดอกเบี้ยนั่นเอง กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่กำลังซบเซาอยู่ในขณะนี้
    จากที่ณรัชต์อ่านข่าวจากสื่อต่างๆ ในช่วงนี้ เขาสังเกตเห็นว่ากลไกภาครัฐต่างๆ ก็พยายามออกข่าวในแง่บวกเพื่อหวังผลทางจิตวิทยาให้ประชาชนและภาคส่วนธุรกิจเกิดความมั่นใจมากขึ้น
    แต่การที่ภาคเอกชนจะตัดสินใจเพิ่มการลงทุนจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายส่วนมาประกอบ เพียงแค่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียวของธนาคารแห่งประเทศไทยในตอนนี้คงยังไม่พอ
    สำหรับตลาดหุ้น อัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอยู่สูงพอสมควร เพราะหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนของบริษัทในตลาดหุ้นนอกจากจะมาจากเงินในบริษัทเองแล้วก็ยังมีเงินลงทุนที่มาจากการกู้ยืมอีกด้วย เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงย่อมทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงไปด้วย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น หรือได้เงินกู้ก่อนใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำมาขยายกิจการและเมื่อมีรายได้เพิ่มจากการขยายกิจการ หรือมีกำไรจากดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายธนาคารลดลง ก็ย่อมทำให้ราคาของหุ้นส่วนใหญ่พากันขยับขึ้นไปด้วยดังนั้น ตลาดหุ้นจึงชอบดอกเบี้ยต่ำ
    แต่ก็นั่นล่ะ...เมื่ออยู่ในช่วงเวลาอึมครึมเศรษฐกิจฝืดเคืองหลังต้มยำกุ้งแบบนี้ เหล่าบริษัทต่างๆ ที่เอาตัวรอดมาได้ในช่วงวิกฤติต่างก็ไม่คิดสนใจจะขยายกิจการหรือกู้หนี้เพิ่มเติมอย่างแต่ก่อนเพราะมีบทเรียนมาแล้ว ส่วนใหญ่จึงเน้นประคองกิจการและบริหารกันอย่างรัดกุมเก็บกำไรสะสมที่ได้มาแต่ละปีไว้ในบริษัท
    เรื่องการลดดอกเบี้ยจะว่าไปแล้วบางครั้งก็น่าตลกดี การที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยก็เพื่อหวังกระตุ้นให้เอกชนกู้เงินไปขยายธุรกิจ ขยายกิจการ แต่เมื่อคนเห็นดอกเบี้ยลดลงก็มักคิดตรงกันว่า“รอก่อน เดี๋ยวดอกเบี้ยมันก็ลงอีก เดี๋ยวค่อยกู้”“จะซื้อบ้านซื้อคอนโดเหรอ รอก่อน!! เดี๋ยวดอกเบี้ยลดลงกว่านี้อีก”
    ดังนั้นแทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ กลับกลายเป็นว่าเศรษฐกิจอึมครึมต่อไปอีกซะงั้น
    ณรัชต์รู้ว่าการลดดอกเบี้ยในตอนนี้คงยังไม่มีผลอะไรนัก เพราะยังไม่ถึงจุดต่ำสุดของการลดดอกเบี้ยในรอบนี้ แต่ก็คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในอีกไม่นานซึ่งคงจะใกล้เข้ามาแล้ว เขาสังเกตจากตัวเลขอีกตัวที่อยู่ในกรอบเล็กๆ มุมหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ข่าวยอดขายรถยนต์ที่เคยหดตัวมาหลายปีตั้งแต่ต้มยำกุ้งเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
    เสียงพนักงานในร้านค้าดึงความสนใจณรัชต์กำลังยืนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เงยหน้าขึ้นมา“เรียบร้อยแล้วครับ” พนักงานกล่าวพร้อมกับยื่นของขวัญที่ผูกโบไว้เรียบร้อยแล้วส่งให้ลูกค้า
    สำหรับของขวัญวันเกิดที่จะหามาให้รุ่นน้องที่เขาเอ็นดู ณรัชต์นึกไม่ออกว่าจะให้อะไร
    ดังนั้นเขาจึงต้องใช้ท่าไม้ตาย!!!! สำหรับเอาตัวรอดเวลานึกไม่ออกว่าควรซื้อของขวัญอะไรให้หญิงสาว ซึ่งของขวัญที่ถือเป็นท่าไม้ตายของชายหนุ่มเวลาไม่รู้จะซื้ออะไรเป็นของขวัญสิ่งนั้นก็คือ…
    ตุ๊กตาหมี! นั่นเอง
    ตุ๊กตาหมีที่ณรัชต์เลือกเป็นของขวัญวันเกิดให้น้องปิ่นเป็นตุ๊กตาหมีขนาดกลาง ตัวขนาดเกือบหนึ่งเมตร ถือว่าไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ก็ต้องใช้สองมือในการจับถ้าต้องการถือได้อย่างถนัดมือเวลาเดิน
    ณรัชต์ยื่นมือรับตุ๊กตาจากพนักงานที่ผูกโบมาให้เรียบร้อยแล้วก็โบกรถสามล้อเพื่อให้ไปส่งที่บ้านของรุ่นน้อง
    ลงรถสามล้อที่หน้าสถานีตำรวจ ณรัชต์ก็อุ้มตุ๊กตาหมีตัวโตเดินฝ่าสายตาของประชาชนที่มาร้องทุกข์และตำรวจที่ต้อนผู้ต้องหากลุ่มใหญ่เดินผ่านหน้าไป อดรู้สึกเขินบ้างเล็กน้อยที่ตกเป็นเป้าสายตา คงเพราะเจ้าตุ๊กตาหมีที่อุ้มมาในมือ
    ณรัชต์รีบเดินผ่านด้านหน้าสถานีตำรวจที่มีคนสัญจจรไปมาหนาแน่น ตรงไปทางด้านหลังที่เป็นเขตบ้านพักของข้าราชการตำรวจอย่างรวดเร็ว
    เดินผ่านบ้านพักไปสองสามหลังก็มาถึงบ้านที่มีดอกบานชื่นหลากสีสันปลูกอยู่หน้าบ้าน มองไปก็เห็นรุ่นน้องเจ้าของวันเกิดกำลังนั่งเด็ดดอกไม้เล่นที่หน้าบ้านพอดี จึงเดินเข้าไปหา

    error loaded


    ณรัชต์เดินเข้าไปใกล้ๆ ที่ด้านหลังก็มองเห็นรุ่นน้องกำลังเด็ดกลีบดอกบานชื่นออกจากดอกทีละกลีบ
    “รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก รัก รัก”
    เห็นรุ่นน้องน้องกำลังนับกลีบดอกไม้ณรัชต์ก็อดขำไม่ได้ เขาไม่ได้เห็นคนมานั่งนับกลีบดอกไม้แบบนี้นานเท่าไหร่แล้วนะรุ่นน้องคงได้ยินเสียงเขาหลุดขำจึงรู้สึกตัวจึงหันกลับหลังพร้อมกับลุกขึ้นยืนก่อนจะทำหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าเขา
    “สวัสดีค่ะ พี่นะมาเร็วจังนะคะ”ปิ่นกล่าวทักหน้าแดงเล็กน้อย
    จริงสิ เขาลืมไปว่านี่ไม่ใช่นัดเรื่องธุกิจหรือเรื่องงานเป็นทางการสักหน่อย สำหรับการนัดทั่วไปแล้วมักต้องบวกเวลาเพิ่มเผื่อเข้าไปอีก อย่างตอนนัดกับกลุ่มเพื่อนทำรายงานวันหยุด นัดกันตอนเช้ากว่าจะมาครบก็เกือบเที่ยงโน่น ซึ่งนัดไม่เป็นทางการต่างๆ จำต้องบวกเวลาเข้าไปหนึ่งถึงสองชั่วโมงเป็นปกติส่วนวันเกิดรุ่นน้องวันนี้นัดกันตอนสายๆ ความหมายคงเกือบๆ เที่ยงกระมัง
    “สวัสดีจ้ะ อ่ะนี้ สุขสันต์วันเกิด”ณรัชต์ยื่นตุ๊กตาหมีตัวโตที่อุ้มมาส่งให้รุ่นน้อง
    น้องปิ่นตาโตเมื่อมองเห็นตุ๊กตาหมีตัวในมือณรัชต์ ก่อนจะยื่นมือรับเจ้าตุ๊กตาหมีไปอุ้มด้วยความดีใจ
    “พี่นะมานานหรือยังคะ”
    “เพิ่งมาถึงนี่ล่ะ”
    “พวกเพื่อนๆ หนูที่บอกว่าจะมายังไม่เห็นมาเลยค่ะ พี่นะเข้าไปนั่งเล่นในบ้านก่อนนะคะ” รุ่นน้องพาเดินเข้าไปในบ้าน
    หลังจากณรัชต์นั่งลงที่ห้องรับแขก เจ้าของบ้านนั่งคุยอยู่ด้วยพักหนึ่งก็ขอตัวไปโทรศัพท์หาเพื่อนพร้อมกับอาบน้ำแต่งตัวสักครู่ ก่อนจะวิ่งตึงๆ หายไปที่ชั้นบน
    ณรัชต์จึงมีเวลาสำรวจห้องรับแขกของบ้านพักข้าราชการแห่งนี้ เขามองไปรอบๆ ห้องรับแขกขนาดไม่ใหญ่นัก ห้องเป็นแบบห้องรับแขกธรรมดาไม่ต่างจากบ้านเขาแต่ขาดสีสันไปบ้างเล็กน้อยเพราะไม่มีของสวยงามตกแต่งประดับประดา มีแต่ของใช้สอยที่จำเป็นทั่วไปเท่านั้นมองดูรูปภาพต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในห้อง ซึ่งมีแต่รูปเดี่ยวในชุดข้าราชการตำรวจเต็มยศของเจ้าของบ้าน กับรูปคู่ของรุ่นน้องกับบิดาเท่านั้น
    ดูเหมือนครอบครัวนี้จะมีกันอยู่สองคน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแนวการแต่งบ้านถึงออกมาเป็นแบบนี้ เพราะอยู่กันแค่สองพ่อลูกนี่เอง
    ขณะกำลังยืนมองรูปน้องปิ่นในชุดนักเรียนอนุบาลนั่งบนตักของพ่อ ประตูบ้านก็เปิดออกพร้อมกับคนเดินเข้ามาหลายคน
    ณรัชต์เห็นคนเดินนำหน้าเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพ่อของน้องปิ่นเขาจึงรีบยกมือไหว้นายตำรวจใหญ่ของจังหวัดขมวดคิ้ว ทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ พร้อมกับหันไปเรียกเพื่อนของลูกสาวที่เจอกันหน้าบ้านให้เข้ามาข้างใน
    “พี่นะ สวัสดีค่ะ”น้องนิดน้องซีเพื่อนร่วมห้องของน้องปิ่นกล่าวทักทายณรัชต์
    “สวัสดีค่ะพี่” เด็กสาวรุ่นน้องหน้าตาคุ้นๆ ที่เดินตามเข้ามาอีกสองคนก็ยกมือไหว้ณรัชต์ด้วย
    เข้ามานั่งในห้องรับแขกกันหมดแล้ว นายตำรวจใหญ่เจ้าของบ้านเจ้าก็ขอตัวไปทำธุระต่อปล่อยให้เพื่อน ๆ ของลูกสาวพูดคุยกันไปพักเดียวน้องปิ่นก็เดินหัวเปียกลงมาจากชั้นบน กลุ่มเพื่อนๆ จึงากันเข้าไปรุมล้อมอวยพรวันเกิดพร้อมกับมอบของขวัญที่พากันนำมา ส่งให้เจ้าของงาน
    วันเกิดรุ่นน้องวันนี้มีเพื่อนสนิทมาทั้งหมด 7 คนรวมเจ้าของงาน ถ้านับณรัชต์ไปด้วยก็ 8 คนโดยมีณรัชต์เป็นผู้ชายคนเดียวท่ามกลางเด็กสาวชั้น ม.4 จากโรงเรียนของเขาและโรงเรียนสตรีสมัย ม.ต้นของน้องปิ่น
    รุ่นน้องที่หน้าตาคุ้นๆ ต่อมาณรัชต์ก็จำได้ว่าเป็นเพื่อนของน้องปิ่นสมัยที่เต้เคยเล่นแชทแล้วนัดไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกันเมื่อหลายเดือนก่อน
    ตุ๊กตาหมีของเขาได้รับความสนใจจากกลุ่มเด็กสาวอย่างสูงพากันพูดคุยชมว่าน่ารักกันเจี๊ยวจ๊าว
    สักพักพ่อของเจ้าของวันเกิดก็กลับเข้าบ้านมาพร้อมเค้กและพิซซ่ารวมทั้งไก่ทอดผู้พันถังใหญ่จากร้านฟาสต์ฟู้ดยี่ห้อดัง
    งานเลี้ยงเริ่มขึ้น เจ้าของวันเกิดเป่าเทียน ตัดเค้กแบ่งกันเสร็จเรียบร้อยก็จัดอาหารฟาสต์ฟู้ดใส่จาน จัดน้ำอัดลมออกมา กลุ่มเด็กสาวพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
    ณรัชต์ได้เค้กชิ้นหนึ่งพร้อมน่องไก่และพิซซ่าหนึ่งชิ้นก็ถือจานออกไปนั่งกินที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน ปล่อยกลุ่มเด็กสาวที่กำลังแกะของขวัญครึกครื้นกันไป ดูเหมือนของขวัญบางชิ้นที่เพื่อนซื้อให้เจ้าของวันเกิด ถ้าเขาซึ่งเป็นผู้ชายอยู่ด้วยคงจะพากันเขิน ดังนั้นณรัชต์จึงถือจานของกินพร้อมน้ำอัดลมออกมานั่งข้างนอก
    นั่งลงยังไม่ทันได้เริ่มหยิบไก่ทอดขึ้นมากินณรัชต์ก็ได้เพื่อนร่วมโต๊ะที่เดินถือจานใส่พิซซ่าวางลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวเดียวที่มีอยู่หน้าชานบ้าน พันตำรวจเอกในชุดครึ่งท่อน
    ก่อนหน้านั้นก็ได้มีการไหว้ทักทายกันไปแล้วเขาจึงไม่ต้องมาทักทายอะไรอีก ณรัชต์ก้มหน้าก้มตากินไก่ทอดกับพิซซ่าที่อยู่ตรงหน้าอย่างแข็งขัน เพราะวันนี้ตื่นสายข้าวเช้าก็ยังไม่กินเลยจนตอนนี้จะเที่ยงอยู่แล้วจึงหิวเป็นธรรมดา
    สำหรับสายตาเพ่งเล็งที่ออกจะดุดันเล็กน้อยจากเพื่อนร่วมโต๊ะท่านนี้ไม่ได้ทำให้ณรัชต์รู้สึกกดดันหรือสะทกสะท้านอะไร ยังคงตั้งหน้าตั้งตาลำเลียงไก่ทอดเข้าปากต่อไป
    ก็นะ...สายตากดดันแค่นี้เทียบไม่ได้เลยกับตอนที่เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลเครื่องจักรแล้วเครื่องจักรสำคัญในการผลิตเกิดขัดข้องขึ้นมา ตอนนั้นเขาโดนทั้งผู้จัดการฝ่ายผลิตที่ไม่สามารถรันงานได้กดดัน โดนผู้จัดการฝ่ายขายที่กลัวส่งของให้ลูกค้าไม่ได้ตามกำหนดบ่น โดนเจ้านายใหญ่สอบถามกดดันเข้ามาอีก ทั้งที่บ่อยครั้งเรื่องที่เกิดมันเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายเขาด้วยซ้ำ ดังนั้นสายตาของพ่อน้องปิ่นจึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเกร็งแต่อย่างใด
    “ออริกาโน่ไหม” รองผู้การฯ สอบถามเมื่อเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะหยิบชิ้นพิซซ่าขึ้นมาเตรียมจะกิน
    “ไม่ครับ ขอบคุณครับ” ณรัชต์ปฏิเสธอย่างฉับพลัน ตั้งแต่ตอนที่ต้องเหนื่อยยากลำบากขวนขวายหาไอ้เจ้าออริกาโน่นี่มาทำอาหารในคาบคหกรรม หลังจากนั้นเขาก็ไม่กินมันอีกเลย
    หลังจากนั่งดูณรัชต์กินไปได้สักพักนายตำรวจใหญ่ของจังหวัดก็เอ่ยปากถาม“เธอนี่ ใช่คนที่มาแจ้งความกับ สส.กำพลวันนั้นหรือเปล่า”
    “ครับ” เขาตอบ ความจำดีแฮะ สมกับเป็นตำรวจ
    เมื่อเพื่อนร่วมโต๊ะกล่าวถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเดือนก่อนณรัชต์จึงอดไม่ได้ที่จะเลียบเคียงเรื่องคดีเมื่อคราวนั้นนายตำรวจใหญ่คงเห็นว่าเขาก็เป็นหนึ่งในเจ้าทุกข์จึงพอจะตอบคำถามได้
    การสืบสวนก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เช็กกล้องวงจรปิดในสี่แยกของอำเภอถัดไปที่มีป้อมตำรวจก็พอจะหารูปพรรณสัญฐานของรถบรรทุกคันนั้นได้ และก็ตามไปสอบปากคำคนขับถึงที่ทำงานได้
    “คงเป็นการขับรถแบบคึกคะนอง” ณรัชต์คาดคะเนคำให้การวันนั้นแม้เหตุการณ์จะดูระทึกขวัญแต่ก็ไม่ได้เกิดความเสียหายอะไร ตำรวจคงทำอะไรไม่ได้มาก ยิ่งถ้าคนขับรถบรรทุกคันนั้นก็มีแบคเหมือนกัน“ฉลาดนี่” รองผู้การฯ จังหวัดกล่าว ขณะหันไปฉีกซองออริกาโน่ก่อนจะโรยลงบนหน้าชิ้นพิซซ่า
    ยังไงเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้รุนแรงนัก ฝ่ายตำรวจก็คงจะไม่อยากสืบสาวลึกลงไปอันอาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากจนกลายเป็นเผือกร้อนลวกมือได้เพราะคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นคนมีอิทธิพลในจังหวัดอย่างสูง ดังนั้นถ้าทำให้เป็นแค่เรื่องการขับรถโดยประมาทคึกคะนองไปเองก็คงเพียงแค่ตักเตือนและเปรียบเทียบปรับให้คดีจบๆ กันไปย่อมดีกว่าตอนนี้ผู้เสียหายที่เป็นคนร้องทุกข์ก็ชนะในการเลือกตั้งซ่อมไปแล้ว คงไม่คิดจะติดใจเอาความกันให้ถึงที่สุดจนอาจทำให้เรื่องลุกลามบานปลายจนเสียบรรยากาสที่เพิ่งชนะเลือกตั้งในตอนนี้
    “เป็นอะไรกับ สส.กำพลล่ะ”
    “ที่บ้านรู้จักกันน่ะครับ” บ้านเขาก็นับเป็นหัวคะแนนนี่เนอะ
    หลังจากกินพิซซ่าหมดชิ้นนายตำรวจใหญ่ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนกล่าวกับณรัชต์
    “เดี๋ยวจะไปธุระ ฝากดูพวกเด็กๆ หน่อยนะ” นายตำรวจกล่าวกับคนร่วมโต๊ะขณะมองเข้าไปดูลูกสาวกับเพื่อนๆ ที่หยอกล้อกันเล่นอยู่ภายในบ้าน“ครับ” หลังจากณรัชต์ตอบเสร็จ รองผู้การฯ จังหวัดก็หันหลังเดินออกนอกรั้วบ้านเดินตรงกลับไปยังที่ทำงานซึ่งอยู่ไม่ไกลทันที
    ณรัชต์เห็นเจ้าของบ้านแกะของขวัญที่เพื่อนๆ ให้จนครบหมดแล้วจึงเดินเข้าบ้านไปร่วมวง
    เพราะเป็นผู้ชายคนเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้ หลังจากเข้าร่วมวงสนทนากับกลุ่มเด็กสาวเขาจึงเป็นฝ่ายถูกกลุ่มรุ่นน้องพากันรุมสัมภาษณ์ซักถามถึงเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก หรือวันๆ หนึ่งที่โรงเรียนทำอะไรบ้าง
    จนบ่ายแก่ๆ ทุกคนก็ค่อยๆ ทยอยกันกลับ ณรัชต์เห็นกลุ่มเด็กสาวพากันกลับหมดแล้วจึงบอกลากลับบ้าง เจ้าของวันเกิดก็บอกว่าจะเดินไปส่งที่หน้าถนนหน้าสถานี
    ระหว่างเดินออกจากบ้านพักผ่านอาคารสถานีตำรวจรุ่นน้องเจ้าของวันเกิดที่เดินมาด้วยกันเงียบๆ ก็หันมาชวนณรัชต์คุย
    “หลังสอบเสร็จไม่รู้ว่าหนูจะได้เจอพี่นะอีก” น้ำเสียงมีแววหงอยๆ
    “ถ้าพี่สอบติดที่กรุงเทพฯ ไม่แน่เดี๋ยวก็อาจจะได้เจอกันอีก” ณรัชต์บอกรุ่นน้อง ก่อนกล่าวถึงเรื่องคณะที่เขาคิดจะเรียนต่อซึ่งยังไม่เคยบอกใครมาก่อน
    “ดีไม่ดีอีกสองปีข้างหน้า ปิ่นอาจจะได้เป็นรุ่นน้องคณะพี่ก็ได้นะ” ณรัชต์กล่าวยิ้ม ๆ
    “จริงหรือคะ พี่นะก็จะเลือกเรียนคณะนิติฯ เหรอคะ” ปิ่นตาเป็นประกายยื่นมือมาเขย่าแขนรุ่นพี่ด้วยความดีใจเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายจะเลือกเรียนคณะเดียวกับเธอ
    “จริงสิ พี่จะโกหกเราทำไม”
    นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมณรัชต์ถึงเล่าแนะนำเกี่ยวกับคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่รุ่นน้องสนใจได้อย่างละเอียดเขาก็ต้องศึกษาคณะที่คิดจะเรียนต่อน่ะสิ!
    พูดถึงสาเหตุที่เลือกเรียนกฎหมาย ณรัชต์นึกย้อนไปถึงตอนที่เขากำลังสับสนและไม่รู้ว่าจะทำอะไรในตอนที่รู้ตัวว่ากลับมาอยู่ร่างตัวเองเองสมัย ม.ปลายหลังจากที่ได้ฟังเทศน์จากหลวงตา เขาก็ปัดความสับสนและไม่สบายใจที่จู่ๆ ก็ย้อนเวลากลับมาสมัย ม.ปลายออกไป และหันมาตั้งเป้าหมายที่จะใช้ชีวิตในช่วงเวลานี้
    ช่วงชีวิตที่แล้วจนถึงก่อนเวลาจะลืมตาตื่นในช่วงเวลานี้ ณรัชต์ใช้ชีวิตไปตามครรลองอย่างคนทั่วไป ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน พยายามใช้ชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนคนอื่น และก็มีงานอดิเรกที่มองเป็นความสนุกอย่างการลงทุน ว่างๆ ก็เข้าวัดทำบุญปฏิบัติธรรมตามประสา
    ช่วงชีวิตนั้นณรัชต์แทบไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเลย อาจเพราะความสูญเสียในอดีตทำให้ลึกๆ แล้วณรัชต์ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาควรมีเป้าหมายอะไร จึงทำเพียงใช้ชีวิตไปวันๆ เท่านั้น ดังนั้นแม้ได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตสมัย ม.ปลายอีกครั้งเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีสุดท้ายเขาจึงเลือกเอาเรื่องยุ่งยากก่อนที่เขาจะได้ย้อนกลับมาที่ช่วงเวลานี้
    เรื่องยุ่งยากทั้งสองนั้นคือ เรื่องการช่วยเหลือประกันตัวของลูกชายของแม่บ้านโรงงาน และเรื่องหุ้นบริษัท TS
    สำหรับต้นเหตุของเรื่องยุ่งยากอย่างการเอาเงินบริษัทไปประกันตัวลูกของแม่บ้านในตอนนั้น เพราะเขารู้จักนิสัยของเด็กคนนั้นอยู่บ้างว่าเป็นเด็กใฝ่ดีจึงคิดจะช่วยเหลือ แต่เด็กคนนั้นถูกจับพร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวนไม่น้อยแบบนั้น ณรัชต์ก็ทำได้เพียงแค่ไปช่วยประกันตัวเพื่อให้เด็กหนุ่มได้ออกมาสอบปลายภาคเท่านั้น เพราะเขาไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายจึงช่วยอะไรไม่ได้มากณรัชต์เลยคิดว่าถ้าเขามีความรู้เรื่องกฎหมายคงช่วยอะไรได้มากกว่านี้
    นั่นจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสองอย่างตั้งแต่ต้นที่เขาคิดจะทำหนึ่ง คิดบัญชีกับบริษัท TS และหาเงินจากการลงทุนในหุ้นสอง หันมาเรียนกฎหมายแทนวิศวกรรมศาสตร์
    อีกอย่างที่เขาศึกษามาคร่าวๆ ดูเหมือนการเรียนคณะนี้จะไม่มีการส่งงาน คะแนนเก็บ หรือสอบย่อยอะไรพวกนี้ ส่วนใหญ่วิชาของคณะมีแต่การสอบอย่างเดียวในปลายภาค 100 คะแนนเท่านั้น เรียกว่าทั้งเทอมไปวัดกันในวันสอบอย่างเดียวก็ว่าได้
    นั่นคงจะทำให้ณรัชต์จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับกิจกรรมหรืองานกลุ่ม รายงานอะไรพวกนี้ เขาจะได้เอาเวลามาโฟกัสที่การลงทุนแบบเต็มเวลาจริง ๆ สักที เพราะเหตุผลสำคัญที่เขาคิดจะเข้าไปเรียนในกรุงเทพก็เพื่อจะได้เป็นนักลงทุนได้อย่างเต็มเวลานี่ล่ะ
    “ขอบคุณพี่นะ ค่ะ เป็นของขวัญวันเกิดที่หนูชอบมาก”
    “ไม่เป็นไรจ้ะ” รุ่นน้องเขาดูเหมือนจะชอบตุ๊กตาหมี
    เดินมาส่งถึงถนนหน้าสถานีตำรวจแล้วณรัชต์ก็โบกมือลารุ่นน้องเดินข้ามฝั่งไปเพื่อรอรถสองแถวกลับหอพัก





    เช้าวันอาทิตย์ณรัชต์ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้าเพราะมีนัด
    วันนี้เขาต้องให้น้องบีน่าพาไปร้านขายอาหารสัตว์ที่รู้จัก คงต้องเสียเวลาไม่น้อยเพราะเขาต้องเลือกซื้ออาหารแมวเพื่อเอาไว้มอบให้คนที่รับแมวโรงเรียนไปเลี้ยง รวมถึงอาหารสุนัขอีกจำนวนมากที่ต้องไปดูเพื่อสั่งไว้ให้เผื่อพวกเจ้าตูบในโรงเรียนช่วงปิดเทอม
    บ้านของรุ่นน้องสาวลูกครึ่งเดินทางสะดวกมาก เพียงนั่งสองแถวสายหนึ่งจากถนนหน้าหอพักก็พาวิ่งไปจอดถึงหน้าร้านอัญมนีและเครื่องประดับที่เป็นบ้านของรุ่นน้องได้อย่างสะดวก
    ลงจากรถสองแถวมองเข้าไปในร้านเห็นมีลูกค้าอยู่สองสามคนแต่ไม่เห็นรุ่นน้องที่นัดกันไว้เขาจึงเปิดประตูเข้าไปภายในร้าน
    เสียงกรุ๊งกริ๊งจากโมบายบนประตูเรียกสายตาเจ้าของร้าน พนักงาน และลูกค้าที่อยู่ในร้านมองมาทางเด็กหนุ่มที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเมื่อมองเห็นลูกค้าสองคนที่อยู่ในร้านณรัชต์ก็ทำหน้าแปลกใจ
    “อ้าวลูก! มาหาแม่เหรอ”
    แม่ของของเขาที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ทำหน้าแปลกใจที่เห็นลูกชายมาหา เพราะก็ไม่ได้นัดกันไว้ว่าให้มาเจอกัน
    “หรือนัดกันกับลูก” แม่ของณรัชต์หันไปถามลูกสาวคนโตที่มาด้วย อีกฝ่ายก็ส่ายหัว
    ณรัชต์อดมีสีหน้าเลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อเจอกับคำถามของมารดา ท่ามกลางสายตาของคนในร้านที่ยังจ้องมองเขาอยู่“เอ่อ….”
    แว่วเสียงตึงตังของคนรีบลงบันไดมาจากด้านในของร้าน พร้อมกับเสียงรุ่นน้องที่ลอยมาก่อนตัวราวกับจะตอบคำถามของแม่ณรัชต์
    “พี่นะมาแล้วเหรอคะ”
    --------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 3,000,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 633,300 บาท: เงินสดในบัญชีหุ้น 48,250,100 บาทมูลค่าสินทรัพย์รวม : 3,000,000 + 633,300 + 48,250,100= ปัจจุบัน 51,883,400 บาท
    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน