ลู่เมิ่งคิดว่าตัวเองจะได้อยู่แต่บ้านอ่านหนังสือเตรียมสอบไปตลอดสามเดือนไม่ออกไปไหน อย่างมากที่สุดก็คือออกไปโรงพยาบาล แต่ก็มีงานเลี้ยงฉลองที่ครอบครัวลู่ถูกเชิญไปด้วย
ซึ่งผู้เชิญนี้เป็ตระกูลที่คบค้าสมาคมด้วย มีฐานะสูงกว่าตระกูลลู่หนึ่งขั้น ดังนั้นจึงต้องไปเข้าร่วมอย่างช่วยไม่ได้
คุณแม่ลู่สั่งตัดชุดใหม่ให้ลู่เมิ่ง ซึ่งเธอเลือกเองกับมือ เป็ชุดเดรสสั้นสีเหลืองอ่อนที่ขับผิวที่ขาวซีดของฉันให้ขาวขึ้นไปอีก เข็มขัดสีขาวประดับด้วยดอกทิวลิปสีเหลืองและสร้อยไข่มุกสีขาวเม็ดเล็กๆ รองเท้าหุ้มส้นสีเหลืองประดับมุกสีชมพู ผมยาวถูกถักเป็เปียหลวมๆ ผสานกับริบบิ้นสีเหลืองอ่อนผูกเป็โบว์ด้านหลังอย่างน่ารัก แต่งหน้าสีอ่อนโทนสีชมพูส้มดูหวานสดใส
ลู่เมิ่งในชุดนี้เหมือนจะดูเด็กลงไปเหลืออายุสิบหกสิบเจ็ดปี
เด็กจนรู้สึกแปลกๆ
ขนาดคุณพ่อลู่กับลู่เหวินยังทำหน้าแปลกๆ เมื่อเห็นลู่เมิ่งตอนใส่ชุดนี้
“เมิ่งเมิ่ง... น่ารักมากเลยลูก” คุณพ่อลู่เอ่ยชม
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” หญิงสาวผู้หน้าอ่อนกว่าวัยยิ้มรับอย่างมีความสุข
“นึกถึงตอนลูกเพิ่งขึ้นมัธยมปลายเลย”
ลู่เมิ่ง “...”
คุณแม่ลู่ “...”
“แค่กๆ อะแฮ่มๆ” พี่ลู่เหวินไอ มุมปากยกสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาตลกมากจนต้องไอกลบเกลื่อนเพราะกลัวไปสร้างความขุ่นเคืองให้น้องสาว แต่น้องสาวดันรู้ทันเนี่ยสิ
นี่แน่ะ! เหยียบเท้าเข้าให้
“เจ็บนะยัยน้อง” ลู่เหวินกัดฟันกรอดไม่กล้าโวยวายเสียงดัง
“ก็เหยียบให้เจ็บน่ะสิคะ!”
ลู่เหวิน “...”
พี่ชายมองอย่างจนใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากตามใจและเอาใจเ้าหญิงน้อยของครอบครัว
เกิดเป็พี่ใหญ่ต้องอดทน
คุณพ่อและคุณแม่ลู่หัวเราะกับท่าทางของลูกรักทั้งสองคน ตักเตือนพวกเขาเล็กน้อยถึงข้อควรระวังในงานเลี้ยง ก่อนจะควงแขนกันขึ้นรถไปงานเลี้ยงวันเกิดในคืนนี้
งานเลี้ยงวันเกิดไม่ใช่ของผู้ใหญ่ แต่เป็งานฉลองของลูกสาวของครอบครัว ในระหว่างทางลู่เหวินก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนครอบครัวเฉียนมีข่าวลือออกมาว่าพบลูกสาวที่ถูกสลับตัวไปเมื่อสิบแปดปีที่แล้ว ลูกสาวคนปัจจุบันไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริง การจัดงานเลี้ยงวันเกิดครั้งนี้ก็เพื่อเปิดตัวลูกสาวด้วย
หลายคนที่มางานเลี้ยงนอกจากจะมาเพื่อดูสถานการณ์ของครอบครัวเฉียนแล้ว บางคนก็มาเพื่อดูเื่ตลกด้วย
ลูกสาวที่แท้จริงเป็เด็กที่ถูกเลี้ยงมาจากชนบท เื่รูปลักษณ์กับกิริยาคงไม่ได้ดีสักเท่าไหร่นัก ยังดีที่มีการศึกษาอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าจะเข้าสังคมกับครอบครัวที่ฐานะร่ำรวยได้ง่าย
เมื่อถึงงานเลี้ยงหลังจากมอบของขวัญแล้วคุณพ่อลู่กับคุณแม่ลู่ก็อวยพรวันเกิดให้กับทางครอบครัวเฉียนที่เป็เ้าภาพสองสามประโยค และให้ลู่เมิ่งทักทายพวกเขา
“นี่คือหนูลู่เมิ่งสินะ น่ารักอิ่มเอิบมากเลยค่ะ ดูไม่ออกเลยว่าเคยป่วยมาตลอดสามปี” คุณนายเฉียนพูดขณะมองเธออย่างสนอกสนใจ ลู่เมิ่งยิ้มหวานแล้วหันไปทางพ่อกับแม่
“ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลด้วยรักและใส่ใจทำให้หนูสุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ” จากนั้นก็ไปจับแขนพี่ชายที่เริ่มหน้าบูดบึ้ง “แน่นอนว่าพี่เหวินก็ด้วย พี่ชายเอาใจใส่น้องที่สุด”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว” ลู่เหวินพยายามกดมุมปากลงแต่สายตาก็ฟ้องชัดถึงความดีอกดีใจ
ถึงลู่เหวินจะอายุมากขึ้นแต่นิสัยบางอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยโดยเฉพาะการชอบฟังน้องสาวยกยอ เขามันเป็ผู้ชายหลงตัวเอง
“พี่น้องดูสนิทกันดีนะครับ” คุณเฉียนมองพวกเราพี่น้องอย่างเอ็นดู พ่อลู่หัวเราะแล้วพยักหน้า
“ก็พี่น้องกัน สนิทกันเป็ธรรมดาแหละครับ”
แล้วจากนั้นก็พูดชื่นชมลูกของกันและกันไปอีกเล็กน้อย เป็ธรรมดาที่พวกผู้ใหญ่จะชอบอวดลูกหลายที่ดี แล้วก็ชมลูกคนอื่นไปด้วยอย่างเสมอภาค
ลู่เหวินน่ะดี แต่ลู่เมิ่งที่เพิ่งฟื้นขึ้นมามีอะไรน่าอวดน่าชื่นชม ประวัติของเธอั้แ่เกิดจนอายุสิบแปดปี (ไม่นับ่เวลาในยมโลก) ไม่มีผลงานเป็ที่น่าจดจำสักนิดเดียวเลยนะ พวกผู้ใหญ่ยังเอ่ยปากชื่นชมกันอย่างหน้าชื่นตาบานได้...
จะบอกว่าสุดยอดหรือตะขิดตะขวงใจดีล่ะ
ครอบครัวเฉียนยังต้องออกไปรับแขกคนอื่นอีกการสนทนาก็เลยไม่ยืดยาวนัก ครอบครัวของลู่ก็ย้ายไปยืนรวมกับกลุ่มคนที่สนิทสนมคบค้ากัน หนึ่งในนั้นมีครอบครัวหนิงด้วย
หนิงลี่เองก็มาเหมือนกัน
“พี่เมิ่ง... ทำไมพี่แต่งตัวแบบนี้ล่ะ” หนิงลี่มองลู่เมิ่งด้วยสีหน้าซับซ้อน ลู่เมิ่งกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา สีหน้าไม่ค่อยดี
“มันดูไม่ดีเหรอ?”
“มันดูเด็กกว่าอายุจริงมากเกินไปน่ะสิ ฉันยืนข้างๆ พี่เมิ่งแล้วเหมือนฉันเป็พี่มากกว่าอีก พี่ไปยืนไกลๆ เลยนะ”
ลู่เมิ่ง “...”
ลู่เหวิน “...แค่กๆ”
ลู่เมิ่งหันไปมองค้อนใส่ลู่เหวินที่ไออีกครั้ง
นี่ก็เส้นตื้นเกินไปหรือเปล่า คนอื่นว่าน้องสาวเด็กมากมันน่าตลกตรงไหน
“คราวหน้าฉันจะบอกให้คุณแม่เลือกชุดให้เธอด้วยดีไหม ใส่ออกมาแล้วเราจะได้ดูเด็กเหมือนกันทั้งคู่ยังไงล่ะ” ลู่เมิ่งเบ้ปากอย่างควบคุมไม่ได้
ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูมากยิ่งขึ้น เหมือนเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่กำลังเรียกร้องให้คนมาโอ๋
“ป้าใหญ่เป็คนเลือกชุดเหรอ สุดยอดเลย แต่ไม่ต้องเลือกให้ฉันหรอก”
“ทำไม?”
“แต่งตัวแบบพี่มันดูเด็กไม่บรรลุนิติภาวะเกินไป เดี๋ยวรุ่นพี่จะถูกเข้าใจผิดว่าเป็พวกชอบกินหญ้าอ่อน”
“เป็แฟนเขาให้ได้ก่อนค่อยไปห่วงเื่นั้นเถอะ”
หนิงลี่ “...”
ลู่เหวิน “...หึๆ แค่กๆๆ”
ขำหนักกว่าเดิมอีก
หนิงลี่ยกมือกุมอกท่าทางเ็ปจากการถูกแทงใจดำ ลู่เมิ่งหันไปจะหยิบเครื่องดื่มจากบริกร ซึ่งในถาดนั้นมีแต่น้ำผลไม้ ลู่เมิ่งกะพริบตา ทำไมถาดนี้มีแต่น้ำผลไม้ในขณะที่ผู้หญิงอีกกลุ่มมีแอลกอฮอล์
“คุณหนูยังไม่บรรลุนิติภาวะเ้าภาพไม่ให้บริการแอลกอฮอล์ครับ” บริกรพูดเมื่อเห็นลู่เมิ่งไม่หยิบสักแก้วแต่มองสลับไปมากันถาดของบริกรคนอื่น
ลู่เมิ่ง “...”
เธอมองบริกรอย่างเหม่อลอย
ลู่เหวินรีบเดินหนีออกไปด้วยสีหน้าประหลาดๆ จะยิ้มก็ไม่ใช่จะบึ้งก็ไม่เชิง ตรงนี้อยู่ไม่ได้แล้ว กลั้นหัวเราะมากไปจนเจ็บคอปวดท้องไปหมด
“ฮ่าๆ ขำจะตายแล้ว” หนิงลี่หัวเราะออกมาอย่างไม่รักษามาดแล้วหยิบน้ำผลไม้มาสองแก้ว “เอาล่ะ พี่เมิ่งผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ดื่มน้ำผลไม้ไปนะคะ”
“เงียบไปเลยหนิงลี่” ลู่เมิ่งหยิบแก้วมาอย่างโมโหแล้วพาลถลึงตาใส่หนิงลี่ไปด้วย บริกรก็จากไปด้วยความงุนงง
กลับไปเธอจะเก็บชุดนี้ซ่อนในซอกตู้ไม่เอาออกมาใส่อีกเลย!
ลู่เมิ่งกับหนิงลี่ก็ไปคุยกับเพื่อนๆ ในสังคมเดียวกัน เนื่องจากลู่เมิ่งที่ไม่ได้ออกงานสังคมมานานถึงสามปีแต่ก็ยังเป็ที่รู้จักอยู่บ้าง ทำให้การพูดคุยกับคนอื่นไม่ได้ติดขัด และเพราะหายไปจากสังคมนานไม่รู้ข่าววงในอื่นๆ หญิงสาวเหล่านี้ก็กระตือรือร้นที่จะเล่าให้ฟังอย่างออกรส
จากครอบครัวระดับเดียวกันไปจนถึงครอบครัวที่สูงกว่ามีข่าวอะไรบ้าง ทั้งข่าวความสำเร็จ ข่าวเสียหาย ข่าวล้มละลายไปจนถึงข่าวชู้สาว รู้มากกว่าที่สำนักข่าวต่างๆ รู้เสียอีก
คุยกันอย่างออกรสเป็เวลานานก็ถึงเวลาที่ตัวเอกของงานจะปรากฏ หญิงสาวสองคนที่กำลังเดินเข้ามาพบปะผู้คนนั้นมองแวบแรกก็สามารถแยกแยะได้ทันทีว่าใครเป็ใคร
คนหนึ่งมีบรรยากาศที่สดใส สวยงามและมั่นใจ
อีกคนหนึ่งมีความเขินอาย ประหม่าและหวาดกลัว
คนหลังน่าจะเป็ลูกสาวที่เพิ่งพบของครอบครัวเฉียน
ลู่เมิ่งขมวดคิ้วเกือบเค้นยิ้มออกมาอย่างดูแคลน ยกน้ำผมไม้ขึ้นจิบเล็กน้อย
ไม่ได้ดูถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ประหม่าและหวาดกลัว แต่เป็ผู้ใหญ่ที่พาเธอเข้ามาในงานต่างหาก ไม่ว่าจะมองจากตรงไหนก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับผู้หญิงคนนี้เลย
ลองเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ใช่สายเืแต่ถูกเลี้ยงดูมานั่นสิ แตกต่างกันมากขนาดไหน ทั้งเสื้อผ้าทั้งการแสดงออก แล้วเด็กคนนั้นไม่รู้เหรอว่านี่เป็งานเปิดตัวของลูกสาวแท้ๆ ทำไมยังวางท่าเกินหน้าเกินตาอีก
ดูยังไงก็เจตนา
ลู่เมิ่งกดความไม่พอใจลง สุดท้ายก็เมินหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อไม่ให้ตัวเองอยากวุ่นวายกับครอบครัวคนอื่นนัก คนอื่นสังเกตเห็นความผิดปกติของลู่เมิ่งได้เช่นกัน
“เป็อะไรพี่เมิ่ง ไม่ถูกใจลูกสาวแท้ๆ ของครอบครัวเฉียนเหรอ?”
“ทำไมฉันต้องไม่ถูกใจเด็กคนนั้นด้วย”
“แล้วพี่เมินหน้าหนีทำไมล่ะ”
“ก็แค่ทนมองการแสดงเสแสร้งของลูกสาวปลอมของครอบครัวเฉียนไม่ไหว” ลู่เมิ่งพูดออกไปตามตรง ขีดเส้นแบ่งความชอบชัดเจน “ใครสนิทกับลูกสาวปลอมของครอบครัวเฉียนก็ทำไปนะ ฉันทำไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงไป ถึงไม่ชอบแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเป็อริกัน”
“เอ๊ะ เป็การแสดงเสแสร้งยังไงน่ะ” เพื่อนของหนิงลี่ถามอย่างใคร่รู้
“อย่ารู้เลย ถือเสียว่าฉันอคติก็แล้วกัน” ลู่เมิ่งยิ้มปฏิเสธ
“พี่ลู่เมิ่งบอกมาเถอะ”
“พี่สาวลู่เมิ่ง~”
เสียงเรียกพี่สาวลู่เมิ่งดังอีกหลายครั้งอย่างเซ้าซี้และอยากรู้อยากเห็น
หากเป็ทุกทีลู่เมิ่งจะไม่ยุ่ง แต่ไม่รู้ทำไมลางสังหรณ์บอกให้เธอพูดออกไปตามที่คิด ไม่ต้องอาศัยความกล้าและการคิดอย่างรอบคอบลู่เมิ่งก็พูดออกไปทันที ชี้ให้เห็นการแสดงของเด็กน้อยที่อ่อนด้อยแต่อาศัยความรักบังตาของคนที่เลี้ยงดูมาทำเื่ไม่ดี
“ในเมื่อพวกเธออยากรู้ฉันก็จะบอกอย่างตรงไปตรงมา อย่างแรก ในงานเลี้ยงวันเกิดนี้ เ้าของงานที่แท้จริงคือลูกสาวที่แท้จริงของครอบครัวเฉียน แต่สาวน้อยคนนั้นกลับไม่เด่น ไม่ว่าจะด้วยเสื้อผ้า การแต่งหน้าและบุคลิกภาพ ในฐานะคนที่เปิดตัวของอย่างนี้ต้องเตรียมพร้อมอย่างเอาใจใส่และละเอียดถี่ถ้วน แต่พวกเธอดูสิ... ชุดที่ไม่พอดีตัว สีชุดที่ไม่เข้ากับผิว เครื่องประดับที่ไม่เข้าชุด บุคลิกที่ขลาดกลัว มารยาทพื้นฐานก็บกพร่อง”
เหล่าหญิงสาวหันไปมองทีละจุดตามที่ลูเมิ่งพูดแล้วพยักหน้าเห็นด้วย ข้อบงพร่องของเด็กคนนั้นเยอะเกินไปอย่างชัดเจน
แต่นี่เพียงอย่างแรก
“อย่างที่สอง เห็นว่ารับตัวกลับมาก็หลายอาทิตย์แล้วแต่ทั้งรูปร่าง เสื้อผ้า บุคลิกภาพและมารยาท ต่อให้เป็เื่เร่งด่วนก็ไม่น่าจะบกพร่องขนาดนี้ ตราบใดที่ไม่ใช่คนปัญญาอ่อนพวกเขาจะรู้จักเรียนรู้อย่างแน่นอน แต่ทำไมถึงยังบกพร่องได้ขนาดนั้นกัน จากที่ดูเด็กสาวคนนั้นก็ไม่ได้เหมือนคนสติมีปัญหาด้วยนะ”
“พี่สาวลู่เมิ่งจะบอกว่าครอบครัวเฉียนไม่ได้ใส่ใจกับลูกสาวคนนี้เหรอคะ?”
“ถ้าใส่ใจยังจะเป็แบบนี้เหรอ” ลู่เมิ่งเค้นหัวเราะ แล้วชี้มาที่ตัวเธอเอง “พวกเธอรู้สินะว่าฉันหลับไปสามปี เื่แฟชั่นก็คงตามยุคไม่ทันเท่าไหร่ ทั้งชุดของฉันคุณนายลู่เลยเลือกให้ทั้งหมด นี่ต่างหากถึงจะเป็ความเอาใจใส่ที่แท้จริง”
เมื่อมีการเปรียบเทียบที่เด่นชัดขนาดนี้ แต่ให้คนที่ยังไม่ค่อยเชื่อก็เริ่มเอนเอียงไปแล้ว สายตาที่มองไปที่ครอบครัวเฉียนเริ่มเปลี่ยนไป
ลู่เมิ่งพูดแล้วก็เริ่มติดลม สายตาเบนไปที่หญิงสาวอีกคนหนึ่งของครอบครัวเฉียน