ตอนที่ 14
บุรุษตระกูลนี้ขี้เก๊กกันทุกคนเลยหรือ ? (1/2)
ผ่านมากว่าเจ็ดวันอาการท้องเสียและอาเจียนของชาวบ้านถูกรักษาจนหายแต่ตรงกันข้ามกับอาการไข้ขึ้นตลอดเวลาของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านไป๋ฮวาและทีมหมอหลวงได้แต่รักษาตามอาการแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จนกระทั่ง..มีคนตาย
“จะว่าไป...ก็ยังมีอีกหนึ่งหนทางรักษาเ้าค่ะ”
“อย่างไร ?”
“ฝังเข็ม"
วิธีรักษาที่ไป๋ฮวากล่าวมานั้นสร้างความประหลาดใจกับทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมเพราะศาสตร์ที่ว่านี้ไม่เป็ที่นิยมนักในยุคสมัยที่มีมนตรา
ไป๋อวี้ที่ยืนอยู่หน้ากระโจมได้ยินเสียงด้านในชัดเจนเพราะมนตรานางคาดว่าภายในกระโจมกำลังประชุมกันอย่างเคร่งเครียดไม่ใช่ว่านางไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประชุม แต่ต่อให้เข้าไปคุยหลายชั่วยามนางก็ช่วยสิ่งใดไม่ได้จึงทำได้เพียงจัดเตรียมชาและของว่างให้คณะประชุมที่อยู่ในนั้นมาหลายชั่วยามแล้ว
นางถือคติว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องทั้งความสะอาดของอาหารการกินเป็สิ่งสำคัญนางจึงจัดการเื่นี้ด้วยตนเอง
สาวงามอันดับหนึ่งแห่งต้าหยางยืนอยู่หน้ากระโจมที่ประชุมแผ่นหลังเหยียดตรง เรือนผมสีดำยาวจดเอวคอดกิ่ว เส้นไหมนุ่มครึ่งหนึ่งถูกรวบขึ้นเป็ทรงผมเฉกเช่นสตรีชั้นสูงที่ยังไม่ออกเรือนวันนี้นางปักปิ่นหยกและเสียบหวีอันเล็กที่ประดับด้วยอัญมณีงดงามสมฐานะ แต่ไม่โอ่อ่าเกินไปให้เข้ากับสถานการณ์
เสี่ยวซีมองแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูของตนแล้วก็รู้สึกหดหู่หัวใจแต่ไหนแต่ไรมาคุณหนูของนางไม่เคยต้องลำบากเช่นนี้ คุณหนูสูงศักดิ์ถึงปานนี้แต่กลับต้องตื่นเช้ามืดเพื่อเตรียมอาหารให้กองทัพและคนในหมู่บ้านทั้งสามมื้อไหนจะต้องปลีกตัวไปสืบหาที่มาของโรค
เคราะห์ดีที่ตอนนี้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านถัดไปมีอาการอาหารเป็พิษเช่นกันแต่ไม่อาการหนักถึงขั้นจับไข้และเสียชีวิต
ครั้งนี้ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการให้ฉินหวางและหมอหลวงจำนวนมากมาช่วยเหลือที่หมู่บ้านซึ่งเป็เื่ดีสำหรับชาวบ้านแต่เมื่อไป๋อวี้มองในมุมของการเมืองก็เท่ากับว่าโอวหยางเฟยหลงกำลังถูกกีดกันจากภารกิจนี้โดยเป็โอวหยางิเซียนมารับหน้าที่ต่อซึ่งถือว่าแย่งผลงานกันอย่างซึ่ง ๆ หน้า
ตอนนี้โอวหยางิเซียนก็อยู่ที่นี่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าโอวหยางเฟยหลงมิได้แยแสสิ่งใดเช่นเดิม
“ทูลหวางเย่ ไป๋อวี้ขออนุญาตเข้าเฝ้าเพคะ”
น้ำเสียงหวานเอ่ยพอเป็พิธีขัดเสียงถกเถียงจากด้านในจนเงียบไปคล้ายเป็เชิงอนุญาตทหารสองนายเปิดกระโจมให้ไป๋อวี้และสาวใช้อีกแปดคนเข้าไป นางยอบตัวกล่าวคำถวายพระพรจากนั้นเหล่าสาวใช้ก็จัดชาและของว่างให้บุคคลในกระโจมอย่างรู้งาน
“หม่อมฉันเห็นว่าทรงหารือกันมาหลายชั่วยามแล้วจึงนำชาเเละของว่างมาถวายเพคะ”
“คุณหนูไป๋ช่างน้ำใจงามนัก” โอวหยางิเซียนเอ่ยตามมารยาทในขณะที่โอวหยางเฟยหลงที่นั่งนิ่งเช่นทุกครั้งที่นางนำของว่างมาในที่ประชุม มารยาทของอาหลานช่างแตกต่างกันยิ่งนัก !
“หวางเย่ทั้งสองโปรดถนอมพระวรกายด้วยเพคะ”ร่างบางในอาภรณ์สีเข้มเปล่งเสียงหวานอย่างนอบน้อมหมอหลวงชุดใหม่ที่ตามเสด็จมาต่างชื่นชมในความมากน้ำใจของคุณหนูผู้นี้ยิ่งนัก
โอวหยางเฟยหลงไม่เอ่ยสิ่งใดปล่อยให้การรับหน้าสตรีเป็ของโอวหยางิเซียนเพราะแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ไม่มีความคิดที่จะรักษาภาพลักษณ์ใด ๆ ของตนแต่ครานี้ัดำโบกมือเป็สัญญาณให้ทหารนำเก้าอี้มาให้ไป๋อวี้เป็เชิงว่าให้นางนั่งลงร่วมประชุมด้วยนางร้ายสาวแอบขัดใจกับการออกคำสั่งทางอ้อมนี้แต่ก็จำใจแย้มยิ้มเอ่ยคำขอบพระทัยแล้วเดินไปนั่งข้างไป๋ฮวาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อไป๋อวี้เข้ามาก็คล้ายว่าหญิงงามอันดับหนึ่งทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นความจริงแล้วไป๋อวี้เลือกที่จะเข้ามาขัดจังหวะในเวลานี้เพื่อเป็การยุติการถกเถียงของหมอหลวงที่ทรงภูมิแต่ยังไม่ยอมรับการรักษาที่ไม่คุ้นชินอย่างการฝังเข็ม แต่ไป๋อวี้รู้ดีว่าไป๋ฮวาจะทำสำเร็จเช่นในซีรีส์นางจึงไม่้าให้เสียเวลาประชุมกันไปมากกว่านี้ยิ่งดำเนินการรักษาได้เร็วขึ้นชาวบ้านก็จะหายไวขึ้น
“ทูลฉินหวางกระหม่อมไม่ค่อยแน่ใจเื่การรักษาเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากบรรยากาศเริ่มสงบลงและพร้อมจะหารือต่อหมอหลวงที่เดินทางมาพร้อมโอวหยางิเซียนก็กล่าวขึ้นพลางมองไปที่ไป๋ฮวาอย่างไม่เชื่อใจนัก
“แล้วคุณหนูไป๋เล่ารู้จักการฝังเข็มได้อย่างไร” โอวหยางิเซียนเอ่ยกับสตรีที่เคยช่วยชีวิตตนด้วยท่าทางสงบนิ่งเป็การแสดงออกที่ไร้ซึ่งความสนิทสนมคล้ายว่าคนไม่รู้จักกัน ซึ่งแตกต่างจากความจริงในใจนัก
ตามซีรีส์แล้วหลังจากที่พระนางรู้ฐานะของกันและกัน ไป๋ฮวาเป็ฝ่ายขอร้องให้โอวหยางิเซียนทำทีว่าไม่รู้จักกับตนเพราะเกรงว่าไป๋อวี้จะไม่พอใจทั้งเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนถูกซ่อนเป็ความลับในใจของคนทั้งสอง
ไป๋อวี้แอบเวทนาในใจ...เกิดเป็พระนางนี่ช่างเ็ปดีแท้
“หม่อมฉันศึกษาในตำราขณะที่อยู่ที่นี่เพคะ”น้ำเสียงหวานใสเอ่ยกับผู้สูงศักดิ์อันดับสองของที่แห่งนี้
“ทูลหวางเย่ นางเป็เพียงสตรีจะมีความรู้ใดมากมายนักทรงอนุญาตหาวิธีใหม่เถิดพ่ะย่ะค่ะ” เป็หมอหลวงอีกคนที่เดินทางมาสมทบกล่าวกับโอวหยางิเซียน พวกเขาไม่ไว้ใจในความสามารถของไป๋ฮวาต่างจากหมอหลวงที่อยู่ที่นี่ก่อน
ผู้ใดก็รู้ว่าคุณหนูสี่ตระกูลไป๋เป็สตรีไร้ประโยชน์แม้แต่มนตรายังไม่มีแล้วจะมีวิชาทางแพทย์ได้อย่างไร ยิ่งมนตราเยียวยายิ่งไม่ต้องพูดถึง! เื่ที่ว่านางเป็ผู้คิดค้นการรักษาและยับยั้งโรคติดต่อนี้คงเป็ข่าวลือแท้จริงแล้วคงเป็ฝีมือหมอหลวงของกองทัพต่างหาก !
คิ้วเข้มบนใบหน้าร้ายกาจของพระเอกขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“เสด็จอาทรงคิดเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” โอวหยางิเซียนหันมาถามผู้สูงศักดิ์กว่าตน เขาไม่อาจตัดสินใจอันใดข้ามหน้าข้ามตาผู้ดำรงตำแหน่งรุ่ยหวางในรัชกาลก่อนได้ทั้งโอวหยางเฟยหลงยังเป็แม่ทัพใหญ่ในตอนนี้และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็อาแท้ ๆของเขาอีกด้วย
“ให้นางลองดู” บุรุษภายใต้หน้ากากสีดำเอ่ยเสียงราบเรียบเช่นเคยแต่ความดุดันในน้ำเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดเอ่ยทัดทานแม้เพียงครึ่งคำ
หมอหลวงที่ตามมากับโอวหยางิเซียนต่างพากันอ้าปากและหุบฉับลงพวกเขาไม่บังอาจเอ่ยคำทัดทานใดคนผู้นี้ได้ ด้วยรู้ดีว่ารุ่ยหวางนิสัยเหมือนฮ่องเต้ผู้เป็พี่ชายยิ่งนักนั่นคือสิ่งใดที่พูดออกมาย่อมหมายความว่าคิดมาถี่ถ้วนแล้ว และสิ่งนั้นจะต้องหมายความตามที่พูดไม่มีการกลับคำเด็ดขาดซึ่งส่วนนี้ทั้งสองพระองค์ทรงดื้อรั้นยิ่งกว่าสิ่งใด
ไป๋อวี้มองคำตัดสินที่เรียบง่ายแต่เฉียบขาดอย่างสนใจ
คนเป็อานั้นนิ่งเฉยแต่แฝงด้วยอำนาจคนเป็หลานก็มักเ็าต่อหน้าผู้อื่นแม้จะรูปงามกว่านักแสดงระดับพระเอกในชาติก่อนอยู่หลายส่วนแต่ไป๋อวี้ก็ไม่รู้สึกเจริญตาเจริญใจแม้แต่น้อยนั่นเพราะ....บุรุษตระกูลนี้ขี้เก๊กทุกคนเลยหรือ ?
“หากว่ามีสิ่งใดผิดพลาดเ้าจะรับผิดชอบด้วยชีวิตหรือไม่”เ้าของั์ตาสีเงินมองไป๋ฮวา คล้ายว่าบัดนี้แม่ทัพใหญ่กำลังสั่งการทหารในบังคับบัญชาต่างจากสายตาเมินเฉยเช่นเมื่อครู่
แพทย์สาวจากอนาคตเกิดความกดดันจากดวงตาสีเงินจนขนลุกไปทั่วร่างกายในชาติก่อนนางเคยเจอกับสายตาจากผู้ทรงอำนาจอยู่บ้างแต่ไม่เคยพบกับความกดดันถึงเพียงนี้ ไป๋ฮวากำมือแน่นสูดลมหายใจเรียกความมั่นใจยามสบเข้ากับดวงตาของโอวหยางิเซียนพร้อมทั้งได้รับรอยยิ้มมุมปากเป็เชิงให้กำลังใจจากเขาก็ทำให้ไป๋ฮวาแย้มยิ้มกว้างแล้วหันไปกล่าวกับแม่ทัพใหญ่ผู้ให้โอกาสตนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หากมีสิ่งใดผิดพลาดหม่อมฉันขอรับผิดชอบด้วยชีวิตเพคะ !”
“ดีมาก” โอวหยางเฟยหลงลุกขึ้นเต็มความสูง“จากนี้ต่อไปเปิ่นหวางให้สิทธิ์คุณหนูไป๋ฮวาในการรักษาผู้ป่วยด้วยการฝังเข็มหากมีผู้ใดขัดขวางการรักษาของนางถือว่าขัดขวางคำสั่งของเปิ่นหวางเช่นกัน !”
“น้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
“เปิ่นหวางต้องเร่งกลับเมืองหลวงตามพระราชโองการจากนี้คงต้องลำบากเ้าแล้ว” ประโยคหลังผู้เป็อากล่าวกับหลานชาย
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จอา”โอวหยางิเซียนน้อมศีรษะรับคำ
“อีกหนึ่งชั่วยามเปิ่นหวางจะเดินทางกลับเมืองหลวงพวกเ้ามีสิ่งใดจะหารือเื่การรักษาก็ตามสบาย” พูดจบก็สะบัดผ้าคลุมสีดำแล้วเดินออกไปด้วยท่วงท่าองอาจ
“น้อมส่งหวางเย่”
หลังส่งเสด็จผู้สูงศักดิ์ ทุกคนก็กลับมาหารือเื่ของขั้นตอนการรักษารวมไปถึงการเตรียมเข็มอันเป็อุปกรณ์สำคัญที่แปลกใหม่ในการรักษาครั้งนี้
ทั้งหมอหลวงและโอวหยางิเซียนนั่งฟังไป๋ฮวาอธิบายอย่างตั้งใจจนเวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ด้วยความเร่งรีบทำให้ไป๋อวี้ไม่มีโอกาสกล่าวถึงเื่ต้นตอของโรคที่จะต้องแก้ไขไปพร้อมกับการรักษา
ครั้นจะขอเข้าเฝ้าโอวหยางิเซียนหรือให้ไปพูดกับไป๋ฮวานั้นก็ยากเย็นนักเพราะทั้งสองออกเดินทางไปอีกหมู่บ้านอย่างเร่งรีบ ไป๋อวี้จึงเหลือทางเลือกสุดท้ายคือการไปทูลกับแม่ทัพใหญ่ผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่เมื่อไป๋อวี้ออกจากกระโจมมาก็เห็นขบวนเดินทางของโอวหยางเฟยหลงควบม้าออกไปด้วยความรวดเร็วคล้ายลืมไปแล้วว่าตัวเองเพิ่งได้รับาเ็มา
“แล้วเช่นนี้พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปล่ะเ้าคะ”
เสี่ยวซีถามคุณหนูของตนเมื่อเห็นแล้วว่าในตอนนี้ไม่เหลือผู้ที่จะออกคำสั่งเพื่อเอื้อความช่วยเหลือได้วันนี้ไป๋อวี้ตั้งใจจะมาทูลเื่การหาต้นตอของโรคเพราะก่อนหน้านี้ทุกฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปรักษาที่เร่งด่วนจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับสาเหตุของโรคร้ายแม้บุคคลสำคัญจะมารวมตัวหารือกันแต่คุณหนูของนางก็ยังไม่มีโอกาสทูลเื่นั้นเสียที
“ข้าคงต้องลงมือเอง”
“แต่คุณหนูไปที่แม่น้ำแล้วก็ยังไม่พบสาเหตุนี่เ้าคะ”
“หมู่บ้านที่เกิดโรคระบาดล้วนเป็หมู่บ้านที่ใช้น้ำในแม่น้ำนี้ข้าจะไปตรวจสอบแม่น้ำอีกครั้ง”
“บ่าวจะไปตามคนของตระกูลไป๋มาช่วยอีกแรงนะเ้าคะ”
“ไม่ต้องคนของตระกูลให้ช่วยเหลือเื่อาหารต่อไปส่วนเื่อารักขาข้าจะไปขอแรงจากนายกองที่ประจำการอยู่ที่นี่”
ในตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดด้านการทหารมีเพียงนายกองที่ประจำอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวี้้าสำรวจแม่น้ำสายนั้นอีกครั้งอย่างละเอียด การพาทหารไปด้วยย่อมสำคัญกับความปลอดภัยของนาง
.
.
.
“เรียนคุณหนูไป๋ตอนนี้ทหารที่ประจำอยู่ที่นี่นั้นมีไม่มากนักขอรับ เกรงว่าจำนวนสิบนายที่คุณหนูขอข้าน้อยจะให้ไม่ได้ขอรับ”
“เช่นนั้นท่านนายกองหาทหารให้เปิ่นเสี่ยวเจียได้สักกี่นาย”
“ได้เพียงสี่นายขอรับข้าน้อยต้องขออภัยคุณหนูแล้ว” นายกองวัยกลางคนเอ่ยกับคุณหนูรองของตระกูลใหญ่ด้วยท่าทีนอบน้อมเขารู้ว่านางคือหลานสาวของแม่ทัพเยวี่ยไม่สามารถล่วงเกิดได้แม้แต่เส้นผม
“สี่คนนี้พอมีมนตราบ้างหรือไม่”
“สองในสี่มีมนตราสีฟ้าขอรับ”
“เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว”
--- จบตอน ---
E-Book >> https://joo.gl/vnW56T
สนใจรูปเล่มหรือพูดคุยกับนักเขียน
Facebook: หงเฟย 弘飛
Twitter: @hongfei_writer
#นางร้ายสายสวย #หงเฟยคนสวน
-------------