Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 125 ความเลวไม่ใช่เหตุผลของการแสดงความรัก!

            สิบโมงเช้าบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น เขตหลินไห่


            รถแลนด์โรเวอร์ขับผ่านภูเขาด้วยความรวดเร็วก่อนจะมาจอดที่หน้าประตูบ้านพัก

            เมื่อประตูรถเปิดออกมา ซุนฮุยและคนอื่นๆ ก็ลงมาจากรถ 

            “คาดไม่ถึงว่าร้านขายยาของคุณซูจะตั้งอยู่ในบ้านพักตากอากาศ” เมื่อกวาดสายตาสำรวจบ้านพักตากอากาศที่อยู่ตรงหน้าซุนฮุยก็รู้สึกว่ามีหมอกสีขาวปกคลุมทั่วบ้านพักตากอากาศทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ลึกลับ

            เขายกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ด้านหลังเดินเข้าไปในบ้านพัก 

            แต่ใครจะรู้ว่าไม่ว่าพวกเขาจะเดินเข้าไปด้านในอย่างไรก็รู้สึกวกวน จนสุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่เดิม 

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ซุนฮุยมีสีหน้ามึนงง ท่าทางไม่เข้าใจ 

            บ้านพักตากอากาศอยู่ตรงหน้าแท้ๆแต่ไม่ว่าจะเดินอย่างไรก็เข้าไปไม่ได้ เหมือนกับผีบังตา 

            “บ้านพักตากอากาศแห่งนี้น่าจะวางค่ายกลระบุตัวตนผู้มาเยือนได้หากไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของ ก็จะไม่สามารถเข้าไปด้านในได้” ชายสวมหน้ากากเป็นคนที่เคยประมือกับซูฮ่าวที่หงเซ่อเหนียนหัวจนได้รับบาดเจ็บสาหัสพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าตึงเครียด 

            หากพูดตามความจริงในตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว 

            คนที่สามารถวางค่ายกลขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วบ้านพักตากอากาศเช่นนี้ได้เห็นได้ชัดว่าคนที่วางค่ายกลนั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน 

            “คนที่วางค่ายกลจะต้องเป็นคุณซูแน่นอนสมแล้วที่เป็นคุณซูน่ามหัศจรรย์ขนาดนี้จนทำให้ผู้คนอดอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงไม่ได้” ซุนฮุยนึกถึงซูฮ่าวทันทีโดยไม่ต้องคิด 

            สำหรับเขาแล้ว เพียงแค่ซูฮ่าวเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายคู่ก็ทำให้อีกฝ่ายสามารถทำเรื่องท้าทายลิขิตสวรรค์ได้แล้ว

            หลังจากคิดเรื่องนี้เขาก็ขมวดคิ้วขึ้น แล้วพูดพึมพำกับตัวเองว่า “แต่ว่า… ฉันไม่มีเบอร์โทรศัพท์คุณซูหรือว่าเราต้องรอให้คนที่อยู่ในบ้านพักตากอากาศออกมา?”

            “พี่ฮุยหากในบ้านพักมีคนอยู่พวกเราก็ตะโกนเรียกก็ได้ คนข้างในก็น่าจะได้ยิน” ชายสวมหน้ากากพูดเตือน

            ซุนฮุยครุ่นคิด แล้วเห็นว่าถูกต้อง 

            เขาก็กระแอมไอ ก่อนจะตะโกนสุดเสียงทันที “มีคนอยู่ในบ้านพักหรือเปล่าครับ?”

            ทันทีที่สิ้นเสียงคำพูดของเขาก็ดังก้องไปทั่วบ้านพักตากอากาศและบริเวณใกล้เคียง 

            เย่จื่ออี๋ที่กำลังจัดเสื้อผ้าภายในบ้านพักได้ยินเสียงคนเรียกจากด้านนอกเธอก็ลุกขึ้นยืนอย่างสงสัย แล้วเดินไปที่ข้างหน้าต่าง 

            “คนคนนั้นชื่อซุนฮุย” เย่จื่ออี๋ชะงักไปเล็กน้อย ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าเมื่อวานนี้ซูฮ่าวบอกว่าวันนี้จะมีคนเข้ามารับยารักษาอาการบาดเจ็บ

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ เธอก็เปิดประตูห้องนอนรองออกแล้วเดินไปหยิบกล่องหยกที่บรรจุยารักษาอาการบาดเจ็บที่โกดังก่อนจะเดินออกจากบ้านพักไป

            เดิมทีซุนฮุยที่อยู่ด้านนอกอยากจะตะโกนเรียกอีกครั้งหนึ่งแต่หลังจากที่เขาเห็นเย่จื่ออี๋เดินออกมาแล้ว เขาก็รีบปิดปากทันที

            “คุณเย่สวัสดีครับ ผมคือซุนฮุยคุณซูบอกว่าให้ผมมารับยารักษาอาการบาดเจ็บ เขาบอกว่าเขาได้บอกกับคุณเอาไว้แล้ว” 

            “ฉันรู้แล้ว” เย่จื่ออี๋พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ยื่นกล่องยาในมือให้แก่ซุนฮุย “ด้านในมียารักษาอาการบาดเจ็บ คุณรับไปสิ” 

            “ขอบคุณครับคุณเย่” ซุนฮุยรับกล่องนั้นมาอย่างระมัดระวัง และค่อยๆ เปิดออก 

            ทันใดนั้นโอสถทรงกลมโปร่งแสงก็ปรากฏแก่สายตากลิ่นหอมจางๆ ของโอสถลอยออกมาจากกล่อง ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกตกใจมาก 

            “นายหน้ากากลองกินยานี่ดูสิ”

            “ได้ครับ” คนที่สวมหน้ากากไม่รอช้า เขาหยิบยาขึ้นมาแล้วกลืนลงไปทันที 

            แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเมื่อเขาเอาเข้าปากมันก็กลายเป็นน้ำทันที จากนั้นก็ไหลเข้าสู่ลำคอลงไปที่ช่องท้อง 

            “เป็นอย่างไรบ้าง?” ซุนฮุยถามขึ้นมาทันที 

            “เหมือนว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ชายที่สวมหน้ากากตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตัวเองจากนั้นก็พบว่ามันเป็นปกติทุกอย่าง ร่างกายอยู่ในสภาวะรอการฟื้นฟู 

            ซุนฮุยขมวดคิ้วเขาคิดว่าซูฮ่าวไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาโกหกเขา

            ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดในใจชายที่สวมหน้ากากก็ร่างกายตึงเกร็งจากนั้นก็พบว่ามีพลังสายหนึ่งที่ไม่ทราบที่มาพลุ่งพล่านอยู่ทั่วร่างกาย

            ทันใดนั้น บาดแผลที่หน้าอกของเขาก็ค่อยๆจางหายไป จากคนที่มีสภาพอ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรง ก็เริ่มมีพลังกลับขึ้นมาอีกครั้ง  

            ชายที่สวมหน้ากากขยับแขนของตัวเองและต่อยอากาศติดต่อกัน พลังจากหมัดพวยพุ่งออกไป

            เดิมทีซุนฮุยที่อยู่ด้านข้างก็กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดแต่หลังจากที่เขาเห็นว่าชายสวมหน้ากากมีชีวิตชีวาดั่งพยัคฆ์และมังกรเขาก็อดเบิกตากว้างอ้าปากค้างไม่ได้ 

            “นายหน้ากาก นี่มัน?”

            “พี่ฮุยยารักษาอาการบาดเจ็บได้ผลจริงๆ เพียงแต่จำเป็นต้องรอเจ็ดถึงแปดวินาที” ชายสวมหน้ากากรู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก เขาเลียริมฝีปากตัวเองแล้วพูดด้วยความดีใจว่า “ยาตัวนี้มันดีมากสามารถทำให้สภาพร่างกายของฉันนั้นฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพร่างกายที่ดีที่สุดนอกจากบาดแผลตรงหน้าอกของฉันจะหายดีแล้ว อาการเจ็บปวดจากการฝึกซ้อมก็หายดีทั้งหมด”

            ก่อนหน้านี้เขาเคยกินยารักษาอาการบาดเจ็บมาแล้วแต่ว่ายาเหล่านั้นไม่ได้ดีเท่ากับที่ซูฮ่าวหลอมเลย คุณภาพแตกต่างกันอย่างมาก 

            ซุนฮุยกลืนน้ำลายลงคอ 

            หากชายสวมหน้ากากไม่ได้พูดโกหก อย่างนั้นก็หมายความว่าหากบาดแผลไม่ได้ถึงกับสาหัส ยารักษาอาการบาดเจ็บของซูฮ่าวสามารถดึงพวกเขากลับมาจากความตายได้?

            กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหากมียารักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในมือ มันเท่ากับว่ามีพลังชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งชีวิต! 

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ลมหายใจของเขาก็กระชั้นชิด เขาหันไปมองทางเย่จื่ออี๋แล้วถามว่า “คุณเย่ได้ยินคุณซูบอกว่า ร้านขายยาได้เปิดกิจการแล้วไม่ทราบว่ายารักษาอาการบาดเจ็บเม็ดนี้ราคาเท่าไรหรือ?”

            “สองร้อยล้าน” เย่จื่ออี๋พูดอย่างตรงไปตรงมา

            “สองร้อยล้าน?” ซุนฮุยได้ยินดังนั้นก็อ้าปากค้าง

            ชายสวมหน้ากากกับคนขับรถก็มองหน้ากันและพูดอะไรไม่ออก

            ยาหนึ่งเม็ดสองร้อยล้าน?

            ราคานี้มันน่าตกใจเกินไปแล้ว!

            เมื่อเย่จื่ออี๋เห็นสีหน้าของทั้งสามคนก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจครั้งแรกที่เธอได้ยินซูฮ่าวบอกราคาของยาเหล่านี้ เธอก็รู้สึกตกใจมากเช่นกัน 

            ท้ายที่สุดแล้วด้วยราคานี้ เกรงว่าจะมีเพียงแค่คนที่มีเงินอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะสามารถซื้อมันได้

            เดิมทีเธอคิดว่าหลังจากที่ซุนฮุยได้ยินราคานี้เขาจะล้มเลิกความคิดที่จะซื้อแต่ใครจะรู้ว่า เขากลับซื้อมันในทันที

            “คุณเย่ ผมขอซื้อหนึ่งเม็ดไม่ทราบว่าเงินสองร้อยล้านนี้จะให้ผมเขียนเช็คให้หรือว่าจะให้โอน?”

            ในฐานะที่เขาเป็นผู้จัดการของถนนหงเซ่อเหนียนหัวทั้งเส้นมีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานมีหลายครั้งที่ต้องประสบกับเรือล่มในคลองระบายน้ำ1 เขามีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้เขาจึงเข้าใจว่าชีวิตนั้นสำคัญมากขนาดไหน

            หากพูดอย่างไม่น่าฟังก็จะบอกว่าแม้จะมีเงิน แต่ก็ต้องมีชีวิตก่อนถึงจะใช้มันได้ 

            หากเขาตายไปเงินทั้งหมดนั้นก็จะสูญสลายไป หากเป็นเช่นนี้สู้เอาเงินสองร้อยล้านมาซื้อยารักษาอาการบาดเจ็บเป็นการซื้อประกันชีวิตให้ตัวเองดีกว่า

            ไม่ว่าอย่างไรชีวิตคนเราก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

            แล้วอีกอย่างยารักษาอาการบาดเจ็บของซูฮ่าวคุ้มค่ากับราคาอย่างมาก

            “คุณซูได้ให้บัญชีธนาคารเอาไว้คุณโอนไปที่บัญชีนั้นได้เลยค่ะ” เย่จื่ออี๋เดินไปด้านหน้าแล้วบอกตัวเลขชุดหนึ่ง

            “ได้” ซุนฮุยจดเลขบัญชี แล้วรีบติดต่อเลขาฯ ของตนเองให้โอนเงินสองร้อยล้านไปที่บัญชีนั้นทันที

            เพื่อยืนยันว่าเงินเข้าบัญชีแล้วเย่จื่ออี๋จึงโทรหาซูฮ่าวโดยเฉพาะ หลังจากยืนยันเรียบร้อยเธอก็เดินเข้าไปหยิบกล่องหยกอีกกล่อง แล้วยื่นให้กับซุนฮุย 

            “ขอบคุณมาก!” ซุนฮุยตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าเสื้อรักษามันอย่างดีดุจของล้ำค่า 

            “ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนเวลาของคุณเย่แล้วขอตัวลานะครับ”

            เมื่อพูดจบ ซุนฮุย ชายสวมหน้ากากและคนขับรถก็เดินกลับขึ้นไปบนรถ แล้วขับออกไปเหลือไว้แค่ฝุ่น 

            “คุณซูพูดได้ถูกต้องสิ่งที่คนรวยขาดแคลนไม่ใช่เงิน แต่เป็นชีวิต” เย่จื่ออี๋ยืนมองด้านหลังของรถแลนด์โรเวอร์ แล้วพูดพึมพำกับตัวเอง 

            หากเป็นก่อนหน้านี้เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนสามารถทำเงินสองร้อยล้านได้ภายในหนึ่งนาทีแต่เพราะว่าเป็นซูฮ่าว ดังนั้นเธอจึงได้เห็นปาฏิหาริย์ 

            หลังจากรถของซุนฮุยลับสายตาไปแล้วเย่จื่ออี๋ก็ไม่ยืนโง่ที่หน้าประตูต่อไป และเตรียมตัวจะเดินกลับเข้าไปในบ้านพัก 

            แต่ในตอนนั้นมีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามา

            คนที่ลงมาจากรถคือ เฉินไห่คั่วในมือของเขาถือช่อดอกทานตะวันเอาไว้ช่อใหญ่ ภายใต้แสงอาทิตย์ที่เรืองรอง ทำให้กลีบสีเหลืองของดอกทานตะวันสดใสมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

            “จื่ออี๋อรุณสวัสดิ์ ดอกไม้ช่อนี้ฉันให้เธอ” 

            เมื่อเห็นเฉินไห่คั่วถือดอกทานตะวันมาให้เย่จื่ออี๋ก็ตัวแข็งทื่อ

            ภายในสมองของเธอมีภาพเหตุการณ์สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปรากฏขึ้น เฉินไห่คั่วสารภาพรักกับเธอที่ทุ่งดอกทานตะวัน

            “เธอรู้ไหมความรักที่ไม่สมหวังมันเป็นอย่างไร?”

            “มันก็เหมือนกับตำนานของดอกทานตะวัน”

            “มีเทพคนหนึ่งถูกสาปให้เป็นดอกทานตะวันเพราะเธอหลงรักอพอลโลเทพแห่งดวงอาทิตย์ เธอยอมละทิ้งชีวิตเทพแล้วไล่ตามเขา”

            “ฉันหวังว่าฉันจะสามารถพบคนที่เหมือนกับดอกทานตะวันที่สามารถคลายความเศร้าของฉันแล้วเปลี่ยนเป็นความสดใสได้ซึ่งคนคนนั้นก็คือเธอ!”

            ………………..

            ในตอนนั้นเย่จื่ออี๋มีความรู้สึกที่หลากหลายโดยเฉพาะตอนที่เห็นเงาร่างโดดเดี่ยวของเฉินไห่คั่ว ภายในใจของเธอก็รู้สึกซึมเศร้าอย่างมาก

            แต่ความรู้สึกเคียดแค้นของเธอที่มีต่อเฉินไห่คั่วก็ยังไม่ได้ลดลงความรักของเธอก็เช่นกัน

            ตั้งแต่วันแรกที่เฉินไห่คั่วมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอเธอก็เข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี

            โดยเฉพาะเมื่อคืนที่ซูฮ่าวบอกว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอเป็นเพียงแค่ความฝันฉากหนึ่งเท่านั้นเธอจึงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว และสับสนกับอนาคตของตนเอง

            ซูฮ่าวไม่สามารถมอบอนาคตให้กับเธอได้แต่เฉินไห่คั่วกลับมอบอนาคตให้เธอทั้งหมดโดยไม่เสียดาย

            ในตอนนี้เธอเหมือนถูกบังคับให้เลือกอย่างนี้ 

            ในช่วงเวลาที่เธอกำลังสับสนเฉินไห่คั่วกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ ความรู้สึกที่คุ้นเคยปกคลุมทั่วร่างกาย

            “ดอกทานตะวันหยั่งรากบนพื้นดินแต่ตั้งหน้าตั้งตามองท้องฟ้า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีทางเปลี่ยน… ” 

            “จื่ออี๋ ให้โอกาสฉันได้สำนึกผิดเถอะ!”

            “ฉันขอแค่ได้ลูบใบหน้าของเธอส่องสะท้อนลำแสงของเธอ เก็บแสงอันอ่อนโยนของเธอไว้ ไม่ว่าน้ำขึ้นหรือลงก็จะยิ้มให้แก่พระอาทิตย์”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ภายในหัวใจของเย่จื่ออี๋ก็รู้สึกขัดแย้งกันเอง

            เธอไม่อยากให้อภัยเฉินไห่คั่วไม่อยากให้ความเจ็บปวดตลอดสองปีที่ผ่านมานั้นลืมเลือนไป 

            แต่ตอนที่เธอเห็นแววตาจริงใจของเฉินไห่คั่วตัวของเธอก็สั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้ 

            เธอยังคงรักเฉินไห่คั่วอยู่

            ต่อให้เธอไม่อยากจะยอมรับแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงเรื่องนี้ได้ 

            ร่างกายเธออาจจะโกหกได้แต่หัวใจดวงนี้ทำไม่ได้ 

            เมื่อเห็นว่าเย่จื่ออี๋มีท่าทีลังเลเฉินไห่คั่วก็ยื่นมือออกมา แล้วดึงเย่จื่ออี๋ให้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดใบหน้าของเขาขยับเข้าใกล้เธออย่างรวดเร็วริมฝีปากของเขาประกบกับริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของเธอ แล้วพัวพันอย่างต่อเนื่อง

            “อื้อ… ” เย่จื่ออี๋ยื่นมือจะผลักเฉินไห่คั่วออก แต่กลับได้สบสายตาที่ลึกล้ำของเฉินไห่คั่ว

            จูบนี้ของเฉินไห่คั่ว เต็มไปด้วยความปรารถนาอันลึกซึ้งตลอดสองปีที่ผ่านมา

            “พี่คะพี่กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”

            ทันใดนั้นเสียงของเย่เฉียวเฉี่ยวก็ดังออกมาจากบ้านพัก

            วันนี้เป็นวันศุกร์โรงเรียนจำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียนดังนั้นจึงให้เด็กนักเรียนทุกคนหยุดเรียน ดังนั้นวันนี้เธอจึงไม่ได้ไปโรงเรียน 

            เย่จื่ออี๋ตัวสั่นสะท้านและพยายามจะสลัดอีกฝ่ายให้หลุด

            แต่เฉินไห่คั่วกลับรัดแน่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยเธอไป 

            “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!” เย่จื่ออี๋ตัดสินใจกัดลิ้นเฉินไห่คั่วที่แทรกเข้ามาในริมฝีปากของเธอและผลักเขาออกอย่างแรง 

            “เพียะ!”

            เย่จื่ออี๋หน้าตบหน้าเฉินไห่คั่วร่างกายที่บอบบางของเธอนั้นสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดแล่นผ่านจากฝ่ามือ 

            “เฉินไห่คั่วยิ่งคุณทำแบบนี้มันจะยิ่งทำให้ฉันคิดว่าคุณเลวทรามมากเท่านั้น!”

            ตอนที่เธอพูดคำนั้นออกมาดวงตาของเธอแดงก่ำ 

            ไม่รู้ว่าเพราะโกรธ หรือเพราะมันทำให้เธอนึกถึงเรื่องในอดีต 

            เฉินไห่คั่วรู้สึกเจ็บที่ใบหน้าแต่ก็ยังเจ็บน้อยกว่าหัวใจ

            ความรักของเขาที่มีต่อเย่จื่ออี๋เหมือนกับกำลังถูกครอบงำ

            ยิ่งแยกออกจากกันเท่าไรความคิดของเขายิ่งลึกซึ้งมากเท่านั้น และยิ่งเกลียดพฤติกรรมโง่เง่าของตัวเองที่ทิ้งเย่จื่ออี๋ให้อยู่คนเดียวในปีนั้น 

            “ฉันมันเลวแต่ฉันก็รักเธอมาก!” ดวงตาของเฉินไห่คั่วเปียกชื้นเขาพุ่งตัวเข้ามากอดเย่จื่ออี๋อีกครั้ง 

            แต่ในตอนนั้นก็มีเงาร่างผอมบางยืนขวางระหว่างเขากับเย่จื่ออี๋

            “คุณเฉินความเลวไม่ใช่เหตุผลของการแสดงความรัก!”

            ………………..

    1เรือล่มในคลองระบายน้ำ (阴沟里翻船) หมายถึงสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้จนทำให้เกิดปัญหา

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน