บทที่ 42
แผนการของนิกายมาร
หลังจากที่แทรกซึมเข้ามาภายในสถานที่รับของนิกายมาร ลู่เฟิ่งที่เดินสำรวจเข้ามาด้านในลึกขึ้น
เขาเองก็ได้ยินเสียงบางอย่างที่ดังขึ้นมาจากด้านหน้า ประตูหินที่ถูกแง้มเปิดเอาไว้เล็กน้อย เสียงที่หลุดลอดออกมาจากด้านใน “ แผนการไปถึงไหนแล้ว ”
ลู่เฟิ่งดวงตาเบิกกว้างขึ้น ร่างกายของเขาค่อยๆเดินเข้าไปประชิดประตูหิน ดวงตาของลู่เฟิ่งมองลอดช่องเข้าไปด้านใน
มองเห็นพวกกลุ่มคนจำนวนมากที่สวมใส่ชุดสีดำ คนพวกนั้นไม่ได้แสดงตัวตนของตนเองพวกมันอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ
แต่เพียงแค่มองเห็นรูปลักษณ์ของมันจากสายตาของตนเอง ลู่เฟิ่งก็รู้ได้ในทันทีว่าเจ้าคนพวกนั้นมันคือคนจากนิกายมารอย่างแน่นอน
‘ คนจากนิกายมารทั้งหมดเลย ’
‘ ส่วนใหญ่มีฝีมืออยู่ในระดับที่ไม่ได้สูงมาก มีเพียงแค่คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดน่าจะเป็นคนที่มีระดับฝีมือสูงที่สุดภายในสถานที่แห่งนี้ ’
‘ ไม่คิดเลยว่าตรงชายแดนจะมีพวกนิกายมารรวมตัวกันเยอะขนาดนี้ ’ลู่เฟิ่งคิดภายในใจของตนเอง
หลังจากที่เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ เขาเองก็สามารถสังเกตเห็นพวกที่อยู่บริเวณด้านหน้า
ว่าพวกมันเป็นคนจากนิกายมารทั้งหมดเลย คนพวกนั้นเป็นคนจากนิกายมาร “ พวกมันมารวมตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ”
“ เพราะว่าพวกมันต้องการจะทำอะไรกัน ” ลู่เฟิ่งกำลังตั้งคำถามกับพวกที่อยู่บริเวณด้านหน้า
ในตอนนี้ไม่รู้จุดประสงค์ของพวกมัน มันมารวมตัวกันอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้จำนวนมากเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องมีจุดประสงค์อะไรอยู่แล้ว
ลู่เฟิ่งรู้จักนิกายมารเป็นอย่างดี พวกมันทำหลายๆอย่างเพื่อจุดประสงค์ของตนเอง แน่นอนว่าหลายดินแดนที่ยอมรับมันก็เสื่อมโทรมลง
นั่นคือเหตุผลที่จักรวรรดิแห่งนี้ไม่ยอมรับนิกายมาร ผู้เป็นบิดาของเขาจักรพรรดิลู่เซียน เกลียดนิกายมารเข้าไส้เพราะคำสั่งเสียของบรรพชน
แน่นอนว่าพวกคนที่คบค้าสมาคมกับนิกายมารภายในดินแดนแห่งนี้ มันเองก็ถือว่าเป็นคนที่มีความผิดเช่นเดียวกัน
“ พวกเราเริ่มทำการส่งคนเข้าไปแทรกแซงตามสถานที่ต่างๆแล้วขอรับ ” เสียงของหนึ่งในสมาชิกนิกายมารพูดขึ้นเพื่อรายงาน
“ งั้นหรอในเมื่อส่งเข้าไปแทรกแซงภายในตระกูลต่างๆแล้ว”
“ พวกเราเองก็เริ่มดำเนินแผนได้เลย ”
“ ในตอนนี้จักรวรรดิแห่งนี้มีสิ่งที่เราต้องการ เจ้านิกายบอกให้พวกเราส่งคนแทรกแซงเข้ามาเพื่อที่จะครอบครองอาณาจักรนี้ได้ง่ายขึ้น ”
“ แล้วภายในราชวงศ์ล่ะ ”
“ พวกเราเองก็ส่งคนเข้าไปแล้วขอรับ ”
“ แต่ว่าภายในราชวงศ์นั้นมีการตรวจตาที่มันแน่นหนาเป็นอย่างมาก ข้าเลยจำเป็นจะต้องส่งศิษย์นอกของนิกายเข้าไป ”
ลู่เฟิ่งขมวดคิวทั้งสองข้างเข้าหากัน แน่นอนว่าตัวของเขาพอจะรู้ความคิดของพวกมันอยู่
คนพวกนั้นที่เป็นคนจากนิกายมาร พวกมันส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีนี้ในการแทรกแซงเข้าไปตามอาณาจักรต่างๆ
เพราะว่าต้องการจะขยายอำนาจของตนเองให้มากขึ้น เริ่มจากการส่งคนเข้าไปแทรกแซงตามสถานที่ต่างๆที่มีอิทธิพลต่อภายในจักรวรรดิ
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่ๆหรือแม้กระทั่งราชสำนักพวกมันเองก็จะส่งคนเข้าไป หลังจากที่ส่งคนเข้าไปแล้วก็จะเริ่มให้ผู้คนของตนเองแผ่ขยายอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนในที่สุดเมื่อเวลานั้นผ่านไปสัก 5-10 ปี พวกมันเองก็เริ่มมีอำนาจภายในจักรวรรดิไปโดยปริยาย
นี่คือแผนการของพวกมันที่พวกมันนั้นมักจะใช้จากจักรวรรดิต่างๆ ดูเหมือนว่าในตอนนี้พวกมันเองก็ต้องการที่จะมาขยับขยายอำนาจของตนเองภายในจักรวรรดิลู่
และพวกมันเองก็ใช้แทนเช่นเดียวกัน นั่นคือการส่งคนเข้าไปตามตระกูลต่างๆเพื่อชักจูง
ลู่เฟิ่งยังคงไม่ได้ลงมือทำอะไรเอี้ยวหูฟังบทสนทนาของพวกมันต่อ
“ จริงสิข้าได้ยินเรื่องแปลกๆมาด้วย ”
“ เรื่องแปลกๆอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ ข้าได้ยินว่าตอนนี้องค์ชาย 5 ที่พึ่งอายุเพียงแค่ 16 ย่างเข้า 17 ปีอยู่ๆก็กลายเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ขึ้นมา ”
“ ได้ยินว่า1 ใน 10 ราชันย์กระบี่ 9 กระบี่ดาราถึงกับนำพาองค์ชายผู้นั้นไปฝึกฝนด้วยตนเอง ”
“ ข้าคิดว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นผลร้ายกับพวกเราในอนาคต ”
“ ถ้าเกิดว่าองค์ชาย 5 อยู่ดีๆก็ขึ้นมาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสืบทอดบัลลังก์ มันจะทำให้ผู้สืบทอดบัลลังก์ที่พวกเราตั้งใจจะชักจูงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ”
“ พูดอันใดนะขอรับถ้าเป็นผู้ที่สืบทอดบัลลังก์น่าจะต้องทำการสืบทอดตามลำดับสิขอรับ ” หนึ่งในสมาชิกของนิกายมารกล่าวแย้งออกมา
“ นั่นมันความคิดของคนธรรมดาทั่วไป”
“ แต่ว่าเจ้านั้นไม่รู้หรอกว่าจักรพรรดิลู่เซียน คนผู้นั้นไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ”
“ ขอเพียงแค่เป็นคนที่มีความสามารถข้าคิดว่าอย่างไรเสียคนผู้นั้นก็พร้อมจะผลักดันให้ขึ้นไปอยู่ในบัลลังก์อย่างแน่นอน ”
“ จักรพรรดิลู่เซียนในฐานะผู้เป็นบิดาคงไม่ปล่อยให้บุตรชายที่โง่เขลาขึ้นนั่งบัลลังก์หรอก ”
“ ยิ่งบุตรชายผู้ใดโดดเด่นคนผู้นั้นยิ่งมีโอกาสที่จะสืบทอดบัลลังก์มากขึ้นไปอีก ” คนจากนิกายมารที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดพูดขึ้น
ลู่เฟิ่งที่ยืนฟังเรื่องทั้งหมดยกมือขึ้นมาลูกปลายคางพร้อมกับคิดภายในใจไปด้วย ‘ การที่พวกมันกล่าวออกมาแบบนั้น ’
‘ แสดงว่าพวกมันส่งคนเข้าไปแทรกแซงภายในราชสำนักแล้วสิ แถมยังอาจจะส่งคนไปชักจูงองค์ชายต่างๆ ’
‘ คนพวกนี้ดูเหมือนว่าจะรู้จักจักรพรรดิลู่เป็นอย่างดี ’
‘ พวกมันรู้ดีว่าจักรพรรดิลู่เซียนขอเป็นเพียงแค่คนมีความสามารถเขาเองก็พร้อมจะผลักดันขึ้นสู่บัลลังก์ ’
‘ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมในชีวิตก่อนข้าถึงโดนลอบสังหาร ตัวของข้านั้นเมื่อมีระดับเพิ่มขึ้นชื่อเสียงมากขึ้นความแข็งแกร่งกลายเป็นผู้ที่เป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งของทวีป ’
‘ พี่น้องของข้าหรือริษยาเกรงกลัวว่าผู้เป็นบิดาจะผลักดันข้าขึ้นสู่บัลลังก์เลยจำเป็นจะต้องลอบสังหาร ’
‘ แต่ว่านิกายมารแทรกแซงเข้ามาตั้งแต่ในตอนนี้ แสดงว่าในตอนนั้นก่อนที่ข้าจะย้อนกลับมานิกายมารก็แทรกซึมและควบคุมราชสำนักไปแล้วสินะ ’
“ ตรงนั้นผู้ใด!!! ” เสียงของผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดดังขึ้น
ดวงตาของมันจ้องมองตรงไปยังประตูทางเข้าของโถงแห่งนี้
“ ไปตามล่ามันมาซะ!! ”
“ มีคนแอบเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ ”
พวกนิกายมารที่อยู่ด้านหน้าเพื่อได้ฟังคำสั่ง พวกมันรีบพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วแต่เมื่อออกไปด้านนอกลู่เฟิ่งก็ไม่ได้อยู่ในจุดนั้นแล้ว
ลู่เฟิ่งหนีออกมาด้านนอกเรียบร้อยแล้วหลังจากที่รู้อีกฝ่ายนั้นรู้ตัวว่าเขาอยู่ตรงนั้น
“ ประสาทสัมผัสเร็วจริงๆ ”
“ สมกับเป็นผู้ที่อยู่ในระดับขอบเขตที่ไม่ธรรมดา ”
“ ต้องรีบหนีพวกมันมีจำนวนกว่าร้อยคนถ้าเกิดรับมือทั้งหมดก็คงจะลำบากพอสมควร ”
ลู่เฟิ่งรีบพาร่างกายของตนเองออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว เพราะตัวของเขานั้นรู้ดีว่าการปะทะกับพวกมันจำนวนมากขณะนั้นไม่ใช่เรื่องดี
ลู่เฟิ่งขึ้นที่หลุดออกมาจากจุดนั้นสักพัก เท้าทั้งสองข้างของเขาหยุดลง ดวงตามองไปรอบๆร่างกาย เพื่อสำรวจว่ามีใครตามมาจากจุดนี้หรือไม่
แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหน้า “ นี่ไม่ใช่ว่าเจ้าคิดว่าจะหนีพวกข้าพ้นแล้วนะ ”
ลู่เฟิ่งหันไปมองด้านหน้าของตนเอง ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ชายที่ปรากฏกายอยู่ด้านหน้าในตอนนี้
บุรุษผู้หนึ่งที่เป็นคนจากนิกายมาร ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉยพลางกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “ เฮ้อ ”
“ ไม่มีทางเลือกแล้วสินะ ”
จบบท