ลูเชียโน่ที่พึ่งได้สติก็เข้ามามาถามผมในทันที
“โรเบิร์ตเมื่อสักครู่นายทำอะไรลงไปนั่นมันระดับราชาเลยนะ ไม่สิน่าจะเป็นระดับเหนือราชามากกว่า”
“ระดับราชา? ระดับเหนือราชา? มันหมายความว่ายังไง?”
เจ้าตัวประหลาดมันมีระดับของพวกมันด้วยเหรอ น่าสนใจจริงๆ หลังจากที่ผมเห็นการทำลายเมื่อสักครู่ ผมละอยากเอามันไปจ่อหัวราชาคนเถื่อนจริงๆว่ามันจะพอสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้ไหม
“ระดับราชาก็คือระดับที่เหนือกว่าพวกเจ้าตัวประหลาดปกติมากและจะมีพลังความกดดันในตัวเองโดยไม่ต้องแสดงออกมาในระยะไม่เกินสองถึงห้ากิโลเมตรและหากอยู่ภายใต้พลังความกดดันนั่นเกินห้านาทีไม่ว่าจะเป็นใครก็จะตายในทันทีโดยที่มันไม่ทันได้โจมตีอะไรเลย”
“แต่ระดับเหนือราชานั้นคือระดับที่สามารถฆ่าใครก็ได้ในระยะสามสิบกิโลเมตรโดยไม่ต้องใช้การโจมตีที่วุ่นวายแค่เพ่งความกดดันเข้าใส่ไม่ถึงหนึ่งนาทีพวกเราก็ตายกันหมดแล้ว เมื่อสักครู่นายถือว่าช่วยพวกเราเอาไว้ทั้งหมดเพราะเจ้านั่นมันเพ่งมาที่พวกเราอย่างเอาเป็นเอาตายคิดจะให้พวกเราตายไปในเวลาสามสิบวินาทีแน่ๆ”
ถ้าที่ลูเชียโน่พูดมาเจ้าพวกตัวประหลาดที่ผมเจอที่เก่งที่สุดก็คงเจ้าตัวประหลาดที่คล้ายมังกรตัวนั้น แต่ไม่คิดเลยว่าตัวที่คล้ายแฮมสเตอร์ที่เอ่อ...ตัวเมื่อสักครู่จะมีความสามารถมากกว่าเจ้าตัวที่คล้ายมังกรตัวนั้นแสดงว่าตัดสินจากรูปลักษณ์ไม่ได้จริงๆสินะ
“พลังทำลายแบบนั้นมันคืออะไรบอกมานะ”
“เจ้าสิ่งนี้เรียกว่า “ปืน” สามารถโจมตีในระยะที่ไกลมากๆได้”
“มันชื่อว่า “ปืน” นี่เอง แสดงว่านายเป็นช่างตีเหล็กที่ประดิษฐ์มันขึ้นมาสินะ”
ถ้าผมบอกเขาไปว่าต่อให้ใช้คนที่มีความสามารถด้านช่างตีเหล็กในโลกใบนี้มาสักแสนสักล้านคนมาเค้นความคิดช่วยกันก็ไม่มีวันสร้างมันขึ้นมาได้หรอกถ้าเห็นแค่ทฤษฎีของผม แต่ถ้ามีวัตถุดิบและตัวผมอยู่ด้วยก็สามารถทำได้แน่นอน
“ไม่ใช่ ผมสร้างมันขึ้นมาเองนายรู้ไว้แค่นี้ก็พอแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ก็ได้ เข้าใจแล้วฉันผิดเองที่ตื่นเต้นไปหน่อยเพราะพลังทำลายเมื่อสักครู่มันสามารถฆ่าคนที่มีความสามารถเทียบเท่านักผจญภัยแรงค์ S ได้ในครั้งเดียวเลยนะต่อให้สร้างเกราะขึ้นมาก็ตาม”
มันก็ใช่แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่าต้องซุ่มโจมตีไม่อย่างนั้นอาจจะยิงเป้าหมายแล้วมีโอกาสพลาดได้สูง
“ผมว่าพวกเรารีบเดินทางต่อดีกว่านะครับเพราะถ้าไม่มีพลังความกดดันของเจ้าตัวประหลาดเมื่อครู่แล้วพวกมอนสเตอร์และพวกเจ้าตัวประหลาดตัวอื่นมันก็จะเข้ามาแล้วจะทำให้พวกเราเดินทางได้ยากลำบากขึ้นไปอีก”
“นั่นสินะ ไปกันเถอะ”
หลังจากที่กำจัดเจ้าตัวประหลาดเมื่อครู่ไป เซล่าก็กลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้งไม่มีความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นอีกแล้ว ผมจึงคาดการณ์อีกว่าถ้าเซล่าสามารถรับรู้อันตรายที่จะมาถึงได้ก่อนเวลาสักเล็กน้อยจริงๆละก็ผมคิดว่ามันจะเป็นความสามารถที่ค่อนข้างมีประโยชน์พอสมควร
“ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ไหม เซ...เอมิเลีย”
“ไม่ได้รู้สึกแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ นี่รางวัลสำหรับความสำเร็จ”
เซล่าเดินเข้ามาจุ๊บที่แก้มของผมเบาๆก่อนะจะเดินต่อไปโดยที่ไม่เหลียวมองหลังตามลูเชียโน่ไป ทำให้ผมยืนนิ่งไม่ขยับไปสักพักก่อนที่ผมจะส่งสายตาคาดหวังไปที่ไอรีน
“ไม่ ฉันไม่ทำแน่ๆ นายไม่ต้องมาทำเป็นส่งสายตาคาดหวังแบบนั้นมาหาฉัน”
“เดี๋ยวสิ อย่างน้อยก็...อุ๊บ”
ผมไม่คิดว่าไอรีนเธอจะหลอกผมอีกแล้ว เพราะเธอที่กำลังเดินหนีผมไปนั้นหันกลับมากอดคอของผมเอาไว้แล้วประกบริมฝีปากดื่มด่ำไปกับจูบอันแสนเร่าร้อนโดยที่ไม่สนใจคนที่กำลังเดินทางคนอื่นเลย ทำให้พวกเขาได้แต่ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉามาที่ผม พวกเขาคิดในใจว่าถ้าพวกเขามีภรรยาที่สวยขนาดนี้อยู่ด้วยพวกเขาก็คงขอจูบแบบนี้กับภรรยาของพวกเขาทุกวันเหมือนกัน
ไอรีนผลักตัวผมออกไปก่อนจะรีบตามเซล่าไปในทันทีในสภาพที่หน้าแดงระเรื่อไปแล้ว เธอไม่คิดว่าตัวเองจะเริ่มกลายเป็นคนที่ไม่สนใจคนที่อยู่รอบข้างแบบนี้ อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากผมที่จูบไม่เลือกสถานที่มากกว่า
ส่วนตัวผมนั้นแข็งค้างไปแล้วจนกระทั่งมีคนมาสะกิดตัวจึงสามารถดึงสติกลับมาได้ ผมโดนภรรยาตัวแสบทั้งสองคนเอาคืนเรื่องเมื่อคืนนี้อย่างแน่นอน ผมมองตามหลังสองสาวไปในทันที อย่าให้ผมได้เจ้าสิ่งที่เพิ่มพละกำลังทางกายภาพมาครอบครองละ ผมจะทำให้พวกเธอไม่ได้นอนไปสองสามวันแน่ ผมเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาแล้วหัวเราะราวกับเป็นตัวร้ายที่ได้มาต่างโลกโดยผ่านร่างของพระเอกในการ์ตูนแนวแฟนตาซี
การเดินทางของกลุ่มของผมและกลุ่มของลูเชียโน่ก็เดินทางมาได้อีกหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรและเวลาก็ล่วงเลยจนเกือบจะมืดค่ำแต่ว่าภูมิประเทศเปลี่ยนไปอีกแล้วพ้นจากแนวเทือกเขามากมายคราวนี้เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่โดยที่มีปราสาทแห่งหนึ่งที่ตั้งออกไปไกลมากๆมองเห็นแค่ยอดของมันเท่านั้น
ลูเชียโน่สำรวจสภาพอากาศและปัจจัยต่างๆ
“แย่แล้วสิ พายุทะเลทรายกำลังก่อตัว ถ้าเดินกลับไปที่แนวเทือกเขาที่พวกเราเดินผ่านมาก็ตั้งยี่สิบกิโลเมตรคงไม่ทันแน่ๆ”
เซล่าที่มีสัมผัสพิเศษโดยตรงกับธรรมชาติ ทำให้เธอสามารถรับรู้ภูมิประเทศโดยรอบได้ทั้งหมด เซล่าใช้ทักษะบางอย่างมุ่งไปตามแนวของเส้นสายพลังที่ล่องลอยไปมาในอากาศโดยให้มันนำทางไปสู่จุดปลอดภัย
“ลูเชียโน่ ตามฉันมาเถอะข้างหน้ามีถ้ำทะเลทรายอยู่แห่งหนึ่งสามารถใช้หลบพายุพวกนั้นได้”
ลูเชียโน่ทำสีหน้างุนงงกับตัวเซล่าที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเอมิเลียเขาไม่รู้ว่าเธอรู้ได้ยังไงแต่เขาก็ไม่ถามเธอเพราะเขาเชื่อใจเธอยังไงละ
กลุ่มของผมกับกลุ่มของลูเชียโน่ก็เดินทางมาจนถึงถ้ำทะเลทรายแห่งนั้น ภายในของถ้ำแห่งนั้นค่อนข้างใหญ่โตสามารถจุคนได้พอดิบพอดี มันยิ่งทำให้ลูเชียโน่สนใจในความสามารถของเซล่าที่สามารถนำทางคนทั้งหมดมาได้ ผมเองก็ไม่ต่างไปจากลูเชียโน่มากนักเพราะไม่คิดว่าเซล่าจะมีความสามารถแบบนี้ถ้าใช้ในการสะกดรอยตามละก็ บอกได้คำเดียวว่าน่ากลัว
พึ่งจะสร้างที่พักชั่วคราวเสร็จไปไม่นาน ลูเชียโน่ก็ตระโกนบอกทุกคน
“มีมาอีกแล้วเจ้าตัวประหลาดคราวนี้มันมากันไม่ต่ำกว่าร้อยตัว แถมยังมากันเรื่อยๆด้วยตอนนี้ใกล้เข้ามาที่ปากถ้ำที่พวกเราอยู่แล้วอีกไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร”
นี่มันตอนกลางคืนแล้วนะ ยังจะมาก่อกวนได้ไม่เลิกแต่ก็ดีผมจะได้ลองทักษะดาบมายาแห่งความมืดของตัวเองสักหน่อยว่ามันจะดีเหมือนทักษะรังสรรค์ของผมรึเปล่า
ผมออกมากับลูเชียโน่ ไอรีน เซล่า อีเมอร์สันและคนอื่นๆอีกกว่าร้อยคนที่มีฝีมือในระดับสูงสุด ในตอนนี้พวกตัวประหลาดก็มากันพร้อมหน้ากันแล้วในเวลานี้ห่างออกไปเพียงสองร้อยเมตรตรงหน้าเท่านั้นเอง เจ้าตัวประหลาดคราวนี้ที่มามันมีลักษณะที่คล้ายกับเสือ ทันทีที่มันเห็นกลุ่มของผมทั้งหมดมันก็พุ่งมาด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม
เจ้าตัวประหลาดตัวหนึ่งที่นำหน้ามาก่อนตัวอื่นก็ร้องตระโกนออกมา
“พวกแกทั้งหมดอย่าได้คิดจะหนีไปไหนเพราะกลุ่มของพวกฉันจะฆ่าพวกแกให้หมดทุกคน”
จังหวะที่มันพุ่งมาก็พอดิบพอดี ผมใช้ทักษะดาบมายาแห่งความมืดดึงดาบเล่มสีดำออกมาฟาดฟันออกไปโดยที่ไม่ได้ใช้ทักษะอะไรเลย
คริติคอล
เจ้าพวกตัวประหลาดมากมายพวกมันไม่สนใจการโจมตีของผมเพราะคิดว่ากลิ่นอายที่สัมผัสได้จากตัวของผมมันอ่อนแอที่สุดในที่นี้ ก็เลยไม่ได้ทำให้พวกมันสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา พลังโจมตีของดาบที่ผมฟาดฟันออกไปกวาดเอาเจ้าตัวประหลาดที่คล้ายเสือนับสิบตัวกลายเป็นละอองเลือดในทันทีเพราะรับพลังโจมตีที่มหาศาลเอาไว้ไม่ได้ แค่ความเสียหายปกติก็ทำให้มันตายไปแล้ว
แต่นี่เป็นการโจมตีที่ติดคริติคอลทำให้ความเสียหายรุนแรงจนถึงขั้นที่ว่าแค่เจ้าตัวประหลาดคล้ายเสือทั้งสิบตัวก็รับพลังของมันทั้งหมดไม่ได้ พลังทำลายของผมมันจึงเปลี่ยนตัวเองเป็นคลื่นพลังงานความมืดอันเบาบางพุ่งเข้าไปหาตัวที่กำลังเข้ามาด้านหลังต่อทันที พลังทำลายมหาศาลก็บดขยี้ตัวที่ตามมาด้านหลังจนกลายเป็นละอองเลือดตามเพื่อนของพวกมันไปนับรวมกันแค่การโจมตีของผมการโจมตีเดียวเล่นเอาเจ้าตัวประหลาดตายไปมากถึงหกสิบตัว
คนอื่นๆไม่มีใครขยับตัวแล้วเพราะผมกลายเป็นพระเอกของสนามรบไปเรียบร้อยแล้วในตอนนี้ ผมไม่ได้หยุดการโจมตีของตนเองลงไปหลังจากที่ได้ทดลองใช้การโจมตีปกติ จากนั้นก็ใช้ทักษะคลื่นทำลายต่อในทันทีมวลความมืดมหาศาลที่รวบรวมมาได้จากทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกผมฟาดฟันออกไปเข้าใส่เจ้าตัวประหลาดที่คล้ายเสืออีกครั้ง
คริติคอล
การโจมตีนี้คือการโจมตีครั้งที่สองกลุ่มก้อนพลังงานความมืดทั้งหลายกระจายตัวไปตามทักษะคลื่นทำลาย แน่นอนว่ามันย่อมต้องแรงกว่าการโจมตีปกติธรรมดาตั้งไม่รู้กี่เท่า เจ้าตัวประหลาดที่กำลังเข้ามาและที่ยังไม่ทันได้เข้ามานั้นหายสาบสูญไปในการโจมตีของผมทันทีและผลของพลังทำลายที่หยุดไม่อยู่นั้นก็เล่นผ่าพายุทะเลทรายจนสลายหายไปทั้งหมด แต่มันก็ยังไม่หยุดมันก็กวาดทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีพลังที่ผ่านไปรวมแล้วราวห้ากิโลเมตร
แน่นอนว่าที่เห็นมันคือการโจมตีติดคริติคอลทั้งนั้นเพราะฉะนั้นมันก็ย่อมแรงกว่าปกติมากๆ
ในเมื่อจบการต่อสู้โดยที่ผ่านไปแค่การฟันเพียงสองครั้งเท่านั้นทำให้ทุกคนปากอ้าตาค้างกันไปตามๆกันเพราะมันราวกับว่าพื้นที่ที่พลังทำลายของผมผ่านไปไม่ต่างไปจากการต่อสู้ของคนที่มีความสามารถเทียบเท่าแรงค์ S ที่เอาพลังทั้งหมดต่อสู้กันเลย แต่นี่คือการโจมตีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คนอื่นอาจมีขีดจำกัดที่พลังเวทย์แต่สำหรับตัวผมมันไม่มีสิ่งนั้นราวกับว่า คำว่า “พลังเวทย์” ใน “แถบสถานะ” มันประดับติดมาด้วยเฉยๆ
คนเพียงคนเดียวที่รู้ว่าผมสามารถใช้การโจมตีแบบนั้นออกมาได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรตามมาก็คงมีแค่ไอรีนที่อยู่กับผมมานานที่สุดเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็คิดว่าผมใช้การโจมตีที่สุดยอดที่สุดไปได้แค่ครั้งเดียวและก็หมดพลังเวทย์ไป มันก็ดีแล้วที่คิดแบบนั้นเพราะถ้าให้คนอื่นมารู้ว่าผมใช้ได้อย่างไม่จำกัดโดยที่คงการโจมตีติดคริติคอลทุกการโจมตีไว้ด้วยต่อให้เป็นคนที่มีความสามารถเทียบเท่านักผจญภัยแรงค์ SS ก็ยังส่ายหน้าถ้าได้ลิ้มลองมันสักครั้ง
ผลการลองทักษะสำเร็จและออกมาดีเกินคาด ผมดูถูกแวมไพร์ขั้นที่สามไม่ได้เลยจริงๆ แต่ที่ผมสงสัยทำไมมันต้องรีเซ็ตเลเวลด้วยหรือว่าที่มันทำไปคือการเพิ่มขีดจำกัดของเลเวลสูงสุดถ้าเป็นแบบนั้นจริงตอนนี้ผมก็สามารถเพิ่มไปได้มากกว่าเลเวล 30 ที่เป็นเพดานสูงสุดเลยนะสิ ถ้าการคาดเดาของผมถูกต้องมันก็เป็นประโยชน์กับผมเอามากๆ
ผม ลูเชียโน่ ไอรีน เซล่า อีเมอร์สันและคนอื่นๆเมื่อรู้ว่าทุกอย่างจบลงแล้วก็เดินกลับเข้าไปในถ้ำจากนั้นเรื่องราวของผมก็กลายเป็นที่เล่าขานไปทั่วทั้งกลุ่มของลูเชียโน่ในทันที
ผมเข้าที่พักชั่วคราวไปกับสองสาวจากนั้นก็ทวงรางวัลแห่งความสำเร็จในทันทีก่อนที่จะมีเสียงแห่งความสุขดังออกมาจากภายในที่พักชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะย้ายออกมาอยู่ไกลจากกลุ่มของลูเชียโน่เพราะไม่อยากให้เสียงไปรบกวนพวกเขา ส่วนอีเมอร์สันก็อาศัยอยู่อีกที่มันก็นอนหลับและปิดประสาทการได้ยินไปด้วยไม่อย่างนั้นก็จะได้ยินเสียงแห่งความสุขไปทั้งคืนแน่ๆ . . .