[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 39 เมรัยเลิศรส บทกวียอดเยี่ยม

    บทที่ 39 เมรัยเลิศรส บทกวียอดเยี่ยม


    ต่างคนต่างจ้องมองกันด้วยแววตาสงสัย


    คนที่ได้สติคืนมาก่อนใครคือเซี่ยเฉวียน เขาหันไปถามอวิ๋นหม่าน “อาหม่าน เจ้าเป็นลูกศิษย์ของนายท่านจ้าว รู้หรือไม่ว่าเขาจะทำโรงอะไร?”


    “คงเป็นโรงเหล้ากระมัง” อวิ๋นหม่านตอบกลับอย่างไม่แน่ใจ


    เพราะตอนนี้เห็นอาจารย์ทำแต่เหล้าเซียงซือ


    แต่อวิ๋นหม่านก็ไม่แน่ใจ เพราะเขาได้เห็นแค่การหมักเหล้า ในกองฟืนมีเหล้าซ่อนอยู่สิบกว่าไห นอกจากที่ดื่มกันวันละนิดละหน่อยก็ไม่ได้เอาออกไปขายเลย


    “นายท่านจ้าวหมักเหล้าขายไม่ได้ จำต้องมีใบอนุญาตของทางการเสียก่อน”


    เซี่ยเฉวียนพูดอย่างไม่สบายใจ “ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับฝ่าฝืนกฎหมาย หากถูกจับได้มีโทษถึงตัดหัวเชียวนะ”


    จ้าวผิงที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินชัดเจน


    เขายิ้มพูด “พี่เฉวียน ข้าไม่ได้จะทำโรงเหล้า แต่เป็นโรงทอผ้าต่างหาก”


    “โรงทอผ้า?”


    เซี่ยเฉวียนขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “นั่นต้องใช้เงินไม่น้อยเลย”


    “ข้าได้ยินว่ากี่ทอผ้าตัวเดียวก็ได้หลายตำลึงแล้ว จะทำโรงทอผ้าก็ต้องใช้กี่ทอผ้าสิบกว่าตัวเลยกระมัง”


    “ไหนจะต้องสร้างโรงงาน เปิดรับคนงาน ท่านมีเงินเยอะขนาดนั้นเลยรึ?”


    “วัสดุหลักของกี่ทอผ้าก็คือไม้ บนเขาใกล้หมู่บ้านพวกเรามีเยอะถมไป ไปตัดมาให้อาหลู่กับหลู่ซิวทำก็ได้”


    “พวกเขาทำกี่ทอผ้าเป็นหรือ?”


    “เมื่อก่อนทำไม่เป็น แต่ถ้าได้ข้าชี้แนะจะต้องทำออกมาได้แน่นอน”


    “เจ้ารู้วิธีทำกี่ทอผ้าด้วยงัันหรือ?”


    “ข้าทำเป็นหลายอย่าง แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก” จ้าวผิงโม้ “สำคัญคือเรื่องสร้างโรงทอ จะต้องเร่งหน่อย …”


    “เรื่องนี้ข้าไม่ค่อยสันทัด”


    เซี่ยเฉวียนเกาหัวแกรก ๆ “แต่อาของข้า หรือก็คือ เซี่ยจี้ หัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยซุน เขาเชี่ยวชาญด้านนี้”


    “บ้านในหมู่บ้านพวกข้าก็ได้เขานี่แหละคอยกำกับการก่อสร้าง”

     

    “ควรสร้างอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เขาล้วนรู้ดี”


    “ถ้าอย่างนั้น ข้าวาดแบบร่างเสร็จแล้ว ท่านค่อยไปเชิญเขามาหารือ”


    จ้าวผิงวาดแบบร่างต่อไป


    เนื่องจากข้อจำกัดในตอนนี้ เขาจึงทำได้เพียงวาดแปลนพื้นอย่างง่าย ๆ


    เป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ ไม่มีกำแพง มีเฉพาะตัวบ้าน


    รวมทั้งหมดหลายสิบห้อง


    ข้างนอกคือเพิงขนาดใหญ่ ใช้เป็นโรงงาน


    เขาคิดไว้ดีแล้วว่าให้ยามเฝ้าเวรอยู่ส่วนหน้า ตรงกลางเป็นห้องทำงานของเขา ส่วนข้างหลังเป็นที่พักอาศัยของคนในครอบครัว


    ศัตรูจะบุกเข้ามาจากด้านไหน เขาจะสามารถรู้ได้ในทันที เป็นการรับประกันว่างานที่กำลังศึกษาอยู่จะไม่ถูกคนขโมยไปได้


    ใช้การศึกษาวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน และนำอารยธรรมห้าพันปีในสมองเขามาใช้ให้เป็นประโยชน์


    เซี่ยเฉวียนดูแบบร่างนั้นแล้วก็ต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่


    “นี่… หลายหลังขนาดนี้ แถมเป็นอาคารก่ออิฐทั้งหมดอีกต่างหาก ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?”


    “ข้าก็ไม่รู้” จ้าวผิงส่ายหน้า


    “ได้ ข้าจะไปหาอาเซี่ยจี้พรุ่งนี้เช้า”


    เซี่ยเฉวียนเก็บแบบร่างนั้นอย่างระมัดระวัง


    ก่อนดับไฟเข้านอน


    ขณะที่จวนตระกูลเถียนในเมืองจุดไฟสว่างไสว


    คนสี่คนนั่งอยู่ในห้องโถง ทว่าผู้ที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานกลับไม่ใช่เถียนฟู่ไห่

     

    แต่เป็นผู้ชราที่แต่งกายหรูหรา เอวหนาพุงกลม แลดูมั่งคั่งร่ำรวยคนหนึ่ง


    สีหน้าดำคล้ำเล็กน้อย แต่กลับดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงโทสะ ท่าทางเปี่ยมอำนาจบารมี


    ถัดมาฝั่งขวาเป็นชายสวมชุดบัณฑิต ไว้เคราแพะ คิ้วตาฉายแววเมตตาอารี ให้ความรู้สึกคล้ายเซียนคนหนึ่ง


    ชายฝั่งซ้ายสวมชุดสีดำ หน้าซีดเหลืองราวเทียนไข รูปร่างค่อนข้างผอม


    และในตำแหน่งสุดท้ายจึงเป็นเถียนฟู่ไห่


    แม้ที่นี่จะเป็นบ้านของเขา แต่ตนกลับเป็นเพียงคนรับแขกเท่านั้น


    เห็นได้ชัดว่าสามคนนั้นมีฐานะสูงส่งปานไหน


    หากคนที่รู้จักพวกเขาอยู่ตรงนี้ด้วยจะต้องตกตะลึงเป็นแน่ เพราะคนทั้งสามล้วนเป็นคนมีชื่อเสียง


    ผู้นั่งตำแหน่งประธานมีนามว่าเผิงเยว่ เป็นเจ้าเมืองเมืองตงไห่ ขุนนางใหญ่ที่แท้จริง   


    คนฝั่งขวามีนามว่าหลี่เฮ่อหราน เคยเป็นอาจารย์ของรัชทายาท เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง


    แต่เพราะเป็นขุนนางตงฉินที่ไม่เกรงกลัวอำนาจ ไม่เข้าสังคม จึงถูกกีดกันขัดแข้งขัดขา


    สุดท้ายก็ทนชีวิตแบบนั้นไม่ไหว จึงลาออกจากราชการมาเร้นกาย กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่เมืองตงไห่บ้านเกิด


    หลายปีมานี้ ลูกศิษย์ลูกหาของพวกเขามีทั้งพ่อค้าและขุนนางกระจายไปทั่วแผ่นดิน


    ลูกศิษย์คนหนึ่งได้เป็นถึงขุนนางเสวียซื่อในคณะเน่ยเก๋อ*[1] ก้าวต่อไปก็อาจได้เป็นขุนนางต้าเสวียซื่อ อยู่ใต้คนคนเดียวอยู่เหนือคนนับหมื่นอย่างแท้จริง


    ส่งผลให้ชื่อเสียงของหลี่เฮ่อหรานโด่งดังขึ้นมา คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจเชิญเขามาได้


    คนฝั่งซ้ายมีนามว่าสวีเทียนหัว เป็นขุนนางชิมสุราส่วนพระองค์ขั้นเจ็ด


    ถึงแม้ขั้นจะต่ำ แต่กลับเป็นคนโปรดข้างกายฮ่องเต้


    แม้จะลวนลามนางกำนัลก็ไม่ต้องโทษประหาร แต่ถูกไล่ออกจากเมืองหลวง กระทั่งตำแหน่งขุนนางก็ยังไม่ถูกปลด เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้โปรดปรานเขาเพียงใด


    คนที่นั่งอยู่ด้วยกันไม่มีใครกล้าดูถูกเขา


    คนที่ออกปากเป็นคนแรกก็คือเขาเช่นกัน


    สวีเทียนหัวกล่าวอย่างอดทนไม่ไหว “สหายเถียน ตกลงท่านยังมีเหล้าที่ข้าดื่มคืนนั้นเหลืออยู่หรือไม่?”


    “ข้าเชิญสองท่านนี้มาให้ท่านแล้วนะ ยังอิดออดอยู่อีกทำไม รีบเอาออกมาเสีย”


    “ฮ่า ๆ สหายสวี อย่าเพิ่งร้อนใจไป”


    เถียนฟู่ไห่ยิ้มกล่าว “ก่อนจะดื่มเมรัย ข้าอยากขอให้เจ้าเมืองเผิงเยว่กับอาจารย์หลี่ช่วยค้ำประกันให้หน่อย”


    “ค้ำประกันอะไร?” สวีเทียนหัวถาม


    “ข้าโชคดีได้สิทธิ์ค้าผ้ากับราชสำนักจึงคิดจะสร้างโรงทอผ้า จำเป็นต้องกู้เงินจากร้านแลกเงินราวห้าแสนตำลึง” เถียนฟู่ไห่พูด


    “เฮือก!” เผิงเยว่กับหลี่เฮ่อหรานสูดลมหายใจเฮือกใหญ่

     

    คนทั้งสองสบตากัน ก่อนผุดลุกขึ้นจะจากไปทันที


    พูดเป็นเล่น นั่นเงินห้าแสนตำลึงเชียวนะ ใครจะกล้าค้ำประกันให้โดยง่าย 


    หากเกิดเรื่องขึ้นมา คนค้ำประกันจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย


    พวกเขาสองคนไม่คิดจะผลาญเงินห้าแสนตำลึงโดยเปล่าประโยชน์เพื่อพ่อค้าคนเดียวหรอกนะ


    “สหายเผิง สหายหลี่ อย่าเพิ่งไปสิ …”


    สวีเทียนหัวลุกขึ้นกล่าวว่า “สหายเถียนบอกว่าอยากขอให้พวกท่านช่วยค้ำประกัน ถ้าพวกท่านไม่อยากตกลงก็แค่ปฏิเสธไปตรง ๆ เขาจะทำอะไรพวกท่านได้”


    “วันนี้พวกเรามาร่ำสุรา เชิญนั่งลงก่อนเถอะ มาลิ้มลองเมรัยรสเลิศกันดีกว่า”


    ระหว่างที่พูด สวีเทียนหัวก็ส่งสายตาให้เถียนฟู่ไห่


    เผิงเยว่กับหลี่เฮ่อหรานล้วนเป็นคอสุรา


    พวกเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหล้าที่สวีเทียนหัวชมนักหนาจะยอดเยี่ยมสักเพียงไหน


    สุดท้ายจึงนั่งลงที่เดิม


    ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่มีวันรับปากเป็นคนค้ำประกันให้เถียนฟู่ไห่เด็ดขาด


    เถียนฟู่ไห่ก็เป็นคนเจนโลกคนหนึ่ง ตระหนักดีว่าเรื่องแบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้


    เมื่อครู่เสนอขึ้นมาก็เพราะอยากดูท่าทีของคนทั้งสอง


    ตอนนี้เห็นทีคงได้แต่คิดหาวิธีอื่นแล้ว


    “โจวอัน ยกสุราเซียงซือเข้ามาได้” เถียนฟู่ไห่ออกคำสั่ง


    โจวอันที่เฝ้าอยู่ข้างนอกอุ้มสุราไหหนึ่งเข้ามาทันที


    ถึงจะอยู่ในไห แต่สวีเทียนหัวพลันได้กลิ่นหอมหวนยวนใจนั้น ยิ่งร้อนใจอยากลิ้มรสกว่าเดิม


    เขาเดินเข้าไปแย่งไหสุรามาจากมือของโจวอัน


    พลันดึงจุกปิดออก ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ตลบอบอวลไปทั้งห้องโถง


    สวีเทียนหัวสูดดมไปฟอดใหญ่ แล้วค่อยเริ่มรินสุราให้คนอื่น


    เผิงเยว่กับหลี่เฮ่อหรานก็ได้กลิ่นหอมนั้นแล้วเช่นกัน ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้นมา


    รอจนสวีเทียนหัวเทสุราเสร็จ พวกเขาก็ยกขึ้นแหงนหน้าดื่มอย่างไม่เกรงใจ


    แค่ก ๆ!


    ดื่มลงไปคำโต คนทั้งสองก็ต้องกระอักกระไอออกมาอย่างรุนแรง


    “ฮ่า ๆ ๆ”


    สวีเทียนหัวหัวเราะเสียงดัง “สหายรัก ข้าลืมบอกพวกท่านว่าสุรานี้ฤทธิ์แรงนัก จิบทีละคำจะลิ้มรสได้ดีกว่า”


    “กรอกลงไปแบบนั้น นอกจากจะไม่ได้รสชาติแล้ว ยังจะรู้สึกว่าสุรานี้ร้อนแรงมากอีกต่างหาก…”


    ได้ยินเขาอธิบายแล้ว คนทั้งสองถึงค่อยเข้าใจ จึงเปลี่ยนไปละเลียดจิบทีละคำตามสวีเทียนหัว


    แล้วก็ต้องเบิกตาโพลง


    เป็นเหล้าที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ


    เผิงเยว่ถามอย่างอดไม่ไหว “นายท่านเถียน ไปซื้อเหล้านี้มาจากไหนรึ?”


    “เกาะเซียนเผิงไหลแห่งทะเลบูรพา” เถียนฟู่ไห่ตอบ


    “เป็นสุราเซียนหรอกหรือนี่!?”


    เผิงเยว่กล่าวอย่างอัศจรรย์ใจ “มิน่าเล่า ถึงได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ไม่เสียแรงที่ได้ชื่อว่าเป็นสุราเซียน”

     

    “ไม่ใช่สุราเซียน แต่เป็นสุราเซียงซือ” เถียนฟู่ไห่แก้ให้


    “เหตุใดจึงเรียกว่าสุราเซียงซือ?”


    เผิงเยว่ถามออกมาด้วยความฉงนใจ


    “พวกเจ้าเอากระดาษกับหมึกมาซิ”


    เถียนฟู่ไห่ยังไม่ทันได้ตอบคำถามเผิงเยว่ หลี่เฮ่อหรานก็พลันตบโต๊ะพูดขึ้นมาเสียงดัง “ข้าจะเขียนกวีตั้งชื่อให้สุรานี่เอง”


    “สหายหลี่ สุรานี้มีชื่อแล้ว เรียกว่าสุราเซียงซือ ทั้งยังมีบทกวีของตัวเองแล้วด้วย”


    เถียนฟู่ไห่ล้วงเอาบทกวีที่จ้าวผิงเขียนให้ออกมา


    สีหน้าของหลี่เฮ่อหรานอึมครึมลงเล็กน้อย


    เขาเป็นนักปราชญ์มีชื่อ กลอนกวีไม่มีเรื่องใดไม่สันทัด โดยเฉพาะการแต่งกวี ทั้งราชสำนักต้าเว่ยน้อยคนนักที่จะเอาชนะเขาได้


    แต่ละวันไม่รู้ว่ามีคนตั้งมากมายเท่าไหร่ยอมทุ่มเงินทองเพื่อเชิญเขาไปเขียนกวีตั้งชื่อให้


    แต่ฟังจากน้ำเสียงของเถียนฟู่ไห่ ราวกับเขาไม่สนใจอย่างนั้นแหละ


    ตนอยากรู้นักว่าบทกวีนั่นจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหน


    ชื่อสุราเซียงซือ…


    คงเป็นบทกวีรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่นำมาออกงานไม่ได้นั่นแหละ


    หลี่เฮ่อหรานอยากให้เถียนฟู่ไห่เสียหน้าจึงจงใจอ่านเสียงดังฟังชัด


    ‘ซูมู่เจอ’ *[2]

     

    เมฆขาวลอยล่อง ใบไม้เหลืองร่ายรำ ทิวทัศน์ฤดูสารทสยายคลุมปฐพี ผิวน้ำสะท้อนเงาสีเขียวอันเหน็บหนาว


    แสงสายัณห์อาบไล้เหลี่ยมผา ท้องฟ้าและสายน้ำเชื่อมโยงกลมกลืน ต้นหญ้าไม่รู้ใจมนุษย์ ขึ้นรกแม้ในมุมอับแสง

     

    จมภวังค์คิดถึงบ้านเกิด ความคิดถึงทำอกขมปร่า ฝันดียามค่ำคืนช่วยปลอบประโลมใจคนแม้เพียงชั่วคราว


    แสงจันทร์สะท้อนหอสูง ดื่มสุราราดรดทุกข์ สุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความคะนึงหา


    “เยี่ยม… ยอดเยี่ยม”


    หลี่เฮ่อหรานครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนทอดถอนใจออกมา “โดยเฉพาะท่อนดื่มสุราราดรดทุกข์ สุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความคะนึงหา ช่างเหมาะกับโอกาสนัก”


    “ข้าดื่มสุรานี้แล้วก็คิดถึงชีวิตในอดีต”


    ตอนอยู่เมืองหลวง เขาเคยเป็นถึงอาจารย์ของรัชทายาท รั้งตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่ง


    ช่างมีหน้ามีตาปานนั้น


    แต่มีเพียงตัวเขาที่รู้ว่า เพราะไม่เข้าสังคม เมื่อทำสิ่งใดก็ล้วนติดขัดไม่ราบรื่น เรียกได้ว่ายากลำบากทุกย่างก้าว


    แค่เพียงนึกใจก็พลันร่ำไห้แล้ว


    เผิงเยว่กล่าวอย่างสะเทือนใจ


    “เป็นบทกวีที่ดีจริง ๆ …”


    “เขียนได้ดีเหลือเกิน”


    เขาเป็นขุนนางในเมืองตงไห่ แต่ครอบครัวกลับไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทุกครั้งที่เห็นทิวทัศน์ยามเย็นของฤดูสารทก็อดจะคิดถึงบ้านเกิดไม่ได้


    คิดเพียงใช้สุราดับทุกข์ แต่กลับทุกข์ยิ่งกว่าเดิม


    นี่ก็คือน้ำตาแห่งความคิดถึงไม่ใช่หรือไร


    สุราก็เหมือนชื่อ สอดคล้องกับบทกวีนัก ยอดเยี่ยมอย่างยากจะบรรยาย


    ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นเลยหรือ?


    เถียนฟู่ไห่ดูดปาด คิดได้เพียงสุรานี้ต่างหากที่ยอดเยี่ยม


    เขาเป็นพ่อค้า ไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับบทกวี กล่าวได้ว่าไม่สันทัดด้านนี้เลย


    แต่กลับมองเห็นโอกาสทางการค้าจากปฏิกิริยาของคนทั้งสาม


    จ้าวผิงเป็นคนมีความสามารถนี่นา


    ไม่เพียงรู้จักการจับชีพจรผ่านเส้นไหม ยังเขียนบทกวีได้ดีเช่นนี้อีก


    ตอนนี้เขาไม่เต็มใจเปิดเผยตัวตน สามารถใช้โอกาสนี้ทำกำไรให้ตนเองได้


    สวีเทียนหัวก็รู้สึกว่าบทกวีนี้ยอดเยี่ยมเช่นกัน เขาเป็นคนเมืองหลวง ทั้งยังรับราชการในเมืองหลวง เพียงพลาดพลั้งไปครั้งเดียวก็ถูกเนรเทศมาที่เมืองตงไห่


    ถ้าบอกว่าไม่คิดถึงชีวิตในเมืองหลวง ก็คงเป็นการโกหก


    พอดื่มสุรานี้แล้วก็ยิ่งคิดถึงบ้านเกิดมากกว่าเดิม


    สวีเทียนหัวถามขึ้นอย่างอดไม่ไหว “สหายเถียน ใครเป็นคนเขียนบทกวีนี้รึ ช่วยแนะนำให้ข้ารู้จักได้หรือไม่?”


    เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อีกสองคนก็หลุดจากภวังค์ ดวงตาทุกคู่จับจ้องมายังเถียนฟู่ไห่


    [1] คณะเน่ยเก๋อ (内阁) หมายถึง คณะที่ปรึกษาราชการของฮ่องเต้ ประกอบด้วยขุนนางเสวียซื่อและต้าเสวียซื่อ

    [2] ซูมู่เจอ เป็นบทกวี คิดถึงบ้านเกิด 《苏幕遮·怀旧》 ของฟ่านจ้งเยียน (范仲淹) กวีสมัยราชวงศ์ซ่ง

     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน ที่คุณอ่าน