การแย่งชิงภายในราชสำนักแคว้นจ้าวในที่สุดข่าวก็ถูกส่งถึงในวัง เื่ราวระหว่างชินอ๋องกับอ๋องเจ็ดทั้งต่อหน้าและลับหลัง ส่วนฮ่องเต้แคว้นจ้าวที่ไม่มีใครได้พบเห็นเหมือนจะตหรือถูกกักขัง ชินอ๋องตั้งตนเป็ผู้สำเร็จราชการเข้าดูแลราชสำนักจนกว่ารัชทายาทจะกลับมาสืบทอดราชบัลลังก์ อ๋องเจ็ดที่มีกองทัพของตนเองและเป็ราชโอรสที่มีคุณสมบัติสืบทอดเช่นกันหากรัชทายาทไม่กลับมาก็มีการรวมกลุ่มกับขุนนางที่สนับสนุนตอบโต้ชินอ๋องในการประชุมขุนนางทุกครั้ง ขุนนางรอบนอกเมืองหลวงที่ฉ้อฉลก็ถือโอกาสเบียดบังรังแกชาวบ้าน มีการแย่งชิงฉุดคร่าสาวชาวบ้านและเด็กหนุ่มจนถึงเด็กน้อย ชาวบ้านที่ทนการกดขี่ข่มเหงไม่ไหวก็เริ่มทิ้งที่อยู่โยกย้ายออกไปตามหัวเมืองที่ติดชายแดนเพื่อหาโอกาสลงหลักปักฐานทำมาหากินใหม่
ในท้องพระโรงแคว้นอู๋ เพียงสามวันหลังจากนั้นมีการพูดและถกเถียงกันตลอด ขุนนางต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ใช้ตัดสินใจเสนอแนวทางออกมาสุดท้ายมีสองแนวทางคือหนึ่งรับชาวบ้านที่้าเข้ามาอยู่ในแคว้นไว้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของแคว้นอู๋ กับสองตั้งค่ายกักกันให้แยกอยู่เมื่อสถานการณ์แคว้นจ้าวปกติให้ส่งกลับทั้งหมด ทั้งสองแนวทางมองดูที่ทรัพยากรของแคว้นอู๋เป็สำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องมีกองทัพไปควบคุมสถานการณ์
กลายเป็ประเด็นร้อนให้ถกเถียงกันอีกเพราะบ้านเมืองสงบสุขมานานหลายปี ขุนนางฝ่ายบู๊ได้กลับมาอาศัยอยู่กับครอบครัวได้มีชีวิตที่สุขสบายในใจต่างก็มิอยากไปอยู่ที่แร้นแค้นยากลำบากอีกเพราะไม่มีการศึกย่อมมิมีความชอบ เฉินอวี้อันยามนี้มีบุตรสาวให้กังวลจึงมิได้อาสาดังเช่นแต่ก่อนกลับกลายเป็อ๋องสามที่เสนอชื่อเขาออกมา แน่นอนย่อมมีคนเห็นด้วยผลักเรือตามน้ำทันที
“ฝ่าา แม่ทัพเฉินมีประสบการณ์ในเขตเหนือ เหมาะสมที่จะส่งไปควบคุมพื้นที่แถบนั้นเป็อย่างยิ่งพะยะค่ะ”
“ท่านแม่ทัพเหมาะสมยิ่งแล้ว พะยะค่ะ”
“เหมาะสมที่สุด พะยะค่ะ”
ไม่มีเสียงคัดค้านสักเสียงเดียวในท้องพระโรง แม้กระทั่งขุนนางฝ่ายบู๊แต่ละคนก็ก้มหน้ายามที่แม่ทัพเฉินเหลือบมองไปหมายขอความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่ทุกคนก็หลบสายตาเขาเองก็เข้าใจมิได้โกรธเคืองเพราะถ้าเลือกได้เขาก็อยากอยู่เมืองหลวงพร้อมหน้าพร้อมตากับทุกๆ คน แต่ดูท่าคงต้องเป็ตนเองแน่แล้ว
“แม่ทัพเฉิน ท่านยินดีไปทำหน้านี้ในครั้งนี้ให้ข้าหรือไม่”
สุรเสียงกังวาลพูดเรื่อยๆ ถามแบบนี้เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร เบื้องบน้าเบื้องล่างย่อมต้องทำตาม
“ยินดีพะยะค่ะ”
พระราชโองการแต่งตั้งออกมาทันที พระราชทานเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็แม่ทัพพยัคฆ์อุดร ควบตำแหน่งเ้าเมืองกานลู่ประจำการเมืองด่านเหนือที่ติดกับแคว้นจ้าวและแคว้นเยี่ยน(ที่มีพื้นที่ติดเล็กน้อย) เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็ทางการท่านพ่อยุ่งอยู่กับงานในกองทัพที่ต้องเคลื่อนออกจากเมืองหลวงภายในเจ็ดวันกองทัพต้องตระเตรียมเสบียงและอาวุธ ต้องตรวจสอบทุกอย่าง รวมถึงการตรวจไพร่พลทหารอย่างละเอียดทำให้มิได้กลับมาพักที่จวนแม้แต่วันเดียว
ภายในจวนสองวันหลังจากนั้น พ่อบ้านฉินเรียกรวมบ่าวรับใช้และสาวใช้ทั้งหมดเพื่อบอกกล่าวและให้แต่ละคนตัดสินใจเองว่าจะอยู่ในเมืองหลวงต่อหรือจะติดตามไปชายแดน โดยมีเฉินิเยว่นั่งเป็ประธานในห้องโถง สาวใช้ของนางทั้งสามคนอยู่เก็บข้าวของในเรือนมิได้ออกมา นางจึงพยักหน้าให้พ่อบ้านฉินเริ่มได้ทันทีเมื่อเห็นว่าคนในจวนมารวมกันเกือบครบแล้วยกเว้นองค์รักษ์และเวรยามเท่านั้น
“ทุกคนตั้งใจฟังให้ดี ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในวันนี้มีพระราชโองการแต่งตั้งนายท่านให้ไปรับตำแหน่งเ้าเมืองและประจำการที่ชายแดน คุณหนูใหญ่จะติดตามนายท่านไปด้วยอาจจะมิได้กลับมาที่เมืองหลวงอีกเป็เวลานานแต่จวนและร้านค้าบางส่วนในเมืองหลวงจะยังคงอยู่มีข้าเป็ผู้ดูแล สำหรับบ่าวรับใช้และสาวใช้ รวมทั้งคนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาใหม่ทั้งหมดพวกเ้าบางคนอาจมีครอบครัวหรือญาติมิตรในเมืองหลวง นายท่านจึงให้โอกาสได้ตัดสินใจใคร้าที่จะอยู่เมืองหลวงก็ทำหน้าที่เดิมต่อไป หากใคร้ามีอิสระนายท่านก็จะคืนสัญญาขายตัวของพวกเ้าทั้งยังให้เงินสิบตำลึงเงินเพื่อไปเริ่มต้นทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว
สุดท้ายใครตัดสินใจเลือกติดตามไปชายแดนจะสามารถนำครอบครัวย้ายตามไปได้ สิ้นเสียงพ่อบ้านฉิน ก็มีเสียงเซ็งแซ่ขึ้นทันที ต่างหันหน้าเข้าหาคนที่ตนสนิทพูดจาก่อนจะเริ่มมีคนยกมือ
“ข้าขอติดตามไปชายแดนขอรับ”เมื่อเริ่มมีคนหนึ่งก็มีคนถัดไป โดยประมาณแล้วเกือบครึ่งที่ตัดสินใจไปกับตระกูลเฉิน
“พ่อบ้านฉิน ข้าขอทำงานอยู่ที่จวนนี้เ้าค่ะ ข้ามีครอบครัวที่นี่มิสามารถย้ายติดตามไปได้ขออภัยด้วยเ้าค่ะคุณหนู”
“ข้าขออิสระจากการเป็บ่าวรับใช้ขอรับ ในอนาคตข้าอยากให้บุตรของข้าสอบขุนนางขอรับ” มีเพียงเด็กหนุ่มท่าทางแข็งขันคนเดียวเท่านั้นที่ขอแยกออกจากตระกูลเฉิน
"เอาล่ะ เมื่อพวกเ้าตัดสินใจกันได้แล้วให้แจ้งชื่อต่อพี่บ้านฉินเพื่อจัดการให้เสร็จภายในวันนี้ สำหรับพวกเ้าข้าขอขอบใจทุกๆคนที่ตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ และคนที่จะไปชายแดนทั้งหมดให้เก็บข้าวของเฉพาะที่จำเป็เท่านั้น เมื่อไปถึงชายแดนสิ่งของที่เคยได้จากจวนจะยังคงได้เหมือนเดิม หลังจากจัดการส่วนของตนเองแล้วให้มารับรายการที่พ่อบ้านฉินเพื่อเริ่มจัดเก็บและเตรียมขนย้ายอีกเพียงห้าวันเราจะออกเดินทางติดตามกองทัพไป
หอโอสถ นางหยิบกล่องไม้ที่บรรจุโถกระเบื้องขนาดเล็กจำนวนห้าขวดขึ้นมา ก่อนออกจากเมืองหลวงนางจะต้องไปยังสำนักัฟ้าด้วยตนเองหลังจากรับปากอีกฝ่ายไว้ก็ล่วงเลยมานับเดือนกว่าแล้ว ทุกครั้งล้วนส่งโอสถผ่านไปทางหอดับแสงทั้งสิ้น นางเองก็มิได้เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย วันนี้นางตั้งใจเดินเข้าประตูสำนักอย่างเปิดเผยจึงผลัดเปลี่ยนชุดมาใส่ชุดบุรุษมองดูเป็คุณชายน้อยหน้าตาสะอาดสะอ้านจูงเยว๋หว่านออกจากจวนหลังจากทิ้งจดหมายไว้บอกเพียงว่านางมีธุระต้องทำจะกลับมาให้ทันออกจากเมืองหลวง
“หลี่เอ๋อร์ คุณหนูไปไหนอีกแล้ว คราวนี้ไปหลายวันเชียว”
“เ้าควรชินได้แล้ว คุณหนูมิใช่สตรีอ่อนแอ จะกังวลไปใย รีบๆ เอาตั๋วเงินพวกนี้ไปฝากที่ร้านแลกเงินเถอะ ทางไกลและอันตรายคุณหนูมิให้นำตั๋วเงินติดตัวไปมากนัก"
“เ้านำขวดโอสถใส่ในหีบครบหมดหรือยัง”
“กำลังจัดเรียงอยู่ เ้ารีบไปรีบกลับเถอะ”
“ข้าจะแวะร้านสมุนไพร นำของที่สั่งไว้กลับมาด้วย”
“อืม”
สำนักัฟ้า ตั้งอยู่บนเขาจิ่วซานทางทิศใต้ติดเมืองหลวง นางขี่เยว๋หว่านขึ้นเขาประมาณสองเค่อก็มองเห็นบันไดทางขึ้นมีซุ้มประตูด้านข้างมีป้ายหินสลัก"สำนักัฟ้า"ขนาดเท่าความสูงของนางพอดี มีเวรยามยืนอยู่หลายคน จึงจูงเยว๋หว่านเดินเข้าไป
“เด็กน้อย เ้ามาหาใคร”
“พี่ชาย ต้องเดินขึ้นเขาอีกไกลไหมกว่าจะถึงสำนักัฟ้า” นางเลือกถามชายหนุ่มที่มีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ใบหน้าดูมีอัทยาศัยมากกว่าคนอื่นๆ ที่หน้าตาเคร่งเครียดจ้องมองมาอย่างกับจะหาเรืื่องนาง
“ขาสั้นๆ อย่างเ้านี่นะ ข้าว่าสักสองสามชั่วยามน่าจะถึง แต่ว่านะที่นี่มิใช่ที่เล่นสำหรับคุณชายน้อยเช่นเ้า เ้าขึ้นไปมิได้หรอก”
“พี่ชาย ข้านำโอสถมาส่งให้นายท่านผู้เฒ่ามิทราบว่าพอจะเข้าไปได้หรือไม่”
“เอ๊ะ เ้าเด็กนี่ พูดไม่รู้เื่หรือไรแอบอ้างเช่นนี้มีพิรุธ ปกติเป็หอดับแสงนำมาทั้งมิเคยแจ้งว่าจะมีคนนอกที่เป็เด็กหนุ่มเช่นเ้าจะมาแทน ไปๆ รีบไสหัวไปซะ”
ชายหนุ่มร่างอ้วนท่าทางหยาบกระด้างเดินเข้ามากล่าววาจาเสียงดังทั้งยังยกมือขึ้นมาจะผลักไหล่นางให้ถอยหลังไป
“โอ๊ย! ปล่อยข้า เ้าเด็กบ้านี่”
นางจับข้อมือบิดอย่างไวแล้วเอามือของชายหนุ่มมาไขว้ไว้ที่มืออีกข้างกดเข้าที่ลำคออย่างแรง ทำให้อีกฝ่ายไร้เรียวแรงจะต่อสู้แค่พยุงตัวยังไม่ไหว คนที่เหลือชักดาบชักกระบี่เล็งมาที่นางทันที
“ยังไม่รีบปล่อยมือเ้าอีก อยากตายหรือไง” เสียงใครสักคนะโออกมาจากในกลุ่ม มีเสียงบางอย่างพุ่งออกมานางทำได้เพียงหลบหลังคนที่ถูกจับไว้ ร่างนั้นก็ทรุดลงไปกองกับพื้นหยุดหายใจไปทันที
“ เ้าฆ่าศิษย์พี่ข้า เ้าตายซะ”
วุ่นวายกันจริงนางยังมิได้ทำอันใดสักนิด ใครลอบใช้อาวุธลับซัดเข้ามาจากในกลุ่มจนเพื่อนเ้าตายแล้วยังโทษข้าอีก ช่างทำให้ข้าลำบากใจจริง ทั้งหมดลงมือพร้อมกัน นางพริ้วกายหมุนเป็วงกลม เข็มจากในมือพุ่งเข้าหาแต่ละคนที่ไม่ระมัดระวังตัวจากคุณชายหน้าตาอ่อนเยาว์ แล้วก็พากันทรุดลงไปกองนอนโอดครวญกับพื้นความรู้สึกเ็ปเจียนตายทั้งๆที่ยังมิได้ััตัวถูกอีกฝ่ายแม้แต่นิด
“พวกเ้าทนสักนิดเถอะ แค่สองชั่วยามก็หายไปเอง โชคดีนะวันนี้ข้าอารมณ์ดี ทีหลังจำไว้นี่คือโทษฐานลงมือกับข้าโดยมิไตร่ตรอง”
วันนี้นางอารมณ์ดีพอสมควรดังนั้นยังคงรักษาความเป็คุณหนูไว้ได้มิได้สังหารทั้งหมดในคราเดียว (ฮึฮึ แค่นี้คิดจะขวางนาง ฝันไปเถอะ)
“เยว๋หว่าน เ้าไปเที่ยวเล่นสักสองสามชั่วยามค่อยมารอรับข้านะ”
นางสั่งม้าราวกับว่ามันเข้าใจเมื่อเยว๋หว่านสะบัดหางวิ่งเยาะๆจากไป นางก็ทะยานตัวหายวับไปทิ้งกลุ่มคนเ่าั้นอนร้องโอดโอยไปมา
.