“อย่าทำร้ายเธอ”
หลินตงรีบอ้อนวอนพวกคนพาล หงเป่ายิ้มเยาะด้วยความสะใจ มันบอกให้ชายหนุ่มยกมือวางบนศีรษะแล้วยืนอยู่เฉยๆ หงเป่าพร้อมกับพวกราว4-5คนเดินเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ หนึ่งในลูกน้องยกไม้เบสบอลขึ้นฟาดลงที่หัวหลินตงเข้าอย่างจัง “แป็ก” ไม้ยาวหักเป็นสองท่อนเมื่อกระทบเป้าหมาย คนอื่นเห็นก็รีบเข้ามาโจมตี คมมีด กระบองเหล็กเข้าเป้าทุกครั้ง
“ตุบ เกร๋ง!”
เสียงเหล็กปะทะกันดังออกมา การโจมตีไร้ผลร่างของหลินตงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มีดและกระบอกเหล็กกระเด็นลอยหลุดมือเมื่อสัมผัสกับร่างของชายหนุ่ม พวกมันทำสีหน้าตกใจออกมาโดยที่ไม่ได้นัดหมาย หลินตงต้องการจะสู้กลับแต่ก็ห่วงความปลอดภัยของหลานสาว เขาจึงยังไม่ได้เคลื่อนไหว
“เห้ย ทำไมไม่เข้าว่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น”
“ชิบหายแล้ว”
ประโยคสุดท้ายเป็นตัวของหงเป่าที่อุทานออกมา เหมือนว่าเขาจะรับรู้อะไรบางอย่างมีท่าทีที่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
“พวกแกรีบปล่อยผู้หญิงซะ”
หงเป่ารีบออกคำสั่งกับลูกน้องพร้อมกับวิ่งไปโค้งคำนับชายหนุ่มที่มันเพิ่งจะโจมตีไปเมื่อครู่ ลูกน้องได้ยินคำสั่งก็ทำตามแบบงงๆ
“ขอโทษด้วยครับท่าน พวกเราไม่ทราบจริงๆว่าที่นี่อยู่ในความดูแลของท่าน”
พวกมันเห็นการกระทำของหัวหน้าก็ตกใจ หงเป่าคือใครพวกมันจำได้ดี ตั้งแต่จำความกันได้พวกมันไม่เคยเห็นหงเป่าก้มหัวให้กับใครมาก่อน มีแต่คนอื่นที่ต้องเคารพเมื่อได้พบเจอ พวกที่พอมีสมองก็พอจะคาดเดาอะไรได้บ้าง ส่วนพวกสมองกล้ามก็ยังยืนงงๆกันต่อไป ตัวหลินตงเองก็ยังรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
“ต่อไปพวกเราจะไม่มายุ่งกับที่นี่อีกแล้วครับ โปรดให้ท่านอภัยในความไม่รู้สักครั้ง”
“พวกคุณกลับตัวได้ก็ดีแล้ว สิ่งที่ทำกันอยู่มันไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอก”
“ครับท่าน พวกเราจะจำคำของท่านไว้ในใจ”
“ฟุบ” หงเป่าคุกเข่าลง
“ท่านครับ ขอให้หงเป่าคนนี้ได้รับใช้ท่านหลังจากนี้ด้วยเถอะครับ”
“คุณไม่ต้องมารับใช้ผมหรอก แค่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นก็พอ”
“ได้โปรดเถอะครับ ผมอยากจะอยู่ข้างกายท่านคอยรับใช้”
ตอนแรกหลินตงไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มคนพาลสักเท่าไร แต่พอมาคิดดูดีๆแล้ว หากได้หงเป่ามาอยู่ใต้อาณัติก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เขาจึงตอบตกลงรับหงเป่ามาเป็นคนของเขา ชายวัยกลางคนได้ยินคำตอบก็ดีใจก้มคำนับอยู่หลายครั้ง พวกลูกน้องของหงเป่าก็คุกเข่าลงคำนับนายใหม่ตาม หลินตงได้บอกให้พวกหงเป่ากลับไปก่อน หากมีอะไรจะเรียกหาอีกครั้ง
“คุณตาเก่งจังเลยค่ะ”
“บอกแล้วไง ผมอยู่ที่นี่ไม่มีใครทำอะไรได้ทั้งนั้น”
“หนูเชื่อแล้วค่ะ คุณตาเก่งที่สุดในโลกเลย”
“ลู่หลิ่ง คุณพ่อ!”
เสี่ยวเหม่ยมาถึงก็เรียกหาคนทั้งสอง บังเอิญเธอเปิดดูกล้องที่โรงแรมเห็นเหตุการณ์จึงรีบเดินทางมา เห็นว่ายังปลอดภัยดีจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลูกสาวรีบเดินไปหาแม่และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ผู้เป็นแม่ทำหน้าตกใจออกมาตลอดจนฟังจบ เหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี สองแม่ลูกไม่ต้องกังวลเรื่องของพวกหงเป่าอีกต่อไป
สามวันให้หลังทั้งสามคนก็ออกเดินทางไปยังเมืองเหอหนาน เพื่อไปพบกับเสี่ยวลี่ถิงลูกสาวแท้ๆของหลินตงในชาติก่อน หลินตงขับรถตามทางที่เสี่ยวเหม่ยบอก หลังเข้ามาเขตเหอหนานขับเข้าไปในตัวเมืองอีกราว1ชั่วโมงก็มาถึง เสี่ยวเหม่ยยังไม่ได้บอกเรื่องของหลินตง บอกเพียงว่าจะมาเยี่ยมเฉยๆ
รถหยุดที่สถานที่แห่งหนึ่งในชุมชน ตรงนี้เป็นชุมชนแออัดรถใหญ่ไม่สามารเข้าไปได้ หลินตงจึงต้องจอดรถไว้ด้านนอกแล้วเดินตามเสี่ยวเหม่ยเข้าไปด้านใน ตลอดเส้นทางเล็กมองดูไปรอบๆพบเจอแต่สิ่งที่ไม่ควรจะมี เด็กน้อยวัยไม่พ้นสิบปีบุหรี่สูบกันอย่างสบายใจ กลุ่มชายหญิงผิวหยายกร้านตั้งวงดื่มเหล้ากันตั้งแต่หัววัน คนไร้บ้านนับสิบนอนอยู่ในที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นริมทางเดิน ป้ายรถเมล์ พากันเดินมาจนเกือบจะสุดทางก็เจอบ้านหลังที่ตามหา
“ก็อก ก็อก ก็อก”
หญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งเปิดประตูออกมา เธอมีหน้าตาที่เหมือนกับเสี่ยวลี่ถิงไม่ผิดเพี้ยน หลินตงจำได้ทันทีเธอคนนี้คือ “เหม่ยลี่” ลูกของเสี่ยวลี่ถิงหลานสาวของตน เธอมองมายังแขกที่มาเยือนด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง
“มาหาใครคะ”
“เหม่ยลี่ใช่ไหมลูก ป้าเองจำได้ไหม”
หญิงสาวมองดูหญิงวัยกลางคนอีกครั้งก็จำได้ จึงรีบเชิญทุกคนเข้าไปในบ้าน มองจากด้านนอกตัวบ้านก็มีขนาดที่ไม่ได้ใหญ่ พอเข้ามาด้านในมันมีขนาดที่เล็กแคบมากๆ ขนาดน่าจะประมาณ4*4มีการต่อเติมห้องน้ำและห้องครัวเพิ่มในด้านหลัง ตรงที่พวกเข้าอยู่เป็นที่หลับนอน หลินตงมองไปยังเครื่องนอนเก่าที่บางส่วนมันขาด เขารู้สึกหดหู่เวทนาเป็นอย่างมาก
“พวกป้านั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ แม่กับพ่อออกไปทำงานข้างนอก ช่วงเที่ยงเดี่ยวก็กลับมา เดี๋ยวหนูไปเอาน้ำให้ แค็กๆ” หญิงสาวไอออกมาเบาๆก่อนที่จะเดินไปในส่วนครัว
“พี่เหม่ยลี่ไม่สบายเหรอคะ”
“นิดหน่อยนะ ร่างกายพี่ไม่ค่อยแข็งแรงตั้งแต่เด็กแล้ว”
“ต้องดูแลร่างกายดีดีนะลูก พักผ่อนให้เพียงพอ”
“คะป้า”
“ก็อก ก็อก”
รอไม่นานคนที่รอก็กลับมาถึง บานประตูเปิดออกแสดงให้เห็นร่างของชายหญิงคู่หนึ่ง พวกเขาดูโทรมเป็นอย่างมาก ผิวไหม้เกรียมจากแดด ร่างกายอ้วนท้วม หลินตงมองไปยังร่างของลูกสาวน้ำตาก็ไหลออกมา เขาเห็นลูกสาวที่ไร้แขนข้างซ้ายกำลังเดินเข้ามา ทั้งสองเข้ามาก็รีบกล่าวทักทายแขกที่มาเยือน
“ไม่เจอกันนานเลย ไปไงมาไงถึงมาหาพี่ได้ล่ะ”
“พี่ลี่ เกิดอะไรขึ้นกับแขนพี่?”
เสี่ยวเหม่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วง สองผัวเมียนั่งลงดื่มน้ำไปอึกหนึ่งเป็นเสี่ยวลี่ถิงเป็นคนเล่า ต้องย้อนกลับไปราว3ปีที่แล้ว สองคนไปรับจ้างเป็นกรรมกรก่อสร้าง เกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานคานเหล็กได้หล่นลงมาทับแขนของเสี่ยวลี่ถิง เพื่อรักษาชีวิตเธอจึงจำเป็นต้องตัดแขน หลินตงรู้สึกเจ็บภายในใจตลอดเวลาที่ฟัง
“แล้วพ่อหนุ่มคนนี้เป็นแฟนของหนูลู่หลิ่งใช่ไหมเนี้ย หน้าตาหล่อเหลาเชียว”
“ไม่ใช่ค่ะ คนนี้คือ..”
ก่อนที่ลู่หลิ่งจะพูดเสี่ยวเหม่ยก็เอามือไปปิดปากเสียก่อน เธอหันไปมองที่หลินตง ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับ
“ตั้งใจฟังกันดีๆนะครับ เรื่องที่จะพูดต่อจากนี้คือเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ผมอยากให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ผมกำลังจะพูด”
“ผมชื่อหลินตง”
“อ่า”
“แต่ในอดีตชาติผมคือเสี่ยวตง! มีความทรงจำในตอนที่เป็นเสี่ยวตงอยู่”
“......”
ราวกับเป็นรูปปั้นหิน ทั้งสามคนได้ฟังก็ได้นั่งนิ่งอ้าปากค้าง เรื่องนี้มันเหลือที่จะเชื่อจริงๆ
“ระ เรื่องจริงเหรอ”
เสี่ยวเหม่ยพยักหน้าตอบกลับคนเป็นพี่สาว วินาทีนั้นราวกลับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่หนักอึ้งภายในได้หายไป หญิงสูงวัยร้องไห้โฮ่เหมือนกับเด็กๆ เข้าสวมกอดร่างของชายรุ่นลูกเอาไว้แน่น เหม่ยหานและเหม่ยลี่ยังคงอยู่ในความสับสน ในตอนที่เสี่ยวตงเสียชีวิต เหม่ยลี่เพิ่งมีอายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น ไม่แปลกที่จะจำอะไรไม่ค่อยได้
“พ่อจริงๆใช่ไหม ฮือ ฮือ”
“พ่อเอง ลูกสาวตัวน้อยของพ่อโตขึ้นมากเลย”
“คุณ ตา”
ภาพแห่งความยินดีดำเนินผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจทราบ ทุกคนเข้าสวมกอดกันด้วยความปิติ ทุกคนดีใจที่มีโอกาสได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง
“กร๊อดดดด” เสียงท้องร้องดังมากจากเหม่ยลี่ เธอรีบหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย
“เที่ยงแล้ว เราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า”
ทุกคนพากันเดินออกไปยังด้านนอก เสี่ยวเหม่ยและเสี่ยวลี่ถิงเดินตามหลังหลินตงแทบไม่ห่าง เขาหันมาพูดคุยหญิงสูงวัยทั้งสองเป็นระยะๆ เขาตัดสินใจแล้วจะช่วยเหลือครอบครัวเสี่ยวให้ดีที่สุด เดินมาถึงร้านข้าวแกงหน้าชุมชนเสี่ยวลี่ถิงก็เดินเข้าไป
“ลี่ถิงไปไหน”
“ถึงร้านข้าวแล้วค่ะพ่อ”
“วันนี้เราจะไปกินข้าวที่ร้านในเมือง”
เดินมาถึงรถยนต์ทุกคนก็ขึ้นไปนั่ง พวกผู้หญิงนั่งอัดกันด้านใน ส่วนเหม่ยหานนั่งอยู่กระบะหลัง
“รถของพ่อเหรอค่ะ”
“ใช่รถพ่อเอง”
เดินทางราว15นาทีก็มาถึงร้าน “เนื้อเจ็ดสี” ชื่อร้านตั้งเด่นอยู่หน้าทางเข้า หลังจอดรถเสร็จแล้วทุกคนก็พากันเดินเข้าไปด้านใน
“พ่อ ที่นี่แพงมากเลยนะ เป็นร้านบุฟเฟต์เริ่มต้นราคาก็หัวล่ะ100หยวนแล้ว”
“ไม่เป็นไร พ่อจ่ายได้ ทุกคนกินกันให้เต็มที่เลย”
พนักงานสาวเดินพาลูกค้าไปนั่งยังโต๊ะขนาดใหญ่ด้านใน นำป้ายเมนูมาให้ทุกคนได้เลือก ในเมนูมีรายการอาหารมากมายแบ่งเป็นเซ็ทตามราคา
“เอาเซ็ท 399 ครับ”
“พ่อค่ะ มันไม่แพงไปหน่อยเหรอ เรากินแค่แบบ100หยวนก็พอแล้ว เสียดายเงิน”
“บอกแล้วไงกินเต็มที่เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน”
“เอ่อ คุณพ่อครับ”
“ว่าไงเหม่ยหาน”
“ผมสั่งเบียร์มาดื่มได้ไหมครับ”
“คุณ!!” เสี่ยวลี่ถิงตีแขนผู้เป็นสามีไปทีหนึ่ง
“ไม่เป็นไรๆ ต้องขอบคุณเหม่ยหานเหมือนกัน ที่ไม่ทิ้งลูกสาวกับหลานสาวของผมไป มื้อนี้อยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่”
“ขอบคุณครับ”
***ถ้ามีคอมเมนต์ถึง 5 คอมเมนต์ ตอนต่อไปอ่านฟรีอีกตอนไปเลยยยยย***