ตอนที่ 2 ใครขโมยไข่ไก่ (1)
เวลาผ่านไปรวดเร็ว ไม่ทันรู้ตัวฟ้าก็สว่างโร่แล้ว หลินซื่อแม่ลูกจึงพากันกลับบ้าน
ลมสารทเย็นสบายเจือกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ดอกเบญจมาศ รวมถึงกลิ่นสดชื่นของสนโชยมาปะทะใบหน้า พัดพาความเหน็ดเหนื่อยให้หายไปไม่น้อย เถียนไฉ่เวยกระปรี้กระเปร่า ฝีเท้าหนักอึ้งกลายเป็เบาสบายขึ้นมาบ้าง
ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเริ่มมีควันลอยเอื่อย ครอบครัวส่วนใหญ่เริ่มทำมื้อเช้าแล้ว ท้องของเถียนไฉ่เวยร้องโครกครากขึ้นมา เดิมทีในท้องก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว ประกอบกับตอนเช้าตรู่ทำงานมาหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ไม่หิวสิแปลก
เถียนไฉ่เวยมองไปทางบ้านตระกูลเถียนตามสัญชาตญาณ ท้องฟ้าเหนือบ้านตระกูลเถียนก็มีควันโชยเช่นกัน นางยิ่งรู้สึกหิวทรมาน อดเร่งฝีเท้าขึ้นหน่อยไม่ได้
หมู่บ้านที่ตระกูลเถียนอยู่เป็หมู่บ้านใหญ่มีประชากรร้อยกว่าคน ระยะจากหน้าหมู่บ้านถึงท้ายหมู่บ้านยาวประมาณหนึ่งลี้
บ้านหลังใหญ่ของตระกูลเถียนอยู่ใจกลางหมู่บ้านพอดี อาณาบริเวณเหยียดยาว กำแพงหินสูงชะลูด กลางลานบ้านปลูกต้นพุทราไว้ต้นหนึ่ง เรือนหลักขนาดสามห้องก่อด้วยอิฐดำกระเบื้องเขียว ตั้งอยู่ทิศเหนือหันหน้าออกทิศใต้ สองฝั่งแบ่งเป็เรือนข้างทิศตะวันตกและทิศตะวันออก เรือนแต่ละหลังล้วนสมมาตร แข็งแรงแ่า ดูแล้วใหญ่โตน่าเกรงขาม แม้จะสู้บ้านคนมีเงินในอำเภอไม่ได้ แต่อยู่ในหมู่บ้านนี้นอกจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ก็เป็บ้านที่ทำให้คนอิจฉาที่สุด
เพียงแต่บ้านที่ดีขนาดนี้กลับไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเถียนไฉ่เวยแม่ลูกสักนิด เพราะไม่ว่าจะเป็เรือนหลักหรือเรือนข้างตะวันตกตะวันออกก็ไม่มีส่วนของบ้านพวกนาง
สิ่งปลูกสร้างที่พวกนางสามแม่ลูกพักอาศัย อยู่ท้ายเรือนข้างฝั่งตะวันออก เป็เรือนมุงฟางที่ทั้งเตี้ย ต่ำและโทรม ใช้เสาไม้ที่มีขนาดเท่าแค่ขาเด็กไม่กี่เสาค้ำเอาไว้ ที่นี่มีป่าอุดมสมบูรณ์มากมายจึงไม่ขาดแคลนวัสดุไม้ แต่ตระกูลเถียนใช้ไม้ที่บางขนาดนี้มาสร้างเรือนมุงฟาง ชัดเจนว่าไม่เห็นความปลอดภัยของหลินซื่อแม่ลูกอยู่ในสายตา
เรือนฟางหลังนี้เล็กมากจริงๆ จากที่เถียนไฉ่เวยคะเนด้วยตาแล้วน่าจะแค่สิบผิงหมี่[1] เตียงเตาหนึ่งหลังก็ยึดที่ไปครึ่งหนึ่งแล้ว ตรงหัวเตียงวางหีบไม้ที่ไม่ได้แข็งแรงแ่าไว้สองใบ หีบหนึ่งในนั้นใส่แม่กุญแจและคลุมผ้าไว้้า
ข้างหัวเตียงเป็ตู้หนึ่งหลัง จากนั้นก็เป็โต๊ะที่เก่าจนส่ายโอนและเก้าอี้ไม่กี่ตัว นอกจากนี้ก็ไม่มีสิ่งใดอีก
ไม่ต้องเอ่ยว่าห้องครัวที่ท้ายเรือนข้างตะวันตกก่อด้วยอิฐดำกระเบื้องเขียว พื้นที่ยังมีตั้งสิบกว่าผิงหมี่ สภาพเรือนที่พวกนางสามแม่ลูกอยู่ยังไม่สู้ห้องครัวเลยด้วยซ้ำ
สองแม่ลูกเพิ่งจะเดินไปใกล้บ้านก็พบป้าจางเพื่อนบ้านที่เตรียมออกไปล้างหัวผักกาดที่บ่อน้ำ นางยิ้มทักทายสองแม่ลูกหลินซื่อกับเถียนไฉ่เวย
ป้าจางไม่ถูกกับตระกูลเถียนนัก เพราะตอนตระกูลเถียนสร้างบ้านหลังนี้ค่อนข้างอวดเบ่งถือดี อาศัยที่เถียนจยาอันบุตรคนรองเป็หัวหน้ามือปราบในอำเภอ จงใจสร้างกำแพงและหลังคาให้สูงกว่าบ้านป้าจาง เื่นี้ถือเป็สิ่งต้องห้ามด้านฮวงจุ้ย เชื่อว่าหากกำแพงและหลังคาเพื่อนบ้านสูงกว่าจะข่มวาสนาเพื่อนบ้านข้างๆ ที่มีบ้านเตี้ยกว่า
แต่ตอนนั้นที่ทั้งสองบ้านโต้เถียงกันหลินซื่อไม่ได้ร่วมด้วย ในใจนางคิดว่าตระกูลเถียนทำเกินไป ทั้งสองบ้านไม่ได้มีความแค้นใหญ่หลวงต่อกัน ทั้งยังอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เหตุใดต้องใช้อำนาจข่มเหงเหยียบย่ำคนอื่น ทำเช่นนี้ไร้คุณธรรมเกินไป นางจึงไม่ได้เข้าไปช่วยเถียง ด้วยเหตุนี้ป้าจางจึงยังคงพูดคุยกับพวกหลินซื่อแม่ลูก ซ้ำยังรู้ด้วยว่าที่หลินซื่อถูกตระกูลเถียนเห็นเป็คนบาปก็เพราะไม่ได้ช่วยตระกูลเถียนรังแกตระกูลจางจึงถูกข่มเหงไม่น้อย
หลินซื่อและเถียนไฉ่เวยสนทนากับป้าจางไม่กี่ประโยคก็เดินไปถึงประตูใหญ่บ้านตระกูลเถียน กำลังจะผลักประตูเข้าไปก็ได้ยินเสียงฆ้องแตกที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะของเว่ยซื่อดังมาจากด้านใน “ใครขโมยไข่ไก่ของข้า รีบคืนมาเดี๋ยวนี้! หากข้าสืบรู้ว่าใครทำ มันไม่ต้องกินข้าวสามวัน!”
หลินซื่อได้ยินดังนั้น ก็หดมือที่เตรียมผลักประตูกลับมา แล้วหันไปมองเถียนไฉ่เวย
เชิงอรรถ
^ ตารางเมตร