3 เดือนต่อมา ณ ร้านบะหมี่ฉีซื่อ
ในค่ำคืนอันแสนหนาวเหน็บทุกบ้านต่างพากันก่อไฟเพื่อความอบอุ่น บ้านเรือนต่างๆพากันปิดประตูหน้าต่างกันมิดชิดตามตรอกซอยร้านทั่วไปตอนนี้พากันทยอยปิด ยกเว้นซอยที่มีร้านบะหมี่ หรือร้านน้ำชานี่แหละที่ยังเปิดอยู่ร้านบะหมี่แทบจะทุกร้านในย่านนี้ขายดีเป็พิเศษ เพราะอากาศแบบนี้ใครต่างก็พากันเดินเข้ามาหาอะไรร้อนๆกินเพื่อคลายหนาวอย่าว่าแต่ลูกค้าเลย แม้แต่ฉีซื่อเอง่นี้ชอบอยู่ในครัวเป็พิเศษ เพราะมีไออุ่นของหม้อต้มน้ำแกง-อบคละคลุ้งไปทั้งบริเวณห้องครัว
และในคืนที่มีพายุหิมะเช่นนี้หม้อต้มน้ำแกงเดือดๆ ทันทีที่เปิดฝาหม้อออก จะได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศนานาชนิดที่ผ่านการเคี่ยวมาเป็เวลานานอย่างพิถีพิถันสีของน้ำแกงขาวข้นสลับกับสีเหลืองทองของไขมันที่มาจากไขกระดูก ตัดกับสีแดงของเม็ดเก๋ากี่ที่ลอยไปมาอยู่เต็มหม้อ ช่วยเสริมให้มีรสชาติกลมกล่อม ได้ความหวานนำจากการต้มกระดูกเคี่ยวนานจนได้รสไปถึงไขกระดูก ความเค็มนั้นก็ตามมาติดๆ ได้จากการปรุงรส และความกลมกล่อมรวมไปถึงกลิ่นหอมนี้ได้มาจากเครื่องเทศและเม็ดเก๋ากี่ เปิดหม้อทีกลิ่นน้ำแกงจากครัวหลังร้านหอมทะลุไปถึงหน้าร้านทำเอาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาถูกเชิญชวนเข้าร้านไม่ขาดสาย
“ขอบะหมี่น้ำและเกี๋ยวน้ำให้ข้าอย่างละ 1 ที่” สตรีผู้หนึ่ง ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าเดินฝ่าพายุหิมะเข้ามาในร้านมาเพียงลำพังนางสั่งอาหารแล้วนั่งอยู่เงียบๆแม้ใบหน้าจะถูกปิดเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความงามได้แน่นอน สาวงามขนาดนี้มาถึงร้านจะรอดพ้นสายตาของตี้ไหลข่าไปได้ไงเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาสตรีผู้นี้มากินบะหมี่แทบจะวันเว้นวันเลยก็ว่าได้และทุกครั้งที่มาก็จะมีตี้ไหลข่าออกไปนั่งพูดคุยด้วย จนสองคนนี้เริ่มจะสนิท ยอมนับว่าเป็สหายได้แล้วทันทีที่อาหารออกมาจากในครัว เขาก็เป็คนนำเอาไปส่งถึงโต๊ะด้วยตัวเอง
“แม่นางน้อย อาหารของท่านได้แล้วขอรับ” ตี้ไหลข่ากล่าว พร้อมกับค่อยๆวางอาหารลง จริงๆเขารู้อยู่แล้วว่าคนตรงหน้าเป็ใคร
“อืม...”คนที่ตกเป็เป้าหมายตอบกลับสั้นๆ ก่อนจะค่อยๆถอดผ้าที่ปิดบังใบหน้าออก
“องค์หญิงหยางเซียง...”ตี้ไหลข่าอุทานออกมาทำทีแกล้งใ
“ชู่ว!! ส่งเสียงเบาๆหน่อยเดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า ข้าจะลำบาก” องค์หญิงหยางเซียงรีบบอกแก่ตี้ไหลข่าที่กำลังจะทำความเคารพ
“องค์หญิง เหตุใดถึงมาพียงลำพังอีกแล้ว พะนะคะ”ตี้ไหลข่ารีบนั่งร่วมโต๊ะ และเริ่มซักถามอย่างเคย
“ก็หนีออกมายังไงล่ะ”
“หนี หนีทำไมพะยะคะ แค่เดินออกมาก็ได้แล้วไม่ใช่หรือพะยะคะท่านเป็ถึงองค์หญิง ใครจะมาขวางท่านกัน” ตี้ไหลข่าพูดเพราะเขาไม่ค่อยรู้กฏเกณฑ์ข้อธรรมเนียมของคนในวังนัก
“หากทำได้ก็คงดี ข้าเป็งถึงองค์หญิงอย่างที่เ้าว่าแต่จะออกมาก็ต้องขออนุญาติก่อน”
“คู่หมั้นของท่านไปไหนเสียแล้วเหตุใดถึงปล่อยท่านมาคนเดียว” ตี้ไหลข่าทำมีถามไปอย่างงั้นเพราะไม่มานั่นแหละดีแล้ว
“เขาไม่รู้ว่าข้าแอบออกมา และจะให้รู้ไม่ได้เด็ดขาดเพราะเขาไม่ชอบให้ข้าออกนอกวังเท่าไหร่ แต่เ้ารู้ไหม ั้แ่วันนั้นที่เขาพาข้ามาที่นี่ทุกวันๆข้าเอาแต่เฝ้าฝันถึงชีวิตที่แสนสนุกสนานนอกรั้ววังหลวงทุกวันเลย โดยเฉพาะบะหมี่ของร้านนี้ ข้าชอบมาก และอร่อยมาก” องค์หญิงหยางเซียงพูดไม่หยุดทำเอาตี้ไหลข่าหาช่องว่างในการสนทนาไม่ได้เลย
“ดูแล้วองค์หญิงหยางเซียงจะเป็คนขี้เหงานะพะยะคะ”
“วันนั้น ท่านพี่บอกให้ข้าลองใช้ความคิดแบบสามัญชนดูตอนนั้นข้าก็รู้สึกว่าความคิดแบบนี้มันยากยิ่ง แต่วันนี้ข้าก็อยากจะลองดู”
“แล้วองค์หญิงจะลองไปทำไมกันพะยะคะเป็คนสูงศักดิ์ก็สบายอยู่แล้ว จะเอาตัวเองมาลำบากทำไม” ตี้ไหลข้าพูดแซวนิดๆเพราะเกรงว่าองค์หญิงจะอยากทำอะไรที่โลดโผน
“อีกหน่อย หากข้าอภิเษกกับท่านพี่ ข้าก็ต้องออกมาชีวีตนอกวังหากวันนี้ข้าไม่เตรียมการณ์เอาไว้ ต่อไปในอนาคตข้าคงลำบาก”
“องค์หญิงทรงรูปโฉมงดงามขนาดนี้ท่านจะพยายามไปทำไมกัน เผลอๆอาจจะชี้นกเป็นก ชี้ไม้เป็ไม้ก็ได้พะยะคะ” ตี้ไหลข่ายิ่งคุยยิ่งเริ่มหงุดหงิด เมื่อพูดถึงคนเฮงซวยแบบนั้นมีค่าอะไรนักหนาอยากจะรู้เหมือนกัน หากเขาไม่ใช่พระอนุชาคนโปรดของฝ่าา จะมีคนมารุมแย่งแบบนี้ไหม
..............................................
ฉีซื่อเดินออกมายืดเส้นยืดสายที่สวนหลังร้านตลอด่หัวค่ำเขายุ่งอยู่กับการเคี่ยวน้ำแกง เมื่อจัดการงานเสร็จก็อยากจะผ่อนคลายเป็ธรรมดา ... ตุบตับๆๆๆๆ ... เสียงฝีเท้าของคนที่วิ่งมาจากทางหน้าร้านฟังเสียงดูแล้วเหมือนจะกำลังวิ่งตรงมาทางหลังร้านด้วย
“องค์หญิง!นี่ท่านจะเข้าไปแบบนี้ไม่ได้พะยะคะ” เสียงของตี้ไหลข่าะโตามหลังก่อนองค์หญิงหยางเซียงจะปรากฏตัว วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“หาที่ให้ข้าซ่อนตัวที” องค์หญิงหยางเซียงบอกแก่ฉีซื่อที่ตอนนี้กำลังยืน-งงงวย ทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะโค้งทำความเคารพ
“องค์หญิงท่านไม่ต้องหลบหรอก พวกเขาไปแล้วพะยะคะ” ตี้ไหลข่าวิ่งตามเข้ามาพร้อมบอกให้อีกคนฟัง
“มีเื่อะไรกันอาตี้”ฉีซื่อถามทันที เพราะเขากลัวจะเกิดเื่ที่ร้าน
“ไม่มีอะไรหรอกอาฉี แค่มีคนเป็กระต่ายตื่นตูมกลัวความผิด เลยวิ่งหนีไม่คิดชีวิตเท่านั้นเอง” ตี้ไหลข้าพูดแซะอีกคนที่ตอนนี้กำลังเดินออกมาจากหลังฉาก
“ตี้ไหลข่า นี่เ้า!เ้าจะไปรู้อะไร...” องค์หญิงหยางเซียงเริ่มโมโห แต่ก็ี้เีจะถียง
“ถ้าไม่มีเื่อะไรแล้ว กระหม่อมขอตัวพะยะคะส่วนอาตี้ ฝากเ้าดูแลองค์หญิงด้วย” ฉีซื่อตัดบททันที และปลีกตัวหนีขึ้นไปพักผ่อน
“ดูเหมือนเถ้าแก่ฉี จะหลบหน้าข้า” องค์หญิงหยางเซียงพูดออกมาหลังฉีซื่อเดินไปลับตาแล้ว
“ทำไมองค์หญิงถึงคิดเช่นนั้นพะยะคะ”
“ทุกครั้งที่ข้าพบหน้าเขาข้าอยากจะทำความรู้จักกับเขา เขาก็มักทำตัวไม่ว่างทุกที”
“องค์หญิงจะอยากรู้จักเขาไปทำไมกันรู้จักแค่กระหม่อมก็พอแล้วพะยะคะ”
“อาหารที่เขาทำล้วนแต่รสชาติดี วิเศษมากเสด็จแม่เคยบอกข้า คนที่ทำอาหารออกมาได้รสชาติดีแสดงว่าไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ตัวข้าก็ไม่ใช่คนเลวร้ายแต่อาหารที่ข้าทำ ให้สุนัขกิน สุนัขยังตายเลย” องค์หญิงหยางเซียงบ่นด้วยความน้อยใจที่ตนนั้นทำอาหารไม่ได้เื่
“หึๆๆ พะยะคะ”ตี้ไหลข่าพยายามกลั้นขำแต่ก็ไม่วายโดนองค์หญิงมองค้อนกลับ
“เลยทำให้องค์หญิงผู้เลอโฉมอย่างท่าน ต้องลำบากปืนกำแพงวังหลวงออกมาที่นี่เพื่อผูกมิตรกับเถ้าแก่ฉี หวังจะเรียนรู้จากเขาหรือพะยะคะ”ตี้ไหลข้าถามกลับอย่างไม่อ้อมค้อม
“ไม่ถึงขนาดนั้น เื่กินก็ส่วนนึง เื่ผูกมิตรก็ส่วนนึงเ้าอย่าเอาไปรวมกันซิ”
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพระยะคะ...”
“แต่ตอนนี้ เวลาข้ามาที่นี่ทีไร ข้าต้องคอยหลบคนของท่านพี่กลัวเขาจะมาเจอข้าที่นี่”
“หลบเหรอ พะยะคะ…”
“ใช่ เพราะั้แ่งานวันฉลองร้านในครั้งนั้นท่านพี่สั่งข้าไม่ให้มาที่นี่อีก บางครั้งเวลาที่ท่านพี่ข้าออกไปเที่ยวก็ไม่ยอมพาข้ามาที่นี่เลย”
“ท่านอ๋องทำถูกแล้วพะยะคะ ท่านอย่าคิดมากเลยบางที ท่านอ๋องอาจจะอยากให้องค์หญิงได้ลองลิ้มรสอาหารหลายๆที่ก็เป็ได้พะยะคะ”
“แต่ข้าอยากมาร้านนี้ ถึงท่านพี่จะห้าม ข้าก็จะมา!” องค์หญิงหยางเซียงพูดเสียงแข็ง
“ตามใจองค์หญิงเลยพะยะคะ แต่ก็ไม่รู้ว่าคนของท่านอ๋องจะมาพบองค์หญิงวันไหนนะพะยะคะ หากถึงวันนั้นจริง เกรงว่าเถ้าแก่ฉีอาจจะเดือดร้อน” ตี้ไหลข้าพูดเปรย เพื่อดูท่าทีขององค์หญิง
“ยังไงกัน ท่านพี่กับเถ้าแก่ฉีมีเื่บาดหมางกันหรือ”
“เื่นี้กระหม่อมมิอาจพูดได้ ข้าน้อยขอประทานอภัยพะยะคะ”
“น่าเบื่อจริงๆ ชอบพูดออกมาครึ่งๆกลางๆพอข้าสงสัยก็พากันบอกไม่ได้”
พูดจบองค์หญิงหยางเซียงก็เดินกลับออกไปทางหน้าร้านเพื่อจะไปจัดการอาหารของตนเองต่อ ก่อนตี้ไหลข่าเองก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน เขาทั้งคู่ต่างพากันพูดคุยกันเื่สัพเพเหระก่อนจะเดินออกไปส่งองค์หญิงถึงกำแพงหลังวัง เพราะกลางค่ำกลางคืนแบบนี้ใครจะปล่อยให้องค์หญิงเดินกลับคนเดียวได้ นอกจากจะเดินมาส่งแล้วยังต้องเป็บันไดเคลื่อนที่ให้องค์หญิงเหยียบเพื่อปีนขึ้นกำแพงกลับวังอีกด้วย
...เห็นที คราวหน้าองค์หญิงมาที่ร้าน ต่อไปข้าคงต้องคิดเงินค่าเดินมาส่งกับค่าเป็บันไดให้องค์หญิงเพิ่มเสียแล้วข้านึกไม่ถึงเลยว่า เพื่อได้กินของอร่อย ท่านถึงยอมทำได้ขนาดนี้ ยอมปีนกำแพงวังออกมาไม่สนฐานะองค์หญิงของท่านเลยจริงๆ...
“ข้าได้ยินมาไม่น้อยว่า ความช่างเอาอกเอาใจของเ้าหากใครได้รับต่างก็พากันหลงใหล เหมือนคนต้องมนต์จิ้งจอก ข้านึกไม่ถึงเลยว่าความช่างเอาใจของเ้าจะส่งเข้าไปถึงในวังได้ด้วย” เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของใครที่ไหน
“อ๋องจินอู่...” ตี้ไหลข่าหันหลังกลับไปตามเสียงนั้นก่อนนจะพบว่าเขาคือผู้ใด