“หลงเฉิน เจ้ามีแผนอย่างไร?”
ทั้งสามคนตัดสินใจที่จะลงมือระหว่างพิธีสังเวยโลหิต
“หากเจ้าต้องการคำแนะนำจากข้าละก็ ข้าคิดว่าตอนนี้เรายังไม่ควรลงมือ ในเมื่อคนของเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังมีความหวัง พวกเราทั้งสามคนทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่สำหรับเจ้านั้นต่างออกไป หากเป็นไปได้ พวกเราก็อยากให้เจ้าแก้แค้นให้พวกเราด้วย”
“พี่หลี...” หลงเฉินรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย
“ฟังนะ... ในเมื่อเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่แล้ว เจ้าจะช่วยข้าใช่หรือไม่? ข้าไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเฉินเอ๋อร์ พวกเราทั้งสามจะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง หากว่ามันล้มเหลว แก้แค้นให้พวกเราด้วยเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าหลีจิ้งยังคงดึงดัน หลงเฉินจึงทำได้เพียงเอ่ยตอบ
“ข้าจะต้องสังหารจ้าวลัทธิให้ได้ ข้าสัญญาว่าจะไม่ลงมือก่อนที่พิธีสังเวยโลหิตจะเริ่ม นอกเสียจากว่าจะมีเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเกิดขึ้นจริง ๆ ข้าก็จะไม่เปิดเผยตัวตน ตกลงไหม?”
หากพวกเขายอมตาย คงต้องมีคนแก้แค้นแทนพวกเขา ซึ่งมันก็มากเกินพอแล้ว
ด้วยอายุเพียงเท่านี้ หลงเฉินก็บรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นแล้ว เมื่อเทียบกับจ้าวลัทธิแล้วเขาอาจจะไม่เก่งกาจเท่า แต่หากเขายืนหยัดต่อไปเขาก็จะมีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้
“พวกเรามาหารือเกี่ยวกับพิธีกรรมนี้กันเถอะ เฉินเอ๋อร์ เจ้ายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันใช่หรือไม่?”
หลี่เผิงเอ่ยถาม
หลงเฉินพยักหน้า
“หลี่เผิง อธิบายให้เขาฟังที”
หลีจิ้งถือเป็นผู้นำ เมื่อนางเอ่ยปาก หลี่เผิงและทั้งสามก็นั่งลงและเริ่มอธิบาย
“พิธีสังเวยโลหิตนั้นมีพิธีการอยู่สามลำดับ ลำดับแรก สาวกทุกคนจะเข้าไปในเมืองใต้ดินและสักการะจ้าวลัทธิ จากนั้นก็จะถวายเครื่องสักการบูชาแด่องค์เทพ ลำดับที่สองก็คือการสังหารหมู่เด็กสาวและนำเลือดของพวกนางไปใส่ในสระจนเต็ม ลำดับที่สามก็คือการอาบเลือด จ้าวลัทธิจะเป็นคนแรกที่ลงไปอาบเลือดในสระ ตามด้วยผู้อาวุโสทั้งห้าและผู้คุมกฎ จากนั้นก็เป็นคราวของเหล่าสาวก เท่านี้ก็ถือว่าพิธีสังเวยโลหิตเป็นอันเสร็จสิ้น”
“พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเราจะต้องลงมือในระหว่างการถวายเครื่องสักการบูชา มิเช่นนั้นแล้ว เมื่อพวกเขาเริ่มลงมือฆ่าคน ชีวิตนับร้อยคงต้องสูญสิ้นไป พวกนางยังสาวและงดงามนัก... น้องสาวของข้าก็อยู่ในนั้นเช่นกัน”
ในตอนนี้เสียงของหลีจิ้งเย็นชาอย่างน่าเหลือเชื่อ
“เจ้าสัตว์ร้ายพวกนั้น!” หลี่เผิงและหลี่เฉิงถอนหายใจ
“พวกมันเลวทรามเสียยิ่งกว่าสัตว์ร้ายเสียอีก”
หลงเฉินเองก็คุกรุ่นไปด้วยจิตสังหาร เขาเคยใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] ก่อนหน้านี้ แต่ก็ใช้กับสัตว์อสูรเท่านั้น เมื่อครั้งที่เขาใช้มันกับไป๋จ้านสงและเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อนั้นเป็นเพราะความเกลียดชังที่เขามีต่อคนพวกนั้นและทั้งคู่ต่างเป็นศัตรูของหลงเฉิน สำหรับลัทธิเซียนโลหิต มีเด็กสาวนับร้อยนับพันคนที่บริสุทธิ์และไร้ทางสู้ถูกจับตัวมา!
“คงไม่มีคนดี ๆ ที่ไหนที่จะเข้าลัทธิเซียนโลหิต ครั้งนี้ข้าจะลงมือสังหารโดยไม่ยั้งมือเลยทีเดียว”
เมื่อคิดถึงการสังหารหมู่ที่บ้าคลั่ง มังกรโลหิตก็ร้องคำรามอยู่ในร่างของหลงเฉิน คลื่นพลังกระหายเลือดค่อย ๆ ปะทุจากร่างของเขา
วันที่สองจะมาถึงในอีกไม่ช้า และพวกเขาทั้งสี่คนก็เฝ้ารออย่างอดทน ไม่นานม่านรัตติกาลก็แผ่ปกคลุมลงมา เป็นเวลานานทีเดียวก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิท หลงเฉินและคนอื่น ๆ รวมตัวกับเหล่าสาวกนับพันมุ่งหน้าไปที่ตำหนักโลหิต
เหล่าสาวกลัทธิเซียนโลหิตอยู่ในระดับขอบเขตชีพจรมังกรขั้นห้าขึ้นไป เมื่อสาวกนับพันรวมตัวกัน พลังความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่เมืองพฤกษาหมอกทั้งเมืองจะเทียบได้
ภายใต้อิทธิพลยิ่งใหญ่ของจ้าวลัทธิ คลื่นพลังโลหิตและความชั่วร้ายแผ่กระจายออกมาจากลัทธิแห่งนี้ หลงเฉินมองไปรอบ ๆ และพบว่ามีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้ดูโหดเหี้ยมนัก
‘ข้าอยากรู้นักว่ามีคนบริสุทธิ์กี่คนที่ตายไปด้วยน้ำมือของสัตว์ร้ายพวกนี้...’
เมื่อพวกเขาเดินตามคนกลุ่มใหญ่ที่นำโดยผู้คุมกฎ หลงเฉินและคนอื่น ๆ ได้เข้าไปในตำหนักโลหิต เขาเห็นอุโมงค์ลงไปยังเมืองใต้ดินซึ่งเป็นทางยาวแคบ ๆ และบันไดที่นำลงไป ทางลงนั้นแคบจนเดินผ่านได้เพียงสองคนเท่านั้น
หลงเฉินอยู่ปลายแถว เมื่อเขาเดินผ่านอุโมงค์ลงไปยังเมืองใต้ดินเป็นเวลานาน ทางเดินก็เริ่มขยายกว้างออก
มันเป็นสถานที่ขนาดใหญ่ที่ขุดลึกลงไปโดยกำลังคน มันเป็นเมืองใต้ดินที่ได้จำลองตามลักษณะของเมืองทั่วไปขึ้นมา สิ่งที่แตกต่างมีเพียงกำแพงที่นี่ซึ่งล้วนเป็นสีแดงทั้งหมดและมีภาพวาดแปลกประหลาดดูน่าสะพรึงกลัวแต่งแต้มอยู่บนนั้น
‘ระวังตัวไว้จะดีกว่า’
หลีจิ้งเตือนเขา ทั้งสามคนแยกตัวจากหลงเฉิน พวกเขาต้องการต่อสู้กับลัทธิเซียนโลหิตอย่างเปิดเผย ส่วนหลงเฉินมาที่นี่เพื่อเฝ้าดูเท่านั้น
แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่หลีจิ้งและอีกสองคนเชื่อ
หลังจากเดินไปรอบ ๆ เมืองใต้ดินเป็นเวลานาน ทุกคนก็เคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่จำเพาะเจาะจง ในที่สุดหลงเฉินก็มาถึงยังใจกลางเมืองที่ห่างออกไป เบื้องหน้ามีสระขนาดใหญ่ที่คนนับพันสามารถลงไปได้ เวลานี้สระว่างเปล่า แต่เมื่อดูจากคราบเลือดจึงสรุปได้ว่ามันคือสระโลหิตนั่นเอง
เหล่าสาวกตั้งแถวอยู่ที่ด้านหนึ่งของสระโลหิต ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีแท่นบูชาสีแดงขนาดใหญ่ ธูปสามแท่งถูกจุดจนไหม้ เกลียวควันลอยขึ้นสู่จุดสูงสุดของเมืองใต้ดิน
ด้านล่างแท่นบูชาคือผู้อาวุโสของลัทธิห้าคนซึ่งมีทั้งหญิงและชาย พวกเขาต่างสวมชุดคลุมสีทองและแดง พวกเขาคือผู้อาวุโสในตำนานของลัทธิเซียนโลหิตซึ่งทุกคนล้วนดูน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก
หลงเฉินกวาดตามองไปที่พวกเขา
‘ข้าบอกได้เลยว่าทั้งห้าคนนี้ไม่ใช่คนดีแน่ ๆ จ้าวลัทธิไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ข้าคิดว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนักหรอก จากคลื่นพลังแข็งแกร่งที่แผ่ออกมา พวกเขาน่าจะสังหารคนไปไม่น้อย’
เมื่อสัมผัสถึงพลังในร่างกายของตนเอง หลงเฉินก็ขมวดคิ้วแน่น
“สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่และแก่นโลหิตของสัตว์อสูรกร่อนจิตยังไม่เพียงพอจะทำให้ข้าบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ ก่อนที่ข้าจะสู้กับจ้าวลัทธิ ข้าคงต้องใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ]เพื่อที่จะบรรลุสู่ขั้นสมบูรณ์ได้เสียก่อน...”
ทว่าหลงเฉินไม่อยากใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] กับมนุษย์
“อย่าคิดมากเลย หากเจ้าไม่ทำเช่นนี้และเกิดอะไรขึ้นกับหลิงชิง เจ้าคงเสียใจไปชั่วชีวิตแน่ ๆ”
หลิงซีปลอบเขาด้วยเหตุผล
เมื่อนึกถึงเด็กสาว หลงเฉินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากพยักหน้า
“ตกลง ข้าจะยกเว้นเพื่อนางก็แล้วกัน!”
“หลงเฉิน [สกัดโลหิตสลายปราณ] เป็นทักษะที่ท้าทายสวรรค์ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งใดน่าอัศจรรย์เช่นนั้นมาก่อน มันนำมาซึ่งความแข็งแกร่งที่ไม่สิ้นสุดและผู้คนต่างหลงใหลคลั่งไคล้ การที่จะสามารถควบคุมตัวเองได้ในวัยนี้นั้นน่ายกย่องมากเลยนะ”
หลงเฉินรู้สึกยินดีกับคำชื่นชมจากใจของหลิงซี
“ก็ข้าน่ะไม่ธรรมดาอยู่แล้ว...”
“หน้าไม่อาย!”
เมื่อหลิงซีหยอกล้อเขาอย่างร่าเริง หลงเฉินจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ก่อนหน้านี้จ้าวลัทธิทำให้เขารู้สึกหนักใจอย่างมาก
“พิธีสังเวยโลหิตจะเริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนคุกเข่า!”
ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งห้ามีชายสี่คนและหญิงอีกหนึ่งคน หญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์กรีดเสียงร้องที่ทิ่มแทงโสตประสาทของทุกคนโดยรอบ หลงเฉินเองก็รู้สึกแสบแก้วหูขณะที่คุกเข่าลงพร้อมกับฝูงชน
เมื่อหญิงชราคำรามเสร็จก็หันกลับไปพูดกับจ้าวลัทธิครู่หนึ่งก่อนจะไปยืนอยู่ทางด้านข้าง
หลงเฉินคุกเข่าและในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกประหม่า เขาก็กวาดตามองไปรอบ ๆ
“เสี่ยวซี เจ้าสัมผัสถึงหลิงชิงได้หรือไม่?”
ภายในกระบี่หลิงซี หลิงซีหันไปมองด้านข้างและขมวดคิ้ว
“ทางด้านซ้ายของสระโลหิตมีประตูใหญ่อยู่หลายบานห่างออกไปจากสระโลหิตราวสามร้อยเชียะ มีหญิงสาวนับร้อยอยู่ข้างหลังนั่น แต่ดูเหมือนว่าหลิงซีจะไม่ได้อยู่ที่นั่น ข้าจะหานางต่อไป...”
เมื่อยังไม่รู้ว่าหยางหลิงชิงอยู่ที่ใดกันแน่ หลงเฉินจึงยังไม่กล้าลงมือ
เวลานี้จ้าวลัทธิประกาศว่าพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว เขาขึ้นไปที่แท่นบูชาก่อนจะถวายเครื่องสักการะ ไม่นานหลังจากนั้น ผู้อาวุโสทั้งห้าก็ทำเช่นเดียวกัน
บนสระโลหิตมีสะพานที่ทอดยาวไปยังแท่นบูชา ทุกคนเดินไปบนสะพานและถวายเครื่องสักการะจากนั้นก็ดึงอ่างที่อยู่ด้านล่างแท่นบูชาออกมา มันเต็มไปด้วยเลือดสด ๆ
หลังจากถวายเครื่องสักการะเรียบร้อยแล้วทุกคนก็กลับมาที่ตำแหน่งเดิม ทว่าในตอนนี้มีอ่างเลือดอยู่ในมือของพวกเขา แม้แต่จ้าวลัทธิเองก็เช่นกัน
“นี่คือเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกเราทุกคน!”
เวลานี้ จ้าวลัทธิถือสระโลหิตสด ๆ ไว้แน่น
หญิงชรากรีดเสียงร้องขึ้นอีกครั้ง นางจ้องเขม็งไปที่จ้าวลัทธิ เขาหัวเราะร่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“สหายข้า ดื่ม!”
“ดื่ม!”
“ดีมาก!”
จ้าวลัทธิเริ่มดื่มเลือดจากอ่างจนหมด จากนั้นก็โยนอ่างกระเบื้องลงไปในสระโลหิตจนมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นอ่างกระเบื้องก็ถูกโยนลงไปในสระโลหิตทีละใบ ๆ จนเต็มไปด้วยเศษกระเบื้อง
เมื่อสัมผัสกับเลือด เศษชิ้นส่วนของพวกมันทั้งหมดจึงกลายเป็นสีแดง
“เปิดประตูและนำแหล่งโลหิตเข้ามา!”
ผู้นำลัทธิออกคำสั่ง จากนั้นก็เดินออกไปจากสระโลหิต ประตูบานมหึมาส่งเสียงครืนขณะที่พวกมันเปิดออก ประตูทั้งสี่บานนั้นหนักอึ้งและหนามาก แม้แต่กำลังของหลงเฉินก็คงยากที่จะทำลายประตูหินเหล่านี้ในเวลาอันสั้น
จ้าวลัทธิเตรียมการไว้อย่างดีเพื่อให้แน่ใจว่าพิธีจะดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
ประตูหินเปิดขึ้นทีละบาน ๆ เสียงกรีดร้องดังขึ้นให้ได้ยิน เสียงกรีดร้องเจียนจะขาดใจนั้นทำให้เหล่าสาวกลัทธิเซียนโลหิตหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ร้องสิ ร้องเข้าไป! พวกเจ้ามีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกเพียงไม่กี่อึดใจ เชิญร้องไห้ตามสบาย พวกเจ้าควรจะรู้สึกเป็นเกียรติที่ทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นด้วยเลือดของพวกเจ้า”
เสียงหัวเราะร่าของจ้าวลัทธิก้องสะท้อนไปทั่วเมืองใต้ดิน
หลงเฉินกำหมัดแน่นท่ามกลางฝูงชน
“หลงเฉิน ข้าพบหลิงชิงแล้ว นางอยู่ข้างล่างแท่นบูชา!”
*********************