Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 52 ความรู้สึกของซีต้า

    ความรู้สึกของซีต้า

     

                ในขณะที่กัสกำลังโอดครวญอยู่ในใจด้วยความรู้สึกยากที่จะข่มกลั้นได้นั้นน้าสาวของเขาก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างอ่อนหวานแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางที่ยั่วยวนใจเป็นที่สุด

                ท่าทีที่ยั่วยวนนี้แม้กระทั่งน้องสาวทั้งสองของกัสก็ยังมองดูด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อย่อมไม่ต้องพูดถึงกัสเลยที่เป็นบุรุษเพียงหนึ่งเดียวในสถานที่แห่งนี้

                ใบหน้าของมิซ่าก็แดงก่ำจนไม่กล้าสู้หน้ากัสแล้วด้วยซ้ำแต่เธอก็ไม่กล้าหลบหนีไปด้วยเช่นกันจึงทำได้เพียงยืนส่ายไปส่ายมาอย่างคนกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะตามอาจารย์ของเธอเข้าไปในบ้าน

                ทันทีที่เด็กสาวเดินเข้าไปดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่าการตกแต่งภายในบ้านนั้นดูดีกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก

                แตกต่างจากซีต้าที่มองดูด้วยดวงตาที่แหลมคมเธอมองไปยังผ้าม่านที่เนื้อละเอียดกว่าผ้าม่านทั่วไปมองดูเตียงนอนสองหลังที่ตั้งอยู่ด้านในซึ่งมีคุณภาพแตกต่างจากเตียงนอนอีกหลัง

                ต่อจากนั้นก็มองไปยังเตาผิงพลางยิ้มน้อยๆด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งและจบลงที่โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างเตียงนอนสองหลังที่อยู่ด้านในสุด

                ‘เด็กคนนี้ทำให้ข้าทึ่งอีกแล้ว..เจ้าหา DP ได้มากมายขนาดไหนกันนะในเวลาไม่ถึง 3 เดือนแบบนี้’

                เนื่องจากยังไม่ได้เดินดูดินแดนนี้อย่างละเอียดซีต้าก็เลยไม่กล้าคิดว่าหลานชายของเธอนั้นทุ่มเทความพยายามเพื่อต้อนรับเธอกับลูกศิษย์ไปมากขนาดไหน

                แต่ถ้ามองดูจากการตกแต่งภายในบ้านหลังนี้แล้วเธอก็มั่นใจว่าหลานชายของเธอคนนี้มีดีมากกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปหลายเท่า

                ไม่ว่าจะเป็นความคิดอ่านที่โตเกินวัยความละเอียดรอบคอบที่จัดโต๊ะทำงานเอาไว้ให้เธอไหนจะการเสริมเตาผิงให้ทั้งที่รู้ว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรนักในดินแดนเริ่มต้นที่มีบรรยากาศไม่หนาวไม่ร้อน

                แต่สำหรับตัวเธอและลูกศิษย์แล้วการเพิ่มเตาผิงให้นี้ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่ของกัสได้เป็นอย่างดี

                “เด็กดี..เจ้าเอาใจน้าคนนี้ขนาดนี้เจ้าหวังอะไรจากน้าหรือไม่..หรืออยากได้รางวัลตอบแทนจากมิซ่าของเจ้ากันแน่.”

                กัสที่เดินตามเข้ามาในบ้านนั้นต้องกระตุกยิ้มแห้งๆ อีกครั้งกับการกลั่นแกล้งที่ดูเหมือนจะยังไม่จบไม่สิ้นและเสียงร้องของมิซ่าที่เต็มไปด้วยความอับอาย

                “อาจารย์ค่ะ!! อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิคะ!!”

                ปฏิกิริยาตอบสนองของกัสและมิซ่านั้นทำให้ซีต้ายิ้มได้เสมอเธอหัวเราะออกมาเบาๆพลางหยอกเย้าลูกศิษย์ที่รักของเธอก่อนจะเดินไปดูเตียงนอนและโต๊ะทำงานอย่างละเอียด

                “เจ้าจ่ายไปเยอะทีเดียวนะกัส..ทำแบบนี้มันจะไม่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของดินแดนหรือไงกัน”

                ในขณะที่พูดสายตาของซีต้าได้เปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอสัมผัสกับผิวไม้ของโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งพึงพอใจทั้งชื่นชมและความรู้สึกภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน

                “แน่นอนว่าไม่ครับท่านน้าแต่ถ้าคนที่มาในวันนี้ไม่ใช่ท่านแล้วละก็..บางทีข้าอาจจะต้องทำมากกว่านี้และมันคงจะส่งผลกระทบต่อดินแดนของข้าจริงๆข้าจึงอยากขอบคุณท่านน้ากับมิซ่าจริงๆ ที่ยอมช่วยเหลือ”

                รอยยิ้มที่มาดมั่นของกัสนั้นทำให้ดวงตาของซีต้าทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งใบหน้าของมิซ่าที่เพิ่งจะลดความร้อนลงไปได้เล็กน้อยก็เริ่มร้อนวูบขึ้นมาอีกแล้วเพราะคำชมที่จริงใจของกัส

                “ม..ไม่หรอกค่ะท่านกัส มันเป็นหน้าที่ของข้าค่ะ!”

                “ใช่ๆ ทันทีที่ลอว์ติดต่อมาหาข้า ยัยหนูนี้ก็รู้เรื่องในทันทีเลยแถมยังไปนั่งเฝ้าคำร้องขอจากตำหนักผู้รักษาอย่างใจจดใจจ่อเลยเชียวละ ดูสิว่าคู่หมั้นที่แสนน่ารักของเจ้าทำเพื่อเจ้าขนาดไหน”

                ความลับที่ถูกเปิดเผยนี้ทำให้ใบหน้าของมิซ่าแดงจนเกือบสุกเลยทีเดียวกัสเองก็รู้สึกเขินๆ ขึ้นมาบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่มากเท่ากับความรู้สึกขอบคุณที่ทำให้เขาต้องกล่าวขอบคุณอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

                “ขอบคุณนะมิซ่า เจ้าช่วยข้าได้มากจริงๆ”

                “ไม่หรอกค่ะท่านกัส มันเป็นหน้าที่ของข้าค่ะ..”

                แม้ว่ามิซ่าจะยังยืนยันด้วยคำพูดแบบเดิมแต่สีหน้าของเธอก็แสดงออกอย่างเด่นชัดว่ามีความสุขมากขนาดไหนบรรยากาศที่วาบหวานค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสองก่อนจะถูกเสียงเรียกของน้องสาวคนเล็กทุบทำลายไปในที่สุด

                “พี่กัส! หนูไปทำงานก่อนนะ!”

                ราวกับว่าเด็กสาวไม่อาจอดทนมองดูพี่ชายที่รักกับผู้หญิงอื่นส่งสายตาหวานๆให้กันได้เธอจึงส่งเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิดแล้ววิ่งหนีไปในทันทีทำให้กัสต้องยิ้มฝืนแล้วกล่าวขอโทษน้าสาวและคู่หมั้นอีกครั้ง

                ทั้งสองคนเองก็ตอบรับกลับมาอย่างไม่คิดอะไรมากมีเพียงซีต้าที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัยซึ่งกัสเองก็มองออกแต่พยายามทำเป็นมองไม่เห็นอย่างสุดความสามารถ

                “เอาเถอะ..เจ้าคงจะยุ่งมาก หากมีอะไรที่ต้องทำก็ไปเถอะน้าพอใจกับการต้อนรับของเจ้ามาก หากมีอะไรขาดเหลือข้าจะให้มิซ่าไปบอกเจ้าเอง”

                กัสมีท่าทีลังเลใจอยู่ชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าด้วยความขอบคุณจากนั้นก็หันไปหานิโกะกับซันโกะแล้วพยักหน้าให้เธอเบาๆ

                “ไปเถอะ..”

                “เจ้าค่ะ”

                สองสาวขานรับด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ แล้วหันมาทางซีต้ากับมิซ่าจากนั้นแสดงความเคารพอีกครั้งแล้วพากันจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปทำงานของพวกเธอเหมือนปกติ

                น้องสาวคนโตของกัสเองก็เห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้วเธอจึงบอกล่าอย่างสุภาพพลางมองดูพี่ชายที่รักของเธออีกครั้งก่อนจะจากไปอย่างไม่ยินดี

                อารมณ์ความรู้สึกที่ไม่อาจปกปิดได้เช่นนี้มีหรือที่จะรอดพ้นสายตาของซีต้าไปได้ทำให้หญิงสาวต้องพยักหน้าน้อยๆด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

                ‘ดูเหมือนว่าเด็กสาวกลุ่มนี้จะหลงเด็กคนนี้มากจริงๆ’

                ความสัมพันธ์ของเผ่าอสูรในตระกูลอันดูวเดธนั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเผ่าอสูรในตระกูลอื่นๆมาก เนื่องจากพวกเขามีการแต่งงานในหมู่พี่น้องเกิดขึ้นบ่อยมาก

                จึงไม่แปลกที่บางครั้งน้องสาวหรือพี่สาวก็จำต้องแต่งกับน้องชายหรือพี่ชายของพวกเธอเพียงเพราะความจำเป็นหรือเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลพี่ชายน้องชาย

                น้อยนักที่คู่พี่น้องจะแต่งงานกันด้วยความรักแบบบุรุษสตรีจริงๆซึ่งส่วนมากความรู้สึกแบบนั้นจะเกิดขึ้นก็หลังจากแต่งงานไปได้ระยะหนึ่งแล้วเท่านั้น

                ในขณะที่กัสกับน้องสาวนั้นเห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นานทว่าความรักชอบของน้องสาวที่มีต่อพี่ชายนั้นดูจะไม่ใช่ความรู้สึกแบบพี่น้องอีกแล้วแต่เป็นของสามีภรรยาที่แท้จริง

                ทั้งความหึงหวงทั้งความลุ่มหลงความรู้สึกเหล่านี้มองเห็นได้อย่างเด่นชัดผ่านสายตาของสตรีที่มากประสบการณ์อย่างซีต้า

                เมื่อส่งน้องสาวและข้ารับใช้ออกไปแล้วภายในบ้านหลังน้อยก็เหลือเพียงกัสและผู้รักษาทั้งสองซึ่งมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

                “เจ้ายังว่างสินะกัส..จะเริ่มเลยไหม”

                “ครับท่านน้า มิซ่า รบกวนพวกท่านด้วย”

                น้าสาวพยักหน้าให้กัสเบาๆจากนั้นก็เปิดกระเป๋ามิติของเธอแล้วนำเอาบันทึกโลกวิญญาณระดับสูงของเธอออกมากางไว้เบื้องหน้า

                “มิซ่าใช้บันทึกของข้าก็แล้วกันส่วนเจ้าตรวจสอบตามที่เคยเรียนมาเสีย”

                ทันทีที่เริ่มงานบุคลิกของน้าสาวก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคนมิซ่าเองก็ไม่ต่างกัน ความเขินอายของเธอสลายหายไปจนแทบไม่มีเหลือนอกจากพวงแก้มที่ยังแดงระเรื่ออยู่บ้างแล้วดวงตาของเด็กสาวก็เปลี่ยนไปจนไม่เหลือความเขินอายเหลืออยู่อีกต่อไป

                ไม่ว่าจะพูดยังไงสองสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของกัสในตอนนี้ก็คืออัจฉริยะที่มีชื่อเสียงที่สุดของตำหนักผู้รักษา

                ซีต้าคือปรมาจารย์ผู้รักษาที่เยาว์วัยที่สุดเช่นเดียวกับมิซ่าที่เป็นผู้รักษา 1 ดาวที่อายุน้อยที่สุดทั้งสองคนเป็นดาวเด่นและบุปผางามของตำหนักผู้รักษาที่ไม่ทราบว่ามีผู้คนมากน้อยขนาดไหนนิยมชมชอบพวกเธอ

                ทางด้านของซีต้านั้นเป็นเพราะความล้ำค่าที่มากเกินไปของเธอทำให้ทางตระกูลไม่อาจปล่อยให้เธอแต่งออกไปได้เธอก็เลยยังตกอยู่ในสภาพโสดเพราะปัจจัยหลายๆ อย่าง

                ส่วนมิซ่าเองเพราะมีสัญญาหมั้นหมายมาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้บุรุษรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนั้นไม่สามารถยื่นมือเข้ามาใกล้ได้จนกว่าสัญญาหมั้นหมายระหว่างเธอกับกัสจะถูกทำลายลง

                สองสาวลูกศิษย์อาจารย์จึงกลายเป็นบุปผางามที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องของตำหนักผู้รักษาซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในตระกูล

                ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้กัสไม่ได้รู้เรื่องเลยสักนิด

                ชีวิตที่แล้วของเขากัสต้องทำงานหนักอยู่ในดันเจี้ยนจนกระทั่งพบเจอกับหายนะของความอดอยากและตายไปทั้งแบบนั้นเขาเลยไม่ได้รู้เรื่องราวอื่นๆนอกจากข่าวลือบางอย่างที่เขาได้ยินมาเช่นการตายของบุคคลสำคัญจากหายนะที่เกิดขึ้น

                ทว่าคนเพียงคนเดียวที่เขาจดจำได้นั้นมีเพียงน้องสาวของบลูไซต์ที่แค้นเขาจนถึงขั้วหัวใจเท่านั้นที่ทำให้กัสจดจำได้ไม่มีลืมว่าเธอนั้นตายไปเพราะอะไร

                ส่วนมิซ่านั้นกัสไม่ได้ยินข่าวของเธอเลยจนกระทั่งเขาตายและกลายเป็นราชาอันเดธต่อจากนั้นเขาก็แทบไม่มีโอกาสที่จะได้รับข่าวสารใดๆจากตระกูลเลยนอกจากข่าวลือที่ได้ยินต่อๆ กันมาจนไม่อาจจับใจความสำคัญใดๆ ได้

                ด้วยเหตุนี้เองกัสจึงไม่ทราบว่าหลังจากที่เขากระทำความผิดจนถูกลงโทษนั้นทั้งสองครอบครัวก็เริ่มมีปัญหากันขึ้นมาเพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างเขากับมิซ่า

                ปัญหานี้ไม่ได้รุนแรงนักเพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันได้แต่ก็มีแนวโน้มว่าการหมั้นหมายของเขากับมิซ่าจะถูกยกเลิก

                การมาในครั้งนี้ของซีต้าก็ไม่ได้มาเพื่อช่วยกัสปรับปรุงวิชาเพียงอย่างเดียวหากแต่มาเพื่อตรวจสอบหลานชายของเธอแทนพ่อของมิซ่าไม่ว่าจะในฐานะของอาจารย์หรืออาสาวเธอก็จำต้องทำเพื่อความสุขในชีวิตของมิซ่า

                แต่สิ่งที่ซีต้าไม่คิดเลยก็คือเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเศษยังไม่ถึง 3เดือนดีกัสก็สามารถส่งมอบผลผลิตชุดแรกเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าความดีความชอบจากตระกูลได้แล้ว

                ข่าวดีนี้ทำให้เลโอลอว์ยินดีเป็นอย่างมากและทำให้ปัญหาระหว่างครอบครัวทั้งสองสงบลงชั่วขณะจนไม่มีการพูดคุยใดๆเกี่ยวกับการยกเลิกการหมั้นหมายอีก

                ทว่าซีต้าก็ทราบดีว่าเรื่องนี้เพียงแค่เลื่อนออกไปเท่านั้นยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนว่าทั้งสองจะได้แต่งงานกันจริงๆ หรือไม่

                เพราะฝ่ายหนึ่งนั้นถูกลงโทษให้ต้องทำงานหนักอยู่ในดันเจี้ยนถึง150 ปี ในขณะที่อีกฝ่ายคือดาวเด่นของตำหนักผู้รักษาที่เยาว์วัยที่สุดเป็นเด็กสาวอัจฉริยะที่มีอนาคตไกลจึงไม่มีใครคาดหวังว่าเธอจะต้องแต่งงานกับกัสและถูกขังอยู่ในดันเจี้ยนเป็นเวลา150 ปีร่วมกับกัส

                หากทำเช่นนั้นจริงมันก็เท่ากับการกลบฝังอัจฉริยะลงไปในหลุมซึ่งไม่มีใครทำใจได้แน่

                ไม่ต้องพูดถึงพ่อของมิซ่าที่หวงลูกสาวเพียงคนเดียวของมันมากแม้กระทั่งซีต้าที่รักและเอ็นดูกัสเป็นที่สุดก็ยังไม่ยินดีปล่อยให้ลูกศิษย์ของเธอต้องถูกกลบฝังความสามารถเอาไว้ในดันเจี้ยนแบบนั้น

                สายตาของซีต้ายามที่มองไปยังกัสนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายการกลั่นแกล้งที่เธอทำมาตั้งแต่แรกก็เป็นเพียงหน้ากากใบหนึ่งที่เธอสวมเอาไว้เพื่อปิดกั้นความรู้สึกแย่ๆของเธอเท่านั้น

                ในขณะที่ความเป็นจริงเธอรู้สึกแย่มากที่ต้องมาทำหน้าที่ตัดสินชีวิตคู่ของลูกศิษย์ที่รักและหลานชายที่รักยิ่ง

                ‘เด็กน้อย..ข้าหวังว่าเจ้าจะทำให้ข้าทึ่งได้มากกว่านี้นะไม่เช่นนั้นข้าคงจะทำใจปล่อยให้มิซ่าของข้าต้องจมอยู่กับเจ้าในดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่ได้’

                ในฐานะของคนที่เกิดและเติบโตในดันเจี้ยนซีต้าทราบดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่เลวร้ายอะไรมันออกจะสงบสุขและงดงามด้วยซ้ำ

                แต่กับคนที่ต้องการเป็นผู้รักษาสถานที่แห่งนี้ก็เปรียบได้กับหลุมฝังศพที่กลบฝังพรสวรรค์ของเธอเอาไว้เท่านั้นการปล่อยให้ลูกศิษย์ของเธอต้องอยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้ไปตลอดนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย

                ยกเว้นเพียงกัสจะแสดงความสามารถบางอย่างออกมาจนทำให้ตัวเขามีค่าพอที่เธอจะปล่อยให้มิซ่าอยู่ร่วมกับเขาเท่านั้น

                “ท..ท่านกัส ได้โปรดถอดเสื้อด้วยค่ะ”

                แม้ว่าจะปั้นสีหน้าจริงจังแค่ไหนแต่ทันทีที่เด็กสาวพูดถึงเรื่องนี้ใบหน้าของเธอก็ยังแดงก่ำขึ้นมาอยู่ดี

                ซีต้าเองก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางมองดูกัสที่หน้าแดงหน่อยๆ และถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นร่างกายที่กำยำและอวบอ้วนของเขาได้

                “หืม..ร่างกายแบบนี้มันแปลกๆ”

                ทันทีที่ซีต้ามองเห็นรูปร่างของกัสได้อย่างชัดเจนดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยสายตาของผู้รักษาที่มองเห็นร่างเปลือยของทั้งบุรุษสตรีมามากนั้นเธอมีความเข้าใจในกายวิภาคของมนุษย์มากทีเดียวจึงไม่แปลกที่เธอจะมองเห็นความผิดปกติของกัสได้แทบจะในทันที

                แตกต่างจากมิซ่าที่หยุดนิ่งไปเพราะคำพูดของอาจารย์และพยายามมองหาความผิดปกติอย่างเต็มที่แต่ก็มองอะไรไม่เห็น

                “มีอะไรผิดปกติหรือคะอาจารย์ร่างกายของท่านกัสมีอาการป่วยหรือคะ”

                “ไม่ใช่หรอก มิซ่าเจ้าต้องดูให้ดีอย่างมองเพียงโครงสร้างของร่างกายเท่านั้น ต้องดูที่กล้ามเนื้อด้วย เจ้าดูดีๆ สิกล้ามเนื้อของเด็กคนนี้กับส่วนที่มีไขมันมันดูผิดปกติใช่ไหม”

                คำพูดของซีต้านี้ไม่ได้ทำให้มิซ่าสงสัยเท่านั้นกัสเองก็เริ่มมองดูร่างกายของเขาด้วยความสงสัยด้วยเช่นกันว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้น้าสาวของเขาบอกว่ามันผิดปกติ

                มิซ่าที่ได้รับคำสั่งสอนของอาจารย์ก็พยายามมองให้ชัดเจนเธอจ้องกัสจนทำให้กัสรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกมันเป็นความรู้สึกราวกับหนูทดลองที่ถูกจ้องจนทำให้เขาถึงกับขนลุกขนชันอย่างห้ามตัวเองไม่ได้

                เมื่อเห็นสภาพของกัสซีต้าก็ยิ้มขำพลางส่ายหน้าเบาๆ แล้วกระซิบบอกลูกศิษย์ของเธอ

                “ดูด้วยตาแล้วแยกไม่ออกก็ลองสัมผัสดูสิแล้วเจ้าจะเข้าใจว่าสภาพของกล้ามเนื้อกับไขมันของกัสมันผิดปกติ”

                ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างมากจนเผลอตอบรับคำแนะนำของอาจารย์ไปโดยไม่รู้ตัว

                โดยไม่ทันคาดคิดกัสก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อมิซ่าเดินเข้ามาลูบคลำร่างกายของเขาจริงๆ โดยไม่มีท่าทีขัดเขินเลยสักนิดสายตาของเธอดูจริงจังมาก ทั้งจับ ทั้งบีบเคล้นทำราวกับกำลังตรวจสอบกล้ามเนื้อและไขมันที่แทรกอยู่ภายในอย่างตั้งใจ

                สีหน้าท่าทางของมิซ่านั้นเห็นได้ชัดว่าจริงจังมากเธอไม่ได้มีความรู้สึกอื่นเหลืออยู่เลยนอกจากความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็น

                แตกต่างจากกัสที่แม้จะมีประสบการณ์หลายร้อยปีแต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงการต่อสู้ฆ่าฟันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับบุรุษสตรี

                หากนับเพียงประสบการณ์ในด้านนี้กัสยังนับว่าเป็นคนหนุ่มที่อยู่ในวัยกลัดมันเท่านั้นและเขาก็ไม่ใช่นักบวชที่รู้จักฝึกฝนควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอีกด้วย

                “จริงด้วยค่ะท่านอาจารย์..การสะสมของไขมันมันผิดปกติ มันไม่ได้เกิดในสภาพที่เป็นธรรมชาติ..มันราวกับว่าถูกฉีดไขมันเข้าไปในร่างกายโดยตรงจนทำให้มันก่อตัวเป็นชั้นหนาโดยไม่แทรกอยู่ในชั้นกล้ามเนื้ออย่างที่ควรจะเป็น”

                ใบหน้าของเด็กสาวนั้นจริงจังมากทันทีที่เธอได้รับคำตอบเธอก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจจนหน้าแดงก่ำ ซึ่งแตกต่างจากกัสที่ถูกลูบคลำจนเกิดความต้องการขึ้นมา

                ทางด้านของซีต้านั้นก็พยักหน้าน้อยๆในขณะที่มุมปากยกสูงขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย

                “เอาละมิซ่า เจ้าถอยกลับมาก่อนเถอะตอนนี้เข้าสำรวจตัวกัสมากไปแล้วหากทำไปมากกว่านี้กัสของเจ้าอาจจะอดทนไม่ไหวก็ได้นะ”

                คำพูดนี้ทำให้มิซ่าได้สติกลับคืนมาเธอสับสนไปชั่วขณะก่อนจะมองเห็นสภาพของกัสที่หอบหายใจหนักด้วยความต้องการที่ร้อนแรงทำเอาเด็กสาวถึงกับกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจจนต้องรีบถอยออกมาหลายก้าวใหญ่

                เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของลูกศิษย์แล้วซีต้าก็ยิ้มและส่ายหน้าพลางหัวเราะในใจกับความด้อยประสบการณ์ของลูกศิษย์ที่มีต่อการตรวจสอบร่างกายของบุรุษ

                นี่ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกอะไรนักในเมื่อตำหนักผู้รักษาเป็นหน่วยงานภายในของตระกูลอันดูวเดธที่มีจำนวนของทายาทสตรีที่มากกว่าบุรุษถึง9 ต่อ 1

                ตัวอย่างศึกษาที่มีอยู่ในตำหนักก็ย่อมไม่พ้นสตรีด้วยกันจำนวนของบุรุษที่จะเข้ามารับการรักษาก็มีน้อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุรุษรุ่นเยาว์แบบกัสเลยทำให้มิซ่านั้นไม่เคยได้สัมผัสหรือจับตัวบุรุษในวัยเดียวกันมาก่อน

                กัสนับเป็นบุรุษคนแรกที่เธอสัมผัสจับต้องเนื้อตัวด้วยซ้ำจึงไม่น่าแปลกที่เด็กสาวจะตกใจแบบนี้

                “อย่าตื่นเต้นสิยัยหนูเจ้าทำแบบนี้จะทำให้คนไข้หวาดกลัวเอาได้นะ ลืมที่ข้าสอนไปแล้วหรือไง”

                “ข..ขออภัยค่ะ! ขออภัยด้วยค่ะท่านกัส!”

                กัสยิ้มฝืนๆ แล้วได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะคิดถึงคำพูดของมิซ่าที่พูดถึงลักษณะของไขมันสะสมในร่างกายของเขาที่ผิดแปลกไปจากที่ควร

                “เอาละรีบตรวจสอบขั้นต่อไปซะเริ่มใช้บันทึกโลกวิญญาณได้แล้วไม่เช่นนั้นหากกัสของเจ้าเกิดทนไม่ไหวละก็..เจ้าในฐานะของคู่หมั้นคงต้องรับผิดชอบนะรู้ไหม”

                ใบหน้าของมิซ่าแดงก่ำแทบจะสุกในทันทีความเป็นมืออาชีพที่เธอแสดงออกมาก่อนหน้านี้ถึงกับสลายหายไปจนหมดสิ้น

                แม้กระทั่งกัสเองก็ยังเผลอตื่นเต้นขึ้นมาไม่น้อยจนทำให้น้องชายของเขาเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา