บทที่ ห้าสิบ
เรื่องไม่คาดคิดที่สอง
เมื่อสถานการณ์ลดความกดดันลงแล้ว ฟ่านหนิงได้เอนตัวนั่งพักหลังความวุ่นวายที่กลายเป็นบททดสอบความภักดีที่ได้ผลเกินคาดทำให้นางยิ้มได้ แต่เรื่องยังไม่จบเท่านั้น
หวังจิ้งหยูที่นั่งหันหน้ามาทางคุณหนูใหญ่นางถามด้วยแววตาเต็มไปด้วยความคับข้องเพราะยังเหลืออีกหนึ่งเรื่องที่ติดค้างในใจ “แล้วเหตุใดคุณหนูรองถึงต้องทำกับพวกเราเช่นนี้เจ้าคะ?”
ฟ่านหนิงเพียงส่ายหน้าน้อยๆ แสร้งฉายแววตาฉายประกายขมขื่น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเหมือนจะเย้ยชะตาของตนเอง“จริงๆ เรื่องนี้เพราะข้าเอง ถึงต้องทำให้พวกเจ้าลำบากไปด้วยเพราะหลายวันก่อนข้าบังเอิญรู้เข้าว่าฟ่านลี่แอบส่งสารรักติดต่อกับบุรุษอยู่คนหนึ่งโดยที่ข้าตักเตือนนางแล้วให้นางเลิกเสีย เวลานั้นนางก็รับปาก แต่ดูเหมือนนางจะไม่ยอมเลิกลาจริงๆครั้งนี้นางคงคิดวางแผนกำจัดข้าออกไปโดยวันนี้ที่เรามาเทศกาลโคมไฟก็เพราะนางคะยั้นคะยอไม่ใช่หรือเห็นทีนางจะแค้นข้ามากจริงๆ”ฟ่านหนิงกล่าวอย่างเสียดายและรู้สึกผิดอยู่เต็มอก
จางไป๋ซินที่คอยรับส่งกันก็รู้หน้าที่ เขาไปประคองนายหญิง “จะเป็นความผิดคุณหนูใหญ่ได้อย่างไรเจ้าค่ะวันนั้นคุณหนูใหญ่ก็ปรานีอย่างมากแล้วคุณหนูรองควรสำนึกและตอบแทนน้ำใจอย่างดีด้วยซ้ำที่ไม่เอาเรื่องไปบอกนายท่าน”
คำพูดนั้นทำเอาหวังจิ้งหยูถึงกับผงะ หวังจิ้งเหมยก็เช่นกันทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างแทบไม่เชื่อหู “วันที่คุณหนูรองบุกมาที่เรือนหรือเจ้าคะนี่คุณหนูรองกล้าทำผิดประเพณีถึงเพียงนั้นเชียว”
“ถูกคุณหนูใหญ่จับได้แล้วก็ยังละเว้นให้ทำไมถึงยังกล้าก่อเรื่องหนักขึ้นอีก นี่เป็นเรื่องใหญ่เกินไปแล้ว ครั้งนี้คุณหนูรองต้องถูกลงโทษแน่ๆคุณหนูใหญ่ยอมเช่นครั้งที่แล้วไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ ต้องให้รู้ไปเลย!” หวังจิ้งเหมยเอ่ยอย่างเป็นเดือดเป็นร้อน
แต่กระนั้นฟ่านหนิงกลับรีบโบกมือส่ายหน้าใบหน้างามมีแววกังวลชัดเจน “มิได้”
สาวใช้ทั้งสองเบิกตากว้างพูดพร้อมกัน “ทำไมล่ะเจ้าคะ?”
ฟ่านหนิงสูดหายใจลึก หันหน้ามามองตรงด้วยแววตาจริงจัง “ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ฟ่านลี่ล้วนไม่อาจพ้นโทษจริงสาวใช้ในเรือนของนางอาจถูกเฆี่ยนตีเพราะช่วยเหลือรู้เห็นเป็นใจที่เจ้านายทำเรื่องไม่รักนวลสงวนตัวทำผิดขนบประเพณีและที่ร้ายที่สุดยังมีเรื่องวางแผนทำร้ายข้า ถึงความผิดจะไม่ใช่ของข้าเป็นข้าที่ถูกรังแกแต่ก็ยากจะปัดเป่าเช่นกัน” ฟ่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่งถอนหายใจหนักหน่วง
“พวกเจ้าลองคิดดูถ้าทุกคนรู้ว่าคุณหนูใหญ่ถูกบุรุษจับตัวไปแม้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่พวกเจ้ารู้ ทว่าเมื่อมากปากเข้า ฝีปากคนคมกว่ากระบี่นักความจริงก็เปลี่ยนได้ง่าย ฉะนั้นเรื่องที่พวกเราถูกจับห้ามให้ใครรู้ เข้าใจหรือไม่? เมื่อเรากลับถึงจวนต้องบอกเพียงว่ากลับมาช้าเพราะถูกเบียดจนพลัดหลงไปอีกฝั่งของเมืองเท่านั้น”
หวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยได้ฟังใบหน้าก็สลดใจลงเห็นชัดว่าความอยากจะเอาผิดฟ่านลี่ถูกดับสิ้นไปเพราะเมื่อคิดตามที่คุณหนูใหญ่กล่าวแล้วก็มิอาจเถียงได้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่นั้นสำคัญเหนือสิ่งใด หากปล่อยให้แพร่งพรายออกไปเกียรติยศจะมัวหมองไม่อาจกู้คืน
แต่หวังจิ้งเหมยยังแอบมีหวังเล็กๆนางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเหมือนแอบถาม “หรืออย่างน้อยเราควรบอกฮูหยินใหญ่ดีเจ้าคะให้ฮูหยินหาทางลงโทษคุณหนูรองเล็กน้อยก็ยังดี อย่างเรื่องแอบส่งสารรัก”
ฟ่านหนิงส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าสงบแต่แววตาฉายแววเจ็บลึก “ไม่ทันแล้ว ฟ่านลี่คงทำลายหลักฐานทั้งหมดไปตั้งแต่วันนั้นไม่เหลือให้จับผิดแน่ แต่เรื่องนั้นอย่ากังวลไป ข้าจะหาทางทวงคืนให้ทุกคนเอง อย่างฟ่านลี่ลอยนวลได้ไม่นานขอเพียงพวกเจ้าทุกคนเชื่อมั่นในตัวข้าเพียงผู้เดียว”
นางพูดจบก็หันมองสาวใช้ทั้งสาม ทั้งหวังจิ้งหยู หวังจิ้งเหมยและจางไป๋ซิน สีหน้าของทั้งสามสะท้อนความเคารพ พวกนางต่างพยักหน้ารับพร้อมกัน
รถม้าค่อยๆ แล่นไปบนถนนที่แสงโคมไฟยังลอยละล่องในอากาศในช่วงเทศกาลโคมไฟตลอดสิบวันนี้ที่แสงจะสว่างทั้งคืน ไม่มีการกำจัดเวลาเข้าเรือนยามวิกาลคนก็ยังเดินเที่ยวงาน และภายในรถม้าแม้จะผ่านเหตุร้ายมา แต่กลับมีบรรยากาศแห่งความสามัคคีเข้าแทน
สาวใช้ทั้งสามเริ่มช่วยกันดูแลคุณหนูใหญ่ก่อนที่จะถึงจวน เช็ดใบหน้าที่เลอะเทอะให้สะอาดแล้วช่วยกันสะบัดฝุ่นตามแขนเสื้อและชายกระโปรงไหมสีม่วงแดงที่ยับยู่ยี่ให้กลับเข้าที่แม้ชุดอาภรณ์ไม่อาจคืนความงดงามดั่งเดิม แต่ก็ทำให้ดูดีขึ้นมาก
หลังทุกอย่างเข้าที่เข้าทางฟ่านหนิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้สาวใช้กังวลจากสิ่งที่เพิ่งเกิด“พอแล้วๆ พวกเจ้าอย่าตีสีหน้าทุกข์ราวกับโลกจะถล่มนึกเอาไว้ว่าเราปลอดภัยกันแล้ว อย่าให้คนอื่นสงสัย”
หวังจิ้งหยูหัวเราะแห้งๆ แล้วค่อยๆจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยของคุณหนูใหญ่ให้เข้าที่อีกครั้งส่วนหวังจิ้งเหมยช่วยเช็ดรอยเปื้อนบนข้อมือ จนเมื่อรถม้าแล่นเข้าสู่ประตูใหญ่ของจวนฟ่านหนิงยังไม่ลืมกำชับอีกครั้ง เสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “จำไว้นะทุกคนต้องบอกว่าเราหลงทาง จึงกลับมาช้า ห้ามมีพิรุธแม้แต่น้อย”
สามสาวใช้รับคำเสียงพร้อม “เจ้าค่ะ” พอดีกับที่รถม้าหยุดลงอย่างพอดิบพอดี แล้วหวังจิ้งหยูหวังจิ้งเหมย และจางไป๋ซินจึงก้าวลงจากรถม้ามาก่อนเช่นปกติเพื่อลงมาเตรียมตัวช่วยประคองคุณหนูใหญ่ก้าวตามมาเมื่อเท้าเล็กที่หุ้มด้วยรองเท้าปักดอกไม้สีแดงแตะพื้นหินหน้าจวนเสียงฝีเท้าเร่งรีบจากด้านในเรือนก็ดังขึ้นทันที เป็นมารดาของนางเอง ฮูหยินฟ่านวิ่งออกมาจากโถงด้านในด้วยสีหน้าวิตกกังวลไม่สนใจแม้แต่จะรักษากิริยาท่าที
ฟ่านหนิงที่ก้าวลงมาเห็นมารดาดูร้อนใจก็ใจหล่นวูบคิดพลางร้อนรนไปด้วย หรือว่ามารดาจะล่วงรู้ความจริงอะไรเข้าแล้วถึงมีอาการเช่นนี้? แต่นางก็พยายามตั้งสติรอจนมารดาวิ่งมาถึงตัวก่อนจะค้อมกายเล็กน้อยทำความเคารพแล้วถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ? เหตุใดสีหน้าท่านแม่จึงไม่สู้ดี?”
แต่ซุนหงเยว่กลับไม่ตอบในทันที รีบสำรวจบุตรสาวไปรอบตัวมือหนึ่งจับแขนอีกมือแตะที่แก้มคล้ายจะหาความผิดปกติจนฟ่านหนิงรู้สึกกังวลกลัวถูกจับได้หลังสำรวจจนพอใจแล้วถึงถอยไป “เหยาจู มีเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหรือไม่ทำไมถึงเพิ่งกลับมา พ่อกับแม่กังวลใจอย่างมากรู้หรือไม่!”
“ลูกขอโทษที่ทำท่านทั้งสองเป็นห่วงเจ้าค่ะ” แม้ไม่รู้ต้นเรื่องคืออะไรนางก็ขออภัยไว้ก่อนถึงตัวนางจะเก็บอาการไม่หมดเผลอขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะความจริงถึงนางรู้ว่าตนกลับช้ากว่าปกติจริงๆแต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้บิดามารดาเป็นห่วงถึงเพียงนี้ ‘หรือว่ามีเรื่องอื่นเกิดขึ้นด้วย?’ นางจึงรีบเอ่ยตอบเพื่อคลายกังวลให้มารดาก่อน “แต่ที่กลับช้า เหตุมาจากที่ลูกถูกคนในงานเบียดเจ้าค่ะงานปีนี้ผู้คนมากมายแน่นขนัดยิ่ง จนลูกถูกดันเดินไปโผล่อีกฝั่งของเมืองครั้นจะกลับก็ต้องอ้อมรอบนอกมา จึงช้ากว่าปกติเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นซุนหงเยว่ก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอกสีหน้าตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวที่ยืนรออยู่ด้านหลังต่อ “รีบไปแจ้งท่านพี่เถิดว่าเหยาจูกลับมาปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องตามหา”
บ่าวคนนั้นรับคำแล้ววิ่งตรงไปทางประตูใหญ่หายไปทันทีฟ่านหนิงเห็นดังนั้นจึงหันไปถามมารดาด้วยความสงสัยเพราะว่าต้องมีเรื่องอะไรแล้วแน่ๆ“แล้วท่านพ่อไปที่ใดหรือเจ้าคะ?”
ซุนหงเยว่จึงกุมมือลูกสาวแน่นแล้วจูงเดินกลับเข้าด้านในพลางเอ่ยเสียงเคร่ง “ระหว่างที่ลูกไปเดินที่งานเทศกาลคงไม่รู้เพราะไม่นานก่อนเจ้ากลับมา ฟ่านลี่ก็เพิ่งกลับถึงจวนเช่นกัน เรื่องใหญ่เชียวล่ะลูกรู้หรือไม่ว่าในงานเทศกาลโคมไฟปีนี้มีโจรอุกอาจบุกปล้นเงินทองและเครื่องประดับอยู่ด้วย!”
หญิงสาวชะงักกึก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนออกจากเมืองตอนนั้นทหารรักษาการณ์ก็พูดถึงเรื่องมีโจรในงานเทศกาลจริงๆ นางจึงถามต่อเสียงระแวดระวัง “เอ้...หรือท่านแม่คิดว่าลูกถูกปล้นหรือเจ้าคะ? ลูกสบายดีไม่ได้เป็นอะไรเลย ท่านแม่ก็เห็นอย่าได้วิตกไปเจ้าค่ะ”
ทว่าฮูหยินฟ่านกลับส่ายหน้า “โธ่จะไม่ให้แม่กังวลได้อย่างไรเล่า... คนที่ถูกปล้นไม่ได้อยู่ไกลตัวเลยคนเคราะห์ร้ายก็คือฟ่านลี่นี่เอง นางเพิ่งกลับมาเมื่อครู่ เดินกลับมาเท้าเปล่าถูกปล้นไปหมดทั้งเงินทองและเครื่องประดับโจรอะไรกันแม้แต่รถม้าหรือรองเท้าปักอย่างดีก็ถูกเอาไปด้วยดีที่ไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย เห็นฟ่านลี่เจอเช่นนั้น แม่จะไม่กังวลได้หรือ? ยิ่งเจ้าเองก็กลับมาช้าอีก ท่านพี่ทนไม่ไหวจึงไปที่ศาลาเมืองเพื่อจะให้คนออกตามหาเจ้าเชียว”
คำบอกเล่าของมารดาทำฟ่านหนิงถึงกับพูดไม่ออกแต่สิ่งนั้นก็ทำให้นางพลันนึกถึงต่างหูข้างเดียวที่จ้าวจวิ้นหยางมอบให้ที่บัดนี้ยังแอบเก็บไว้ในสายคาดเอว ความคิดแล่นในใจวูบ ดั่งแสงสว่างวาบในห้วงความมืดของที่ถูกปล้นไปแล้ว...แต่ไปอยู่ที่เขา?
‘นี่ต้องเป็นฝีมือของเขาแน่ๆ’ ชายผู้นั้นคงเป็นโจรในงานเทศกาล ส่วนนางก็คือโจรที่ดักบนเขาเหตุการณ์คล้ายกันจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แต่ดีที่ฟ่านหนิงรีบเม้มปากไว้แน่นได้ทันหากเผลอขบขันออกมาตอนนี้คงดูประหลาดยิ่งนักเข้าใจทันทีแล้วว่าคำที่ซื่อจื่อหลินฝูโหวเคยพูดหมายถึงสิ่งใด ‘พบคนแบบเดียวกันแล้วน่าอภิรมย์’ คำกล่าวนั้นแท้จริงเป็นเรื่องนี้นี่เอง
ฟ่านหนิงจึงปรับสีหน้าให้สงบ ถามขึ้นอย่างคล้ายเป็นห่วง “แล้วฟ่านลี่อยู่ที่ไหนแล้วเจ้าคะ?”
ซุนหงเยว่ตอบพลางแววตาฉายความสงสารอีกครา “นางกลับไปที่เรือนแล้ว หลังจากร้องห่มร้องไห้จนใหญ่โตเพราะอับอายที่ต้องเดินเท้าเปล่ากลับจวนน่ะสิ”
หญิงสาวก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเพราะคิดภาพตามแล้วอดไม่ได้จริงๆรีบแกล้งถอนหายใจอย่างสังเวช แต่ในใจกลับสะใจจนแทบหัวเราะลั่นสมแล้วที่เป็นซื่อจื่อหลินฝูโหว วางแผนได้เด็ดขาดยิ่ง วางใจได้...จากนี้นางจะสานต่อที่เหลือเอง
ว่าแล้วนางก็แสร้งหาวเบาๆโดยพยายามกลั้นไว้ให้ดูเหมือนเหน็ดเหนื่อยเต็มที่ซุนหงเยว่เห็นเข้าก็เอ่ยเสียงอ่อนโยน “นั้นสิ ลูกคงเหนื่อยมากแล้วเดินรอบเมืองมาไกลขนาดนี้ เดี๋ยวบิดาเจ้ากลับมาแม่จะแจ้งให้เองเจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด”
ฟ่านหนิงไม่ปฏิเสธยอบกายเล็กน้อยรับคำแล้วจึงเดินกลับเรือนโดยมีสามสาวใช้เดินตามไม่ห่างกระทั่งถึงเรือนด้านในที่เงียบสงบไร้ผู้ใดฟ่านหนิงหันกลับไปสั่งหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมย “พวกเจ้าก็เจอเรื่องหนักมาพร้อมข้าคืนนี้ไปพักเถิด ให้จางไป๋ซินเฝ้ายามพอ ไว้สักวันสองวันพวกเจ้าค่อยสลับกัน”
หวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยสบตากันก่อนค้อมกายขอบคุณเสียงแผ่วเบาแล้วเอ่ยลาพร้อมกันเดินออกไปจากเรือน เหลือเพียงฟ่านหนิงกับจางไป๋ซินที่อยู่เฝ้าอย่างเงียบๆบรรยากาศภายในเรือนก็เงียบสงบลง
ฟ่านหนิงก้าวไปด้านในทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะกระจกทองเหลืองแสงตะเกียงน้ำมันส่องให้เห็นสีหน้าที่พลันอ่อนล้าของนางลงถนัดตาพอร่างบอบบางแตะกับพนักเก้าอี้ก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอกเอ่ยพึมพำ “จบเสียที...” น้ำเสียงของนางแสดงออกถึงว่าหมดพลังกายแล้ว
จางไป๋ซินซึ่งเดินตามมาอย่างรู้หน้าที่ดีรีบก้าวเข้ามาใกล้ช่วยประคองศีรษะคุณหนูใหญ่แล้วเริ่มถอดปิ่นปักผมกับเครื่องประดับออกอย่างเบามือเอ่ยเสียงเรียบกับผลลัพธ์ของเรื่องนี้“เสียดายที่จับผู้บงการไม่ได้นะเจ้าคะ”
พอหญิงสาวได้ยินดังนั้นใบหน้างดงามกลับทำหน้ายู่ทันทีดวงตาเรียวโตหรี่ลงแฝงแววไม่สบอารมณ์ “บางทีจับไม่ได้อาจจะดีกว่าเสียอีกหากจับได้ก็ไม่แน่ว่าจะลากมาลงโทษได้”
จางไป๋ซินชะงักมองหน้าคุณหนูใหญ่ผ่านกระจกอย่างงุนงงไม่ทันเข้าใจความหมายดังกล่าว ‘ไม่ใช่ว่าคุณหนูใหญ่ต้องการรวบตัวผู้บงการหรือ?’
ฟ่านหนิงเห็นสายตาดังนั้นจึงเอ่ยต่อ ดวงตาเป็นประกายเย็นชา “จากที่ผู้คุ้มกันกู้บอกพวกคนร้ายไม่ได้เตรียมส่งตัวข้าไปที่ใด แต่กลับรอให้มีคนมาช่วยต่างหาก” นางจับความได้ตอนกู้อวิ้นรายงาน เวลานั้นตอนที่นางรับรู้นางอยากจะระบายความโกรธใส่เจิ้งเปาหย่งด้วยการเฆี่ยนตีเขาสักพันครั้งทำไมคนผู้นี้ถึงได้หมายตานางนั้น
มาถึงตอนนี้นางก็ยังกำมือแน่นขบกรามจนเกิดเสียงกึก “เจ้าคนเลวนั้น เจิ้งเปาหย่ง...สมคบคิดกับฟ่านลี่ไม่พอความจริงเขาวางแผนตลบหลังฟ่านลี่ด้วย ถึงได้ดึงคนนอกเข้ามาลักพาตัวข้าแทนจะเป็นคนของตัวเองทำให้ครั้งนี้เราไม่มีหลักฐานสาวไปถึงเขาได้เจิ้งเปาหย่งทีแรกก็ทำเป็นว่าจะช่วยฟ่านลี่ เพื่อจะให้ได้ครองรักโดยกำจัดข้าแต่ความจริงเขาใช้โอกาสนี้หลอกฟ่านลี่ให้เป็นผู้ช่วยดึงข้าออกไปแล้วจะก้าวเข้ามาในฐานะผู้ช่วยชีวิตข้าต่างหาก คงคิดลงมือหลังข่าวกระจายไปว่าข้าถูกลักพาตัวถ้าเขาทำสำเร็จมีหรือที่ข้าจะปฏิเสธการแต่งงานกับเขาได้อีกถึงแผนการถูกเปิดโปงก็มีเพียงฟ่านลี่ที่ต้องรับผิดชอบ เขามันเลวจริงๆ”
ถ้อยคำเล่าความนี้ทำเอาจางไป๋ซินเบิกตากว้าง ก่อนจะค่อยๆพยักหน้าอย่างเข้าใจหลังได้ไตร่ตรองตามทีละน้อย “จริงอยู่ที่ติดตามถึงคนบงการไม่ได้ทว่าเวลานี้หลังรู้ว่าแผนไม่สำเร็จ พวกคนร้ายที่จ้างมาก็หายตัวไปคงคิดว่าถูกเชิดเงินแล้วทิ้งหน้าที่ไปกระมังเจ้าคะ คงไม่สาวมาถึงคุณหนูใหญ่เช่นกัน”
“ก็คงเป็นเช่นนั้น” แล้วนางก็หลับตายกมือขึ้นนวดขมับขณะที่ปล่อยให้จางไป๋ซินทำหน้าที่ไป“เฮ่อ...ทั้งคืนนี้ช่างวุ่นวายดินทางไปๆ มาๆเหนื่อยเหลือเกิน”
ขณะที่มือจางไป๋ซินยังคงทำหน้าที่อย่างคล่องแคล่วเก็บเครื่องประดับผมลงกล่องเรียบร้อยก่อนจะหยิบหวีขึ้นมาสางเส้นผมดำขลับอย่างเบามือเพื่อเอาเศษดินเศษหญ้าที่หลงเหลือออกก่อน “แต่ความจริงนอกจากเรื่องการลักพาตัวแล้วคุณหนูใหญ่ให้บ่าวไปกับศิษย์พี่สามแทนก็ได้คุณหนูใหญ่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเองเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงส่ายหน้าทั้งที่ดวงตายังปิดอยู่ “เรื่องนี้ข้าต้องทำเอง”คำตอบของนางเด็ดขาดแต่ในใจกลับนึกถึงเจ้าระบบมากปัญหา เพราะถ้าเรื่องเกี่ยวกันถังหลันชิงหากนางไม่ทำเองก็จะถูกหักแต้มเอาแน่ๆ ยิ่งนึกถึงครั้งที่เคยแอบหลอกใช้ฟ่านลี่ทำแทนแม้ภารกิจสำเร็จแต่ก็เสียแต้มภาพลักษณ์ไปหลายแต้มดูอย่างขนาดวันนี้นางปลอมตัวยังได้แต้มเพิ่ม แสดงว่าขอเพียงลงมือเองไม่ว่าสภาพใดก็ยังนับว่าผ่าน
ผ่านไปครู่หนึ่งรอจนกระทั่งจางไป๋ซินสางผมเสร็จฟ่านหนิงก็ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมปลดอาภรณ์ตัวนอกต่อโดยระหว่างที่จางไป๋ซินช่วยถอดสายคาดเอวออกฟ่านหนิงจึงเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ตนซ่อนเอาไว้อยู่ใต้สายคาดเอวระหว่างทางกลับเข้าเมืองนางจึงหยิบอย่างแรกออกมาเป็นต่างหูเงินส่องประกายวับข้างหนึ่ง
ฟ่านหนิงจึงยื่นสิ่งนั้นให้สาวใช้ข้างกายพลางยกยิ้มมุมปาก “เจ้ารออีกสองสามวัน ค่อยนำสิ่งนี้ไปแอบวางในห้องฟ่านลี่ทีวางตรงที่มั่นใจว่าฟ่านลี่จะเห็นกับตาตนเอง แล้วอย่าให้ผู้ใดจับได้เป็นอันขาด”
“เจ้าค่ะ” จางไป๋ซินรับต่างหูไป ฟ่านหนิงที่มองตามด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังเมื่อนึกถึงภาพที่จะเกิดขึ้นก็พอใจรอแล้ว ‘รอให้ฟ่านลี่เห็นสิ่งที่โจรปล้นไปกลับมาอยู่ในห้องตนเองนางคงตื่นตระหนกไม่น้อย ฮึๆ’
หลังจางไป๋ซินเก็บต่างหูเสร็จเรียบร้อยฟ่านหนิงก็ฉุกคิดขึ้นมาอีกเรื่อง “ข้ามีอีกเรื่องที่เจ้าต้องระวังจากนี้เรื่องที่ฟ่านลี่แอบติดต่อกับเจิ้งเปาหย่ง เจ้าต้องเก็บไว้ก่อนอย่าเพิ่งบอกหวังจิ้งหยูหรือหวังจิ้งเหมยเข้าใจหรือไม่? ข้าจะรอสักพักแล้วเป็นคนบอกพวกนางเองตอนนี้ข้าต้องการดูให้แน่ใจว่าพวกนางจะไม่รีบร้อนเอาไปฟ้องท่านแม่จริงๆ”
“เจ้าค่ะ” จางไป๋ซินตอบสั้นๆ ก่อนหันมาช่วยปลดอาภรณ์ตัวนอกออกจนเสร็จเหลือเพียงเอี่ยมตัวในเรียบร้อยแล้วถึงเดินไปเตรียมน้ำชำระกายให้คุณหนูที่หลังฉากกั้น
รอจนเมื่อแน่ใจแล้วว่าจางไป๋ซินเดินไป ฟ่านหนิงจึงก้มหยิบกระดาษเล็กที่ขยำซ่อนที่สายคาดเอวออกมานางคลี่ดูกระดาษแผ่นเล็กอีกครั้งซึ่งเป็นคำเซียมซีที่ได้มาก่อนหน้า ดวงตานางไล่อ่านตัวอักษรทีละบรรทัด‘ลิขิตเปลี่ยนได้ขออย่าสาดสีใส่ผ้าขาวฟ้าชักนำทำเพียงที่ฟ้าหมาย สิ่งดีงามคู่กายนั้นไม่ไกลตัว’
นางจ้องมองอยู่ครู่ใหญ่ความคิดตีกันวุ่นวายเพราะเซียมซีนี้... ‘มันตรงเกินไปหรือไม่? หรือข้าคิดไปเองกันแน่ว่ามันเขียนถึงข้า’
นิ้วเรียวไล้ตามตัวอักษรพลางพึมพำ “วรรคแรก...ลิขิตเปลี่ยนได้ขออย่าสาดสีใส่ผ้าขาวชัดเจนว่าให้ข้าปล่อยวาง...เลิกริษยาถังหลันชิงอย่าทำร้ายนางงั้นสิ” จากนั้นก็เลื่อนสายตาต่อ “วรรคสอง...ฟ้าชักนำทำเพียงที่ฟ้าหมายต้องหมายถึงขอแค่ให้ทำภารกิจของระบบให้สำเร็จก็จะรอดชีวิต” แต่เมื่ออ่านถึงวรรคท้ายสุดดวงตาฟ่านหนิงกลับพร่ามัวไปด้วยความครุ่นคิด “แล้วสิ่งดีงามคู่กายนั้นไม่ไกลตัว... สิ่งดีงามคู่กาย? มันคือสิ่งใดกัน หรือหมายถึงตอนจบที่ดีที่สุดสำหรับตัวละครนางร้ายอย่างข้า”