เล่มที่1 บทที่29 จงไปจากหลงซินเย่เสีย
“พี่เฉิน อีกสองเดือนก็จะเริ่มการประลองตารางอันดับเขียวแล้วนะ”ครู่หนึ่งให้หลัง เสี่ยวอู๋ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ พลางมองไปทางจั่วเฉิน
“หากติดสามอันดับแรกของตารางอันดับเขียวก็จะได้รับยาลูกกลอนชิงฟ้าจากทางสำนักเป็รางวัล”
“หือ? ยาลูกกลอนชิงฟ้าหรือ”ส่วนลึกในดวงตาของจั่วเฉินสว่างวาบ
ยาลูกกลอนชิงฟ้า เป็ยาลูกกลอนระดับดินขั้นต่ำและก็ตรงตามชื่อ ยาชนิดนี้สามารถ่ชิงพลังแห่งฟ้าดินได้ นับว่าล้ำค่ามากโดยเฉพาะกับผู้ฝึกยุทธพลังปราณที่าเ็ภายใน เพราะมันสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์
“เื่เป็อย่างไรกันแน่ เ้าลองเล่าให้ข้าฟังหน่อย”จั่วเฉินถามด้วยความร้อนใจ
“ตารางอันดับเขียวเป็ตารางอันดับพลังของศิษย์ธรรมดาทุกปีจะจัดขึ้นครั้งหนึ่ง ผู้ที่สามารถติดอันดับได้ไม่เพียงได้รับเกียรติยศ แต่ยังได้รับของรางวัลอีกมากมายจากสำนักด้วย”
“ภายในตำหนักนภาปราณยุทธ นอกจากตารางอันดับเขียวแล้วยังมีตารางอันดับิญญาของศิษย์สายในด้วย ส่วนของศิษย์สายตรงจะเป็ตารางอันดับทอง”เสี่ยวอู๋อธิบายด้วยดวงตาเป็ประกาย
“พี่เฉิน ขอเพียงท่านติดสามอันดับแรกได้ก็จะทำให้ทางสำนักหันมาสนใจ ถึงตอนนั้นท่านอาจจะได้เลื่อนเป็ศิษย์ตัวจริงเลยก็ได้นะ”
“เสี่ยวอู๋ ข้าขอถามอีกอย่าง ไม่ได้มีแค่การประลองตารางอันดับเขียวแต่ยังมีการประลองของตารางอันดับิญญาและทองด้วยใช่หรือไม่”จั่วเฉินจ้องมองเสี่ยวอู๋ก่อนจะถามออกมา
“ใช่” เสี่ยวอู๋พยักหน้า
“ดี!” จั่วเฉินโพล่งออกไปทันทีแล้วว่าต่ออย่างไม่ลังเล “ข้าจะต้องเข้าร่วมการประลองตารางอันดับเขียวนี้แน่”
ตอนนี้ตัวเขามีสถานะเป็แค่ผู้ติดตามเท่านั้นจึงไม่ได้รับสวัดิการเช่นศิษย์ในสำนัก ทุกอย่างล้วนต้องไขว่คว้ามาเองหาก้ายาลูกกลอน เคล็ดวิชาปราณโบราณ หรือเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตก็ล้วนแต่ต้องหาค่าผลงานไปแลก
ทว่าหากติดสามอันดับแรกของตาราอันดับเขียวแบบนั้นทางสำนักก็จะให้ความสนใจ และอาจจะได้เลื่อนเป็ศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธหากเป็เช่นนั้น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานะเท่านั้น ทว่าเขายังจะได้สวัสดิการดีๆ จากสำนักอีกด้วย
และแม้สุดท้ายอาจจะทำไม่ได้ก็ตาม ทว่าแค่มียาลูกกลอนชิงฟ้านี้อยู่จั่วเฉินก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะยาลูกกลอนระดับดินนี้มีประโยชน์ต่ออาการาเ็ของท่านอาเล็กมากหากได้มาจะต้องช่วยให้นางดีขึ้นได้แน่ ไม่ว่าอย่างไรจั่วเฉินก็ต้องชิงมาให้ได้
“เอาล่ะพี่เฉิน ข้าต้องไปฝึกฝนต่อแล้ว ท่านเองก็ตั้งใจให้มากๆด้วยนะ จะได้ติดอันดับตารางเขียว” เสี่ยวอู๋เอ่ย
“ไปเถอะ ข้าต้องทำได้แน่”จั่วเฉินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อเห็นแผ่นหลังของเสี่ยวอู๋จากไปจั่วเฉินก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และหยุดยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก ทว่าจู่ๆก็หมุนตัวไปมองที่มุมหนึ่งของกำแพง
“ออกมาเถอะ ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ได้ มีอะไรที่ไม่สามารถพบเจอหน้าผู้คนได้หรือไร”
สิ้นเสียง ศิษย์ผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากหลังกำแพง
“ว่ามาสิ ติดตามข้ามาตลอดทาง มีเื่อะไรอย่างนั้นหรือ”จั่วเฉินขมวดคิ้วมองศิษย์ผู้นั้น ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อน ที่ติดตามมาคงเพราะเื่ของเสี่ยวอู๋หรือไม่ก็หลงซินเย่กระมัง
“สวัสดี ข้าชื่อหลี่เซียว”
หลังจากเดินออกมา ศิษย์ผู้นั้นก็ยื่นมือทักทายจั่วเฉินด้วยสีหน้ายินดีทว่าจั่วเฉินกลับทำเหมือนไม่เห็นมือที่ยื่นมา เขาเอ่ยพลางมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ
“หากมีเื่อะไรก็พูดมาตามตรงได้”
“ได้ เช่นนั้นข้าก็จะพูดตรงๆ เลยแล้วกัน”หลี่เซียวเอ่ย ก่อนจะล้วงเอาแผ่นป้ายผลึกใสที่ระยิบระยับแผ่นหนึ่งออกมา
“นี่เป็สิ่งที่ศิษย์พี่เซียวหลิงฟงมอบให้เ้า”
“หืม?” จั่วเฉินเหลือบมองหลี่เซียวแวบหนึ่ง
แผ่นป้ายที่อีกฝ่ายถืออยู่ เป็แผ่นป้ายผลึกใสที่ลงอักขระยันต์ของทางสำนักเอาไว้ซึ่งมันมีไว้ใช้เก็บสะสมค่าผลงานโดยเฉพาะ เนื่องจากไม่มีสิ่งใดไว้ใช้ตอนโอนถ่ายค่าผลงานสิ่งนี้จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อทำให้การแลกเปลี่ยนง่ายขึ้น
ศิษย์พี่เซียวหรือ เซียวหลิงฟง? ดูเหมือนพวกเขาจะไม่รู้จักกัน หรือเพราะคนๆ นี้นิสัยดีและเดาได้ว่าเขากำลังขาดแคลนค่าผลงานถึงได้นำมันมามอบให้ถึงที่
“ภายในมีค่าผลงานอยู่หนึ่งหมื่นแต้มเ้าน่าจะใช้ได้อีกนาน” หลี่เซียวเอ่ย
“ศิษย์พี่เซียวฝากให้ข้ามาบอกเ้าอย่างหนึ่ง”หลี่เซียวจ้องตาจั่วเฉินก่อนจะพูดต่อ
“จงไปจากหลงซินเย่เสีย”
ในตอนนั้นเองที่จั่วเฉินเพิ่งนึกออกว่าศิษย์พี่เซียวผู้นี้เป็ใครตอนที่มาถึงตำหนักนภาปราณยุทธใหม่ๆ เขาจำได้ว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งพูดคุยอยู่กับหลงซินเย่หากเขาเดาไม่ผิด คงจะเป็ศิษย์พี่เซียวหลิงฟงผู้นี้นี่เอง
สำหรับคนผู้นี้จั่วเฉินก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไรด้วยเพราะตอนที่เพิ่งพบหน้ากัน อีกฝ่ายก็มีท่าทีทระนงตนและถือดีใส่เขาแล้ว จั่วเฉินจึงไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก
“ข้าจะไปจากหลงซินเย่หรือไม่มันเกี่ยวอะไรกับเซียวหลิงฟงด้วย”จั่วเฉินเหลือบมองหลี่เซียวแวบหนึ่งก่อนจะชี้ไปยังด้านข้าง
“เชิญเ้าตามสบาย” สิ้นเสียง จั่วเฉินก็หมุนตัวจากไป
“หนึ่งหมื่นแต้มยังไม่พออีกหรือ”หลี่เซียวกัดฟัน ก่อนจะะโเสียงดังไล่หลัง “อย่ามาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีนะหากเป็ปรปักษ์กับศิษย์พี่เซียว แบบนั้นจะไม่เป็ผลดีกับเ้า”
ได้ยินดังนั้นจั่วเฉินก็ฉีกยิ้มทันที ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับทำให้หลี่เซียวรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
“ข่มขู่ข้าหรือ” จั่วเฉินก้าวเท้าออกมาและสะบัดมือตบใส่อีกฝ่ายทันที
“ข้าคุณชายเกลียดการถูกข่มขูที่สุด โดยเฉพาะกับพวกเศษสวะที่มีหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งอย่างเ้าเห็นแก่ที่เป็สมุนของเซียวหลิงฟงและเพิ่งมีเื่กับข้าเป็ครั้งแรกครั้งนี้ข้าคุณชายจะปล่อยเ้าไปก่อน ไสหัวไปเสีย!”
หลี่เซียวมึนงงไปหมดที่มุมปากมีเืไหลซึมออกมา คิดไม่ถึงว่าจั่วเฉินจะกล้าลงมือทันทีเช่นนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขามีศิษย์พี่เซียวหนุนหลังอยู่นี่มันรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ
“เ้าแย่แน่ ไปมีเื่กับคนที่ไม่ควรมีเื่เข้าถึงกับปฏิเสธความหวังดีของศิษย์พี่เซียว เ้ามีสถานะเป็แค่ผู้ติดตามเท่านั้นถึงตอนนั้นเกรงว่าต่อให้ตายก็ยังไม่รู้ตัวว่าตายอย่างไรเถอะ!” หลี่เซียวเอ่ยในขณะล้มลุกคุกคลานแล้วรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นหลี่เซียวจากไปจั่วเฉินก็แค่นหัวเราะออกมาโดยไม่ใส่ใจสักนิด
เื่ยุ่งยากบางอย่าง ในเมื่อไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เช่นนั้นก็ทำใจยอมรับแล้วกัน หากคาดไม่ผิด เซียวหลิงฟงผู้นั้นน่าจะเป็ศิษย์สายตรงของสำนักไม่เพียงมีความสามารถแข็งแกร่ง ยังมีสถานะสูงส่งเสียด้วย คงจะอยู่เหนือศิษย์มากมายเลยทีเดียว
ทว่าจั่วเฉินกลับไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีสถานะอะไรอย่าว่าแต่ศิษย์สายตรงเลย ต่อให้เป็ผู้ที่มีอำนาจในสำนักแล้วจะอย่างไร
...
หลังจากจั่วเฉินกลับมาถึงที่พักโดยลำพังไม่นานก็เห็นหลงซินเย่เดินเข้ามา ดูท่านางคงจะตั้งใจมาหาเขาโดยเฉพาะ
“ศิษย์พี่หญิง มีเื่อะไรหรือ”จั่วเฉินมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางสงบนิ่ง
หลงซินเย่พินิจดูจั่วเฉิน ใบหน้างดงามประดับไปด้วยรอยยิ้ม “ดูท่า่นี้เ้าจะมีความเป็อยู่ไม่เลวเลย”
จั่วเฉินได้ยินก็หน้าดำคล้ำ
“ศิษย์พี่หญิงล้อเล่น”
ตอนที่มีข่าวลือเื่ที่เขาเป็คู่บำเพ็ญของหลงซินเย่ชีวิต่ที่ผ่านมาของจั่วเฉินก็เรียกได้ว่ามีปัญหาเข้ามาไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังบังเอิญไปมีเื่กับเซียวหลิงฟงที่เป็ศิษย์สายตรงอีกด้วยทว่าหลงซินเย่ผู้นี้กลับทำตัวเป็ทองไม่รู้ร้อน มีอารมณ์มาหยอกล้อเขาอีกเนี่ยนะ
“เอาล่ะข้ารู้ว่าเื่นี้ไม่ยุติธรรมกับเ้า ทว่าว่าเ้าก็ต้องเข้าใจข้าด้วย”หลงซินเย่เอ่ยขึ้น
“อีกอย่าง ข้าเองก็เป็สาวงาม อุตส่าห์ไม่เห็นแก่ชื่อเสียงยอมเป็ข่าวเื่คู่บำเพ็ญกับเ้าเื่นี้เป็เื่ที่คนมากมายใฝ่ฝันกันเลยทีเดียว หรือว่าเ้าไม่ยินดี”
จั่วเฉินเหลือบมองหลงซินเย่ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงขบขัน
“ความหมายของศิษย์พี่หญิงก็คือข้าเอาเปรียบอย่างนั้นหรือทว่าหากศิษย์พี่หญิงจงใจอยากใกล้ชิด ศิษย์น้องอย่างข้าก็จะฝืนใจรับไว้ก็แล้วกัน”
“เ้า...” ความเกรี้ยวกราดวาบผ่านใบหน้าหลงซินเย่ทว่าครู่เดียวก็กลับคืนสู่ความปกติ ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าจะไปทำภารกิจล่าสัตว์อสูรระดับฮวงที่ขุนเขาร้าวเวหากับศิษย์พี่หญิงอีกหลายคนเ้าต้องตามพวกเราไปด้วยกัน ทว่าไม่จำเป็ต้องต่อสู้ แต่เื่ชำแหละซากสัตว์อสูรข้าคงต้องฝากเ้าส่วนค่าผลงานที่ได้รับ พวกเราจะแบ่งให้เ้าสามส่วนเป็รางวัลตอบแทน”
“หืม? ล่าสัตว์อสูรหรือ” จั่วเฉินเหลือบมองหลงซินเย่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
เขารู้ดีว่าที่หลงซินเย่พาเขาไปด้วยถือเป็ความหวังดีดูท่าคงคิดจะขอขมาถึงเื่ที่เกิดขึ้น และให้ประโยชน์อะไรกับเขาเล็กน้อย
พอดีกับที่ตอนนี้กำลังอยู่ใน่สำคัญของการพัฒนาระดับพลังหากอยากพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นห้า คงจะต้องมีโชควาสนากันบ้างยิ่งหาก้าฝึกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตธาตุอื่น ก็ต้องมีค่าผลงานมหาศาลไปแลก จั่วเฉินจึงไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะได้ค่าผลงานเช่นนี้ไปอยู่แล้ว
“ได้ ข้าจะรอที่นี่ เ้ากลับไปเตรียมตัวก่อนแล้วเดี๋ยวพวกเราค่อยออกเดินทางกัน” หลงซินเย่ว่า
“ข้าไม่ต้องเตรียมตัวอะไรหรอกไปกันเถอะ” จั่วเฉินยิ้ม
...
จั่วเฉินเดินไปข้างหน้าโดยมีหลงซินเย่อยู่เคียงข้างตลอดทางก็มีสายตามากมายชำเลืองมา
เพราะเหตุนี้ จึงมีคนไม่น้อยโกรธเคืองเขาจั่วเฉินเป็แค่ผู้ติดตามไร้ค่าเท่านั้น ถือดีอะไรไปรู้จักกับหลงซินเย่ที่เป็ถึงศิษย์สายตรงได้แถมนางยังเป็อัจฉริยะในหมู่ศิษย์สายตรงอีก
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือเื่ความสัมพันธ์ของหลงซินเย่กับจั่วเฉินแม้จะมีคนไม่พอใจ ทว่าหลงซินเย่ก็ไม่ได้ยอมรับด้วยตนเอง จึงทำให้คนบางส่วนนับว่ามันเป็ข่าวโคมลอยไปทว่าวันนี้พวกเขากลับได้มาเห็นกับตาเช่นนี้
เมื่อรับรู้ถึงอารมณ์ของคนเ่าั้ได้จั่วเฉินก็รู้สึกเซ็งไม่น้อย เขารู้ดีว่าหลังจากนี้จะต้องมีเื่ยุ่งยากเข้ามาอีกแน่แค่สตรีนางหนึ่งเท่านั้น แม้จะงดงามมากก็ตาม ทว่าก็ไม่ควรทำให้เกิดปฏิกิริยาใหญ่โตเช่นนี้สิ
คนทั้งสองมาถึงหน้าทางเข้าออกของสำนัก จั่วเฉินพบว่ามีศิษย์หญิงอีกสามคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“มากันแล้วสินะ” คนทั้งสามเดินเข้ามาหาก่อนจะเอ่ยขึ้นพลางพินิจมองจั่วเฉิน
“อื้อ เตรียมตัวเรียบร้อยพวกเราออกเดินทางกันเถอะ” หลงซินเย่พยักหน้า ก่อนจะแนะนำทุกคนให้จั่วเฉินฟัง
“จั่วเฉิน นี่ศิษย์น้องหญิงหลี่หลิงเอ๋อนี่ศิษย์พี่หญิงเจียงเม่ย ส่วนนี้ศิษย์พี่หญิงอิ๋นชิวสุ่ย”
เพียงครู่เดียวจั่วเฉินก็รู้สึกได้ว่าคนทั้งสาม นอกจากหลี่หลิงเอ๋อที่มีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแล้วที่เหลือทั้งสองคนคงจะเป็ระดับหลอมรวมขั้นเก้าแถมจั่วเฉินยังรู้สึกได้ว่าในตัวอิ๋นชิวสุ่ยมีกลิ่นอายพลังของระดับเรียกิญญาแฝงอยู่เล็กน้อยด้วยอีกไม่นานนางจะต้องพัฒนาเป็ระดับเรียกิญญาได้แน่
ความสามารถเป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทว่าพร์ของคนทั้งสามน่าจะยอดเยี่ยมกว่าคนทั่วไปอยู่มากโขโดยเฉพาะหลี่หลิงเอ๋อที่มีระดับพลังต่ำที่สุด แต่นางกลับมีร่างพิเศษเป็ร่างเสวียนธาตุหยินซึ่งร่างนี้มีชื่อเสียงมาก ฝึกฝนก็ยากยิ่งนัก แต่หากพัฒนาขึ้นได้ก็จะมีพลังไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน
ตำหนักนภาปราณยุทธช่างสมค่ำร่ำลือจริงๆที่นี่นับเป็แหล่งรวมอัจฉริยะจากทั้งในและนอกราชวงศ์เซิ่งเทียนโดยแท้
“สวัสดี...ศิษย์พี่หญิงทั้งสาม”จั่วเฉินเอ่ย