อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 103 แมวสวรรค์ สำแดงฤทธิ์ (2)

    ตอนที่ 103


    เสียงร้องระงมของศิษย์หลักผู้นั้นยังก้องดังไม่ขาดสายพอมองไปยังตำแหน่งที่เจ็บปวดของตนเอง ก็ปรากฏรอยอาภรณ์ในส่วนนั้นขาดเป็นรูขนาดเล็กผิวหนังมีรอยแดงจ้ำขนาดใหญ่ กระดูกเกิดการแตกร้าวขึ้นบางส่วน...

     

    แน่นอนว่า เพราะศิษย์หลักผู้นี้เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียว จึงมีปราณคุ้มกันรอบกายที่แข็งแกร่งมากหากเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินแล้วล่ะก็ ขาข้างนี้คงถูกเจาะเป็นรูไปแล้ว!! ทั้งยังไม่มีใครมองเห็นการโจมตีที่เกิดขึ้นมาแม้สักคนเดียวสมกับที่เป็นอาวุธอักขระระดับสูง ในสายของอาวุธลับชั้นพิเศษ...

     

    สิ่งที่เหล่าศิษย์หลักได้เห็น เป็นเพียงราวกับว่าการชี้นิ้วแค่นั้น...สามารถสร้างความทุกข์ทรมานให้แสดงออกมาได้จริง ๆดวงตาของทุกคนเผยให้เห็นถึงความไม่อยากจะเชื่อ แต่เวลานี้ต่อให้คิดจะตอบโต้กลับไปก็ไม่อาจทำได้!! เพียงแค่ตั้งท่าจะโจมตี วิหคพาหนะก็สยายปีกหลบเลี่ยงย้ายตำแหน่งบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว...

     

    การโจมตีของ กำไลซ่อนมรณา ใช้พลังลมปราณในร่างประจุลงไปในกำไลไม่น้อยด้วยพื้นฐานลมปราณของ เหยาซาน ในเวลานี้จะสามารถยิงออกไปได้ราว ๆ 10 ครั้งต่อวัน และจำต้องใช้เวลาช่วงสั้นๆ 3-4 อึดใจ เป็นช่วงเวลาระยะห่างกว่าจะระเบิดพลังในระลอกถัดไปได้ มิอาจยิงได้ต่อเนื่อง...

     

    สำหรับคนทั่วอาจจะมองว่าเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับชนชั้นยอดฝีมือแค่เพียงอึดใจเดียวก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เผด็จศึกในการต่อสู้ได้เลย 3-4 อึดใจจึงถือเป็นช่องโหว่ที่กว้างใหญ่ไม่น้อยของศาสตราลับชิ้นนี้...

     

    เหยาซาน เผยแววตาดุร้าย ก่อนจะชี้นิ้วไปอีกครั้ง ยังบุคคลที่แตกต่าง...แน่นอนว่าเสียงแผดร้องก็กังวานขึ้นอีกครั้งในทันที มีความเจ็บปวดที่ขาแหวกปราณคุ้มกันจนต้องทรุดตัวลงไปเช่นเดียวกัน...บัดนี้ทุกคนเริ่มที่จะจิตใจสั่นสะท้านขึ้นมาบ้างแล้ว นอกจากจะไม่สามารถโจมตีกลับได้ยังไม่สามารถป้องกันการชี้นิ้วอีกด้วย!!

     

    “มันทำอะไร!! มันทำอะไรกับพวกเรากันแน่!!ไม่มีแม้กระแสลมปราณเคลื่อนไหว ไม่มีรูปแบบวรยุทธใด ๆ ปรากฏขึ้น ความเจ็บปวดเหล่าสร้างได้จากการชี้นิ้วสามัญจริงๆ งั้นหรือ!!”

    “มะ...แมวสวรรค์!! มันคือ แมวสวรรค์จริง ๆ งั้นหรือ บ้าเอ้ย!!”

    “อำนาจสวรรค์เช่นนี้ ไม่ควรบังเกิดในยุทธภพ มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว!!”

     

    เหล่าศิษย์หลัก เริ่มอกสั่นขวัญแขวน... ทุกคนย่อมเห็นว่า เหยาซานเพียงชี้นิ้วแผ่วเบา กลับบังเกิดอำนาจไร้ที่มา ซึ่งเหนือยิ่งกว่าปราณดัชนีระดับสูงไม่อาจหลบเลี่ยง ไม่อาจตั้งรับ!!ทั้งยังเห็นชัดแจ้ง ว่า เหยาซาน ยังมีความปราณีชี้ลงไปยังตำแหน่งที่ไม่อันตรายมากนักอย่างต้นขาเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวเท่านั้น...

     

    ทว่าหาก เหยาซาน มีความโหดเหี้ยมเป็นที่ตั้ง การชี้นิ้วแห่งความทุกข์ทรมานเกิดชี้มาที่ใบหน้า? ดวงตา? หรือจุดยุทธศาสตร์เพศชายเล่า!! พวกมันจะต่อต้านได้เยี่ยงไรกัน?! คิดได้เท่านี้เหล่าศิษย์หลักทุกคนก็ล้วนหนังศีรษะด้านชาใจกระตุกวาบขึ้นทันใด!!

     

    วิหคพาหนะ ยังส่งเสียงกู่ร้อง ซึ่งหากเป็นสถานการณ์สามัญคงไม่คิดอะไรกับเสียงของนกตนหนึ่งแต่พอเป็นเวลานี้กลับรู้สึกว่าเสียงของ วิหคพาหนะ ที่บินเหนือศีรษะกลับสร้างความขนพองสยองเกล้าอย่างมาก ไม่ว่ามันจะโบยบินไปทิศทางใด ก็กริ่งเกรงว่าเหยาซาน จะชี้นิ้วลงมา...

     

    ทว่า... เหยาซาน มิได้ต้องการเพียงเท่านี้ เด็กหนึ่งหยิบเอาเต้าสุราประหลาดอันหนึ่งออกมาซึ่ง เหยาซาน ได้แยกย่อยสุราที่มีฤทธิ์แตกต่างนับร้อยชนิด เป็นเต้าสุราขนาดเล็กเพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะหยิบใช้ทันที...

     

    สุราเต้านั้นถูกริบใส่จอกเล็ก ๆ ยื่นให้วิหคพาหนะลิ้มรสในปริมาณน้อยนิด...จากนั้นในส่วนที่เหลือ ก็ได้สาดพรมลงมาจากท้องฟ้า ขับขานด้วยปราณวารีพื้นฐานทำให้แตกกระจายกลายเป็นฝอยละอองดั่งน้ำฝนสาดไปบนร่างของเหล่าศิษย์หลักทั้ง 8 คนเบื้องล่าง

     

    แน่นอนว่าเหล่าศิษย์หลักอันมีความตื่นตระหนกเป็นที่ตั้งอยู่ก่อนแล้วเริ่มฉายแววตะลึงพรึงเพริดกับของเหลวกลิ่นฉุนที่ราดพรมมาบนร่างกายตนเองไม่อาจหลบเลี่ยงได้...

    “สุรา?! กลิ่นสุรา งั้นหรือ!!”

     

    แน่นอนว่าฤทธิ์ของสุราแห่งหยินอันเป็นพิษในแต่ละชนิดนั้นมีกระบวนการกระจายฤทธิ์สุราที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ช้า บ้างก็เร็ว...และสุราที่แทรกซึมไปยังกลุ่มศิษย์หลักเหล่านี้ คงไม่ออกฤทธิ์ในเวลาอันสั้น หากไม่ได้ดื่มกินเข้าไปโดยตรง...

     

    เหยาซาน ลูบไปบนขนของวิหคพาหนะเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนคล้ายรู้สึกผิดบางส่วน...

    “เจ้าตัวน้อย... ไว้ข้าจะฟื้นฟูบำรุงร่างกายให้เจ้าในภายหลังแต่ยามนี้จงช่วยข้าสร้างความอับอายให้กับศิษย์พี่เหล่านี้ โทษฐานที่กล้ามารังแกศิษย์น้องผู้สงบเสงี่ยมเยี่ยงตัวข้า...ข้าอยากจะให้ศิษย์พี่เหล่านี้ ไม่กล้าเหยียบย่างเข้ามาในสำนักอีกอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อที่ข้าจะได้มีสมาธิสั่งสมความแข็งแกร่ง...”

     

    วิหคพาหนะกู่ร้องเสียงดังออกมาตอบรับ...

     

    เด็กหนุ่ม รับรู้ได้ถึงการตอบสนองจากความเชื่อมโยง... สายตาชั่วร้ายพร้อมการแสยะยิ้มน่าสะพรึงหันมองมายังเหล่าศิษย์หลักทั้ง 8 คนในเวลา ทำเอาหมู่ศิษย์เหล่านั้นรู้สึกขนลุกชูชันเย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาด สัญชาตญาณกรีดร้องว่ากำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น...

     

    “นะ...นั่นเจ้าคิดจะทำอะไร!!”

     

    เหยาซาน หัวเราะกล้าคราหนึ่ง เผยแววตาเย้ยหยัน...

    “ข้าได้ให้โอกาสพวกท่านแล้ว... แต่พวกท่านก็ยังเลือกที่จะข่มเหงศิษย์น้อยผู้อ่อนแอและสงบเสงี่ยมอย่างข้าผู้นี้...ซึ่งเมื่อเรื่องราวมันล่วงเลยมาไกลจนมิอาจถอยกลับ ข้าก็จะทำให้พวกท่านต้องอับอายดังที่ข้าได้ลั่นวาจาจะได้แน่ชัดประจักษ์แจ้งแจ่มใจกันเสียทีว่า ตัวข้า เหยาซาน เป็นบุคคลเยี่ยงไร!! สมควรหรือไม่ที่จะเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย!!”

     

    กล่าวจบ เหยาซาน ก็ชี้ไปยังขาขอศิษย์พี่อีกผู้หนึ่ง...ทำให้เวลานี้ถึง 3 คนแล้ว ที่ขามีอาการบาดเจ็บ ถึงจะไม่ร้ายแรงแต่ย่อมเดินเหินไม่สะดวกนัก...บรรดาศิษย์หลักคนที่เหลือ เริ่มหยิบเอาอาวุธประจำกายขึ้นมา ทวน ดาบ กระบี่ ถูกยกชูถึงแม้ว่าทุกชิ้นจะไม่ใช่อาวุธอักขระ แต่ก็สังเกตได้ว่าถูกหล่อหลอมมาเป็นอย่างดีคุณภาพเหนือล้ำ...

     

    แต่น่าเสียดาย... ความแตกต่างของระยะโจมตีทำให้ศาสตราเหล่านั้นไม่อาจฟาดฟันขึ้นไปยังท้องนภาอากาศ ต่อให้สร้างคลื่นพลังพุ่งออกไปในระยะสั้นได้แต่ระดับความสูงที่ วิหคพาหนะ เลือกใช้ก็จัดว่าอยู่ในขอบเขตที่คลื่นพลังเหล่านั้นมิอาจไปถึง...

     

    เหล่าศิษย์หลักเบื้องล่าง จึงได้แต่กัดขบฟันจนกรามแทบร้าว...

     

    ทว่า...มันก็มิได้มีเพียงเท่านั้น เหยาซาน จู่ ๆ ก็ควบคุมวิหคพาหนะให้มาโบยบินเหนือศีรษะกลุ่มของศิษย์หลักที่รวมเป็นกลุ่มก้อนการบินของวิหคตนนี้หมุนวนเป็นวงกลมเล็ก ๆ มองดูแล้วเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าประหลาดใจช่วงที่สายตาของหมู่ศิษย์กำลังเผยแววตาสับสนอยู่นั้นเอง

     

    มวลของเหลวสีขาวสีดำที่ผสมปนเป พลันตกหล่นลงมาอย่างกะทันหัน!! วิหคพาหนะมีขนาดตัวที่สามารถหอบหิ้วมนุษย์คนหนึ่งขึ้นไปโบยบินได้ ของเหลวปฏิกูลเหล่านั้นย่อมมิใช่จำนวนเล็กน้อยอาจจะเทียบเท่าวัวตัวโต ๆ ก็ว่าได้

     

    ที่น่ากลัวก็คือ... วิหคตนนั้นมันถ่ายลงมาอย่างต่อเนื่อง!!

    ราวกับพิรุณปฏิกูลที่สาดกระจายเป็นวงกว้าง!!

     

    เหล่าศิษย์หลักทั้ง 8 คน ล้วนแล้วแต่ถูกสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นตกใส่ศีรษะใบหน้าและอาภรณ์อย่างท่วมท้นแจ่มชัด ยิ่งเป็นอาภรณ์สีขาวขุ่นของศิษย์หลักด้วยแล้วยิ่งสะดุดตาอย่างยิ่ง กลิ่นเหม็นคลุ้งจนแทบไม่อยากหายใจ

     

    “ขะ...ขี้นก!!”

    “บัดซบ!! เหยาซาน มันให้นกมาขี้ให้หัวพวกเรา!!”

     

    ฤทธิ์สุราที่ วิหคพาหนะกลืนกินลงไป มีฤทธิ์เป็นยาขับถ่าย ดังนั้นสิ่งปฏิกูลในท้องใส้ต่างระเบิดล้นทะลัก สาดกระจายเต็มท้องฟ้า เหนือศีรษะศิษย์หลักทั้ง 8 คนเหล่านี้... เสียงวิหคที่กู่ร้องบนท้องฟ้า ผสมผสานเข้ากับเสียงหัวเราะคำรามต่ำของเหยาซาน ด้วยท่าทีสะใจยิ่งนัก...

     

    หนึ่งในศิษย์หลักที่มิอาจทนได้ กระโดดกวัดแกว่งทิ่มแทงทวนขึ้นฟ้า...เกิดรัศมีเงาทวนผ่าขี้นกก้อนโต แต่กระนั้นก็มิอาจหลีกเลี่ยงส่วนน้อยที่ตกลงหล่นลงมาได้อย่างสมบูรณ์ทั้งส่วนมากยังกระจายออกด้านข้าง สาดกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าของหมู่พ้องอย่างเอือมระอา...

     

    ยิ่งต่างฝ่ายต่างกวัดแกว่ง มันก็ยิ่งกระจัดกระจายไม่อาจหลบเลี่ยงได้...

    “สารเลวเอ้ย!! ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก”

     

    ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าการอยู่ร่วมเป็นกลุ่มก้อน ตำแหน่งที่วิหคจะถ่ายลงมายิ่งง่ายดายหนึ่งในนั้นจึงตัดสินใจจะพุ่งออกมาจากรัศมี... ทว่าก็ปรากฏสายตาที่เปล่งประกายของเหยาซาน บนท้องฟ้า ยกนิ้วชี้มั่นไปยังขาของผู้ที่หลบหนีโดยพลัน...

     

    “อ๊ากกกก!!” เสียงร้องดังขึ้นพร้อมการเสียหลักจนเกือกกลิ้ง...

     

    คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้น ต่างเผยแววตาไม่อยากจะเชื่อ... ยามนี้มีกว่า4 คนแล้วที่ถูกนิ้วชี้ทุกข์ทรมานเข้าเล่นงาน ซึ่ง เหยาซาน ก็ใบหน้าซีดเผือดลดไปเช่นกันสูญเสียลมปราณในร่างไปหลายส่วน จนต้องยกสุราลมปราณขึ้นกระดกหลายคำต่อเนื่องฟื้นฟู…

     

    “ชั่วช้ายิ่งนัก!! เจ้าแมวสวรรค์นั่นมันจงให้พวกเราจมกองขี้นกของมันงั้นสินะ”

    “ไม่ได้การแล้ว ข้ามิอาจทนต่อกลิ่นเหล่านี้ได้อีกแล้ว!! แยกกำลังหนีเร็วเข้า ต่อให้เป็นวิหคมันก็มิอาจติดตามได้ทุกทิศทางพร้อมกันเป็นแน่!!”

     

    สิ้นเสียงคำพูด กลุ่มที่ยังไม่ได้รับบาดเจ็บที่ขา 4 คน ล้วนพากันกระจายหลบหนีคนละทิศทาง...ส่วนผู้ที่ถูกนิ้วชี้ทุกข์ทรมานก่อนหน้านั้น ได้แต่เผยแววตาเศร้าอาดูรสิ้นความหวังรู้ดีว่าพวกมันไม่สามารถวิ่งหนีได้ เต็มทีก็คงทำได้เพียงก้าวกะโผลกกะเผลกเนืองช้าเท่านั้นทั่วร่างเต็มไปด้วยขี้นกมากมายจนย้อมอาภรณ์...

     

    ทว่า เหยาซาน ก็มิได้ประหลาดใจในการแยกกำลังเช่นนั้นทั้งยังเผยรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาอีกครั้ง...

    “คิดจะวิ่งหนีข้า? ช่างน่าขัน!!”

     

    เมื่อทั้ง 4 คนที่เหลือ ระเบิดท่าร่างออกวิ่งไปได้ไม่ไกล จู่ ๆก็รู้สึกถึงคลื่นลมในท้องใส้ที่พลุ่งพล่านปั่นป่วน จนทำให้พวกมันไม่อาจรีดเค้นพลังลมปราณออกมาได้ถนัดนักกดมือกุมที่ท้องอย่างช่วยไม่ได้ แน่นอนว่าทุกคนล้วนเบิกตากว้าง พวกมันย่อมรู้ว่านี่มิใช่เรื่องปกติ...

     

    “ระ...หรือว่า!! สุราที่มันสาดพรมมายังพวกเราก่อนหน้านี้!!”

     

    กว่าที่ทุกคนจะรู้สึกตัว ก็ตกอยู่ในแผนชั่วร้ายที่ เหยาซาน ได้จัดเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อย...ทุกก้าวที่พวกมันออกวิ่ง ยิ่งไปกระตุ้นมวลท้องไส้ให้ปั่นป่วนเป็นเท่าทวี ทำให้เหยาซาน ได้ใช้วิหคพาหนะตามติดไปทีละคนพร้อม ๆ กับชี้ไปยังขาของแต่ละคนจนเสียหลักล้มคว่ำคะมำหงายอย่างต่อเนื่อง...

     

    ศิษย์หลักทั้ง 8 ที่มารวมตัว ยามนี้นอนกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดถึง7 คน ใช้พลังลมปราณในร่างเกือบทั้งหมด ไปกับการหยุดท้องไส้ที่พลุ่งพล่านปั่นป่วน ไม่มีใครอยากให้คลื่นปั่นป่วนเหล่านี้ฝ่าด้านปราการสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ออกมาด้านนอกทุกคนไม่หลงเหลือจิตใจที่คิดจะเล่นงาน เหยาซาน อยู่อีกแล้ว... แววตาของแต่ละคน ล้วนมืดมนไร้สิ้นสุดอารมณ์ใจสลดหดหู่ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่เข้ามาหาเรื่องกับ แมวสวรรค์ผู้นี้...

     

    บัดนี้จึงเหลือแค่เพียงผู้เดียว ผู้ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ จึงมีพลังลมปราณสะกดคลื่นลมในท้องที่ปั่นป่วนได้ พอจะสามารถใช้วิชาตัวเบาหลบหนีออกไปหากแต่ใบหน้าที่เย่อหยิ่งทะนงใจก่อนหน้านี้ ไม่มีเค้าโครงหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

     

    เปียวเฟยหง...

     

    เหยาซาน ฉายแววตาเหี้ยมเกรียมขึ้น... ก่อนจะโจนทะยานลงมาจากหลังของวิหคพาหนะเข้าขัดขวางเส้นทางเบื้องหน้าของชายร่างกำยำผู้นี้... รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นกับเด็กหนุ่มทอดมองเย้ยหยันมายัง ศิษย์หลักลำดับที่ 7 ผู้เกรียงไกรแห่งสำนัก...

     

    ก่อนหน้านี้ เหยาซาน ไม่ได้ใช้ กำไลซ่อนมรณา เล่นงาน เปียวเฟยหง ผู้นี้เลยแม้แค่ครั้งเดียวเหตุผลก็เพราะ เหยาซาน รู้ดีว่าปราณคุ้มกันของคนผู้นี้แข็งแกร่งมากเกินไป ต่อให้โจมตีเล่นงานก็อาจทำได้เพียงแค่สร้างความเสียหายตื้นเขินเท่านั้น...ซึ่ง ณ เวลานี้ความแข็งแกร่งเหล่านั้นของ เปียวเฟยหง เริ่มที่พล่าเลือนลงแล้ว จากความปั่นป่วนมวลท้องที่เกิดขึ้นมา...

     

    “จะรีบไปไหนเล่าศิษย์พี่เปียว?! ไหนว่าท่านมาเพื่อสะสางระหว่างเรามิใช่หรือ?!” น้ำเสียงของ เหยาซาน เรียบง่าย แต่กลับแฝงไว้ซึ่งความดูแคลน

     

    “เหยาซาน!!” เปียวเฟยหง คำรามต่ำผ่านร่องฟัน...

     

    …………………………….

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน