สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 299 ราวกับว่าเพิ่งพบกันครั้งแรก

        ไม่มีใครสามารถต้านทานการโจมตีของบุรุษสวมหน้ากากห้าสีคนนี้ได้และไม่มีใครรู้ว่าบุรุษสวมหน้ากากห้าสีมาจากไหน เขาเป็นเหมือนปริศนาที่แก้ไม่ได้ ราวกับภูตผีที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ใครก็ตามที่คิดจะมาขวางทาง 'หน่วยซิ่นฝ่าง' จะต้องถูกบุรุษหน้ากากห้าสีคนนี้จัดการอยู่เสมอ

        ในขณะที่สถานการณ์สู้รบของราชอาณาจักรทางภาคใต้กำลังล่อแหลมการแข่งขันซ้อมรบระหว่างอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่งก็เร่าร้อนยิ่งขึ้นมีไม่กี่คนที่ทราบว่ากองกำลังใต้ดินของเมืองหลวงเกิดความเปลี่ยนแปลงสำหรับบางคนอาจจะคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่สำหรับบางคนกลับคิดว่าเป็นการต่อสู้ที่ทั้งน่ากลัวทั้งเขย่าขวัญม่านโลหิตได้เปิดฉากขึ้นแล้ว

        การต่อสู้ที่น่ากลัวเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเงียบๆและจบลงอย่างรวดเร็ว

        ภายในเวลาสั้นๆ 'หน่วยซิ่นฝ่าง' องค์กรลึกลับที่โผล่ขึ้นมากะทันหันประหนึ่งหน่อไม้ที่แทงทะลุดินออกมาอาศัยเพียงความแข็งแกร่งที่น่าเกรงขามของบุรุษหน้ากากห้าสี และเงินทองราวกับเสกได้จากหนึ่งผู้เยาว์หนึ่งชราก็สามารถดึงดูดพวกทหารรับจ้างกลุ่มเล็กๆ กับองค์กรบางส่วนให้มาเข้าร่วมได้ พวกเขาค่อยๆวางรากฐานของตัวเองในเมืองหลวงให้มั่นคง ถึงแม้ว่าตอนนี้องค์กรจะมีขนาดเล็ก แต่มันก็เหมือนกับยาพิษที่ไร้รูปไร้สี ไร้กลิ่น ที่จะคอยแทรกซึมเข้าไปในกองกำลังและภูมิภาคต่างๆของราชอาณาจักรอย่างเงียบๆ

        ผ่านไปอีกสองวันในที่สุดรอบคัดเลือกของการแข่งขันซ้อมรบระดับราชอาณาจักรก็ได้สิ้นสุดลง

        หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือดในช่วงสี่วันที่ผ่านมาเขตสงครามทางภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกและภาคกลางทั้งห้าเขตสงครามต่างก็ได้สิบยอดฝีมือกับห้ากองกำลังอันแข็งแกร่งที่สุดของแต่ละภาค อาณาจักรอื่นๆที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้ก็เร่งรีบเตรียมตัวให้พร้อมพรัก เพื่อมุ่งหน้าลงใต้ไปเข้าร่วมสงครามที่กำลังจะใกล้เข้ามาส่วนยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งสิบอันดับแรกของแต่ละเขตสงครามก็ได้รับอนุญาตให้พักรบหนึ่งวัน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งขันซ้อมรบรอบสุดท้าย

        ผลการแข่งขันรอบสุดท้ายเป็นตัวกำหนดว่าอาณาจักรไหนจะได้เป็นผู้ควบคุมกองทัพใหม่ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของอาณาจักรทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่ง ตามที่กองทัพของราชอาณาจักรประกาศออกมาผู้บัญชาการและหัวหน้ากองทั้งหมดของกองทัพใหม่จะต้องคัดเลือกมาจากผู้ที่เข้ารอบสุดท้ายนี่เป็นการเอาเนื้อหมูติดมันมาหลอกล่อพวกหมาป่าที่หิวกระหายชัดๆตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาราชอาณาจักรเซนิทไม่เคยมอบโอกาสแบบนี้ให้กับเหล่าอาณาจักรบริวารเลยสักนิดด้วยเหตุนี้ เหล่ายอดฝีมือกับกองกำลังที่ได้เข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันต่างพากันเข้าสู่โหมดบ้าคลั่ง

        ในเขตสงครามภาคเหนือเมืองแซมบอร์ดกลายเป็นผู้ไร้พ่าย ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใครเมืองแซมบอร์ดก็สามารถกวาดล้างได้ทั้งหมด และนั่นรวมไปถึงอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งที่แข็งแกร่งถึงสองอาณาจักร และอาณาจักรบริวารชั้นยอดระดับสองถึงสามอาณาจักร

        ยอดฝีมือสิบอันดับแรกของเขตสงครามทางภาคเหนือราชาและยอดฝีมือเมืองของแซมบอร์ดสามารถคว้ามาได้ถึงแปดตำแหน่งอย่างไม่น่าเชื่อในขณะเดียวกันอัศวินบรอนซ์เซนต์ทั้งห้าสิบนายของเมืองแซมบอร์ดก็สร้างสถิติใหม่ด้วยการแข่งยี่สิบสี่ครั้ง ชนะทั้งยี่สิบสี่ครั้ง โดยที่อัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์ พวกเขากวาดศัตรูทุกคนให้กระเด็นลงจากสนามประลองดาบได้อย่างง่ายดายและคว้าอันดับหนึ่งของสุดยอดกองกำลังในเขตสงครามภาคเหนือไปครอบครอง

        อาณาจักรบริวารระดับหกเล็กๆได้ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นไข่มุกเม็ดงามที่ราชอาณาจักรยากจะละสายตาได้ เพราะเป็นอาณาจักรเดียวในบรรดาอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่งที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยที่อัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์ เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนเรื่องราวความมหัศจรรย์ของราชาหนุ่มแห่งแซมบอร์ดกับเหล่านักรบผู้กล้าใต้บังคับบัญชาของเขากลายเป็นบทกวีที่เหล่าชาวบ้านนับพันนับหมื่นสนใจอย่างที่สุดพวกเขาต่างนำไปเล่าต่อแบบปากต่อปาก แทบทุกคนก็เลยได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา

        ส่วนเขตสงครามอื่นอีกสี่แห่ง ยอดฝีมือจำนวนมากค่อยๆทยอยปรากฏตัวขึ้น

        คอนสแตนติน ราชาแห่งไบแซนไทน์ที่อยู่ในเขตสงครามภาคใต้ ผลการต่อสู้ของเขาทำให้เขาสามารถคว้าอันดับที่เก้าของยอดฝีมือสิบอันดับแรกมาครอบครองไว้ได้ แต่อาณาจักรไบแซนไทน์กลับไม่ติดห้าอันดับแรกของกองกำลังที่แข็งแกร่งในเขตสงครามภาคใต้ ทำให้เขาขาดคุณสมบัติที่จะประลองต่อไป ในเขตสงครามตะวันออกคนเถื่อนจากอาณาจักรกู่ต้ง 'นักรบคู่อัคคีวาโย' ฮุลกีและกานูเต้ รวมไปถึงจอมเฉือน 'มีดคู่กระหายเลือด' ที่ชอบเชือดร่างคู่ต่อสู้ให้เหลือเพียงกระดูกต่างก็ติดสิบอันดับแรก ส่วนผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในเขตสงครามตะวันออกก็คือ 'เกราะเงินดาบคลั่ง' และองค์หญิงนักเวทจากอาณาจักรปู้หลันได้อันดับที่สองในเขตตะวันตก เป็นรองเพียง 'หนึ่งดาบ' เท่านั้น...

        ห้าสิบยอดฝีมือและยี่สิบกองกำลังจากเขตสงครามทั้งห้าจะเริ่มแข่งขันต่อในวันพรุ่งนี้

        การแข่งขันซ้อมรบในครั้งนี้มีนักรบเสียชีวิตไปแล้วหกร้อยคนบาดเจ็บอีกนับพัน ทหารธรรมดาตายไปกว่าสองพันนาย จำนวนนี้เมื่อเทียบกับการแข่งขันการซ้อมรบเมื่อหลายปีก่อนถือว่าน้อยมากเมื่อนึกถึงสงครามทางภาคใต้ที่กำลังจะมาถึงทำให้ทุกอาณาจักรตัดสินใจหลีกเลี่ยงการตายอย่างไร้สาระให้มากที่สุดแต่อย่างไรก็ตาม การแข่งขันการจัดอันดับในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆเพราะผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลต่อสิทธิ์ในการควบคุมกองทัพใหม่ในอนาคตเพราะฉะนั้นจึงพอคาดเดาได้ว่า การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้จะดุเดือดถึงขั้นไหน

        ในวันเดียวกับการแข่งขันซ้อมรบที่หยุดการแข่งขันนั้น 'เทพสงครามแห่งเซนิท' องค์ชายใหญ่อังเดร อาร์ชาวินได้นำทหารจาก 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' 'แส้เทพอัสนี' และ 'ความเกรี้ยวกราดของเทพอัคนี' จำนวนห้าหมื่นนายออกเดินทางจากเมืองหลวงมุ่งหน้าลงใต้เพื่อช่วยเหลือเมืองทั้งสามแห่งที่ถููกราชอาณาจักรสปาร์ตากุสรุกรานนอกเหนือจากกองกำลังทั้งสามแล้วยังมีนักเวทอีกร้อยกว่าคนจากราชวังและอัศวินผู้ตัดสินอีกสี่นายจากวังอัศวิน 'อัศวินเมฆา' 'อัศวินแห่งเงา' 'อัศวินโลหิต' กับ 'อัศวินแห่งการลงทัณฑ์' พร้อมด้วยอัศวินใต้บัญชาการของตัวเองเดินทางไปด้วย

        กองทัพขับไล่ผู้รุกรานในครั้งนี้เป็นการเรียกระดมพลถึงหนึ่งในห้าของกองกำลังทั้งหมดจากในราชอาณาจักร นับได้ว่าเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งและกองทัพที่มี 'เทพสงครามแห่งเซนิท' องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินเป็นผู้บัญชาการ ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะพ่ายแพ้ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มคาดเดาว่าอีกไม่ช้า สถานการณ์การสู้รบในภาคใต้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

        ก่อนที่กองทัพจะออกเดินทางซุนเฟยก็เหลือบไปเห็นองค์หญิงนาตาชาเข้าพวกเขาไม่ได้พบกันอีกเลยนับตั้งแต่แยกทางกันที่ 'เมืองน้ำพุร้อน'

        ครั้งนี้ซุนเฟยเป็นฝ่ายที่ออกไปพบหัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคเพื่อขอเข้าเฝ้ากับองค์หญิงก่อน

        แผนการฟื้นฟูเมืองแซมบอร์ดยังไม่เสร็จสมบูรณ์เมืองแซมบอร์ดจึงยังไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเองได้ดังนั้นซุนเฟยจึงยึดนโยบาย ‘ใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มเงาบังสบาย1’ ตอนนี้เขาต้องเกาะ ‘ต้นไม้ใหญ่’ อย่างเซนิทไว้ให้แน่นเป็นการชั่วคราว

        แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมั่นใจว่าองค์ชายอาร์ชาวินจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้แต่ซุนเฟยที่ผ่านมาสองโลกแล้วกลับคิดอีกอย่างหนึ่งว่าในโลกนี้ไม่มีกองทัพไหนอยู่ยงคงกระพันได้ตลอดไปหรอกและไม่มีผู้บัญชาการคนไหนที่จะได้รับชัยชนะเสมอไป แต่ไม่ว่าอย่างไร ซุนเฟยจำเป็นต้องออกแรงช่วยราชอาณาจักรอยู่ดี

        การช่วยของซุนเฟยก็คือ การมอบน้ำยารักษาจากโลก Diablo ให้

        'น้ำยารักษาชีวิต' สามารถช่วยชีวิตพวกทหารในเวลาสำคัญได้เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการต่อสู้ของกองทัพ 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' สามารถฟื้นฟูพลังของทหารได้ทันที และ 'น้ำยาฟื้นฟูมานา' ทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูพลังเวทของเหล่านักเวทเร็วขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ ถ้านักเวทมีพลังเวทมากพอก็จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสขึ้นมาได้

        แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนพ่ายแพ้ก็คือในตอนที่ตัวเองมอบ 'น้ำยารักษาชีวิต' สามสิบขวด 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' สี่สิบขวด 'น้ำยาฟื้นฟูมานา' สี่สิบขวดให้กับองค์หญิงนาตาชาสีหน้าของ 'นักบุญหญิง' ไม่มีร่องรอยความตกใจหรือแปลกใจใดๆราวกับว่านี่เป็นสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

        ในตอนนี้เอง ซุนเฟยก็รู้สึกเหมือนกับว่าคนที่กำลังมองอยู่ตรงหน้าไม่ใช่หญิงสาวท่าทางอมโรคแต่เป็นสาวงามผู้สูงสง่าคนหนึ่งต่างหาก

        หลังซุนเฟยมอบ 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่งขวดใหญ่' ให้กับนาง ทำให้ตอนนี้นางดูไม่คล้ายกับคนป่วยใกล้ตายเหมือนอย่างที่ซุนเฟยเคยพบในครั้งแรกจำได้ว่าในตอนนั้น นักบวชจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ตัดสินว่านางอาจจะมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งปีแต่ตอนนี้ผ่านไปได้สามเดือนแล้ว สีหน้าขององค์หญิงกลับดูดีกว่าตอนนั้นมาก

        “อเล็กซานเดอร์สูตรยาสองชนิดที่เจ้าให้มามันน่าทึ่งจริงๆ ท่านนักเวทลูลูชกับคนอื่นๆประสบความสำเร็จในการปรุงน้ำยาที่มีสูตรคล้ายคลึงกันแล้ว ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คืออัตราความสำเร็จนั้นต่ำมาก และประสิทธิภาพของน้ำยาก็ไม่ค่อยเสถียรเท่าไรทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ชัดเจนเหมือนกับของเจ้า หลังจากการทดลองก็ได้ข้อสรุปว่าถ้าปรุงน้ำยาตามสูตรที่ให้มาทั้งสองรายการมูลค่าของมันเกือบจะไม่พอกับค่าส่วนผสมและแรงงานเลย”

        องค์หญิงเผยยิ้มน้อยๆ ออกมา

        ความจริงแล้วองค์หญิงเป็นคนฉลาดนางน่าจะคาดเดาได้ตั้งนานแล้วว่า บางทีซุนเฟยอาจจะเก็บเคล็ดลับบางอย่างไว้ไม่แน่ว่าประโยคที่พูดเมื่อครู่อาจเป็นการหยั่งเชิง

        แต่ซุนเฟยแค่ยิ้มเท่านั้น ไม่ได้พูดอะไรออกมา

        สูตรทั้งสองที่ซุนเฟยมอบให้กับองค์หญิงก่อนจากกันนั้น เป็นผลจากการวิจัยร่วมกันของแม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคนในการปรับแต่งเพื่อลดทอนประสิทธิภาพของน้ำยาพวกนี้ความจริงแล้วองค์หญิงเชื่อว่า นอกจากผลลัพธ์ที่ได้จะห่างไกลจากที่หวังแล้ววัตถุดิบที่ใช้ก็เยอะมากด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นซุนเฟยจงใจทำเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างทั้งสองฝ่าย

        สูตรน้ำยาที่แท้จริงยังคงอยู่ในมือของซุนเฟย และเขาคงไม่ยอมมอบสูตรที่แท้จริงออกมาให้ง่ายๆ

        แม้แต่น้ำยาที่มอบให้องค์หญิงก็ยังเป็นแบบที่เจือจางแล้วผลของมันอาจจะดีกว่าสูตรน้ำยาฉบับปรับปรุงที่มอบให้เพียงเล็กน้อย ต่อให้พวกเขาเอาไปตรวจสอบก็ไม่พบอะไรอยู่ดีหรือต่อให้พบก็สามารถโยนความผิดทุกอย่างไปให้กับสูตรที่ไม่แน่นอนนั่นได้

        “แต่อย่างไรก็ตามสูตรที่เจ้ามอบให้มาก็มีค่ามากสำหรับสงครามในครั้งนี้แล้วยังมอบน้ำยาชุดนี้เพิ่มให้พวกเราอีก นับว่าเจ้าได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่แล้ว!” เมื่อเห็นซุนเฟยยิ้มโดยไม่พูดจาอะไร องค์หญิงก็ยอมถอยแต่โดยดีบางทีนี่อาจจะเป็นข้อดีของนาง

        “นับเป็นเกียรติเช่นกันฝ่าบาท” ซุนเฟยยังคงยิ้มน้อยๆ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเช่นเคย

        เพราะราชาแห่งแซมบอร์ดเข้าใจดีว่าเมื่อเผชิญหน้ากับองค์หญิงการพูดมากไปอาจทำให้อีกฝ่ายคาดเดาไปในทางอื่นที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ ดังนั้นสู้พูดน้อยลงจะดีกว่า เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงผู้มีสติปัญญาลึกล้ำพระองค์นี้ยืนอยู่ข้างองค์ชายอาร์ชาวินแบบเต็มตัว ซุนเฟยเองก็ไม่ได้ต้องการเข้าร่วมกับฝ่ายนี้ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ซุนเฟยต้องรักษาระยะห่างทั้งสองฝ่ายให้เท่ากัน

        ----------------------------

        1 ใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มเงาบังสบาย อุปมาว่าพึ่งบารมีของผู้มีอิทธิพลอำนาจ

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน