ตอนที่ 56 หนึ่งร้อยอัน
“เจ้า…” เพ่ยอิงเอ่ยออกเสียงไปได้แค่เพียงเท่านั้น
ซึ่งไลฟ์ในร่างของหลี่เว่ยจ้องมองไปทางเด็กสาวคนนี้ด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดหลังจากที่เขาได้เล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังแล้วเธอถึงได้มีท่าทีตกตะลึงเช่นนี้
“ข้าทำไมหรือ”
“ข้ารู้จักเจ้า และข้าเองก็เชื่อว่าเจ้าก็ต้องรู้จักข้าเช่นเดียวกัน”
“หืม”
“ข้าคืออิงอิงอย่างไรเล่า เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของเจ้า จำได้หรือไม่ไลฟ์”
หลี่เว่ยเบิกตากว้าง
“เธอคืออิงอิงที่เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Lee Ing ใช่หรือเปล่า” ไลฟ์ถามออกไปด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ นายจำได้แล้วใช่ไหม”
“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ก็เมื่อเดือนที่แล้วฉันยังได้ไปร่วมงานศพเธออยู่เลย ข่าวเรื่องที่เจ้าของแบรนด์ Lee Ing เสียชีวิตนั้นเป็นข่าวโด่งดังไม่น้อย”
“ตอนที่นายจากมาฉันก็เพิ่งจะตายไปได้แค่เพียงเดือนเดียวเองอย่างนั้นสินะ”
“ใช่ งานศพของเธอเพื่อนสมัยมัธยมก็ไปกันครบทุกคนเลย โดยเฉพาะนาวินที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอเขาเสียใจมากเลยนะ แต่แล้วก็เกิดเรื่องราวที่น่าใจหายขึ้นเช่นกัน เพราะเขาก็ได้เสียชีวิตลงไปหลังจากที่กลับมาจากงานศพของเธอ ฉันได้ข่าวมาว่าเขาถูกยิงเสียชีวิตคาที่ จากการปะทะของตำรวจและโจรที่กำลังไล่ล่ากันอยู่”
ไลฟ์เล่าให้เพ่ยอิงฟัง
“จริงสิ พูดถึงนาวินเขาเองก็ทะลุมิติ วิญญาณหลุดมาอยู่ในร่างคนอื่นด้วยเหมือนกัน”
“เขาเองก็ด้วยเหรอ!! แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
“ตอนนี้เขาไปทำงานอยู่ที่บ้านของฉันเอง ฉันว่าเอาอย่างนี้ดีกว่านะเราค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกทีตอนที่อยู่พร้อมหน้ากันทั้งสามคนดีกว่า”
“อืม เอาแบบที่เธอว่าก็ได้” ไลฟ์กล่าวตอบรับ
แล้วหลังจากนั้นเพ่ยอิงก็จัดการตรวจดูบาดแผลให้กับหลี่เว่ย เมื่อเธอเห็นว่าว่านหางจระเข้ที่ใช้ปิดบาดแผลเมื่อคืนยังคงใช้งานได้ดีอยู่เธอจึงไม่ได้ทำอะไรกับบาดแผลพวกนั้นมากนัก เมื่อเสร็จแล้วเธอก็สลายปราณเก็บเสียงออกไปแล้วได้เรียกให้เหิงซานกับเจี่ยลี่เข้ามาด้านใน
โดยในระหว่างการตรวจสอบบาดแผลนั้นเพ่ยอิงก็ได้พูดคุยกับ หลี่เว่ยเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน ว่าพรุ่งนี้เธอจะเดินทางกลับบ้านที่อยู่ที่เมืองหย่งซาน เธอจึงอยากจะให้หลี่เว่ยตามไปอยู่ด้วยกันเสียเลย เพราะอย่างไรเสียจินฟางก็อยู่ด้วยกันกับเธออยู่แล้ว
ซึ่งหลี่เว่ยเองก็ได้ตอบรับออกมาแต่โดยดี เพราะเขาไม่ได้มีครอบครัวเป็นของตัวเองอยู่ที่เมืองนี้ จึงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรที่นี่ จะมีก็แค่เจี่ยลี่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่เขารับเลี้ยงเอาไว้ เขาก็จะพาไปด้วยเช่นกัน
อีกทั้งเพ่ยอิงยังกำชับกับหลี่เว่ยด้วยอีกว่า หากเขามาอยู่ที่นี่แล้วเขาจะต้องใช้ชื่อของคนที่นี่และพูดคุยให้เหมือนกับคนที่นี่ เพราะจะได้ไม่ทำให้คนอื่นสงสัย
เธออยู่พูดคุยกับสองพี่น้องอีกไม่นานก็ให้เหิงซานพากลับไปยังโรงเตี๊ยมหูเตี่ย โดยไม่ลืมที่จะให้เหิงซานนำปิ่นโตใส่อาหารลงมาไว้ให้สองพี่น้องได้ทานกัน และเธอยังได้นัดหมายกับหลี่เว่ยไว้ด้วยว่า พรุ่งนี้เธอจะมารับสองคนพี่น้องเพื่อที่จะได้เดินทางกลับเมืองหย่งซานด้วยกันอีก
วันถัดมา...
วันนี้เป็นวันที่เพ่ยอิงเดินทางกลับเมืองหย่งซาน โดยการเดินทางกลับในครั้งนี้จะมีหลี่เว่ยกับเจี่ยเจียเดินทางกลับไปด้วย
ซึ่งน้องเล็กกับเจี่ยลี่ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็พูดคุยกันอย่างสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่าน้องเล็กของเธอจะมีเพื่อนเล่นคนสนิทเพิ่มขึ้นมาเสียแล้ว
แล้วเธอยังได้รับรู้ความจริงอีกอย่างหนึ่งว่า เจี่ยลี่นั้นไม่ได้เป็นเด็กผู้ชายแต่กลับกลายเป็นเด็กผู้หญิงไปเสียอย่างนั้น ซึ่งความจริงนี้ก็ทำให้เธอตกตะลึงไม่น้อยเลยทีเดียว
หลี่เว่ยจึงเล่าให้เธอฟังว่า สถานที่ที่พวกเขาอยู่กันนั้นเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่นักเพราะมันเป็นสถานที่ของคนจร และเขาเองก็อยู่ที่นั่นมานานจึงทำให้รู้ว่าเด็กผู้หญิงส่วนมากจะถูกนำไปขาย เขาจึงให้เจี่ยลี่แต่งกายเป็นเด็กผู้ชายเพื่อป้องกันคนที่มาหาเด็กสาวที่ถูกนำมาทิ้งไว้ไปขาย
หลังจากที่เดินทางกันมาไม่กี่ชั่วยามทุกคนก็มาถึงเมืองหย่งซาน ซึ่งเพ่ยอิงก็ไม่จอดแวะในเมืองแต่อย่างใด เธอได้ให้เหิงซานขับรถฟักทองมุ่งตรงไปยังที่บ้านเลยทีเดียว
ซึ่งเมื่อมาถึงน้องเล็กก็รีบวิ่งไปในบ้านเพื่อหาท่านพ่อกับท่านแม่ทันที โดยการไปโอ้อวดว่าในการที่เขาได้ไปเที่ยวในเมืองหลวงครั้งนี้ได้ไปพบเจอกับอะไรมาบ้าง ส่วนทางด้านของเพ่ยอิงก็ได้ให้จินฟางพาหลี่เว่ยกับเจี่ยลี่ไปยังบ้านพักก่อน แล้วเธอก็ค่อยเดินตามน้องเล็กเข้าไปในบ้าน
หลังจากที่กลับมาจากเมืองหลวงสองวัน...
เพ่ยอิงได้จัดการให้คนมาช่วยสร้างรถฟักทองของท่านหยางสือขึ้นมา เพราะนี่เวลาก็ผ่านมาเกือบจะสามเดือนเต็มแล้ว เธอก็สมควรสร้างขึ้นมาไว้ได้แล้ว
ไม่เช่นนั้นหากเกิดท่านหยางสืออยากมารับงานก่อนเวลาแล้วพบว่าเธอยังไม่ได้เริ่มสร้างขึ้นมาเลย มันก็อาจจะแย่เอาได้ ซึ่งการสร้างรถฟักทองคันนี้จะสร้างขึ้นมาเหมือนกับของเพ่ยอิงทุกอย่าง แต่จะมีต่างกันตรงที่วางหินเรืองแสง จินฟางได้ออกแบบให้ใหม่
และหินเรืองแสงหรือก็คือหินปราณนั้นก็ใช้สีขาวที่มีขนาดเล็กเอามาก ๆ เล็กจนแทบแยกขนาดกับก้อนกรวดก้อนเล็ก ๆ ไม่ออกถ้าไม่ติดว่ามันเรืองแสงได้
จินฟางได้ทำการหลอมแก้วขึ้นมาครอบรอบหินเรืองแสงให้มันดูคล้ายกับว่าเป็นหลอดไฟ ซึ่งการครอบแก้วเช่นนั้นจะช่วยปกปิดกลิ่นอายของหินปราณออกไปได้ ซึ้งเพ่ยอิงก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเป็นเพราะเหตุใด โดยวิธีการเปิดปิดเจ้าหลอดไฟนี้ก็ใช้วิธีเดียวกันกับการเปิดและปิดไฟหน้ารถยนต์
เมื่อได้จัดการรายละเอียดต่าง ๆ กับรถฟักทองของท่านหยางสือจนเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เพ่ยอิงก็ได้ไปแก้ส่วนของหลอดไฟที่ใช้ส่องสว่างภายในรถฟักทองของเธอบ้าง
และเหมือนท่านหยางสือจะรู้ว่ารถฟักทองที่ตัวเองสั่งไว้นั้นได้สร้างขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าหลังจากสร้างขึ้นมาเสร็จได้เพียงแค่วันเดียว อีกวันหนึ่งเขาก็มาเยี่ยมเยียนเธอถึงบ้านทันที
“ท่านหยางสือสบายดีหรือไม่เจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปหลังจากที่ได้เชิญท่านหยางสือให้มานั่งที่โซฟารับแขกตรงหน้าบ้าน
“สบายดี แล้วเจ้าเล่าสบายดีหรือไม่”
“สบายดีเจ้าค่ะ”
“ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้าเข้าเมืองหลวงไปซื้อทาสมาเพิ่มอีกแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ ข่าวช่างรวดเร็วยิ่งนัก พอดีข้าอยากจะหาคนงานมาเพิ่มเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตรน่ะเจ้าค่ะ”
“กิจการของทางบ้านเจ้าช่างรุ่งเรืองยิ่งนัก แค่เพียงไม่กี่เดือนผักของทางลานส่งผักบ้านเซี่ยก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว แม้กระทั่งในเมืองหลวง ลานส่งผักบ้านเซี่ยก็โด่งดังไปถึงที่นั่น”
“คงจะเป็นเพราะท่านลุงฝูรับผักจากทางบ้านของข้าไปขายเจ้าค่ะ”
“แต่ถึงจะมีคนรับไปขายอีกทอดหนึ่ง ถ้าผักจากทางบ้านของเจ้าไม่ดี แล้วมีหรือที่จะเป็นที่รู้จักของผู้คนเช่นนี้”
“จริงอย่างที่ท่านหยางสือกล่าวมาเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงตอบรับกลับไปยิ้ม ๆ
“...”
“แล้วที่ท่านหยางสือมาในวันนี้คงไม่ใช่ว่ามาเยี่ยมเยือนข้าและครอบครัวเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“หึหึ ข้าชอบเจ้ายิ่งนักที่ฉลาดเช่นนี้” ท่านหยางสือหัวเราะในลำคอแล้วกล่าวออกมาอย่างชอบใจ
“ข้าเพียงแค่คาดเดาออกไปเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“ก็ถือได้ว่าเจ้าคาดเดาได้แม่นยำนัก ข้าก็แค่อยากมาถามไถ่เรื่องรถฟักทองของข้าก็เพียงเท่านั้น ไม่รู้ว่าที่เจ้ารับปากข้าเอาไว้เจ้าจะลืมไปแล้วหรือยัง”
“ข้าจะกล้าลืมไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
‘ถึงแม้ว่าข้าจะลืมไปจริง ๆ ก็ตาม โชคดียิ่งนักที่นึกขึ้นมาได้’
เพ่ยอิงกล่าวกับตัวเองขึ้นมาในใจ
“ถ้าเจ้าไม่ลืมข้าก็สบายใจแล้ว แล้วตอนนี้ก็คงจะทำใกล้เสร็จแล้วใช่หรือไม่”
“ที่ท่านหยางสือมาในวันนี้ก็พอดีเลยเจ้าค่ะ เพราะเมื่อวานก็เพิ่งจะสร้างรถฟักทองขึ้นมาเสร็จพอดีเจ้าค่ะ ยังไม่ทันที่จะได้ส่งคนไปแจ้งท่านหยางสือก็มาเยี่ยมเยือนเสียแล้ว ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะให้คนไปนำรถฟักทองมาให้นะเจ้าคะ” เมื่อเธอกล่าวจบก็ได้เรียกคนงานแถวนั้นให้ไปบอกกับจินฟางว่าท่านหยางสือมารับรถฟักทอง ให้เขาจัดเตรียมรถฟักทองมาส่งที่นี่ด้วย
เพราะตอนนี้สถานที่สำหรับการสร้างพาหนะต่าง ๆ นั้น ก็คือสถานที่ทำงานของจินฟางนั้นเอง รถฟักทองของท่านหยางสือจึงจอดอยู่ที่นั่น
และทั้งคู่ก็รอกันแค่เพียงไม่เกินสองเค่อเท่านั้น รถฟักทองก็ถูกนำมาส่ง โดยการใช้รถจักรยานสามคนปั่นในการลากมา
“ข้านึกว่าที่บ้านของเจ้าสร้างแค่จักรยานที่ใช้คนถีบแค่คนเดียวขึ้นมาเท่านั้น ไม่คิดว่าในไร่ของเจ้าจะทำรถลากแบบนี้ขึ้นมาด้วย สะดวกสบายไม่น้อยเลยทีเดียว” หยางสือเอ่ยออกมาด้วยความแปลกใจ
เพราะก่อนหน้านี้มีพ่อบ้านบางจวนซื้อเจ้าจักรยานจากที่นี่ไปขี่กันจนทำให้เป็นที่สนใจของผู้คนไม่น้อย ต่างก็อยากได้มาขี่บ้าง แต่พอรู้ว่าพ่อบ้านที่ซื้อจักรยานไปขี่นั้นซื้อมาในราคาหลายสิบตำลึงทองก็พากันถอดใจทันที เพราะมันเป็นราคาที่สูงเกินไปสำหรับคนธรรมดา
ส่วนคนที่มีกำลังซื้อนั้นก็ไม่อาจหาซื้อมาขี่ได้เพราะทางลานส่งผักปล่อยขายออกไปแค่เพียงสิบคันเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนมาขอซื้อและเสนอให้ในราคาสูง แต่ทางลานส่งผักบ้านเซี่ยก็ไม่ขายออกมาให้
“มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนั่นแหละเจ้าค่ะ การใช้คนลากเช่นนี้ก็ทำได้แค่เพียงระยะใกล้ ๆ เท่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงกำลังของคนลากด้วยเจ้าค่ะ”
“ที่เจ้ากล่าวมานั่นก็ไม่ผิดนัก”
“ข้าว่าตอนนี้เราอย่าไปสนใจจักรยานกันอยู่เลยเจ้าค่ะ มาสนใจรถฟักทองของท่านหยางสือกันดีกว่า” เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนความสนใจ
“อืม”
“ข้าจะพาท่านหยางสือเดินชมแล้วอธิบายส่วนต่าง ๆ ให้ฟังนะเจ้าคะ” เพ่ยอิงก็พาท่านหยางสือไปยังรถฟักทองที่จอดอยู่ จากนั้นเธอก็ได้อธิบายวิธีที่การใช้งานในส่วนสำคัญต่าง ๆ ให้ฟัง อีกทั้งเธอยังให้เขาขึ้นไปลองนั่งที่ด้านบนและสาธิตการเปิดและปิดไฟบนตัวรถให้ฟังด้วย
“ท่านหยางสือมีข้อสงสัยตรงส่วนไหนหรือไม่เจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปหลังจากที่อธิบายส่วนต่าง ๆ ออกไปให้ฟังจนครบแล้ว
ทางของหยางสือ หลังจากที่เขาฟังเด็กสาวอธิบายทั้งหมดแล้วนั้นเขาก็ไม่ได้มีข้อสงสัยในส่วนใด แต่เขาเพียงมีความสนใจในสิ่งที่เด็กสาวเรียกมาว่าหลอดไฟ เพราะเขาสัมผัสอะไรจากเจ้าสิ่งนั้นไม่ได้เลย
“ท่านหยางสือเจ้าคะ” เพ่ยอิงเรียกขึ้นมาอีกรอบหนึ่งเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ตอบคำถามของเธอ แต่เจ้าตัวนั้นสนใจอยู่แค่เพียงหลอดไฟบนรถเท่านั้น
“หืม” หยางสือตอบรับเด็กสาวเมื่องหลุดออกมาจากภวังค์ของตนเอง
“ข้าถามว่าท่านหยางสือมีข้อสงสัยอะไรในส่วนไหนหรือไม่เจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปอีกรอบหนึ่ง
“ข้าเพียงแค่สงสัยเจ้าสิ่งนี้”
“ไม่เข้าใจวิธีการเปิดและปิดหลอดไฟนี่หรือเจ้าคะ” เธอถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะการเปิดและปิดไฟนั้นง่ายดายมาก
“ไม่ใช่”
“แล้วท่านหยางสือสงสัยอะไรหรือเจ้าคะ”
“ข้าอยากรู้ว่ามันทำขึ้นมาจากสิ่งใดกันแน่”
“ท่านหยางสือเจ้าคะ ท่านคงไม่ได้อยากจะให้ข้าเผยความลับในการสร้างมันขึ้นมาใช่หรือไม่” เพ่ยอิงหรี่ตามอง
“จริงสินะ เรื่องเช่นนี้เจ้าคงไม่ยอมบอกออกมาง่าย ๆ” หยางสือ เองก็ไม่ได้คิดว่าเด็กสาวจะเผยข้อมูลอะไรออกมาอยู่แล้ว แต่เขาก็แค่ถามออกไปเผื่อเด็กสาวจะหลุดปากพูดออกมาบ้างเพียงเท่านั้น
“ถ้าหากว่าท่านหยางสือสนใจ จะสั่งตะเกียงที่ทำขึ้นมาเช่นเดียวกับหลอดไฟข้าก็รับทำขึ้นมาให้ท่านเป็นพิเศษเลยเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นหนทางทำเงินเธอจึงเอ่ยเสนอขายออกไปทันที
“หึหึ เจ้าจะหลอกล่อให้ข้าซื้อเช่นนั้นหรือ” หยางสือเอ่ยถามออกไปอย่างรู้ทันเด็กสาวตรงหน้า
“หรือว่าท่านหยางสือไม่สนใจเล่าเจ้าคะ”
“เจ้าลองเสนอราคาออกมาดูก่อน”
“ไม่แพงเลยเจ้าค่ะ แค่ตะเกียงละห้าสิบตำลึงทองเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะอย่าเพิ่งคิดว่าราคานี้แพงเกินไป เพราะราคานี้ไฟจากตะเกียงจะส่องสว่างไปได้ถึงสิบจั้งเลยนะเจ้าคะ” เธอเอ่ยดักทางขึ้นมาเสียก่อนที่เขาจะปฏิเสธ
“ไกลถึงเพียงนั้น!!” หยางสือยิ่งแปลกใจเข้าไปกันใหญ่ว่าเด็กสาวใช้อะไรมาทำกันแน่ ถึงส่องสว่างได้ไกลเพียงนั้น
“เท่านั้นยังไม่พอเจ้าค่ะ อายุการใช้งานก็ยาวนานมากเจ้าค่ะ สามารถนำไปใช้งานโดยที่ไฟไม่มอดดับได้หลายสิบปีเลยเจ้าค่ะ”
“นานขนาดนั้น!!”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
‘จะไม่ให้นานได้อย่างไร ก็ข้าใช้หินปราณมาทำหลอดไฟ ถึงแม้ว่าจะน้อยนิดเท่าขี้ผงก็เถอะ’
ซึ่งหินปราณนั้นจะส่องแสงสว่างอยู่ตลอดเวลาถ้าหากไม่มีการดูซับพลังวิญญาณออกไปมันก็จะไม่มอดดับได้โดยง่าย
แล้วยิ่งมีการนำแก้วมาครอบคลุมรอบ ๆ ไว้อีก ปราณที่สะสมอยู่ในหินปราณนั้นก็จะรั่วไหลออกไปด้านนอกไม่ได้ ซึ่งทำเช่นนี้เป็นการรักษาแสงสว่างของหินปราณไปได้ยาวนานจนเพ่ยอิงอาจจะคิดไม่ถึงเลยก็เป็นได้
“เช่นนั้นข้าจะสั่งตะเกียงที่เจ้าว่าสักหนึ่งร้อยอันแล้วกัน”
“หนึ่งร้อยอันเชียวหรือเจ้าคะ!” เธอเอ่ยขึ้นมาอย่างตกตะลึง เพราะเธอไม่คิดว่าท่านหยางสือจะสั่งไปมากมายเช่นนี้ เพราะแค่ไฟส่องสว่างเธอก็ขายแพงถึงห้าสิบตำลึงทองแล้ว
“ใช่แล้ว”
“ดะ ได้เจ้าค่ะ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อยนะเจ้าคะ เพราะท่านหยางสือสั่งมามากถึงหนึ่งร้อยอัน”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น ถ้าทำครบทั้งหนึ่งร้อยอัน ข้าจะให้คนไปแจ้งที่ร้านสมุนไพรและยาชิงเค่อแล้วกันนะเจ้าคะ”
“อืม”
“แต่ว่า...”
“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจ่ายก่อนเต็มจำนวนแน่นอน” หยางสือเอ่ยออกมาอย่างรู้ทันเด็กสาว จากนั้นก็หยิบตั๋วเงินห้าพันตำลึงทองออกมาให้เด็กสาว
“ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ ข้าจะเร่งทำให้อย่างแน่นอนเลยเจ้าค่ะ”
เพ่ยอิงยื่นมือไปรับตั๋วเงินมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และดีอกดีใจอย่างปิดไม่มิด จากนั้นเพ่ยอิงก็พาท่านหยางสือกลับไปนั่งที่โซฟารับแขบต่อเพื่อเขียนหนังสือสัญญาซื้อขายขึ้นมา
เมื่อเสร็จกิจท่านหยางสือก็อยู่พูดคุยกับเธออีกเพียงไม่กี่คำก็ขอตัวกลับ โดยการกลับไปครั้งนี้เขาได้ลองให้ม้าคู่ใจของเขาลากรถฟักทองกลับไป แล้วให้คนติดตามคนหนึ่งมาเป็นคนบังคับ ส่วนตัวของเขาเองก็ขึ้นไปนั่งบนรถฟักทอง เพื่อที่จะได้พิสูจน์สิ่งที่เด็กสาวได้เยินยอถึงข้อดีของรถฟักทองคันนี้
ซึ่งเด็กสาวก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง เพราะนอกจากด้านในจะกว้างขวางและเบาะนั่งจะนุ่มแล้ว ม้าก็วิ่งได้ไวโดยที่ด้านในไม่โครงมากนัก อีกทั้งยังไม่มีการกระแทกแรง ๆ อีกด้วย
“เซี่ยเพ่ยอิงเจ้าทำให้ข้ายิ่งสนใจในตัวเจ้ายิ่งนัก”