ณ ศาลาแปดเหลี่ยม ริมแม่น้ำ
ลมแห่งฤดูใบไม้ผลิปะทะร่างกายหอบพากลิ่นหอมของใบไม้ต้องน้ำค้างและกลิ่นดอกไม้สีน้ำเงินบานสะพรั่งปลอบโยนความกังวลใจให้เลือนหายไป ผู้ช่วยบรรณาธิการที่กลายมาเป็สาวใช้ในนิยายเผลอสูดหายใจเข้าเต็มปอด ัักับธรรมชาติร่มรื่นอย่างพึงใจ หมู่แมกไม้เบื้องหน้างดงามสมกับเป็โลกนิยายเสียจริง ทว่าเสียงคงดังไปหน่อยจึงเรียกสายตาขององค์ชายเจ็ดหันมอง เขาคลี่พัดจีบโบกเบาๆ พลางยกสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อปิดรอยยิ้มขบขันกึ่งเอ็นดูไว้ เย่ิโหรวเห็นเข้าจึงรีบก้มหน้าสำรวมกริยา ถึงเป็โลกของนิยายเธอก็ไม่อยากถูกสั่งปะาชีวิตหรอกนะ
“ต้นหลานฮวาในจวนท่านแม่ทัพส่งกลิ่นหอมสดชื่นนัก คงต้องหามาปลูกในตำหนักของข้าบ้าง ชิงเหยียนเองก็ชื่นชอบไม่น้อยเชียว”
องค์ชายเจ็ดกล่าวขึ้น เธอจึงเผลอหันมองพระเอกของเื่โดยอัตโนมัติ พบว่าเขาคล้ายจะเงยหน้ามองต้นหลานฮวาที่เรียงรายเกือบสิบต้นไปตลอดแนวทางเดินสู่ศาลาริมน้ำ พอได้ยินวาจาของเหลียงชุน เขาก็ก้มหน้าสำรวมกริยาตามเดิม ท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่น้อยทีเดียว ฝ่ายซ่างกวนหนิงมองเธอสลับกับว่านชิงเหยียนก่อนตอบ
“หากท่านเจ็ดชื่นชอบ ข้าจะให้คนนำไปปลูกที่ตำหนักท่านวันนี้เลยขอรับ”
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ”
เหลียงชุนยิ้มอ่อนโยนขณะก้าวสู่ศาลาแปดเหลี่ยมริมน้ำอย่างสง่าผ่าเผย หากเย่ิโหรวไม่อ่านในนิยายมาว่าอีกฝ่ายเป็คนขี้โรค อ่อนแอและผอมบาง คงดูแทบไม่ออกด้วยซ้ำ เทียบกันแล้ว ผู้ที่ติดตามเหลียงชุนต่างหากที่ดูขี้โรค แม้เขาสูงกว่าองค์ชายเจ็ดเกือบหนึ่งคืบ แต่ก็ผอมเสียจนเวลาเดินดูโยกเยกไปมาเหมือนต้นไผ่ใกล้ล้มเต็มที ตรงข้ามกับซ่างกวนเฟิ่งที่ผอมบางกว่าเธอนิดหน่อยกลับเดินหลังตรง ท่วงท่าแข็งแรง พระเอกนางเอกสลับร่างกันหรือไงนะ
เย่ิโหรวสังเกตเงียบๆ ขณะเดินรั้งท้ายติดตามพวกเขาเข้าสู่ด้านในศาลา เธอจำได้ว่าช่างอวี่บรรยายถึงความกว้างขวางของจวนตระกูลซ่างกวน มีอาณาเขตเป็รองเพียงเ้าแคว้นต้าเหลียงเท่านั้น เพราะเป็ตระกูลขุนนางเก่า ลูกหลานปลูกเรือนอยู่ในจวนต่างมีกำแพงล้อมแยกพื้นที่ส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกันหากไม่จำเป็ นี่ใหญ่ถึงขั้นได้พื้นที่ริมแม่น้ำด้วย ฐานะของตระกูลซ่างกวนน่าจะสำคัญกว่าที่คิดเชียว
ขณะใช้ความคิดเพลิน เย่ิโหรวเหลือบเห็นสายตาเอ็ดดุของสองพี่น้องที่หย่อนกายลงนั่งเก้าอี้เรียบร้อย เธอเลิกคิ้วสูงเป็คำถามพลางเหลือบมององค์ชายเจ็ดผู้กำลังยกพัดปิดครึ่งหน้า แววตาประกายขบขัน
“ชิงเหยียน เ้ารินน้ำชาให้ข้าทีเถิด”
“...ขอรับ”
พระเอกของเื่ทำตามคำสั่ง จัดแจงรินน้ำชาให้องค์ชายเจ็ดด้วยท่วงท่านอบน้อมนุ่มนวลพร้อมทั้งรินให้สองพี่น้องซ่างกวนด้วย ทว่าเขาเผลอเหลือบมองความงดงามของซ่างกวนเฟิ่งอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งโดยถือกาน้ำชาค้างกลางอากาศเช่นนั้น
“อะแฮ่ม...”
ซ่างกวนหนิงกระแอมเตือนเสียงดัง ว่านชิงเหยียนจึงหรุบดวงตาลงพลางวางกาน้ำชาบนถาดตามเดิม เขาถอยไปยืนเื้ัองค์ชายเจ็ดในกริยาสำรวม และเหลือบตามองตรงมาทางเธอทันใด
“!”
เย่ิโหรวรู้สึกขนลุกเกรียว่ท้ายทอยเมื่อปะทะกับสายตาเยือกเย็นคู่นั้น อย่างกับถูกมือสังหารหมายหัว เธอทำหน้ามึนใส่พร้อมกับขยับไปยืนเื้ัซ่างกวนเฟิ่งซึ่งกำลังยกชาจิบพอดี ซ่างกวนหนิงเห็นจึงกล่าวดุ
“เพราะข้าอบรมสาวใช้ไม่ดี ต้อนรับพวกท่านบกพร่องจนเดือดร้อนถึงคุณชายว่าน ข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย เสี่ยวโหรว ยังไม่รีบขอโทษคุณชายว่านอีก”
“อ้อ...”
หมายความว่าเธอต้องเป็ผู้รินน้ำชาสินะ ผู้ช่วยบรรณาธิการจากโลกยุคใหม่เผลอยกมือเกาศีรษะ เธอเห็นสีหน้าของเขาฉายความแปลกใจถึงขั้นจับผิดทีเดียว
“เอ่อ...ขออภัย...”
“พี่ใหญ่ตำหนิคนของข้าเกินไปกระมัง”
แต่แล้ว ซ่างกวนเฟิ่งก็โพล่งตัดหน้าเธอเสียก่อน ทั้งยังจับแขนไว้เป็เชิงห้ามไม่ให้โค้งตัวขอโทษเขา
“เสี่ยวโหรวถูกข้าอบรมมาอย่างดี นางเพิ่งฟื้นจากอาการาเ็เลยเชื่องช้าไปบ้าง คุณชายว่านรับใช้องค์ชายเจ็ดอยู่แล้ว แค่รินน้ำชาคงไม่หนักหนาเท่าไหร่ ท่านควรขอบคุณความมีน้ำใจของเขามากกว่าตำหนิคนของข้ากระมัง”
วาจาเฉียบขาดของคุณหนูหงส์เพลิงทำเธอนึกทึ่งกึ่งดีใจทีเดียว นางลอกคราบยัยคุณหนูเอาแต่ใจกลายเป็พญาหงส์น่าเกรงขามในชั่วพริบตาจนซ่างกวนหนิงโต้เถียงไม่ออก ในทางกลับกันก็ตบหน้าพระเอกของเื่เบาๆ ด้วยวาจา กดสถานะว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ว่านชิงเหยียนทำเพียงหรุบตามองพื้นเท่านั้น
“เอ่อ...ที่ข้ามาวันนี้...”
องค์ชายเจ็ดเห็นบรรยากาศไม่ดีจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา สองพี่น้องซ่างกวนตั้งใจฟัง ทว่าในบรรยากาศสงบกลับมีลมพายุแอบแฝงอยู่ เย่ิโหรวพบว่านางเอกของเื่ไม่เพียงเ็ากับพระเอก ยังถึงขั้นเหม็นขี้หน้าทีเดียว ใจหนึ่งเธอนึกสงสารว่านชิงเหยียน แต่พอเห็นหน้าเขาแล้วนึกถึงชางอวี่ขึ้นมา ความสะใจเลยมากกว่าความสงสารนิดหน่อย เธอแอบยกยิ้มร้ายขณะฟังองค์ชายเจ็ดกล่าวต่อ
“เพราะอ่านฎีกาจากชายแดนของรองแม่ทัพ พบเื่ประหลาดอย่างหนึ่ง อยากให้ท่านแม่ทัพช่วยไขข้อข้องใจเพื่อข้าจะได้ทูลเสด็จพ่ออย่างถูกต้อง รองแม่ทัพรายงานว่าชายแดนเมืองเป่ยของแคว้นเหลียงถูกแคว้นเซี่ยล้อมไว้รอบนอกกำแพงเมือง ชาวบ้านทำมาค้าขายไม่ได้ ทั้งยังเกิดภัยแล้งประหลาด ฝนไม่ตกมากว่า 60 วัน ไม่ว่าทำพิธีขอฝนเท่าไหร่มักถูกฝูงแมลงก่อกวนจนพิธีล่มทุกครั้ง ยามนี้ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก อาศัยเพียงเสบียงสำรองในเมืองประทังชีวิตซึ่งใกล้จะหมดคลังเมืองเต็มที รองแม่ทัพจึงขอทัพหลวงไปช่วยพร้อมทั้งขอเสบียงอีกร้อยเกวียน เหล่านี้ท่านทราบหรือไม่”
“เรียนท่านเจ็ด เป็จริงดังที่กล่าวขอรับ ข้ากลับจากชายแดนเมืองเป่ยมาเข้าเฝ้าฝ่าาก็เพื่อทูลขอกองทัพและเสบียงเพิ่ม เพียงแต่...”
ซ่างกวนหนิงหันมองน้องสาวตัวเองอยู่ครู่ เหลียงชุนจึงส่ายหน้าตอบ
“ท่านแม่ทัพ อีกไม่นานแม่นางซ่างกวนต้องรับตำแหน่งธิดาเทพหงส์เพลิง ข้าเดาว่าเสด็จพ่อ้าให้นางย้ายไปประจำชายแดนเพื่อช่วยเหลือท่านเช่นกัน ท่านไม่ควรปิดบังนาง”
เพียงเท่านั้น ซ่างกวนเฟิ่งก็เบิกตาตระหนกหันมองพี่ชายเป็คำถาม คนเป็พี่พยักหน้าบอก
“ข้าตั้งใจจะหาโอกาสเหมาะบอกเ้าอยู่ ฝ่าามีรับสั่งให้เ้ารั้งอยู่เมืองจนกว่างานชมบุปผาจะลุล่วงด้วยดี เมื่อรับตำแหน่งธิดาหงส์เพลิงแล้ว เ้าจะต้องย้ายไปชายแดนกับข้าเพื่อขับไล่ทหารแคว้นเซี่ยและแคว้นโจว”
“ท่านพ่อรู้เื่นี้หรือไม่”
น้องสาวถาม พี่ชายพยักหน้าตอบ นางครุ่นคิดอยู่ครู่
“เช่นนั้นท่านเล่ามาให้หมดเถิด”
“เพียงแต่เื่ประหลาดที่ว่าไม่ได้มีเท่านี้ ตลอด 6 เดือนที่ข้าเฝ้าสังเกตการณ์ พบว่าทหารของแคว้นเซี่ยรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป เรี่ยวแรงเหมือนช้างสาร ไม่ค่อยดื่มกิน ยามปะทะกันก็อำมหิตผิดวิสัยมนุษย์ สายสืบรายงานว่าทุกๆ 15 วัน จะมีนักพรตผู้หนึ่งเดินทางมาพบแม่ทัพ ไม่เคยอยู่ค้างคืน มักนำสุรากลิ่นฉุนมาแจกจ่ายให้ทหาร หลังจากดื่มแล้ว พวกทหารจะไม่รู้สึกหิวอีกเลย ทั้งยังแข็งแรงขึ้นจนน่าใ ฉะนั้น ข้าจึงกลับมาคัดเลือกทหารชำนาญการที่วังหลวงด้วยตัวเอง และหาโอกาสไปสำนักศึกษาเพื่อหารือกับท่านราชครูอีกทีขอรับ”
“ชิงเหยียน เ้าว่าอย่างไร”
องค์ชายเจ็ดหันถามคนสนิท ดูเหมือนซ่างกวนหนิงสนใจขึ้นมาเช่นกัน เย่ิโหรวสังเกตพวกเขาเงียบๆ เพราะเื่ราวเหล่านี้ไม่ได้เขียนไว้ในนิยาย
“เรียนท่านเจ็ด ข้ามีวาสนาฝึกเซียนอยู่ที่เขาเผิงไหลไม่นาน ความรู้ยังไม่แตกฉานจึงไม่ทราบว่าสุราฉุนคือสิ่งใด”
“หึ...”
ซ่างกวนเฟิ่งหัวเราะหยันในคอพลางยกจอกชาขึ้นดื่ม เย่ิโหรวเหลือบมองว่านชิงเหยียนอัตโนมัติ เห็นเขามองนางในสายตาไม่บอกความรู้สึกอยู่ครู่ก่อนพูดต่อ
“เพียงแต่ข้าทราบมาว่าฐานะของนักพรตหญิงผู้นี้ อดีตเป็รองเ้าสำนักเทียนหลันแห่งเขาเซียนอิ๋งโจว ที่แห่งนั้นมีตำรายามากมายเพื่อช่วยศิษย์เซียนบรรลุตบะบำเพ็ญได้ไวขึ้น ไม่แน่ว่าสุราฉุนอาจมาจากเขาอิ๋งโจว”
น้ำเสียงของว่านชิงเหยียนทุ้มนุ่มลึกโทนเดียวกับชางอวี่ตอนพูดคุยกับบรรณาธิการ เย่ิโหรวยอมรับเลยว่านอกจากเบ้าหน้าฟ้าประทานแล้ว เสียงของเขายังรื่นหูอย่างกับขลุ่ย์ทีเดียว ใจหนึ่งน่าหมั่นไส้ อีกใจเธอต้องยอมในความสมบูรณ์แบบนี้จริงๆ
“หากเ้ากล่าวเช่นนั้น คนธรรมดาคงยากรับมือทหารแคว้นเซี่ยแน่ ท่านแม่ทัพ ข้าจะช่วยสนับสนุนท่านในเื่นี้ และทูลขอเสด็จพ่อเป็ผู้นำเสบียงร้อยเกวียนไปส่งที่เมืองเป่ยเพื่ออยู่สังเกตการณ์สักพัก ชิงเหยียน เ้าไปกับข้าด้วย”
“เป็พระกรุณา เพียงแต่สุขภาพของท่านเจ็ดอาจไม่เหมาะเดินทางไปถิ่นกันดาร ข้าเกรงว่าฝ่าาอาจไม่พอพระทัย”
ซ่างกวนหนิงประสานมือรับน้ำใจ แต่สีหน้าของเขากลับกังวลยิ่งกว่าเดิม องค์ชายเจ็ดทำท่าจะกล่าวค้าน ทว่าเสียงหนึ่งโพล่งดังลั่นศาลาเสียก่อน
“แม่ทัพซ่างกวนกล่าวถูกต้อง เสด็จพ่อไหว้วานให้เ้าช่วยตรวจฎีกาเท่านั้น เื่การทหารไม่ใช่หน้าที่ของเ้า”
เพียงเท่านั้น ซ่างกวนเฟิ่งที่รับฟังอย่างสงบก็เบิกตาโตยิ้มกว้างอย่างกับเห็นเทพเซียนมาโปรด ทว่า 3 คนที่เหลือกลับตื่นตระหนกมากกว่า โดยเฉพาะซ่างกวนหนิงซึ่งรีบลุกขึ้นประสานมือโค้งคารวะโดยยังไม่ทันเห็นโฉมผู้มาเยือนด้วยซ้ำ เย่ิโหรวหันหน้ามองเ้าของเสียงก็ถึงกับตะลึงไปครู่หนึ่งทีเดียว
ด้านทางเข้าศาลาปรากฏชายผู้ครองอาภรณ์ขาวทองอันกรุยกรายละเมียดละไม เขาสวมกวานทองคำสูงเกือบ 2 คืบ บอกสถานะสูงศักดิ์ เรียกได้ว่าสว่างไสวจนแสบตาแข่งกับแสงอาทิตย์ รูปร่างสูงใหญ่องอาจสมชาตินักรบและสูงกว่าซ่างกวนหนิงเพียงครึ่งคืบ โดดเด่นด้วยรูปโฉมคมคายดั่งเทพ์บรรจงปั้นสร้าง ติดที่บรรยากาศดุดันน่าเกรงขามไปสักหน่อย เย่ิโหรวรู้ทันทีว่าเขาคือ ‘เหลียงเหว่ย’ องค์ชายสามผู้ครองตำแหน่งซื่อจื่อ หรือองค์รัชทายาท ศัตรูหัวใจของพระเอก เทียบกันแล้ว ว่านชิงเหยียนเหมือนดาวดวงเล็กที่ส่องแสงแข่งกับดวงอาทิตย์ทีเดียว
‘น่าสงสารพระเอกสุดๆ พระรองหล่ออย่างกับไอดอลขนาดนี้’
เธอคิดในใจระหว่างที่เหลียงเหว่ยลงนั่งเก้าอี้ ขนาบข้างด้วยซ่างกวนหนิงและน้องชายตัวเอง เธอเหลือบมองผู้ติดตามองค์รัชทายาท เขาเป็คนสันทัด ดูปราดเปรียว ในมือถือกระบี่ตลอดเวลา เมื่อเทียบกับว่านชิงเหยียนที่ยืนมือเปล่าแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าองค์ชายทั้งสองมีสถานะต่างศักดิ์กันขนาดไหน
“เสี่ยวโหรว!”
“หา?!”
อยู่ๆ ซ่างกวนเฟิ่งก็ดึงชายกระโปรงของเธอพร้อมกับกระซิบเสียงดุใส่ เย่ิโหรวงงอยู่ครู่ก็นึกได้ว่าต้องรินน้ำชา เธอจึงฉวยเอากาน้ำชารินเติมให้รัชทายาทตามมารยาท และรินเผื่อองค์ชายเจ็ดเพราะเห็นว่าชาพร่องไปครึ่งจอก เพียงเท่านั้น ดวงตาดุขรึมของเหลียงเหว่ยก็ตวัดมองทันที ดูเหมือนเธอควรรินให้เขาคนเดียวสินะ
“เอ่อ...”
“ส่งมาให้ข้า”
ซ่างกวนหนิงคว้ากาน้ำชามารินใส่จอกตัวเองเป็การเบี่ยงความสนใจ ซื่อจื่อผู้แสนเ้ายศเ้าอย่างจึงไม่สนใจนางอีก แต่หันไปเล่นงานน้องชายแทน
“คนอ่อนแอขี้โรคเช่นเ้ามีแต่จะเป็ภาระให้ผู้อื่นดูแล อีกอย่างหนึ่ง คนรับใช้ของเ้าเพียงแค่เคยเรียนวิชาเซียนหากแต่ไร้กระดูกเซียน แค่ร่ายอาคมเคลื่อนย้ายยังทำไม่เป็ มีดีแค่คอยปรุงยารักษาโรคให้เ้า คงพากันไปตายเปล่าที่เมืองเป่ยกระมัง”
วาจาตรงไปตรงมาของเหลียงเหว่ยทำเย่ิโหรวและพี่น้องซ่างกวนสะอึกในคอ ทว่าคนฟังอย่างเหลียงชุนกลับไม่หวั่นไหว ทั้งยังทำเพียงยอกจอกชาจิบอย่างใจเย็นก่อนตอบกลับ
“ข้าซาบซึ้งความห่วงใยของท่านนัก เพียงแต่หลังจบศึกกับแคว้นโจว เสด็จพ่อเริ่มเกรงว่าท่านอาจรับมือไม่ไหว ในบรรดาพี่น้องที่เหลือ ข้ามีเวลามากกว่าผู้ใด เสด็จพ่อจึงอยากให้ช่วยทางการทหาร แบ่งเบาภาระของท่าน”
แม้องค์ชายเจ็ดกล่าวเนิบนาบแต่ถ้อยคำลูบคมชัดเจน เปลี่ยนสีหน้าซื่อจื่อบึ้งตึงขึ้นทันใด เย่ิโหรวคิดว่าพวกเขาพอกัน แค่อีกคนมุทะลุ อีกคนน้ำผึ้งอาบยาพิษก็เท่านั้น เธอเหลือบมองว่านชิงเหยียนเห็นว่าเขายืนฟังอย่างสงบ
“น้ำใจของเสด็จพ่อมากมายนัก ข้าไม่อาจรับไว้ เ้ากลับไปได้แล้ว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวเื่พวกนี้อีก”
“พี่สาม ฟังข้า...”
‘ชิ้ง’
เพียงแค่มีเสียงเอ่ยค้าน คนสนิทของซื่อจื่อก็ชักกระบี่จากฝักจ่อคอองค์ชายเจ็ดทันใด ว่านชิงเหยียนที่ยืนอย่างสงบมานานจึงคว้าจอกชาของเหลียงชุนโยนเข้าใส่คมโลหะ ปัดกระบี่หันหาเข้าหาเหลียงเหว่ยแทน องค์รักษ์เบิกตาตระหนก ไม่ทันยั้งวิถีกระบี่
“ซื่อจื่อ!”
‘หมับ’
ซ่างกวนเฟิ่งร้องลั่นเมื่อปลายกระบี่พุ่งเข้าหา่คอของรัชทายาท ทว่าฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งกลับยื่นมาจับกลางคมโลหะ ยั้งไว้ปลายกระบี่ไว้ทัน กระนั้นก็ห่างจากลำคอเหลียงเหว่ยเพียงครึ่งคืบเท่านั้น เย่ิโหรวอ้าปากค้างมองรัชทายาทสลับกับเ้าของฝ่ามืออาบโลหิตแดงฉาน
“ซื่อจื่อโปรดอภัย”
องครักษ์คนสนิทรีบชันเข่าประสานมือคารวะอยู่เื้ั ทว่าเหลียงเหว่ยสนใจเพียงบุคคลใจกล้าเบื้องหน้าเท่านั้น
“ซื่อจื่อโปรดอภัย ผู้น้อยบุ่มบ่ามเกินไป”
ว่านชิงเหยียนกล่าวพลางปล่อยมือออกจากคมโลหะและส่งกระบี่คืนรัชทายาท ฝ่ายเหลียงเหว่ยจ้องกระบี่อาบเือยู่ครู่ ฉับพลัน เขาก็คว้าด้ามกระบี่หันคมเข้าหาว่านชิงเหยียนทันที
“พี่สาม! โอ๊ะ!”
เหลียงเหว่ยซัดฝ่ามือใส่เหลียงชุนผลักให้พ้นทางจนน้องชายลอยละลิ่วตกน้ำ แล้วจึงสะบัดคมโลหะไล่ล่าพระเอกของเื่อย่างดุร้าย มุ่งหมายใช้กระบี่คมกริบเฉือนจุดตายของอีกฝ่ายให้จงได้ พวกเขาทำทุกคนแตกฮือหลบกันไปคนละทิศทาง สองพี่น้องซ่างกวนวิ่งออกจากศาลาได้ทัน ส่วนเย่ิโหรววิ่งไปหมอบใกล้เสาต้นหนึ่ง เธอเงยมองผู้ชายตัวสูงสองคนหมุนตลบตีลังกาไปมาเหมือนอย่างที่เห็นในซีรี่ส์ก็กลัวจนแขนขาอ่อนแรงไปหมด
ดูเหมือนรูปร่างผอมบางจนหนังหุ้มกระดูกของว่านชิงเหยียนมีประโยชน์ก็ตอนนี้ เขาเคลื่อนไหวหลบหลีกได้คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งกว่ายิ่งกว่ากระรอกปีนต้นไม้ อาภรณ์สีน้ำเงินโบกสะบัดไปมาพาลมเย็นปะทะใบหน้าเธอหลายครั้ง ความเก่งกาจของเขาเหมือนยั่วโมโหเหลียงเหว่ยให้ตวัดกระบี่ดุดันกว่าเดิม ถึงอย่างนั้นก็ไล่ตามว่านชิงเหยียนไม่ทันอยู่ดี
“ซื่อจื่อ!”
ซ่างกวนเฟิ่งไม่อาจนิ่งนอนใจ นางร่ายเวทย์อัคคีพร้อมสะบัดฝ่ามือพาไฟร้อนระอุพุ่งเข้าหาว่านชิงเหยียนทันที
“!!”
‘ฉึก’
เมื่อเขาเบี่ยงกายหลบไฟ คมกระบี่แวววับก็ได้จังหวะฝากฝังจมลึกอกซ้ายเข้าเต็มแรง เย่ิโหรวสะดุ้งสุดตัว รู้สึกเหมือนสติหลุดไป 2 วินาที เธอมองพวกเขาสลับกันไปมาเห็นเหลียงเหว่ยยิ้มร้ายใส่ว่านชิงเหยียนที่หน้าซีดเผือด กัดฟันอดทนความเ็ป
“ไม่เป็ไร ข้าจะถือสาคนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเ้าได้อย่างไร”
‘ฉึก’
“อึก”
เพียงแค่ซื่อจื่อถอนกระบี่ออก ร่างสูงชะลูดก็ทรุดลงนั่งชันเข่าตัวสั่นระริกราวกับเ็ปแทบขาดใจ มือข้างหนึ่งของเขากดอุดเืบนอกซ้ายไว้ ฝ่ายเหลียงเหว่ยทำเพียงเดินออกจากศาลาตรงเข้าหาพี่น้องซ่างกวน ไม่ปรายตามองคนสนิทของตัวเองที่กำลังพาองค์ชายเจ็ดขึ้นจากน้ำแม้แต่น้อย ความเด็ดขาดเืเย็นนี้ทำเย่ิโหรวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทีเดียว
“ท่านแม่ทัพ แม่นางซ่างกวน ข้ามีเื่หารือกับพวกท่าน โปรดตามข้ามา”
“เอ่อ...”
“เพคะ ซื่อจื่อ ไปเถิดพี่ใหญ่ เสี่ยวโหรว ตามข้ามา”
ซ่างกวนเฟิ่งแล้งน้ำใจถึงขั้นดันหลังพี่ชายติดตามเหลียงเหว่ยไปพลางร้องเรียกเธอ ไม่สนใจคนาเ็หรือองค์ชายเจ็ดผู้ยืนเปียกปอนอยู่ริมตลิ่งสักนิด ดูท่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะ แต่เธออยู่ในบทของเวินเยี่ยนโหรว ถ้าทำตัวเป็ฮีโร่ก็เกรงว่าเนื้อเื่จะเสีย จึงทำได้เพียงรีบติดตามคุณหนูหงส์ไปเท่านั้น
ทว่าใจหนึ่งกลับเพิกเฉยไม่ได้ เย่ิโหรวหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาววางลงบนพื้นตรงหน้าว่านชิงเหยียนโดยไม่มองสบตาเขา แล้วประสานมือคารวะองค์ชายเจ็ดไปพร้อมกับวิ่งออกนอกศาลาแปดเหลี่ยม ยิ่งเห็นแบบนี้เธอยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองหลุดเข้ามาอยู่ในนิยายเพื่ออะไรนอกจากดูพระเอกถูกทำให้เจ็บทั้งกายใจเท่านั้น