แกร๊ก...
เสียงประตูห้องถูกผลักปิดลงอย่างแผ่วเบา
“อยู่นิ่ง ๆ สิครับคุณจองมิน” ผมพึมพำขณะพยายามประคองร่างที่บิดไปมาของเธอเดินตรงไปยังโซฟาตัวยาวภายในห้อง เมื่อถึงที่หมายผมก็ค่อย ๆ วางร่างบางลงอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นอนพักผ่อนนะครับถึงห้องแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมเอ่ยทิ้งท้ายพลางถอนหายใจออกมา ความรู้สึกในตอนนี้มันช่างตีกันนัวเนียไปหมด ทั้งเหนื่อยจากการแบกคนเมา ทั้งอยากจะหลุดขำออกมากับสภาพที่หมดคราบผู้จัดการสาวสุดเนี้ยบของเธอ
“อือ... คุณจะทิ้งฉันไปเหรอคะ... อย่าเพิ่งไปสิ คุณจะใจร้ายปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยู่ในห้องคนเดียวได้ยังไงกันคะ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
จองมินพยายามยันตัวขึ้นนั่งพลางใช้สองมือเกาะพนักพิงโซฟาไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มพับลงไปอีกรอบ ผมถึงกับหลุดหัวเราะออกมากับท่าทีนั้น
“คุณว่ายังไงนะ? แล้วคุณจะให้ผมอยู่กับคุณในห้องสองต่อสองอย่างนั้นเหรอครับ มันจะดูไม่ดีเอาได้น่ะสิ” ผมตอบกลับไปพลางส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู
จองมินคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แววตาฉ่ำเยิ้มนั้นจ้องมองผมอย่างมีความหมาย “ไม่ดียังไงคะ... อยู่ด้วยกันสองต่อสองสิดี” เธอแกล้งกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ อย่างจงใจยั่วเย้า “ตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกันแค่สองคนแล้วนะ... คุณจะไม่ทำอะไรเอยจริง ๆ เหรอคะ?”
“คุณจองมินครับ คุณเมามากแล้วนะครับ” ผมตอบกลับไปพลางหัวเราะพยายามรักษาท่าที ทั้งที่ในใจเริ่มปั่นป่วนกับท่าทางของยัยตัวแสบตรงหน้า
“เมาที่ไหนกันล่ะคะ... ฉันไม่ได้เมาเลยสักนิดเดียว” จองมินเถียงกลับทันควัน ทั้งที่ร่างทรงตัวแทบจะไม่อยู่แต่ก็ยังส่งสายตาหวานเชื่อมมาท้าทายผมอย่างไม่ลดละ
“ไหนลองยืนนิ่ง ๆ ให้ผมดูหน่อยสิครับ” ผมท้าออกไปอย่างนึกสนุก
พอได้ยินแบบนั้น จองมินก็ยกยิ้มมั่นใจพลางดันตัวลุกขึ้นยืนจนสุดความสูง แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที ร่างของเธอก็เอนไปเอนมาตามฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ตีขึ้นหน้า ก่อนจะเสียหลักทำท่าจะล้มลงไปกองกับพื้นข้างโซฟาอย่างหมดสภาพ
ผมรีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าเธอ แล้วพยุงร่างบางให้กลับขึ้นมานั่งดี ๆ บนโซฟา “ไหนว่าไม่เมาไงครับ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า...”
จองมินที่รีบคว้ากอดคอผมไว้แน่นตั้งแต่จังหวะที่ผมเข้าไปพยุง ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ แถมยังขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ปนกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ
“ปล่อยได้แล้วครับคุณจองมิน” ผมเอ่ยเตือน
จองมินเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองผมด้วยสายตาอ้อน ๆ “ฉันเจ็บก้นอ่า... คุณเอามือมาลูบให้หน่อยสิคะ”
ผมเลิกคิ้วขึ้นทันทีที่ได้ยินคำขอแปลกๆของเธอ "ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ" ผมตอบปฏิเสธเสียงแข็งแต่แฝงไปด้วยความอ่อนใจ
"ทำไมล่ะคะ... ก็แค่ลูบให้หายเจ็บเฉย ๆ เองนี่นา" จองมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงงอแงเหมือนเด็กโดนขัดใจ
"คุณเมามากแล้วนะครับ นอนพักสักหน่อยเถอะ" ผมพยายามคุมเสียงให้ปกติและสงบสติอารมณ์ตัวเองอย่างหนัก เพราะการยั่วเย้าจากคนในอ้อมกอดเริ่มจะทำให้ขีดจำกัดของผมสั่นคลอนขึ้นมาจริง ๆ
“ถ้าฉันไม่เมา... คุณจะลูบให้ฉันใช่ไหมคะ? ถ้าอย่างนั้นคุณก็ใช้เวทมนตร์ของคุณทำให้ฉันหายเมาเหมือนตอนนั้นสิคะ!” จองมินยังไม่ยอมจบเรื่องง่าย ๆ แถมยังขุดเอาเรื่องที่ผมโชว์เหนือตอนอยู่ที่ร้านมาเป็นข้ออ้างบีบบังคับผมอีก
ผมที่เริ่มจะทนไม่ไหวกับลูกตื๊อและท่าทางยั่วยวนนั่น ก็เลยแกล้งหยั่งเชิงกลับไปอย่างเจ้าเล่ห์
“คุณนี่นะ... ถ้าเกิดผมทำให้คุณหายเมาขึ้นมาจริง ๆ คุณยังจะกล้ายืนยันคำเดิมให้ผมลูบก้นให้อีกเหรอครับ? ที่พูดออกมาเนี่ย เพราะคุณเมาจนไม่ทันคิดมากกว่ามั้ง” ผมหัวเราะในลำคอพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำปรือของเธอ
“ฉันเคยผิดคำพูดที่ไหนกันล่ะคะ...” จองมินพึมพำเสียงพร่าพลางใช้ลิ้นเลียริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะพุ่งใบหน้าเข้ามาหมายจะจูบผม แต่โชคดีที่ผมยังไวพอที่จะเบี่ยงตัวถอยห่างออกมาได้ทันท่วงที
“งั้นก็มาลองดูกันครับ ว่าถ้าคุณหายเมาแล้วคุณยังจะยืนยันคำเดิมอยู่ไหม” ผมเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ จากนั้นจึงสั่งการผ่านความคิดไปยังระบบทันที
“ฟื้นฟูร่างกายให้จองมินหน่อย”
[รับทราบ ดำเนินการชำระค่าฟื้นฟูร่างกาย: 1,000,000 บาท สำเร็จ]
ทันทีที่สิ้นสุดการทำงานของระบบ จองมินก็กลับมามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ในพริบตา อาการมึนเมาพับหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น แถมผิวพรรณของเธอยังดูเปล่งปลั่งสดใสยิ่งกว่าเดิมจนสังเกตได้ชัด
จองมินนิ่งค้างไปพักใหญ่ เธอกะพริบตาปริบๆ พลางสำรวจร่างกายตัวเองด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่กำลังรับรู้ “คุณ... คุณใช้เวทมนตร์ได้จริงๆ เหรอคะ?”
“ผมอาจจะเป็นแค่นักสะกดจิตเหมือนที่คุณว่าไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้มั้งครับ” ผมตอบกลับพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่มุมปาก
สิ้นเสียงของผม จองมินก็จ้องหน้าผมเขม็งไม่ยอมวางตา ราวกับพยายามจะอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ผ่านทางดวงตาคู่นี้ และในขณะที่ร่างของเธอยังคงถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขน ผมก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหน้าอกของเธอ... หัวใจของเธอกำลังเต้นระรัวราวกับกลองรบ
“ทำไมเงียบไปล่ะครับ เริ่มกลัวผมขึ้นมาแล้วเหรอ?” ผมถามทำลายความเงียบ “อย่างที่ผมเคยบอกไว้ ถ้าคุณต้องการลบผมออกไปจากความทรงจำ ผมก็พร้อมจะทำมันเดี๋ยวนี้เลย แล้วทุกอย่างที่เกี่ยวกับผม... มันก็จะหายไปจากหัวสมองคุณ ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น”
ในขณะที่ผมกำลังอธิบายอยู่นั้น เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังแทรกขึ้นมาในหัวทันที
[ตามเงื่อนไข หากบุคคลใดล่วงรู้ความลับเรื่องพลังของคุณ คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในการรับค่าตอบแทนหรือรางวัลที่พึงได้จากบุคคลนั้นโดยถาวร]
“ดะ... เดี๋ยวก่อนค่ะ! อย่าเพิ่งทำแบบนั้นนะ” เธอรีบเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ก่อนที่เธอจะพึมพำออกมาอย่างลืมตัวว่า “นี่ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย...คุณอาจจะแต่งเรื่องโกหกฉันก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะปล่อยให้คุณพักผ่อนแล้วกันนะครับ” ผมบอกพลางขยับตัวหวังจะผละออกจากเธอ
ทว่าในจังหวะที่ผมกำลังจะลุกออกไป จองมินกลับรั้งร่างของผมเอาไว้แน่นกว่าเดิม ไม่ยอมให้ผมก้าวพ้นจากอ้อมกอดของเธอไปง่าย ๆ
“เอ่อ... ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ใช่คนผิดคำพูด ถึงเมื่อกี้ฉันจะเมาอยู่ก็ตามทีเถอะ” จองมินเอ่ยออกมาน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
ผมขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ “จริงเหรอครับที่คุณพูดมา?”
“จูบฉันเถอะค่ะ... ฉันอยากทำอะไรสักอย่างกับคุณตั้งแต่ออกจากพารากอน ฮอลล์ แล้ว” จองมินกัดริมฝีปากแน่นอย่างคนประหม่าแต่ก็เด็ดเดี่ยว “ที่ฉันยอมดื่มจนเมาขนาดนั้น... มันก็แค่ฉากบังหน้าที่ฉันจงใจสร้างขึ้นเพื่อจะได้กล้าทำอะไรบางอย่างกับคุณก็เท่านั้นเอง”
“โห... ลงทุนขนาดนั้นเลยเหรอครับ...” ผมเปรยออกมาอย่างทึ่งในความใจกล้าของเธอ “ได้ครับ ผมจัดให้ได้... แต่ก่อนอื่นผมอยากรู้จริง ๆ ว่าหลังจากที่คุณได้รับรู้เรื่องที่มันเหนือธรรมชาติจากผมไปตั้งหลายอย่างแบบนี้ คุณไม่รู้สึกกลัวผมบ้างเลยเหรอ?”
“มันก็... แค่นิดหน่อยค่ะ” จองมินตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่ดวงตายังคงจ้องประสานกับผมไม่หลบเลี่ยง “แต่ใครจะสนล่ะคะ ในเมื่อคุณไม่ได้ทำร้ายร่างกายฉันเลยสักนิด... ตรงกันข้าม คุณกลับดูแลฉันอย่างดีมาตลอดไม่ใช่เหรอ”
“แต่หลังจากจูบกันไปแล้ว... มันก็ไม่แน่นะครับ คุณยังจะกล้าคิดแบบนั้นอยู่อีกเหรอ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนพลางเลิกคิ้วท้าทาย
“ถ้าเป็นแบบนั้น... ฉันเองก็กำลังต้องการอยู่พอดีเลยค่ะ” จองมินกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ยียวนกลับมาอย่างไม่ลดละ ดวงตาของเธอไหวระริกท้าทายผมอย่างถึงที่สุด