บทที่ 27 อับอาย
แม้เซียวเย่ว์หยาจะด่ากราดพลางสบถไม่หยุดแต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่นางมีพลังอยู่ในระดับหลังฟ้าขั้นห้าแต่กลับถูกเซียวหลิงอวิ๋นซัดจนไร้ทางสู้ท่านแม่ก็กลายเป็นอัมพาตไปแล้ว บิดายังส่งจดหมายมาว่าจะกลับอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
เมื่อไม่มีใครคอยหนุนหลังนางก็ไม่กล้ายุ่งกับเซียวหลิงอวิ๋นอีก แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจแสดงออกว่ากลัวเซียวหลิงอวิ๋นได้
เซียวเย่ว์หยาแสร้งทำท่าครุ่นคิดก่อนกล่าวว่า“พ่อบ้านเซียวในเมื่อนางอยากขายขี้หน้าก็ให้ทำไปตามที่นางพูดก็แล้วกันจัดรถม้าทรุดโทรมให้คันหนึ่งก็พอ พรุ่งนี้ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องทำจะต้องเชิญปรมาจารย์เย่ว์มารักษาท่านแม่ให้ได้เสียก่อนดังนั้นอย่าได้เอาเรื่องเล็กน้อยทั้งหลายมากวนข้า”
เซียวเย่ว์หยาเพิ่งนึกขึ้นได้หลีเทียนเหยียนเคยพูดไว้ว่าวันพรุ่งนี้ในพิธีบูชาฟ้าดินเขาจะจัดการให้เซียวหลิงอวิ๋นได้หมั้นหมายกับอ๋องเก้าผู้ขึ้นชื่อเรื่องดวงกินคนใกล้ชิด
เซียวหลิงอวิ๋นเจ้ารู้ตัวบ้างไหมว่าเจ้าใกล้ถึงคราวตายเต็มทีแล้ววันเวลาที่เจ้าจะได้เชิดหน้าชูตาน่ะ เหลืออีกไม่กี่วันหรอก!
คิดถึงตรงนี้เซียวเย่ว์หยาก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย นางอยากเห็นนักว่าวันพรุ่งนี้เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นรู้ว่าตนถูกหมั้นหมายให้กับอ๋องเก้านางจะร่ำไห้สิ้นหวังเพียงใด
แค่คิดก็แทบระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
พ่อบ้านเซียวถอยออกมาอย่างเงียบงันในใจอดสะท้อนใจไม่ได้คุณหนูรองถึงกับเรียกเรื่องจัดการศพซ่างกวนหมัวมัวว่าเรื่องเล็กน้อยหากซ่างกวนหมัวมัวรู้ว่าคุณหนูรองที่ตนจงรักภักดีมาตลอดปฏิบัติต่อนางเช่นนี้คงสะท้านใจไปถึงโลกหน้า
แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาอย่างไรเขาก็จงรักภักดีต่อท่านโหวเพียงผู้เดียว
ขณะเดียวกันทางด้านเซียวหลิงอวิ๋นที่เพิ่งไล่พวกข้ารับใช้ออกไป ก็จามแรงไปหนึ่งที
นางยกมือขึ้นขยี้จมูกพลางคิดว่าคงมีใครกำลังนินทานางอยู่ก็เป็นได้ หรือไม่ก็เป็นเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ไม่รู้ว่าสองพี่น้องทำเรื่องที่มอบหมายไว้สำเร็จหรือไม่ หากดูตามการทำนายวันนี้น่าจะจัดการได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
ทางด้านสองพี่น้องเซียวหลิงเฟิงและเซียวหลิงเย่ที่กำลังถูกนึกถึงนั้นตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในตรอกเปลี่ยวด้วยสีหน้าเขินอาย
แม้พวกเขาเคยเลี้ยงชีพด้วยการล่าอสูรและพบปะผู้คนอยู่บ้างแต่การให้มาเดินป่าวประกาศเชิญชวนผู้คนเช่นนี้ มันช่างเหมือนพวกหลอกลวงเหลือเกินคงไม่มีใครเชื่อแน่
ทั้งสองลังเลอยู่นานไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเอ่ยถามเบาๆกับผู้ที่บังเอิญเดินเข้ามาในตรอกเปลี่ยวนี้เป็นบางครั้ง
“ไม่ได้การแล้วพี่ใหญ่ เราไปถามคนบนถนนใหญ่เถอะ ที่นี่คนน้อยเกินไปหาใครไม่ได้แน่ๆ ในเมื่อพี่สาวพูดเช่นนั้น แสดงว่าพวกเราต้องมีประโยชน์แน่เหมือนตอนที่ข้าเอาหนังอสูรไปขาย ยังขายได้ตั้งร้อยหกสิบหกเหรียญเลย!”
เซียวหลิงเย่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเซียวหลิงอวิ๋นจากใจจริงนางพูดอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ เขาก็อยากจะช่วยนางทำให้สำเร็จให้ได้
เซียวหลิงเฟิงมีสีหน้าสับสนลังเลแม้ไม่อยากทำเรื่องน่าอายเช่นนี้ แต่หากมัวลังเลไม่ยอมลงมือทำเมื่อใดที่ภาพของมารดาผุดขึ้นมาในหัว ใจก็เหมือนถูกบีบรัดจนเจ็บปวดแทบขาดใจ
ความเจ็บลึกแล่นผ่านดวงตาเขาจึงพยักหน้าตอบเบาๆ “ช่างเถอะ อับอายก็อับอาย ไปกันเถอะ”
ในขณะที่สองพี่น้องตัดสินใจจะยอม‘ขายหน้า’ นั้นเองพวกเขาหารู้ไม่ว่า ในคฤหาสน์ของพ่อค้าผู้มั่งคั่งแซ่เหอซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตรงนั้นบรรยากาศในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล
คฤหาสน์สกุลเหอ
หัวหน้าคนรับใช้สูงวัยผู้หนึ่งที่สีหน้าหม่นหมองเอ่ยถามชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ขมวดคิ้วแน่นอยู่กลางห้องโถงว่า “คุณชายใหญ่ เราจะทำอย่างไรกันดี ทำไมจู่ๆร้านซ่านเหรินถังถึงให้เราส่งสมุนไพรคุณภาพต่ำไปแทนสมุนไพรของตระกูลเหอเรามีชื่อเสียงมาโดยตลอด นี่คือรากฐานของพวกเราเลยก็ว่าได้เพราะทุกคนต่างรู้ว่าสมุนไพรในร้านซ่านเหรินถังล้วนมาจากเราจึงเชื่อถือกันมาอย่างยาวนาน”
“แต่ตอนนี้ เพื่อประหยัดต้นทุนร้านซ่านเหรินถังถึงกับสั่งให้เราส่งของคุณภาพแย่ไปแทนสมุนไพรคุณภาพดีไม่มีที่ไปก็ช่างเถอะแต่หากสมุนไพรคุณภาพแย่พวกนั้นถูกจับได้ขึ้นมาร้านซ่านเหรินถังไม่มีทางรับผิดชอบเองแน่ต้องผลักภาระมาให้ตระกูลเหอของเราเป็นแพะรับบาปแน่นอนนายท่านก่อร่างสร้างฐานมาด้วยหยาดเหงื่อแต่ทั้งหมดกำลังจะพังทลายเพราะเรื่องนี้แล้ว!”
เหอจื่อชงมีสีหน้าเคร่งขรึมเงียบงันไปครู่หนึ่ง เขาเองก็อยากรู้ว่าตนควรทำเช่นไรดี
คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้างเป็นชายวัยกลางคนอ้วนพุงพลุ้ยใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ กล่าวขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
“จื่อชง ร้านซ่านเหรินถังใช่คนที่เราจะขัดคำสั่งได้หรือในเมื่อเขาสั่งมาอย่างนี้ แค่ทำตามก็สิ้นเรื่องเจ้าคิดว่าตระกูลเหอของเราจะต่อกรกับตระกูลเหยียนได้หรือ แค่พวกเขาขยับปลายเท้าเราก็สูญสิ้นได้ในพริบตา เชื่อข้าเถอะ รับปากพวกเขาไปเถิด”
หญิงสาวผู้มีหน้าตางดงามที่นั่งข้างชายกลางคนคนนั้นก็กล่าวสนับสนุนเสียงแหลมสูง
“ใช่แล้ว ฟังที่ท่านลุงรองของเจ้าว่าเถอะ เรื่องแค่นี้จะลังเลอะไรอีกถึงเงินจะน้อยลงบ้าง แต่สมุนไพรคุณภาพแย่พวกนั้น เมื่อก่อนล้วนต้องกำจัดทิ้งตอนนี้กลับขายได้เงิน คุ้มค่าจะตาย ส่วนสมุนไพรชั้นดี หากเจ้าไม่มีช่องทางท่านลุงสองของเจ้ารู้จักคนไม่น้อยนะ”
“พูดก็พูดเถอะพ่อเจ้าดันให้เจ้ามาดูแลกิจการใหญ่โตขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้แก้ปัญหาไม่ไหวก็ไม่แปลก มอบให้ท่านลุงรองของเจ้าช่วยแบ่งเบาจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าก็จะได้กลับไปตั้งใจเรียนต่ออย่างสบายใจ”
ใครได้ยินคำพูดนางต่างก็รู้ว่านางไม่มีเจตนาดีแม้แต่น้อย
เหอจื่อชงมองดูลุงรองและป้าสะใภ้รองที่จ้องจะแย่งชิงทรัพย์สมบัติตระกูลเขาทุกลมหายใจใจเขายิ่งเย็นเฉียบ
เมื่อบุพการีล่วงลับญาติพี่น้องก็เผยธาตุแท้ ถึงเวลามีปัญหากลับไม่มีแม้แต่คนให้ปรึกษา
หากพรุ่งนี้ไม่ตอบกลับร้านซ่านเหรินถังเขาก็ไม่รู้ว่าตระกูลเหอจะต้องเผชิญหายนะร้ายแรงแค่ไหนแต่หากตอบรับแล้วเรื่องแดงขึ้นมา นั่นก็ไม่ต่างจากหายนะเช่นกัน
เหอจื่อชงคิดไม่ตกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเย็นว่า “ข้าจะออกไปเดินเล่น เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้!”
เขาเพียงอยากออกไปจากที่แห่งนี้ที่ซึ่งทำให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออกเพื่อสงบใจและไตร่ตรองให้ถ่องแท้ว่าควรเดินต่อไปในทางใด
เมื่อเดินมาถึงถนนใหญ่ที่คึกคักพลุกพล่านเห็นใบหน้าของผู้คนที่ล้วนเปี่ยมด้วยความยินดีกลับยิ่งตอกย้ำความสิ้นหวังของเขาให้ชัดเจนขึ้น
รู้สึกประหนึ่งว่าในขณะที่ทุกคนกำลังก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสว่างไสวมีเพียงเขาเท่านั้นที่ติดอยู่ในความมืดมิดราวกับก้าวไปข้างหน้าแม้เพียงครึ่งก้าวก็ลำบากเหลือแสน
ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงวัยรุ่นสองคนเอ่ยกับคนที่ผ่านไปมาเบาๆ ว่า
“ปรมาจารย์เซียวที่ย่านตั้งแผงขายของฝั่งถนนตะวันตกเอ่ยปาก หากผู้ใดยินดีจ่ายเงินหนึ่งแสนเหรียญทองจะได้รับการทำนายสามครั้ง พร้อมบริการเสริมปรับฮวงจุ้ยค้ำจุนเรือนชานให้อยู่เย็นเป็นสุขไปอีกนับร้อยปี มะ...มีใครอยากเสี่ยงดูไหมขอรับ”
เหอจื่อชงฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงทั้งสองดูตะกุกตะกักและไม่มั่นใจนักฟังแล้วเหมือนหลอกลวงเสียมากกว่า
ทว่าทันใดนั้นเองเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวลือว่าในย่านตั้งแผงขายของฝั่งถนนตะวันตกปรากฏปรมาจารย์สื่อวิญญาณอยู่จริงและเมื่อได้ยินเด็กหนุ่มสองคนพูดถึงคำว่า ‘ค้ำจุนเรือนชานให้อยู่เย็นเป็นสุขนับร้อยปี’เขาที่กำลังไร้ทางออกจึงตัดสินใจวิ่งตามไปถามด้วยตนเองว่า “น้องชายทั้งสองที่เจ้ากล่าวถึงปรมาจารย์เซียวนั้นใช่ปรมาจารย์สื่อวิญญาณที่อยู่ในย่านตั้งแผงขายตัวจริงหรือไม่”
เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ดีใจนักที่มีคนมาทักเสียทีสีหน้าที่เคยเคอะเขินคลี่คลายลงในบัดดล เซียวหลิงเย่รีบพยักหน้าคอแทบเคล็ด
“อื้อๆ แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง! ท่านเจอพี่...เจอปรมาจารย์เซียวก็จะรู้เองว่าเป็นตัวจริงหรือไม่คนอื่นเป็นพยานได้ทั้งนั้น! ท่านอยากให้ปรมาจารย์เซียวทำนายให้หรือขอรับแต่ราคาน่ะ หนึ่งแสนเหรียญทองเชียวนะ!”
ตระกูลเหอในฐานะหนึ่งในผู้จัดหาสมุนไพรอันดับต้นๆของแคว้นฮั่วหลี แน่นอนว่าสามารถจ่ายเงินจำนวนนี้ได้
แต่เหอจื่อชงยังไม่แน่ใจนักว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่หากไม่ถึงทางตันจริงๆ ปกติเขาคงไม่คิดจะเชื่อเรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ
เขาพยักหน้าช้าๆก่อนพูดว่า “ข้าเป็นผู้ดูแลตระกูลเหอซึ่งตั้งอยู่ทิศเหนือของเมืองตอนนี้กำลังมีเรื่องกลัดกลุ้มใจนัก แต่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าปรมาจารย์เซียวที่เจ้าพูดถึงนั้นเป็นตัวจริงหรือไม่ข้าขอเสนอให้ทำนายก่อนแล้วจึงจ่ายเงิน หากเป็นเรื่องจริง ข้าจะจ่ายไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว”
เซียวหลิงเย่ไม่กล้าตัดสินใจรีบหันไปมองเซียวหลิงเฟิง
เซียวหลิงเฟิงซึ่งผ่านโลกมามากกว่าย่อมมีไหวพริบที่เหนือกว่า เขากวาดตามองเหอจื่อชงตั้งแต่หัวจรดเท้าเห็นแววตาอีกฝ่ายมั่นคง เสื้อผ้าก็เรียบหรูดูมีชาติตระกูลดีจึงเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“เรื่องนี้ต้องให้ปรมาจารย์เซียวเป็นคนตัดสินใจข้าจะพาท่านไปยังจวนสกุลเซียวเดี๋ยวนี้ หากนางตกลง ท่านค่อยทำนายก็ได้ท่านจะไปกับพวกเราหรือไม่”
“จวนสกุลเซียว? หมายถึงจวนเจิ้นกั๋วโหวแห่งเขตตะวันออกนั่นหรือ”เหอจื่อชงประหลาดใจยิ่งนักปรมาจารย์สื่อวิญญาณที่คนร่ำลือกันว่าลึกลับสุดพรรณนาผู้นั้นกลับพำนักอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วโหวเช่นนั้นหรือเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็ได้!