แสงตะวันคล้อยยามบ่ายแก่ลาดเอียงจับขอบฟ้าทิศประจิมทีละน้อย บานประตูไม้เก่าของกระท่อมดินท้ายหมู่บ้านชิงซีถูกผลักเปิดออกแ่เบา พร้อมเสียงฝีเท้าย่ำหิมะอันสม่ำเสมอ หลินเหยียนสะพายตะกร้าไม้ไผ่กลับมาถึงบ้าน แม้ลมหนาวภายนอกจะยังคงพัดโชยหอบเอาเกล็ดน้ำแข็งละลายจาง ๆ มาปะทะ ทว่าทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ความอบอุ่นใต้ชายคาก็เข้าโอบอุ้มร่างกายผอมสูงของเด็กหนุ่มไว้ในทันที
ภายในกระท่อมยังคงเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่แสนเงียบสงบ หลินหว่านชิงผู้เป็มารดานั่งอยู่บนม้านั่งไม้เตี้ยข้างเตาไฟที่ยังคุกรุ่น มืออันผอมบางและหยาบกร้านกำลังแทงเข็มเย็บผ้าฝ้ายผืนเก่าอย่างเนิบช้า ท่วงทำนองอันสม่ำเสมอนั้นคล้ายจะทำให้วันเวลาที่ไหลผ่านค่อย ๆ ทอดจังหวะช้าลง ยามเมื่อเห็นบุตรชายก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ใบหน้าซีดเซียวของนางก็พลันผุดรอยยิ้มละมุน ดุจดั่งแสงอรุณในต้นฤดูใบไม้ผลิที่สาดส่องเข้ามาขับไล่ความหนาวเย็น
หลินเหยียนยิ้มกว้างพลางปลดตะกร้าไม้ไผ่ลงจากบ่า เขาเอื้อมมือลงไปหยิบห่อยากระดาษน้ำมันสีน้ำตาลที่ผูกเชือกป่านอย่างประณีตออกมา ก่อนจะทรุดกายลงนั่งข้างมารดาแล้วส่งมอบให้นาง
“ท่านแม่ นี่คือยาบำรุงปอดสูตรอุ่นที่ท่านปู่หลิวจัดให้ขอรับ ท่านปู่สำทับมาว่าโรคเก่าของท่านเพียงถูกลมหนาวแทรกซึม ขอแค่ต้มดื่มวันละสองครั้งเช้าเย็น ย่อมทุเลาลงแน่นอน”
พร้อมกันนั้น เด็กหนุ่มยังได้หยิบห่อกระดาษน้ำมันอีกห่อหนึ่งออกมาจากตะกร้า วางลงบนม้านั่งไม้ข้างกายมารดา กลิ่นหอมหวานปนมันของงาคั่วและน้ำตาลเคี่ยวพลันโชยอบอวลขึ้นมาทันที
“แล้วนี่ก็ขนมงาตัดของท่านตาจางขอรับ แกกำชับหนักหนาว่าให้ข้านำกลับมาฝากท่านแม่ บอกว่าหากทานพร้อมกับชาอุ่น ๆ ย่อมช่วยให้ชุ่มคอชื่นใจ”
หลินหว่านชิงทอดสายตามองห่อขนมงาตัดบนม้านั่งข้างกาย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาฉายประกายเอ็นดูระคนตำหนิแ่เบาดั่งเช่นทุกครา
“เ้าเด็กคนนี้... ไปรบกวนน้ำใจของผู้อื่นอีกแล้วนะ ท่านตาจางหลังค่อมปานนั้น ยังต้องตื่นเช้ามาเคี่ยวน้ำตาลคั่วงาอย่างยากลำบากเพื่อหาเลี้ยงชีพ คราวหน้าคราวหลังห้ามรับของกินของใครมาง่าย ๆ อีกเด็ดขาด... คนเรายิ่งยากจน ยิ่งต้องละอายต่อการเอาเปรียบผู้อื่น และต้องรู้จักเกรงใจ ห้ามเบียดเบียนคนหาเช้ากินค่ำด้วยกัน”
“ข้าปฏิเสธแล้วขอรับท่านแม่ ทว่าท่านตาจางกลับสำทับว่าหากข้าไม่รับไว้ จะใช้ไม้พายกวนขนมตีไล่ส่งเอา ข้าจึงจนใจต้องรับกลับมาขอรับ” หลินเหยียนเล่าพลางทำั์ตาแฝงแววขบขัน
เมื่อได้ฟังข้ออ้างกึ่งออดอ้อนอันชาญฉลาดของบุตรชาย หลินหว่านชิงก็หลุดหัวเราะออกมาแ่เบา แววตาที่เคยมึนตึงละลายหายไปสิ้น นางเอื้อมมือที่หยาบกร้านไปลูบศีรษะของเด็กหนุ่มด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างที่สุด
จากนั้นใน่เวลาบ่ายคล้อยที่ตะวันยังไม่ตกดิน เด็กหนุ่มก็นั่งอยู่ข้างเตาไฟคอยช่วยมารดาคลี่คลายด้ายผ้าฝ้ายที่พันกัน พลางบอกเล่าเื่ราวในตลาดชิงซีด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น เล่าเื่ป้าหวังที่ร้านเต้าหู้ตักเนื้อเต้าฮวยให้จนล้นชาม เล่าเื่ช่างตงที่โรงตีเหล็กใจดีช่วยซ่อมแซมมีดเดินป่าเล่มสั้นให้คมกริบโดยไม่คิดเงินสักอีแปะเดียว และที่สำคัญที่สุด... เขาเล่าถึงบรรยากาศอันครึกครื้นยามที่นักเล่านิทานพเนจรเริ่มป่าวประกาศเื่ราวของโลกภายนอกหุบเขา
หลินเหยียนเล่าถึงเซียนกระบี่ในอาภรณ์สีเขียวมรกตที่สะบัดแขนเสื้อคราเดียวก็เรียกฝนกระบี่บินสามพันเล่มตกลงมาจากฟากฟ้าเพื่อสยบเหล่าอสูร และเื่ทะเลดาราบูรพาอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ที่ยามค่ำคืนดวงดาวนับล้านจะส่องประกายสะท้อนเงาบนผืนน้ำจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือฟากฟ้าสิ่งใดคือห้วงสมุทร แม้กระทั่งคลื่นั์ในท้องทะเลอันห่างไกล... บางลูกยังม้วนตัวหนุนสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงขุนเขาหิมะอันยิ่งใหญ่ตระการตา
...
ราตรีคืบคลานเข้าแทนที่ ขอบฟ้าภายนอกมืดมิดลงทีละน้อย แสงสีส้มสลัวจากตะเกียงน้ำมันหยาบถูกจุดขึ้น เติมประกายอุ่นให้แก่กระท่อมดินหลังน้อย อาหารค่ำบนโต๊ะไม้กระดานตัวเดิมยังคงเรียบง่ายแร้นแค้น ทว่าอบอวลไปด้วยความสุข
ในชามมีเพียงข้าวต้มใสละลายเกลือหยาบสีขาวนวล เคียงคู่ด้วยผักดองรสเค็มจัดถ้วยเล็ก และมันเทศเผาอุ่นร้อนที่บิแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนขนมงาตัดห่อกระดาษน้ำมันของท่านตาจาง ถูกจัดวางแยกไว้เป็ของหวานตบท้ายมื้อ ยามนี้แม้ไร้ซึ่งเนื้อสัตว์รสเลิศ ทว่าความผูกพันสายหนึ่งกลับโอบล้อมหัวใจของแม่ลูกเอาไว้อย่างหนาแน่น
หลินหว่านชิงนั่งประคองชามดินเผาที่มีรอยบิ่นตรงขอบ ค่อย ๆ จิบน้ำข้าวต้มร้อนลงคออย่างเชื่องช้า พลางฟังบุตรชายเล่าเื่ราวของโลกภายนอกที่ยังค้างคาไว้จากยามบ่ายด้วยความตั้งใจ
แววตาคู่ระยับของนางทอดมองประกายตาอันเจิดจ้าของหลินเหยียน คล้ายกำลังมองเห็นเงาของตนเองในวันวาน ทว่าในส่วนลึกของั์ตาคู่งามนั้น กลับซุกซ่อนความทรงจำและเื่ราวบางอย่างที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยแก่ผู้ใด
นางมิได้เอ่ยปากตัดรอนความฝันของบุตรชาย มิได้หัวเราะเยาะจินตนาการอันโลดโผนตามประสาเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย เพียงวางตะเกียบไม้ไผ่ลงช้า ๆ ก่อนทอดสายตามองควันอุ่นที่ลอยม้วนตัวขึ้นสู่ขื่อคาเหนือเตาดินเก่าแก่
ครู่ต่อมา นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบนุ่มนวล ทว่าแฝงน้ำหนักบางอย่างที่ค่อย ๆ ซึมลึกเข้าสู่หัวใจผู้ฟัง ประดุจระฆังเก่าแก่ที่ถูกเคาะขึ้นท่ามกลางราตรีอันเงียบงัน
“เหยียนเอ๋อร์... โลกภายนอกหลังเทือกเขาผืนนั้นกว้างใหญ่ยิ่งนัก กว้างใหญ่เสียจนบางครั้งคนเราเดินออกไปแล้ว ก็พลันลืมเลือนทางกลับบ้าน...”
หลินหว่านชิงเว้นจังหวะครู่หนึ่ง แววตาสงบนิ่งคู่นั้นหันกลับมาสบสายตากับเด็กหนุ่มอย่างลึกซึ้ง น้ำเสียงเนิบนาบเรียบง่ายไร้ซึ่งการปรุงแต่ง ทว่ากลับมีน้ำหนักซึมลึกเข้าสู่กระดูก
“...ทว่าต่อให้โลกภายนอกจะกว้างใหญ่ปานใด เ้าต้องจำไว้ว่ากระท่อมดินซอมซ่อหลังนี้ ก็ดำรงอยู่ตรงนี้อย่างแท้จริงเช่นกัน มีข้าวต้มร้อน ๆ มีเตาดิน และมีมารดาของเ้านั่งรออยู่ตรงนี้เสมอ”
หลินเหยียนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ตะเกียบไม้ไผ่ในมือชะงักค้างกลางอากาศ ในใจพลันบังเกิดกระแสความอบอุ่นอันบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากตัวมารดา ถ้อยคำเรียบง่ายของนางประดุจค้อนเหล็กที่ตีตราสลักแน่นลงสู่ส่วนลึกของจิติญญาเด็กหนุ่มอย่างไม่มีวันเลือนหาย คล้ายกับนางกำลังบอกเตือนสติเขาไว้ล่วงหน้า... ว่าต่อให้วันข้างหน้า เท้าทั้งสองข้างของเขาจะย่างกรายไปไกลแสนไกลจนสุดขอบหล้า หรือตบะแก่กล้าจนสามารถเหินบินอยู่เหนือชั้นฟ้าสูงล้ำเพียงใดก็ตาม สิ่งเดียวที่จะคอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้จิตใจของเขาหลุดลอยกลายเป็ผีไร้คุณธรรมหรือเซียนผู้เ็าต่อโลก ก็คือแสงไฟสลัวรางและควันไฟที่อ้อยอิ่งอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังเล็กๆ หลังนี้นั่นเอง
หลังจากสิ้นสุ้มเสียงของมารดา ภายในกระท่อมดินพลันตกสู่ความเงียบงันอันเนิ่นนาน มีเพียงเสียงถ่านไฟในเตาที่ปะทุเบา ๆ เป็ระยะ หลินเหยียนก้มหน้ากินข้าวต้มในชามจนหมดสิ้น เคี้ยวกลืนความนัยเ่าั้ลงไปในท้องพร้อมกับมันเทศอุ่นๆ จากนั้นสองแม่ลูกจึงช่วยกันเก็บล้างชามดินเผาอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งวาจาใด ๆ ต่อกันอีก ทว่าในความเงียบนั้นกลับอบอวลไปด้วยความอุ่นใจที่ยากจะอธิบาย
กระทั่งเวลาเคลื่อนผ่าน แสงเทียนสลัวเลือนหาย เมื่อความมืดมิดภายนอกทวีความหนาแน่น หิมะใหม่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกระลอกอย่างเงียบงัน สายลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดผ่านรอยแยกเล็ก ๆ ของบานหน้าต่างไม้เก่าเข้ามา จนเปลวไฟสีส้มของตะเกียงน้ำมันสั่นไหวระริก หลินหว่านชิงเย็บเสื้อผ้าฝ้ายผืนเดิมในมือจนเสร็จสิ้นดีแล้ว นางทอดถอนใจสายหนึ่งด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะเอนหลังหลับใหลไปบนเตียงไม้เตี้ยที่ปูผ้าหนาอย่างสงบ ลมหายใจของนางราบเรียบสม่ำเสมอ ไร้ซึ่งเสียงไอแห้ง ๆ มารบกวนราตรีอันยาวนาน
หลินเหยียนขยับเข้าไปนั่งยอง ๆ ข้างเตาไฟ คอยเติมดุ้นฟืนสนแห้งอีกท่อนเพื่อรักษาความอบอุ่นไม่ให้จางหาย จากนั้นจึงหยิบตำราเล่มย่อมบางเบาที่หน้าปกทำจากผ้าป่านสีน้ำตาลอมเทาออกมาจากสาบเสื้อ เหนือหน้าปกนั้นปรากฏอักษรจีนโบราณสีหมึกเข้มเด่นชัดคำว่า 《草木小识》 (เฉ่ามู่เสี่ยวจื้อ — บันทึกย่อยว่าด้วยพืชพรรณ) ที่ท่านหมอหลิวมอบให้เมื่อยามสาย
เด็กหนุ่มพลิกเปิดหน้ากระดาษเหลืองกรอบอย่างเชื่องช้าด้วยความทะนุถนอมยิ่ง ทว่าใน่แรก แววตาของเขากลับปรากฏร่องรอยของความผิดหวังระคนทอดถอนใจจาง ๆ ในส่วนลึกของจิตใจเด็กหนุ่มที่เพิ่งรับฟังนิทานปรัมปราเกี่ยวกับเซียนกระบี่บินเหินทะยานฟ้ามานั้น เขาแอบคาดหวังอยู่ลึก ๆ ว่าท่านหมอหลิวผู้มีอดีตอันลึกลับเกินกว่าชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป จะมอบตำราแปลกประหลาดพิสดาร หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรเป็คัมภีร์สมุนไพรล้ำค่าที่ซุกซ่อนเคล็ดวิชาเซียนเอาไว้
ทว่า เมื่อเขาไล่สายตาอ่านไปทีละแถวทีละบรรทัด กลับพบเจอเพียงรายชื่อของสิ่งธรรมดาสามัญที่สามารถพบเห็นได้อยู่ทั่วไปในหมู่บ้านชิงซีแห่งนี้ ทั้งหญ้ารากหิมะ ขิงป่า ต้นสนหนาว ดอกเหมยป่า หรือแม้กระทั่งต้นหลิวเรียบง่ายไร้ความโดดเด่นที่ขึ้นอยู่ริมลำธารใสสีครามสายนั้น
“เป็เพียงบันทึกเื่ต้นไม้ใบหญ้าธรรมดาจริง ๆ หรือนี่...” เด็กหนุ่มพึมพำเบา ๆ
ทว่า ยิ่งเขาพลิกหน้ากระดาษลึกเข้าไปทีละหน้า ท่วงทำนองการบรรยายอันละเมียดละไมสละสลวยในตำรากลับค่อย ๆ ดึงดูดความสนใจของเขาให้ดิ่งลึกลงไปอย่างประหลาด ข้อความบรรทัดต่อมาเริ่มทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
‘หญ้ารากหิมะอันถือกำเนิดขึ้นทางทิศบูรพาและทิศประจิม แม้รูปโฉมภายนอกจะคล้ายคลึงกันดุจฝาแฝด ทว่าฤทธิ์ยาในแก่นรากกลับแปรเปลี่ยนเป็ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ต้นทางทิศบูรพายามรับแสงสุริยันแรกแห่งวัน สรรพคุณจะกลายเป็ฤทธิ์อุ่นช่วยบำรุงหยาง ส่วนต้นทางทิศประจิมที่ซ่อนตัวใต้ร่มเงาผา คอยซึมซับไอหยินอันเยือกเย็น สรรพคุณกลับแปรเปลี่ยนเป็เย็นจัด ขิงป่าธรรมดาสามัญที่ถือกำเนิดใกล้กับแนวหินฮัวกังลึกลงไปในดิน เนื้อในของมันจะดูดซับแร่ธาตุศิลาจนแปรสภาพมีรสเผ็ดร้อนแหลมคมกว่าปกติถึงสามเท่า ยามนำมาต้มเคี่ยวตัวยา จำต้องหักลดปริมาณลงกึ่งหนึ่ง เพื่อมิให้ฤทธิ์ยาที่แกร่งกร้าวคุกคามทำลายกระเพาะของผู้ป่วย’
ทว่าสิ่งที่เเปลกประหลาดยิ่งกว่านั้น คือบทบรรยายที่ว่าด้วยการหักล้างและส่งเสริมของสรรพสิ่ง...
‘สมุนไพรรสขมบางชนิด ยามเมื่อใช้โดดเดี่ยว เนื้อในของมันจะหลั่งสารพิษร้ายแรงออกมาปลิดชีพมนุษย์ได้ในไม่กี่อึดใจ ทว่ายามใดที่นำมาต้มเคี่ยวรวมกันกับรากไม้ธรรมดาไร้ค่าอีกชนิดหนึ่ง พิษร้ายทั้งมวลกลับถูกหักล้างจนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็ตัวยาสมานแผลวิเศษ ที่ช่วยต่อกระดูกและเชื่อมเนื้อหนังได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ’
หลินเหยียนอ่านถึงตรงนี้พลันตกสู่ความนิ่งงัน หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้านขึ้นมาแ่เบาอย่างไม่อาจควบคุม แิอันแสนลึกซึ้งที่จารึกอยู่ในตำราเล่มย่อมบางเบาเล่มนี้ ช่วยฉุดดึงให้เด็กหนุ่มเริ่มตระหนักรู้ถึงสัจธรรมบางประการบนมหามรรคาของโลกมนุษย์
โลกใบนี้หาได้เรียบง่ายตรงไปตรงมาดั่งผืนน้ำราบเรียบที่ตาเห็นไม่ สรรพสิ่งรอบกายทั่วทั้งใต้หล้าล้วนสลับซับซ้อน พึ่งพาอาศัย และหมุนเวียนหักล้างกันอยู่ตลอด สิ่งหนึ่งอาจเป็โอสถทิพย์บำรุงมนุษย์ หรือพลิกผันเปลี่ยนเป็พิษร้ายแรงปลิดชีวิตผู้คนได้ในพริบตา ทั้งหมดทั้งมวลล้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมันเองเพียงอย่างเดียว ทว่าขึ้นอยู่กับว่ามันถือกำเนิด ณ แห่งหนใด และดำรงอยู่ร่วมกับสิ่งใดต่างหาก
มนุษย์เดินดินและเหล่าผู้บำเพ็ญตบะทั่วหล้าก็คงไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ? คนผู้หนึ่งจะเป็วิญญูชนหรือคนถ่อยเลวทราม ย่อมขึ้นอยู่กับครรลองแห่งฟ้าดินและผู้คนที่เขาอยู่ร่วมด้วย ดั่งเช่นต้นหญ้าและรากไม้เหล่านี้ ทันใดนั้น ถ้อยคำสั่งสอนอันเนิบนาบของท่านหมอหลิวพลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
‘โลกกว้างใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ล้วนประกอบขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเ้าเข้าใจสิ่งที่เล็กที่สุดอย่างถ่องแท้แล้ว เ้าจึงจะมีคุณสมบัติโอบรับสิ่งที่ใหญ่ที่สุดได้’
ขณะที่หลินเหยียนกำลังจะปิดหน้ากระดาษผ้าป่านเพื่อเตรียมตัวซุกตัวเข้านอน สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเนื้อความตรงส่วนท้ายของหน้าสุดท้ายอันเป็หน้าว่างเว้น ทว่าตรงพื้นที่ว่างเปล่านั้น กลับปรากฏรอยหมึกจีนโบราณสีดำซีดจางประปรายจารึกอยู่ ลายเส้นพู่กันนั้นตวัดอย่างลวกๆ ทว่ากลับทรงพลังและแหลมคมดั่งมีรอยกระบี่กรีดผ่านหน้ากระดาษผืนนี้ มันไม่ใช่เนื้อหาของตำราแพทย์หรือศาสตร์พืชพรรณอันใด ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็บันทึกลับที่เ้าของตำราในอดีตจารึกทิ้งไว้
ข้อความบรรทัดแรกจารึกไว้สั้นๆว่า
“จูหลง หาใช่ัไม่”
หลินเหยียนขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความฉงนฉงาย เพราะในตำราโบราณ ‘ไท่กู่อี้จื้อ’ ที่เขาเคยพากเพียรอ่านมา ล้วนเล่าขานกันว่าัคบเพลิงหรือจูหลงคือมหาเทพัโบราณอันยิ่งใหญ่ใต้มหาสมุทร เหตุใดผู้เขียนบันทึกจึงกล่าววาจาปฏิเสธเยี่ยงนี้? ด้วยความระทึกขวัญในอก เขารีบกวาดสายตาไล่ลงไปยังถ้อยคำบรรทัดถัดมาในทันที ข้อความเด่นชัดจารึกต่อมาว่า
“คุนเผิง หาใช่วิหคไม่”
เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงกระแสลมหนาวที่พัดลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ คล้ายจะแผ่ซ่านความเยือกเย็นสายหนึ่งขึ้นมาในอก นกั์คุนเผิงที่โบยบินบดบังแสงสุริยันจันทราเหนือเก้าคาบมหาสมุทร หาใช่วิหคหรอกหรือ? นิ้วมือของเขาที่ประคองขอบกระดาษเริ่มสั่นเทาน้อย ๆ ยามเพ่งมองลึกลงไปจนถึงข้อความบรรทัดสุดท้ายด้านล่างสุด ซึ่งเขียนไว้ว่า
“ไป๋เจ๋อ หาใช่อสูรไม่”
หลินเหยียนขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผูกเป็ปม ทั่วทั้งมหาพิภพซานไห่แห่งนี้ ั้แ่เหล่าชาวบ้านป่าผู้ไร้เดียงสา ไปจนถึงผู้บำเพ็ญเพียรตบะอันสูงล้ำ ล้วนเรียกขานสิ่งมีชีวิตาเหล่านี้รวมกันว่า “สัตว์เทพ” มานานแสนนานนับแสนนับล้านปี แล้วเหตุใดบันทึกส่วนตัวสายนี้จึงกล่าววาจาตรงกันข้าม ประดุจคำเพ้อเจ้อของคนเสียสติเยี่ยงนี้?
ด้วยความอยากรู้ เด็กหนุ่มรีบกวาดสายตาไล่อ่านลงไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย ทว่าบริเวณท้ายหน้า กลับมีถ้อยคำสั้น ๆ ถูกจารึกเอาไว้เพียงประโยคเดียว
“สัตว์เทพทั้งห้า อาจมิได้ถือกำเนิดจากฟ้าดิน”
ไม่มีถ้อยคำอธิบายขยายความต่อท้ายแม้แต่คำเดียว ไม่มีแม้กระทั่งลายเซ็นชื่อหรือนามแฝงของผู้จารึกบันทึกโบราณ และไม่มีหน้ากระดาษถัดไปให้เขาได้พลิกอ่านอีกแล้ว ทุกอย่างพลันสิ้นสุดลงดื้อ ๆ ประดุจสายน้ำตกที่ไหลเชี่ยวอยู่ดี ๆ กลับขาดหายลงกลางคัน ทิ้งไว้เพียงแอ่งน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ราวกับกำลังรอให้ผู้คนะโลงไปค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
หลินเหยียนนั่งจ้องมองตัวอักษรเ่าั้อยู่ครู่ใหญ่ พยายามขบคิด ตีความ และค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำประหลาดเ่าั้ จนศีรษะเริ่มหนักอึ้ง
ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีผู้เติบโตมาในหมู่บ้านป่าเขาอันห่างไกล เื่ราวเหล่านี้ช่างไกลเกินกว่าประสบการณ์ที่เขาเคยพบเห็นในชีวิตจริงมากนัก
สุดท้ายเขาจึงได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ พลางหัวเราะให้กับตนเองในใจ ก่อนจะสรุปเอาเองว่าถ้อยคำเหล่านี้คงเป็เพียงความคิดเพ้อฝันของคนประหลาดสักผู้หนึ่ง หรือไม่ก็บันทึกของบัณฑิตตกอับที่เขียนทิ้งไว้แก้เหงาเท่านั้น
เด็กหนุ่มปิดตำราผ้าป่านลงอย่างแ่เบา ก่อนสอดเก็บมันไว้ใต้ตั่งไม้อย่างระมัดระวัง เคียงข้างห่อยาของมารดา
ภายนอกหน้าต่างกระท่อมดิน หิมะระลอกใหม่ยังคงโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างเงียบงัน ปกคลุมหมู่บ้านชิงซีทีละน้อยราวกับผืนแพรสีขาวบริสุทธิ์
ภายในบ้าน เปลวไฟในเตาดินค่อย ๆ อ่อนแรงลง เหลือเพียงถ่านแดงเรืองรองและไออุ่นจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่
ขณะนั้นหลินหว่านชิงยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าสงบนิ่งราวกับปราศจากเื่ราวใดให้ต้องกังวล
หลินเหยียนยกมือขึ้นบังเปลวไฟ ก่อนค่อย ๆ เป่าลมหายใจดับแสงตะเกียงน้ำมันลงช้า ๆ ห้องทั้งห้องพลันจมสู่ความมืด เหลือเพียงเงารำไรของถ่านแดงในเตาดินที่ยังส่องประกายอยู่ริบหรี่
เด็กหนุ่มเอนกายลงบนเสื่อผืนเก่า ดึงผ้าห่มยัดนุ่นขึ้นมาคลุมกายถึงอก ก่อนปิดเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ สำหรับเขาแล้ว คืนนี้ก็เป็เพียงอีกคืนหนึ่งที่แสนธรรมดา
เพราะเมื่อรุ่งสางมาถึง... เขายังคงต้องแบกตะกร้าสานไม้ไผ่ เดินฝ่าหิมะขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรเช่นเดิม