แววตาของหลิวซิ่วฉินแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยในที่สุดบนใบหน้าก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มออกมาบ้าง “เอาของมาเยอะแยะขนาดนี้ทำไมกัน!”
“แม่จ๋า!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอ่ยเสียงอ้อนพลางเปิดห่อสัมภาระของตนออกด้านในเป็กระดาษน้ำมันที่ห่อไว้อย่างมิดชิด เมื่อเปิดออกดูก็เห็นได้ว่าเป็กระต่ายหมักเกลือครึ่งตัว!
คราวนี้แม้แต่เจียงชางหรูยังต้องหันมามองเขาขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถาม “ไปเอามาจากไหนกัน?”
เสิ่นเหยากำลังจะอ้าปากตอบแต่เจียงอิ๋งอิ๋งกลับชิงพูดขึ้นก่อน “พ่อจ๋าพี่เหยาจับมาจากบนเขาค่ะ พวกเราแบ่งไว้ครึ่งหนึ่งส่วนที่เหลือตั้งใจเอามาให้พ่อลองชิมดูค่ะ”
แม้ฐานะทางบ้านของตระกูลเจียงจะถือว่าพอใช้ได้แต่ก็แค่พอมีพอกินเท่านั้นเนื้อสัตว์เหล่านี้ต่อให้ใช้เวลาทั้งเดือนก็ยากที่จะได้ลิ้มรสสักหน
ขนาดปลาที่เป็กับข้าวในวันนี้ก็เป็เพราะเจียงอิ๋งอิ๋งกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมหรอกนะ ถึงได้ตัดใจสละมาทำกินกัน
หากเป็วันปกติทั่วไปบ้านไหนบ้างจะไม่ประทังชีวิตด้วยแป้งทอดกับผักดองไปวันๆ?
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวซิ่วฉินดูจริงใจขึ้นมาทันตาเธอหันไปดึงแขนลูกสะใภ้รอง “ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไมไปรินน้ำชามาสิ! แล้วสะใภ้ใหญ่ล่ะ ไปดูสิว่าปลาตุ๋นเสร็จหรือยัง?”
เฉินรุ่ยเสวี่ยหน้าเสียไปเล็กน้อยเดิมทีเธอตั้งใจจะรอดูเื่สนุกสักหน่อยแต่ใครจะไปคิดว่าตระกูลเสิ่นที่ยากจนข้นแค้นจนแทบไม่มีอะไรกินกลับใจป้ำขนของมาให้มากมายขนาดนี้!
ทั้งไข่ไก่ตั้งหลายฟองไหนจะกระต่ายอีกครึ่งตัว แล้วยังมีไก่อีกสองตัวนั่นอีก!
ไก่น่ะยังเลี้ยงไว้ได้แต่ไข่กับเนื้อกระต่ายนั่น อย่างไรก็ต้องเอามาทำกินเป็แน่แท้
เมื่อคิดได้เช่นนั้นในใจเธอก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ของพวกนี้หากถึงเวลาแบ่งกันในครอบครัวอย่างไรเสียเธอก็ต้องได้เนื้อติดก้นชามสักครึ่งถ้วยแหละ!
เ้ากังจื่อลูกชายของเธอบ่นอยากกินเนื้อมาตั้งหลายวันแล้ว!
เสิ่นเหยาเป็คนไม่ค่อยพูดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพูดไม่เป็
เขานั่งลงทางขวามือของเจียงชางหรูร่างกายสูงใหญ่กำยำนั่งตัวตรงสง่าผ่าเผย ยามตอบคำถามก็ดูสุขุมนุ่มลึกไม่ได้แสดงท่าทีต่ำต้อยหรืออวดดี “พ่อของผมไปหาหมอในเมืองมาเมื่อครั้งก่อนตอนนี้สุขภาพดีขึ้นมากแล้วครับ งานในไร่นาผมกับแม่ช่วยกันทำก็พอจะจัดการไหวอยู่ครับ”
เจียงชางหรูพยักหน้าเล็กน้อย“อิ๋งอิ๋งน่ะ เด็กคนนี้อารมณ์ร้ายไปหน่อยนายเป็ผู้ชายต้องโอนอ่อนผ่อนตามเธอให้มากหน่อยนะ ปกติแม่ของเธอจะตามใจไปบ้างแต่เนื้อแท้แล้วเธอก็เป็เด็กดี”
เมื่อพูดจบเจียงชางหรูเองก็รู้สึกกระดากอายอยู่บ้างนิสัยลูกสาวตัวเองเป็อย่างไรเขารู้ดีที่สุด เพียงแต่ดูจากท่าทีในวันนี้ดูเหมือนว่าเธอคงจะค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น...
เสิ่นเหยาหลุบตาลงแล้วตอบกลับสั้นๆ เพียงว่า “ครับ”
ต่อหน้าพ่อของเธอเขาจะพูดอะไรได้มากกว่านี้เล่า?
ที่ด้านนอกเจียงอิ๋งอิ๋งนั่งอยู่ข้างหลิวซิ่วฉินพลางกอดแขนแม่ไว้แน่นแสดงท่าทีออดอ้อนแบบลูกสาวตัวน้อยออกมาอย่างเต็มที่
เมื่อเห็นว่าลูกสาวดูอารมณ์ดีทั้งนิสัยยังดูไม่ฉุนเฉียวเหมือนเก่า หลิวซิ่วฉินก็รู้สึกยินดีในใจ“อิ๋งอิ๋ง เงินที่แม่ให้ไป เก็บไว้ให้ดีๆอย่าเอาออกมาใช้สุ่มสี่สุมห้านะ! บ้านเสิ่นเหยายากจนข้นแค้นพ่อเขาก็ป่วยเป็โรคที่ต้องใช้เงินรักษาเหมือนถมเท่าไรก็ไม่เต็มแกอย่าโง่เอาเงินตัวเองไปช่วยเติมที่ตรงนั้นเชียวนะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเม้มปากยิ้ม“แม่จ๊ะ อิ๋งอิ๋งจำได้แล้วจ้ะ!”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ก็มีผู้หญิงอีกสองคนเดินเข้ามาทางประตูใหญ่
คนหนึ่งคือเจียงหงอิงพี่สาวคนโตของเจียงอิ๋งอิ๋ง ส่วนอีกคนคือเจียงจิ้งจิ้งผู้เป็พี่สาวคนรองทั้งสองคนเดินมาด้วยกัน ในมือต่างก็ถือของฝากมาด้วย
“แม่คะ! น้องเล็ก!”
เมื่อเห็นคนในลานบ้านทั้งสองก็รีบก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งพี่ชายทั้งสามคนที่ไปทำงานในไร่นาก็กลับมากันครบ
ลานบ้านที่เคยกว้างขวางบัดนี้กลับดูเล็กลงไปถนัดตาเพราะเต็มไปด้วยผู้คน
เจียงหงอิงแต่งงานออกไปแล้วแต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ฐานะทางบ้านถือว่าพอใช้ได้ทั้งยังเป็คนคล่องแคล่วว่องไว ดูออกว่าชีวิตความเป็อยู่ค่อนข้างดี
ส่วนเจียงจิ้งจิ้งนั้นผิวพรรณเหลืองซีดร่างกายผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เมื่อเทียบกับพี่สาวคนโตเห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็อยู่ไม่สู้ดีนัก ทั้งยังเป็คนพูดน้อยอีกด้วย
พี่ใหญ่เจียงเฉียนจิ้นเป็ชายหนุ่มซื่อๆตามแบบฉบับชาวไร่ พี่รองเจียงเซิงเก๋อเป็ชายร่างใหญ่กำยำส่วนพี่สามเจียงหม่านชางยังไม่ได้แต่งงาน เขาอายุมากกว่าเจียงอิ๋งอิ๋งเพียงปีเดียวนิสัยจึงดูร่าเริงกว่าใครเพื่อน
“น้องเล็ก เดี๋ยวพี่สามจะมีของดีจะให้!” เจียงหม่านชางขยิบตาพลางหัวเราะร่า“รับรองว่าเธอต้องชอบแน่!”
หลิวซิ่วฉินเขกหัวเขาไปทีหนึ่ง“แกน่ะรีบหาสะใภ้มาให้แม่เถอะตอนนี้ในบ้านเหลือแกเป็โสดอยู่คนเดียวแล้วนะ!”
เจียงหม่านชางลูบหัวตัวเองพลางหัวเราะแหะๆ“แม่จ๊ะ ในบ้านมีหลานตั้งเยอะแยะนี่ยังไม่พอให้แม่เลี้ยงอีกหรือ!”
หลิวซิ่วฉินถลึงตาใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์“จะมีกี่คนแม่ก็ไม่กลัวหรอก! ใครไม่เชื่อฟังแม่จะฟาดด้วยไม้เรียวให้หมดทุกคนเลย”
ไม่นานนักบนโต๊ะอาหารตัวใหญ่ก็เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายอย่างรายล้อมไปด้วยสมาชิกครอบครัวชุดใหญ่
นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกสามคนซึ่งเป็ลูกสาวสองคนของบ้านพี่ใหญ่ และลูกชายหนึ่งคนของบ้านพี่รอง
กลางโต๊ะมีจานปลาไข่ไก่ผัดพริก มันฝรั่งต้ม และมันเทศ...
ความอุดมสมบูรณ์นี้แทบจะเทียบเท่ากับมื้อฉลองปีใหม่เลยทีเดียว
เฉินรุ่ยเสวี่ยขยับเข้ามาแล้วใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาวางลงตรงหน้าลูกชายทันที“เ้าเด็กตะกละคนนี้บ่นอยากกินมาหลายวันแล้ว รีบกินเสียสิอาศัยบารมีอาเล็กของแกนะเนี่ย ลองชิมดูเร็วเข้า!”
เจียงเสี่ยวกังยังไม่ทันจะได้อ้าปากก็ได้ยินเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นเด็กน้อยสะดุ้งโหยงตัวสั่น
หลิวซิ่วฉินหน้าตึง“ปกติจะทำตัวไม่มีมารยาทก็ช่างเถอะ แต่วันนี้ที่บ้านมีแขกมีที่ไหนให้เด็กกินก่อนผู้ใหญ่? เ้าสองปกติแกสั่งสอนลูกแบบนี้หรือ?”
เจียงเซิงเก๋อถลึงตาใส่เฉินรุ่ยเสวี่ยแล้วรีบยิ้มเจื่อน “แม่ครับรุ่ยเสวี่ยก็แค่สงสารลูกน่ะครับ”
ปีนี้เจียงเสี่ยวกังเพิ่งอายุห้าขวบเมื่อเห็นเนื้อปลาที่อยู่ตรงหน้าหลุดลอยไป ก็อ้าปากร้องไห้โฮออกมาทันที
“ร้องเข้าไป! รู้จักแต่ร้องไห้!เป็ผู้ชายเสียเปล่าแต่เอาแต่ร้องไห้ทั้งวัน น่าอายที่สุด!”
หลิวซิ่วฉินกวาดสายตามองอย่างรำคาญ“ถ้ายังไม่หยุดร้อง เที่ยงนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว”
เจียงเสี่ยวกังรีบเอามืออุดปากตัวเองทันทีเขาหวาดกลัว สะอื้นจนตัวโยนแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย
เฉินรุ่ยเสวี่ยหน้าร้อนผ่าวอดไม่ได้ที่จะโต้แย้งออกไปสองสามคำ “แม่คะกังจื่อเขายังเด็ก...”
“เขายังเด็ก แล้วแกเด็กด้วยไหม? สั่งสอนลูกยังไงไม่ได้เื่ได้ราวถ้าไม่พอใจที่ฉันทำแบบนี้ก็แยกบ้านไปเสีย ออกไปอยู่กันเองเลย!ฉันจะได้ไม่ต้องเห็นให้รำคาญตา!”
พอพูดถึงเื่แยกบ้านเฉินรุ่ยเสวี่ยก็หุบปากฉับทันที พ่อสามีเป็ถึงผู้ใหญ่บ้านพี่ชายคนโตก็ซื่อสัตย์ทำงานเก่ง
หากพวกเธอแยกบ้านออกไปจะไปหาวันคืนที่อยู่อย่างสบายใจแบบนี้ได้จากที่ไหนกัน?
เจียงหงอิงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย“แม่คะอย่าโกรธเลย วันนี้อิ๋งอิ๋งกลับมานะ พวกเรากินข้าวกันเถอะกินข้าวกัน!”
ได้ยินดังนั้นหลิวซิ่วฉินถึงเริ่มมีรอยยิ้มออกมาบ้างเธอคีบเนื้อส่วนท้องปลาที่นุ่มและอร่อยที่สุดใส่ลงในชามของเจียงอิ๋งอิ๋ง พลางเอ่ย“ลูกรัก กินเยอะๆ นะ!”
เฉินรุ่ยเสวี่ยรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรมอยู่ในใจแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาอีก
หลังจากกินข้าวเสร็จพี่สาวคนโตและพี่สาวคนรองแย่งกันจะไปเก็บถ้วยชาม แต่ก็ถูกหลิวซิ่วฉินดุเอา“พวกแกกลับบ้านมาเพื่อทำงานหรือไงกัน?”
พูดจบเธอก็ตวัดสายตาไปทางลูกสะใภ้ทั้งสองคน
หลี่เหม่ยเจวียนรีบก้าวเข้ามาซ้อนชามทันที“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่ไปนั่งคุยกับแม่เถอะค่ะ”
เฉินรุ่ยเสวี่ยเพิ่งจะโดนดุมาจึงไม่กล้าที่จะทำตัวี้เี เธอรีบปั้นหน้ายิ้มแห้งๆ“นั่นสิคะ อิ๋งอิ๋งเพิ่งแต่งงานไป คงมีเื่อยากระบายเยอะพี่น้องไปนั่งคุยกันให้เต็มที่เถอะ”
ทางด้านเสิ่นเหยากับเจียงชางหรูนั่งจิบชาอยู่ในห้องโถงกลาง
ใบชาในสมัยนี้ค่อนข้างเรียบง่ายเป็เพียงใบชาจากต้นชาป่าที่เด็ดมาล้างให้สะอาดแล้วตากแห้งโดยไม่ได้คัดเกรดอะไร
รสชาติค่อนข้างขมแต่อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกบ้านจะมีโอกาสได้ละเลียดจิบชาเช่นนี้
เจียงชางหรูมองเขาแวบหนึ่ง“ฉันได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่าเมื่อสองเดือนก่อนนายเข้าไปทำงานในเมืองหรือ?”
ใน่เวลานี้ระบบเศรษฐกิจแบบปัจเจกยังไม่ได้เปิดกว้างอย่างเต็มที่แต่ทางการก็เริ่มเบามือลงบ้างแล้ว
ที่บอกว่าเข้าไปทำงานในเมืองจริงๆ แล้วคนรู้ความย่อมเข้าใจดีว่า มันคือการแอบไปขายของในตลาดมืด
เสิ่นเหยาไม่ได้คิดจะปิดบัง“ครับ”
“ทำแบบนั้นไม่ได้นะ”
เจียงชางหรูไม่เห็นด้วย“มันเสี่ยงเกินไป ถ้าเกิดนายถูกจับขึ้นมา อิ๋งอิ๋งจะทำยังไง?”
เขาเป็ผู้ใหญ่บ้านมาทั้งชีวิตทำงานด้วยความระมัดระวังมาโดยตลอดประกอบกับชีวิตในชนบทที่มักจะขี้ขลาดและกลัวปัญหาเขายอมอดตายดีกว่าเสี่ยงทำเื่ผิดกฎหมายเช่นนั้น
ทว่าในยุคสมัยนี้มันคือยุคที่ ‘คนใจกล้ากินอิ่ม คนขี้ขลาดอดตาย’
เสิ่นเหยาก็ยากจะอธิบายจึงตอบกลับไปสั้นๆ ว่า “ต่อไปผมจะระวังครับ”
เจียงชางหรูถอนหายใจ“ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเป็ยังไง ในเมื่อนายแต่งงานกับอิ๋งอิ๋งไปแล้วก็นับว่าเป็คนตระกูลเจียงครึ่งหนึ่ง ขอแค่นายดูแลเธอให้ดี ถ้ามีเื่ลำบากอะไรฉันกับแม่ก็พร้อมจะช่วย”
พูดจบเขาก็ชี้ไปยังข้าวสารครึ่งกระสอบในห้องโถง “เดี๋ยวตอนจะกลับก็เอาเสบียงพวกนี้กลับไปด้วยล่ะส่วนของที่นายเอามาให้ ฉันจะรับไว้เอง จะได้ไม่มีใครคอยค่อนแคะนินทาลับหลัง”