วรเดชมองหน้าผมอย่างเคียดแค้น ส่วนผมก็จ้องตอบโดยไม่กลัว
“แกจำไว้” วรเดชกัดฟันพูดอย่างเจ็บใจ
“ขนาดอยู่กลางคนหมู่มากยังจะกล้าขู่ผมอีกเหรอ?”
วรเดชพยายามระงับสติ มันพยายามทำสีหน้าให้ปกติ สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่ DSI พาตัวออกไป
คุณมนตรีพูดกับกรรมการบริหารทุกคน“เอาล่ะ ผมอยากให้เรื่องวุ่นวายจบลงเท่านี้ ที่ผ่านมาธนาคารเรามีเรื่องยุ่งมากพอแล้ว ถึงเวลาต้องสะสางปัญหาทั้งหมดในธนาคารเสียที”
ผู้บริหารธนาคารทุกคนต่างพยักหน้า คุณมนตรีบอกว่า
“ไว้รอให้ผมแจ้งเรื่องกับกรรมการตลาดหลักทรัพย์ก่อน จากนั้นเราจะโหวตผู้บริหารธนาคารคนใหม่ในทันที”
คุณมนตรีพูดต่อ “ผมจะให้ลูกชายผมดูแลธนาคารไปก่อน”
กรรมการบริหารทุกคนต่างพยักหน้า คุณมนตรีพูดกับคุณธีร์
“ตอนนี้คุณเป็นรองประธาน ช่วยลูกชายผมดูแลงานในธนาคารไปก่อนนะ”
คุณธีร์รับคำ
ผมกับคุณมนตรี ธีรโรจน์สามคนเดินออกจากธนาคารไปที่ลานจอดรถ ระหว่างนั้นธีรโรจน์ก็พูดขึ้น
“เธอแน่มาก เอาวรเดชเข้าคุกจนได้”
“วรเดชไม่น่าจะยอมให้จบเรื่องง่ายๆ แบบนี้นะครับ”
ธีรโรจน์พุดเบาๆ“ฉันจะลองบอกตำรวจให้คัดค้านการประกันตัวของมัน คดีของมันมีหลักฐานแน่ชัด สามารถคัดค้านการประกันตัวได้”
ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนกันนะ ถึงตำรวจจะคัดค้านประกันตัว แต่ศาลอาจจะให้ประกันตัวก็ได้ คดีต่างๆ เวลาจะขึ้นศาลมีทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา กว่าจะจบกระบวนการต้องใช้เวลาหลายปีเลย
เหมือนที่มีคนบอกว่า..กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าก็เป็นความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง
คุณมนตรีบอก “พล็อต เรื่องวันนี้ฉันต้องขอบใจเธอมาก”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมต่างหากต้องขอบคุณคุณมนตรีและคุณธีรโรจน์ที่ให้โอกาสผม ไม่งั้นป่านนี้ผมจะเป็นไงก็ไม่รู้”
ธีรโรจน์พูดขึ้น “รู้จักคุณคนฉันชอบ”
แต่คุณมนตรียังพูดขึ้น “แต่ฉันยังมีเรื่องกังวล”
“อะไรครับ?” ผมรีบถาม
“ธีร์น่ะสิ เธอไปบอกว่าจะให้เขาเป็นรองประธานบริษัทเหมือนเดิม แต่คนๆ นี้กลับฝั่งไปมา ฉันไม่ค่อยไว้ใจ”
ผมครุ่นคิดพักหนึ่งจึงบอก“ก็ขังเขาไว้สิครับ”
คุณมนตรีถามว่า“ขังยังไง?”
“ให้เขาเป็นรองประธานเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ไม่ต้องให้เขารับผิดชอบงานสำคัญๆ ไม่เสียคำพูดที่ผมเคยให้ไว้กับเขาต่อหน้าคุณลิซ่าด้วยและคุณมนตรีจะได้สบายใจขึ้น”
คุณมนตรียิ้ม “ฉลาดมาก”
หลายวันต่อมากรรมการตลาดหลักทรัพย์ประกาศปลดวรเดชออกจากตำแหน่งประธานบริษัทและจัดให้มีการโหวตประธานธนาคารรักเมืองไทยโดยเร็ว ซึ่งคราวนี้ไม่จำเป็นต้องประชุมผู้ถือหุ้นให้วุ่นวายอีก อาศัยอำนาจของกรรมการบริษัทโหวตได้เลย
ซึ่งคุณมนตรีได้เป็นประธานผู้บริหารตามคาด
คุณธีรโรจน์ก็ได้เข้าเป็นกรรมการบริษัท
ส่วนธีร์น่ะเหรอ เนื่องจากเป็นนกสองหัวกลับไปกลับมาแม้จะได้เป็นรองประธานเหมือนเดิม แต่คุณมนตรีไม่ได้ให้อำนาจพิเศษอะไร ดังนั้นธีร์จึงดูแลรับผิดชอบในส่วนของกิจการธนาคารทั่วไปเท่านั้น
คุณมนตรียังแต่งตั้งให้ผมเข้าไปทำงานธนาคารของแกในฝ่ายดูแลการปล่อยสินเชื่อด้วย
หนังสือพิมพ์ สื่อโซเชียลต่างทยอยลงข่าวการกลับมาของคุณมนตรี แน่นอนรวมทั้งผมด้วย สื่อหลายแห่งวิจารณ์กันว่าผมอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคุณมนตรีในการยึดธนาคารคืน ทำให้ชื่อเสียงผมโด่งดังขึ้นไปอีก
ผมเป็นหนึ่งในพนักงานอนุมัติสินเชื่อของธนาคารรักเมืองไทย ทำให้ผมรู้ว่าธนาคารแห่งนี้มีหนี้เสียมากจริง แต่ยังพอจะฟื้นฟูได้ไม่ถึงกับล้มละลาย หากปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าคุณภาพ
ระหว่างที่ผมทำงานก็เช็คหุ้น AG (เครือเจริญทรัพย์) ที่ผมซื้อตอน 100 บาท ตอนนี้มันขึ้นไป 110 บาทแล้ว ผมซื้อไว้สิบล้านก็กำไรราวหนึ่งล้าน
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการบริโภคมากขึ้นในประเทศ รัฐบาลก่อนยุบสภาอัดฉีดงบให้ชาวบ้านกู้เงินได้ง่ายขึ้น ทำให้การบริโภคมากขึ้น พวกนักการเมืองก็ชอบซื้อของแจกชาวบ้าน ทำให้หุ้น AG ที่ทำทั้งกิจการห้างและร้านสะดวกซื้อได้รับอานิสงค์ไปด้วย
หุ้น AG ยังคงขึ้นต่อเนื่องวันละนิดวันละหน่อย การเล่นหุ้นเพื่อรับผลเลือกตั้งมันไม่ได้ขึ้นหวือหวาเหมือนกับที่เราปั่นหุ้นเองหรอกนะ
ราวสองเดือนต่อมาประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ทำให้หุ้นกลุ่มก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่นหุ้น IE ของธีรโรจน์ หุ้น GG ของคุณบุญยกรมีการเก็งกำไรกันอย่างหนาแน่น ราคาหุ้นกลุ่มพวกนี้ขึ้นหมดทุกตัว
ผมพยายามติดตามข่าวของวรเดช ตำรวจไม่ให้วรเดชประกันตัว วรเดชจึงให้ทนายยื่นเรื่องขอศาล ซึ่งศาลก็อนุญาตให้ประกันตัวได้
DSI ยังเล่นงานวรเดชไม่หยุด ตามอายัดทรัพย์ต่างๆ ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนทุจริต
ผมไม่รู้ว่าวรเดชมันจะกลับมาอีกเมื่อไร ผมต้องเตรียมพร้อมรับมือมันไว้
หลังปีใหม่ผ่านพ้น บริษัทหลักทรัพย์ของผมก็สร้างเสร็จ ผมเปิดสาขานับสิบสาขาทั่วประเทศโดยเช่าสำนักงานตามห้างใหญ่ต่างๆ
เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ของผมเป็นบริษัทลูกของธนาคารรักเมืองไทย จึงใช้ชื่อว่าบริษัทหลักทรัพย์รักเมืองไทย
พนักงานในบริษัทหลายคน ผมก็ดึงตัวมาจากบริษัทวิทยทรัพย์ของวรเดชซึ่งกิจการร่อแร่เต็มที ทั้งพี่เมฆหัวหน้าฝ่ายการตลาด พี่นิคหัวหน้าฝ่ายข้อมูล ส่วนหลิน พี่เมฆบอกว่าเธอไปฮ่องกงกับคุณฟงพ่อเธอ เพราะตั้งแต่วรเดชมีคดีความปล่อยกู้ผิดกฎหมาย คุณฟงกลัวว่าหลินจะโดนด้วยเลยให้เธอไปทำงานต่างประเทศ
ผมอดคิดถึงหลินไม่ได้ ทางของเราคงสิ้นสุดกันแค่นี้
ตั้งแต่วรเดชถูกจับคราวนั้น บริษัทหลักทรัพย์วิทยทรัพย์ก็สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า ทำให้ลูกค้าจำนวนมากแห่ไปถอนเงินลงทุน จนบริษัทรายได้น้อยลงจนขาดทุนมากขึ้นๆ
ผมเปิดบริษัทได้ราวสองเดือน บริษัททำเนินกิจการเป็นไปอย่างกลางๆ ในยุคที่ตลาดหุ้นไม่แน่ไม่นอน ลูกค้าก็ไม่ได้เยอะมาก วันนี้เลขาผมโทรมาบอกว่ามีคนขอเข้าพบชื่อไตรภพเป็นผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่งในตลาดหุ้น ผมบอกให้รีบเชิญ
“สวัสดีครับ คุณรณรงค์”
ผู้ชายอายุสี่สิบกว่าปีเดินเข้ามาพร้อมทักทายผม
“สวัสดีครับ”
“ยินดีด้วยนะครับกับการเปิดกิจการ ขอให้รุ่งเรือง”
“ขอบคุณมากครับ”
“ผมไตรภพ เป็นเจ้าของบริษัทกู้ดไลฟ์ (Good Life) กิจการพวกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน่ะครับ”
“ยินดีได้รู้จักนะครับ”
“ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วยน่ะ” คุณไตรพูด
“ช่วยอะไรครับ ถ้าช่วยได้ผมยินดีจะช่วย”
คุณไตรภพบอก“ผมอยากให้คุณช่วยทำราคาหุ้นให้บริษัทกู้ดไลฟ์เราหน่อย”
ผมงง “ทำราคาหุ้น?”
“ใช่ครับ ตอนนี้ราคาหุ้นบริษัทเราอยู่ที่ 5 บาท ผมต้องการให้ขึ้นไปสัก 20 บาท”
ผมใจหายวาบ “มันจะขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้ยังไง?”
คุณไตรภพพูดขึ้น “ไม่เห็นยากเลย คุณก็ให้โบรกเกอร์ของคุณเชียร์หุ้นผมสิ คุณเพิ่งเปิดบริษัทถ้าหาหุ้นเด็ดให้ลูกค้าได้ คุณก็จะยิ่งมีชื่อเสียง มีคนมาเทรดหุ้นกับคุณเยอะแยะ แน่นอนผมมีส่วนแบ่งพิเศษให้”
ผมนึกไม่ถึงว่าจะเจอพวกผู้บริหารบริษัทมาเสนอตัวให้ผมปั่นหุ้นให้เองแบบนี้ ซึ่งแน่นอนถ้าผมทำ ผมก็จะได้กำไรมหาศาล แต่อีกด้านก็จะมีแมงเม่าอีกมากที่จะต้องจบชีวิตเพราะหุ้นปั่นพวกนี้
ผมได้แต่ตอบคุณไตรภพว่าขอพิจารณาดูก่อน
ราวสามวันต่อมา ผมสั่งให้พี่เมฆหัวหน้าโบรกเกอร์ตรวจสอบงบกำไรขาดทุนของบริษัทกู้ดไลฟ์
พี่เมฆพูดขึ้น
“คุณพล็อต ผมดูแล้วบริษัทมีกำไรก็จริง แต่เหมือนจะเป็นกำไรที่เกิดจากการตบแต่งบัญชีมากกว่า”
ผมรีบถาม“ทำไมล่ะ?”
พี่เมฆอธิบาย“บริษัทกู้ดไลฟ์มีรายได้ปีที่แล้ว 4 พันล้าน แต่เป็นเงินสดแค่ 1 พันล้าน อีก 3 พันล้านเป็นลูกหนี้”
พี่เมฆพูดต่อ “กู้ดไลฟ์ขายสินค้าเปิดร้านตามห้างต่างๆ ปกติคนเข้าห้างหากไม่รูดบัตรก็ต้องจ่ายเงินสดอยู่แล้ว ดังนั้นรายได้ที่เป็นเงินสดควรจะมากกว่ารายได้จากลูกหนี้”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เอาง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณเปิดร้านสะดวกซื้อ ลูกค้าเข้าร้านคุณก็ต้องจ่ายเงินสด ไม่มีหรอกจะมาบอกขอติดไว้ก่อน ดังนั้นรายได้จากลูกค้าติดหนี้ไม่ควรเยอะกว่ารายได้จากเงินสด
พี่เมฆถามต่อ “เราจะช่วยเขาทำราคาหุ้นให้ไหม?”
ผมเองก็มีคดีความติดตัวอยู่แล้ว ไม่อยากจะหาเรื่องอีกจึงบอกว่า
“ไม่เอาดีกว่า ผมไม่อยากมีปัญหา”
พี่เมฆพยักหน้า
ขณะที่คุยกัน พี่นิคหัวหน้าฝ่ายข้อมูลเคาะประตูห้องผม ผมจึงเรียกให้เข้ามา
พี่นิคหน้าตื่น“ตลาดหุ้นตอนนี้ลงกว่าสี่สิบจุดแล้ว!”
ผมรีบถาม “เกิดอะไรขึ้น?”“ดูเหมือนต่างชาติจะเทขายหุ้นไทยอย่างหนัก และยังเปิดชอต (Short-เล่นตก) ในเซ็ทห้าสิบด้วย” พี่นิครีบบอก
ผมตกใจเลย ไม่นานลูกค้าก็โทรมาโอดโอยโวยวายกับผมไม่หยุด พวกเขาต่างบอกว่าขาดทุน ไม่อยากเล่นหุ้นแล้ว แม้แต่หุ้น AG ซึ่งผมซื้อไว้ ราคาตอนเช้าอยู่ 115 บาท ตอนนี้เหลือ 110 บาท
ผมถามพี่นิคว่า “เกิดอะไรขึ้น”“ไม่รู้สิ จู่ๆ ต่างชาติก็แห่เทขายหุ้นไทยออกมาแถมชอตเซ็ทห้าสิบด้วย ได้ทั้งเงินขายหุ้นและได้กำไรจากการเล่นตก แต่วันนี้หุ้นไทยตกหนักมากผิดปกติ”
หลายวันต่อมาตลาดหุ้นยังคงตกไม่หยุดจากประมาณ 1600 จุด เหลือเพียงแค่ 1480 จุด ตกลงมาถึงร้อยกว่าจุด บริษัทผมซึ่งเพิ่งเปิดรายได้ยังไม่เยอะนักยิ่งรายได้น้อยลงไปอีก ลูกค้าที่เอามือไปรับหุ้นไว้ก็เหมือนรับมีด หุ้นตกลงไม่หยุดทำพวกเขาขาดทุนไม่กล้าเล่นหุ้น
ผมจะไปแนะนำลูกค้าเล่นชอตแบบผมก็ไม่ได้มากนัก เพราะมันเข้าใจยากและมีความเสี่ยงสูง คนชินกับการเล่นหุ้นขึ้นตามปกติมากกว่า
ผมนั่งอยู่ในห้องทำงาน มองตลาดหุ้นที่ตกลงอย่างน่าใจหาย ผมพลันฉุกคิดถึงวรเดชที่เคยพูดกับผมว่าเขาจะทำลายตลาดหุ้น อดพูดเสียงดังไม่ได้ว่า
“ไอ้วรเดช ต้องเป็นฝีมือมันแน่!”
ตอนที่ 54 วรเดชจะถล่มตลาดหุ้นตามที่เคยวางแผนไว้ในตอนต้นๆ เรื่อง คราวนี้เอาจริง ศึกครั้งสุดท้ายกับวรเดชจะเริ่มแล้วโปรดติดตาม!