เส้นทางสู่ฉางอัน ชานเมืองด้านใต้
วันที่สามสิบของการเดินทาง เช้าถึงบ่าย
ฉินเย่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นในเช้าวันที่สามสิบ
ไม่ใช่การละเมิดข้อตกลงอย่างโจ่งแจ้ง เขาไม่ได้เดินตรงมา แต่ระยะห่างที่เขารักษาไว้มาตลอดนั้นค่อย ๆ แคบลงทีละก้าวใน่เช้า จนเมื่อพวกเขาหยุดพักที่สะพานหิน เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นว่าฉินเย่ยืนอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยห้าสิบก้าว ไม่ใช่สองร้อย
เว่ยหันเฉินไม่หัน แค่พูดออกไปในทิศทางนั้น
"มีอะไรพูดตรง ๆ ได้"
ฉินเย่เดินเข้ามาอีก หยุดที่ระยะห้าสิบก้าว ไม่ได้เดินมาถึงกลุ่ม
"ท่านเว่ยเชาส่งข้อความมาครับ ไม่ใช่ผ่านจดหมาย ผ่านผมโดยตรง"
"พูด"
"ท่านเว่ยเชาบอกว่าถ้าท่านเว่ยหันเฉินยังไม่ตัดสินใจเื่ข้อเสนอของกวนหยู และยังไม่้าคุยกับท่านเว่ยเชาโดยตรง ท่านเว่ยเชาขอให้รู้ว่าสิ่งหนึ่งครับ" ฉินเย่หยุดสักครู่ "ท่านเว่ยเชาบอกว่าเขารู้จักชื่อ 'หยูเทียน' มาก่อนที่จะเข้าสมาพันธ์ฯ และสิ่งที่เขารู้นั้นมากกว่าที่กวนหยูรู้"
เว่ยหันเฉินหันมามองฉินเย่โดยตรงเป็ครั้งแรกในเช้านั้น
หลิวซานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ขยับ แต่ก้ามกรามเกร็งขึ้นเล็กน้อย
"เว่ยเชาบอกอะไรเพิ่มอีกไหม?" เว่ยหันเฉินถาม
"บอกว่าถ้าท่าน้ารู้เพิ่ม ต้องคุยด้วยตัวเองครับ เขาไม่ส่งข้อมูลนั้นผ่านคนกลาง"
เว่ยหันเฉินมองฉินเย่อยู่นาน ประเมินทุกอย่างที่มองเห็น ความตรงของคำพูด ท่าทางที่ไม่ได้แสดงว่าซ่อนอะไรไว้
"ท่านรู้ว่าเว่ยเชารู้อะไรไหม?" เขาถามตรง
"รู้บางส่วนครับ เพราะเขาคุยกับผมมาตลอดระหว่างที่วางแผนการมาในครั้งนี้" ฉินเย่พูด "แต่เขาบอกว่าส่วนที่สำคัญที่สุดนั้นเขาจะบอกท่านเว่ยหันเฉินเองเท่านั้น"
"และท่านไม่ได้ขอให้เขาบอก?"
ฉินเย่ยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่บอกว่าเขาถูกถามคำถามที่ตรงที่สุด "ผมขอครับ แต่เขาปฏิเสธ บอกว่าข้อมูลบางอย่างถ้าผ่านคนกลางจะเสียความหมาย"
ซูหลิงเยิ่นเดินมาเคียงข้างเว่ยหันเฉิน ไม่พูดอะไร แต่สายตาจ้องอยู่ที่ฉินเย่ในแบบที่เธอมองคนที่เธอกำลังประเมิน
"ท่านเว่ยหันเฉิน" ฉินเย่พูดขึ้นมาอีกครั้ง เสียงต่ำลง "ผมพูดนอกรอบอีกครั้งได้ไหมครับ?"
"พูด"
"สิ่งที่ท่านเว่ยเชารู้เกี่ยวกับหยูเทียน ผมไม่รู้ทั้งหมด แต่รู้ชิ้นส่วนหนึ่งที่เขาเล่าให้ฟังก่อนส่งผมออกมา" ฉินเย่พูด "เขาบอกว่าก่อนเข้าสมาพันธ์ฯ เขาเคยรับงานในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตก พื้นที่ที่ไม่มีชุมชนใหญ่ แต่มีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า 'สุสานปราณ'"
หลิวซานขยับเล็กน้อย
"สุสานปราณ" เว่ยหันเฉินพูดซ้ำ
"ครับ เว่ยเชาไม่ได้อธิบายว่าคืออะไร บอกแค่ว่าสิ่งที่เขาพบในนั้นทำให้เขาเข้าใจว่าทำไมชื่อหยูเทียนถึงปรากฏในบันทึกเก่ากว่าร้อยปี และทำไมปราณของคนที่รับใช้หยูเทียนถึงมีกลิ่นที่ท่านเว่ยหันเฉินสังเกตเห็นในตอนที่โจมตีผู้ส่งสาร"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
กลิ่นของปราณเทียนชิงเม่ยที่ปนอยู่ในปราณของคนรับใช้หยูเทียน มันไม่ใช่ปราณจากการฝึก และไม่ใช่จากคนในตระกูลที่หาได้ในยุคนี้
ถ้ามันมาจากสุสานปราณที่เก็บรักษาสิ่งบางอย่างมาเป็ร้อยปี...
"ขอบคุณสำหรับข้อมูล" เว่ยหันเฉินพูด
ฉินเย่พยักหน้า ถอยออกไปสองร้อยก้าวตามเดิม
พวกเขาเดินต่อในเช้าที่เหลืออยู่ ซูหลิงเยิ่นเดินข้าง ๆ หวงเจินโดยไม่ฝึกวงปราณน้ำ เธอคิดอยู่กับสิ่งที่ฉินเย่พูด
"หลิวซาน" เธอพูดขึ้น "ท่านรู้จักคำว่า 'สุสานปราณ' ไหม?"
หลิวซานเดินอยู่ข้างหลังเล็กน้อย คิดก่อนตอบ
"เคยได้ยินครับ แต่คิดว่าเป็แค่ตำนาน" เขาพูด "ในบันทึกเก่าบางฉบับ มีการพูดถึงสถานที่ที่นักปราณในยุคโบราณสร้างขึ้นเพื่อ 'เก็บรักษา' ปราณที่พิเศษไว้ไม่ให้หายไปตามร่างกายที่ตาย"
ซูหลิงเยิ่นหยุดเดินชั่วขณะ แล้วก็เดินต่อ
"เก็บปราณไว้หลังจากเ้าของตาย" เธอพูดช้า ๆ "แปลว่าถ้าสายเืเทียนชิงเม่ยหายไปสองร้อยปีก่อน แต่มีสุสานปราณที่เก็บรักษาปราณของคนที่มีสายเืนั้นไว้..."
"หยูเทียนก็มีแหล่งของปราณนั้นโดยไม่ต้องพึ่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่" เว่ยหันเฉินพูดต่อ
"และถ้าสุสานนั้นมีปราณสะสมมาสองร้อยปี" หลิวซานพูดเบา ๆ "มันอาจมีมากพอที่จะเสริมคนหลายคนได้ ไม่ใช่แค่สองสามคน"
ความเงียบหนักลงตามถนน
ซูหลิงเยิ่นเดินต่อไปสักครู่ก่อนพูด
"แปลว่าเหตุผลที่พวกเขา้าตัวข้าในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะสุสานปราณหมดลง แต่เพราะปราณที่เก็บสะสมมานั้นไม่สามารถทำสิ่งที่ปราณสดจากคนที่มีชีวิตทำได้"
"ปราณที่เก็บไว้นานเริ่มเสื่อมสภาพ" เว่ยหันเฉินพูด "หรืออาจมีบางสิ่งที่้าปราณสดที่วนเวียนอยู่ในร่างที่มีชีวิต ไม่ใช่ปราณที่แช่แข็งไว้ในสุสาน"
ซูหลิงเยิ่นหยุดเดินอีกครั้ง คราวนี้นานกว่า
"ฮวนปราณ" เธอพูดออกมาเบา ๆ
ทั้งสองมองเธอ
"ปราณที่วนเวียน ไม่หยุดนิ่ง ไม่สะสมในที่เดียว นั่นคือสิ่งที่สุสานปราณให้ไม่ได้" เธอพูด เสียงเรียบแต่มีบางอย่างที่หนักขึ้น "สุสานปราณให้ได้แค่ปราณที่นิ่ง แต่ฮวนปราณที่วนอยู่ในร่างที่มีชีวิตนั้นต่างกันสิ้นเชิง"
เว่ยหันเฉินนิ่งกับข้อสรุปนั้น
ในคัมภีร์ที่อาจารย์ใหญ่ทิ้งไว้ มีบางหน้าที่บรรยายเื่ปราณที่วนเวียน ปราณที่ไม่ถูกผูกไว้กับที่ใดที่หนึ่ง เป็ปราณที่สามารถซึมผ่านการสะสมของปราณที่แข็งตัวและฟื้นฟูมันขึ้นมาได้
ถ้านั่นถูกต้อง ซูหลิงเยิ่นไม่ใช่แค่กุญแจที่ใช้ครั้งเดียว
เธอเป็สิ่งที่ฟื้นฟูกุญแจที่เก่าลงได้ด้วย
เที่ยงวัน
ถนนแยกออกเป็สามเส้นที่ทางแยกใหญ่ เส้นตรงมุ่งสู่ฉางอัน เส้นซ้ายวนออกไปทางทุ่งนา เส้นขวาลงไปตามฝั่งแม่น้ำ
พวกเขาหยุดพักในร่มต้นหอมใหญ่ที่ขึ้นอยู่มุมแยก หลิวซานแกะเสบียงออกมาจัดการอาหาร ซูหลิงเยิ่นนั่งลงบนหินเตี้ย ๆ และเว่ยหันเฉินยืนสังเกตสามเส้นทางอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
ฉินเย่หยุดอยู่ที่ระยะสองร้อยก้าว นั่งลงบนขอบถนน
สิบนาทีผ่านไปในความเงียบสบาย ๆ
แล้วเว่ยหันเฉินก็รู้สึกถึงบางอย่าง
ไม่ใช่กลิ่นคราวนี้ แต่เป็การเปลี่ยนแปลงในปราณรอบข้าง เบาแต่รู้ได้ ปราณที่ถูกกดเก็บแน่นกว่าคนของตระกูลเซา แน่นกว่าสมาพันธ์หยูหลิน แต่ไม่แน่นพอสำหรับเขา
คนของหยูเทียนอีกครั้ง
คราวนี้ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้ซุ่มอยู่บนที่สูงหรือในต้นไม้ พวกเขาซ่อนอยู่ในพื้นที่เปิดโดยใช้ปราณกดเก็บเป็การพรางตัว เทคนิคที่ต้องฝึกมานานกว่า
เว่ยหันเฉินไม่หันหลัง
"หลิวซาน รับเสบียงขึ้นมา"
ไม่ใช่คำสั่งให้เก็บ แต่เป็สัญญาณที่หลิวซานรู้จักดีว่าหมายความว่าอะไร
มือหลิวซานค่อย ๆ เลื่อนไปที่ด้ามดาบสั้นโดยไม่เร่ง ยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม
"จำนวน?" หลิวซานถามเงียบ ๆ
"หก" เว่ยหันเฉินพูด "สองในร่มต้นไม้ฝั่งซ้าย สองที่เกวียนทิ้งร้างปลายถนน หนึ่งในนาข้าวทางขวา หนึ่งบนหลังคาศาลเล็ก ๆ ด้านหลัง"
ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่กับหินเตี้ยในท่าที่ไม่เปลี่ยน แต่วงปราณน้ำก่อตัวขึ้นรอบตัวเธออย่างเงียบ ๆ ห้าก้าว สม่ำเสมอ ไม่สั่น
เว่ยหันเฉินรู้สึกถึงมันที่หลัง
เธอเตรียมพร้อมแล้วก่อนที่เขาจะสั่ง
ห้าวินาทีผ่านไปในความเงียบที่ตึงเกินธรรมชาติ
แล้วคนบนหลังคาศาลก็ะโลงมาก่อน
ตึก!!
ร่างกระทบพื้นดินข้างหลังหลิวซาน ดาบสั้นพุ่งออกมาในจังหวะที่ลงพื้น เล็งที่ไหล่ซ้าย
ชิ้ง!!
หลิวซานหมุนตัวพร้อมกับดาบสั้นซ้ายรับ
เคร้ง!!
โลหะกระทบโลหะ ประกายกระเด็น หลิวซานดันออกพร้อมกับก้าวถอยหนึ่งก้าว
คนในร่มต้นไม้สองคนพุ่งออกมาพร้อมกัน มุ่งมาที่เว่ยหันเฉิน
พึ่บพึ่บ!!
เท้าสองคู่บนพื้นดินที่ชื้น ไม่ดัง แต่รู้สึกถึงแรงสั่นะเืในพื้นดินได้
เว่ยหันเฉินไม่หลบ เปิดปราณชั้น 4 ยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้วพุ่งออกไปหาคนซ้าย
ฝ่ายตรงข้ามไม่คาดว่าเขาจะเข้าหาแทนที่จะรับ
ตุ้บ!!
ฝ่ามือซ้ายของเว่ยหันเฉินกระทบที่หน้าอกชายคนซ้ายโดยตรง ปราณที่อัดไว้ในฝ่ามือซึมเข้าไปในร่างกาย
รู้สึกถึงมันทันที ปราณเทียนชิงเม่ยจากสุสานที่แข็งและไม่ไหล ต่างจากปราณสดของซูหลิงเยิ่นอย่างสิ้นเชิง เหมือนน้ำแข็งที่พยายามทำตัวเป็น้ำ
ชายคนซ้ายกระเด็นออกไปสองก้าว หมดสมดุลชั่วขณะ
คนขวาพุ่งเข้ามาในจังหวะนั้น ดาบยาวฟาดลงมาในแนวตรง
เฟี้ยว!!
เว่ยหันเฉินเอียงลำตัวออก ดาบผ่านไปเฉียดไหล่ขวา
ฉับ!!
ผ้าด้านไหล่ขาดบาง ๆ ไม่ถึงเนื้อ แต่ใกล้กว่าที่ควร
คนขวาไม่หยุด ตามมาด้วยดาบสั้นที่มือซ้าย
ควับ!!
เว่ยหันเฉินถอยออกครึ่งก้าว ดาบสั้นผ่านหน้าท้องไปหนึ่งนิ้ว
คนเหล่านี้เก่งกว่าชุดก่อน
ปราณจากสุสานที่เสริมร่างกายพวกเขานั้นแน่นกว่าของปู่เซา แต่ยังมีลักษณะของปราณที่ไม่ใช่ตัวเอง ยังหนืดกว่าปราณที่ฝึกมาเอง
สองคนจากเกวียนทิ้งร้างวิ่งออกมาเข้าร่วม เล็งมาที่ซูหลิงเยิ่น
เว่ยหันเฉินเห็นและรู้สึกถึงความตึงในอกของเขา แต่เขาไม่สามารถแยกตัวจากสองคนที่กำลังรุมอยู่ได้ในทันที
ซูหลิงเยิ่นลุกขึ้นจากหินเตี้ย วงปราณน้ำของเธอยังวนอยู่ครบห้าก้าว
สองคนที่วิ่งเข้ามาชะลอลงเมื่อรู้สึกถึงวงปราณน้ำที่ล้อมรอบเธอ มันไม่ใช่กำแพง แต่มันทำให้ปราณในร่างกายของพวกเขาที่ถูกยัดมาจากภายนอกรู้สึกถึงแรงต้านเบา ๆ เหมือนเดินเข้าหาน้ำที่ไหลออกมา
หนึ่งในสองคนหยุดชะงักนานกว่าเพื่อน
และในความชะงักนั้น ซูหลิงเยิ่นทำสิ่งที่เว่ยหันเฉินไม่ได้สั่ง
เธอขยายวงออกไปฝ่ายเว่ยหันเฉิน ไม่ใช่ห้าก้าวอีกต่อไป แต่แปดก้าว
วงสั่น ยากกว่าห้าก้างมาก แต่เธอกดขอบเขตในใจ ฮวนปราณที่วนอยู่ในร่างกายของเธอวิ่งออกมาเสริมขอบเขตนั้นโดยอัตโนมัติ
เว่ยหันเฉินที่กำลังรับดาบจากสองคนรู้สึกถึงมันที่หลัง
อ่อนกว่าห้าก้างมาก แต่รู้สึกได้
ปราณในเส้นปราณของเขาที่บั่นทอนจากการสู้ั้แ่ต้นเริ่มฟื้นเล็กน้อย ไม่มากพอที่จะรู้สึกได้ชัด แต่มากพอที่จะให้เขาสู้ต่อได้โดยไม่ต้องเปิดปราณมากกว่านี้
เขาเปิดชั้น 4 สามสิบเปอร์เซ็นต์ ตัดสินใจจบเร็ว
ตุ้บ!! ตุ้บ!!
สองหมัดรัวออกมาที่ชายโครงซ้ายของคนขวา จุดที่ปราณจากสุสานบางกว่าส่วนอื่น
อ้อก!!
ชายคนขวาโค้งตัวรับแรง ในจังหวะนั้นเว่ยหันเฉินก้าวเข้าชิด มือซ้ายจับด้ามดาบยาวบิดออก
แกร๊ก!!
ข้อมือเคลื่อน ดาบยาวหลุดมือ
เพล้ง!!
โลหะกระทบหินกรวดพื้นถนน
คนซ้ายที่เพิ่งตั้งตัวกลับได้พุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้เว่ยหันเฉินไม่รับ เขาก้าวออกข้างและปล่อยให้คนซ้ายผ่านไป แล้วศอกขวาตวัดออกมาที่หลังศีรษะในจังหวะที่ร่างผ่านไปข้าง ๆ
ตุ้บ!!
ไม่ดังมากแต่แม่น
ชายคนซ้ายสะดุดออกไปหน้าอุ้ยหน้า ล้มลงบนพื้นดินข้าง ๆ ถนน
ด้านหลิวซาน เขาและคนที่ะโลงจากหลังคาแลกหมัดและดาบกันอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ หลังต้นหอม ดาบสั้นคู่ของหลิวซานทำงานในจังหวะที่แน่นกว่าของฝ่ายตรงข้าม
เคร้ง!! ชิ้ง!! เคร้ง!!
โลหะกระทบกันสามครั้งรัว
คนที่ะโลงจากหลังคาถอยออกหนึ่งก้าว หลิวซานไม่ปล่อยโอกาส ดาบสั้นซ้ายจิ้มออกมาที่ต้นแขนขวา
ฉึก!!
ปลายดาบทะลุเสื้อและเนื้อตื้น ๆ ชายนั้นร้องออกมาสั้น
อั้ก!!
แต่ไม่หยุด ดาบในมือขวายังฟาดออกมาต่อ
เคร้ง!!
หลิวซานรับ แต่แรงทำให้เขาเซออกก้าวหนึ่ง
สองคนที่เล็งมาที่ซูหลิงเยิ่นนั้น คนหนึ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นจนวงปราณน้ำของเธอััได้ถึงปราณในร่างของเขา
ซูหลิงเยิ่นรู้สึกถึงมัน ปราณที่ไม่ใช่ตัวเอง หนักและนิ่ง ต่างจากปราณที่เธอรู้สึกในร่างคนปกติอย่างสิ้นเชิง
เธอทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำในสถานการณ์นี้
เธอดูดปราณนั้นออกมา
ไม่มากและไม่ลึก แค่แตะผิว ๆ แต่ปราณจากสุสานที่ยัดอยู่ในร่างกายของชายคนนั้นเมื่อัักับฮวนปราณของเธอก็ตอบสนองแตกต่างออกไปจากพิษงูดำของหลิวซาน
ปราณนิ่งถูกดูดออกมาจากขอบนอกของร่างกาย เหมือนสาหร่ายที่เกาะอยู่บนหินที่ถูกกระแสน้ำดึงออกในที่สุด
ชายนั้นสะดุดในก้าวที่กำลังจะพุ่งออกมา
ขาที่รับน้ำหนักด้วยปราณจากสุสานนั้นอ่อนแรงลงชั่วขณะ ราวกับฐานที่เขาพึ่งอยู่เริ่มสั่นคลอน
เขาไม่ล้ม แต่ก้าวที่ตามมาเบากว่าเดิม
คนที่สองที่เข้ามาพร้อมกันเห็นเพื่อนสะดุด ชะลอลงโดยสัญชาตญาณ
และในความชะลอนั้น เว่ยหันเฉินที่จบคนสองคนของตัวเองไปแล้วพุ่งออกมา
พึ่บ!!
ก้าวเดียว ระยะห่างสิบก้าวระหว่างเขากับคนที่สองปิดลงในเสี้ยววินาที
ตุ้บ!!
ฝ่ามือกระทบที่คางในแนวดันขึ้น
กร๊อบ!!
ศีรษะแอ่นออก คนนั้นล้มหลัง
คนที่ซูหลิงเยิ่นดูดปราณออกไปเล็กน้อยนั้นยังยืนอยู่ แต่การยืนนั้นหนักกว่าเดิม เขามองดูเว่ยหันเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อนที่ล้มไปแล้ว
แล้วก็มองดูซูหลิงเยิ่นที่ยืนอยู่ห่างออกไปห้าก้าว
ในดวงตาของชายนั้นมีสิ่งที่เว่ยหันเฉินไม่เคยเห็นในดวงตาของคนที่รับใช้หยูเทียนมาก่อน
ความกลัว
คนที่รับใช้หยูเทียนมักไม่กลัว เพราะปราณจากสุสานที่ยัดเข้าไปในร่างกายทำให้ความรู้สึกกลัวลดลงด้วย แต่ความรู้สึกที่ปราณนั้นถูกดึงออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้เขาตระหนักว่ามีบางอย่างที่สามารถทำสิ่งที่เขาไม่คิดว่าเป็ไปได้
ชายนั้นถอยออกไปสองก้าว
แล้วก็วิ่ง
ตึกตึกตึก!!
เสียงฝีเท้าบนพื้นดินดังก้อนก่อนจะจางลง
หลิวซานจัดการคนสุดท้ายที่ยังสู้อยู่ในเวลาถัดมาไม่นาน สันดาบตีที่ขมับ คนนั้นล้มออกข้าง
โครม!!
ร่างกระทบพื้นหญ้าข้างถนน
ความเงียบกลับมา
หลิวซานหายใจแรงกว่าปกติ มีรอยขีดบางที่แขนซ้ายจากดาบที่เฉือนผ่าน เืซึมเล็กน้อย ไม่ลึก
เว่ยหันเฉินตรวจร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว ผ้าขาดสองจุด รอยแดงที่ไหล่ขวาจากที่ดาบเฉือนผ่าน แต่ไม่มีาแที่เนื้อ
ซูหลิงเยิ่นยืนอยู่กับที่ วงปราณน้ำลดลงแล้ว มือซ้ายกุมที่ท้องเล็กน้อยเหมือนมีบางอย่างเจ็บข้างใน
เว่ยหันเฉินเดินมาหาเธอทันที
"เป็อะไร?"
"ไม่เป็อะไรค่ะ" เธอพูด "แค่ดูดปราณจากสุสานออกมาบางส่วน มันไม่เหมือนพิษ มันเหมือน..." เธอหยุดหาคำ "เหมือนกินอาหารที่เย็นและแข็งเกินไป รู้สึกอึดอัดชั่วคราวแต่ไม่เป็อันตราย"
"เ้าดูดปราณจากสุสานออกมาโดยตั้งใจ?" เว่ยหันเฉินพูด เสียงไม่ดุแต่มีน้ำหนัก
"ข้ารู้สึกว่าทำได้ค่ะ" เธอพูด มองเขาตรง ๆ "และถ้าปราณนั้นถูกดึงออกมา ชายคนนั้นจะอ่อนแรงลง ท่านก็จะสู้ง่ายขึ้น"
"มันเป็สิ่งที่เ้าไม่เคยทดลองมาก่อน"
"ข้ารู้ค่ะ" เธอพูดโดยไม่แก้ตัว "แต่เมื่อฮวนปราณััปราณนั้น มันรู้ว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิมกับที่เกิดขึ้นตอนดูดพิษออกจากหลิวซาน"
เว่ยหันเฉินมองเธออยู่นาน ในหัวของเขาบางสิ่งกำลังเชื่อมโยงเข้าหากัน
ฮวนปราณของซูหลิงเยิ่นสามารถดูดปราณจากสุสานออกจากร่างกายคนอื่นได้
นั่นหมายความว่าเธอไม่ใช่แค่กุญแจที่เปิดห้องได้ แต่เธอยังสามารถทำสิ่งที่เว่ยหันเฉินไม่เคยคิดว่าเป็ไปได้ในานี้ได้อีกด้วย
"หลิวซาน แขน" เว่ยหันเฉินพูด
"ไม่ลึกครับ" หลิวซานพูด แต่ยื่นแขนออกมาให้ซูหลิงเยิ่นดูอยู่ดี
ซูหลิงเยิ่นพันผ้าให้หลิวซานในเวลาไม่กี่นาที ปราณน้ำเบา ๆ ที่เธอส่งออกมาช่วยรักษาขอบแผล
ห่างออกไปสองร้อยก้าว ฉินเย่ยืนอยู่กับที่ตลอดเวลา ไม่เข้ามาช่วย ไม่หนี
เมื่อการต่อสู้จบ เขาเดินเข้ามาในระยะยี่สิบก้าว ครั้งแรกที่เขาเข้ามาใกล้ขนาดนี้นับจากที่เขาเดินตามมา
"ผมขอบอกสิ่งหนึ่งครับ" เขาพูด เสียงไม่มีอารมณ์
"พูด"
"คนที่หนีไปคนนั้น เขาหนีไปในทิศที่ไม่ใช่ฉางอัน เขาหนีออกไปทางทุ่งนา ซึ่งหมายความว่าฐานของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ฉางอัน" ฉินเย่พูด "หรืออาจหมายความว่าเขาจะรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้คนที่รออยู่นอกเมือง"
"หยูเทียนไม่ได้อยู่ที่ฉางอัน" หลิวซานพูดเบา ๆ
"อาจจะไม่ใช่ตอนนี้ครับ" ฉินเย่พูด
ความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคนั้นหนักพอ
เว่ยหันเฉินมองทิศที่ชายนั้นหนีออกไป ทุ่งนาสีทองที่ต้นข้าวแกว่งตามลมไม่รู้เื่ราวในถนนข้าง ๆ
"เดินทางต่อ" เขาพูด
บ่ายนั้นเดินในความเงียบที่หนักกว่าเดิม
สามวัน
ซูหลิงเยิ่นเดินข้าง ๆ หวงเจินในจังหวะที่สม่ำเสมอ ความอึดอัดที่ท้องจากการดูดปราณจากสุสานลดลงเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่เดิน ฮวนปราณทำงานจัดการสิ่งแปลกปลอมออกไปในแบบที่เธอคุ้นชินแล้ว
แต่ในหัวของเธอมีคำถามค้างอยู่
"ท่านเว่ย" เธอพูดขึ้นมาในที่สุด
"อะไร"
"ปราณจากสุสานที่ข้าดูดออกมา มันออกไปไหนคะ? ข้าไม่รู้สึกว่ามันอยู่ในร่างข้า"
เว่ยหันเฉินคิดอยู่ครู่
"ฮวนปราณวนออกตามธรรมชาติ มันวนออกไปในอากาศ" เขาพูด "ปราณจากสุสานที่ถูกดูดออกมานั้นน่าจะสลายตัวเมื่อออกมาจากร่างกายที่รองรับมัน"
"แปลว่าข้าไม่ได้เก็บมันไว้ แค่ปลดปล่อยออก"
"น่าจะใช่"
ซูหลิงเยิ่นเดินต่อไปสองสามก้าวก่อนพูดอีก "ถ้าข้าทำสิ่งนี้กับคนที่มีปราณจากสุสานในร่างหลาย ๆ คนพร้อมกัน..."
"จะทำให้พวกเขาอ่อนแรงพร้อมกัน" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "แต่ต้องอยู่ในวงที่ััได้ถึงทุกคน แปลว่าระยะที่เ้าต้องยืนนั้นอันตราย"
"รู้ค่ะ" เธอพูด ไม่ใช่การยืนยันว่าจะทำ แต่เป็การรับรู้ข้อจำกัด
หลิวซานเดินอยู่ข้างหลัง ฟังการสนทนาโดยไม่ขัด แต่ในหัวเขากำลังจดจำทุกอย่างที่ได้ยิน เพราะสิ่งที่ซูหลิงเยิ่นแสดงให้เห็นในวันนี้นั้นเปลี่ยนการประเมินสถานการณ์ที่ฉางอันไปอย่างสิ้นเชิง
"ท่านเว่ยหันเฉิน" ฉินเย่พูดขึ้นมาจากระยะสองร้อยก้าวข้างหลัง เสียงดังพอที่จะได้ยินแต่ไม่ดังเกินไป
เว่ยหันเฉินหยุดหวงเจิน หันออกไปเพียงเล็กน้อย
"คืนนี้ถ้าท่าน้าพูดคุยกับท่านเว่ยเชาโดยตรง ผมสามารถจัดการได้ครับ" ฉินเย่พูด "เขาไม่ไกลนัก"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่นาน ลมบ่ายพัดผ่านต้นหลิวข้างทาง
"คืนนี้" เขาพูดในที่สุด
ฉินเย่พยักหน้า
เว่ยหันเฉินขับหวงเจินต่อไป สามวันกับการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง