ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 58 จางหวัง

            บทที่58

            จางหวัง

            หยุนโม่ไม่แสดงท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อยใบหน้ายังคงสงบนิ่ง เขาเอ่ยถามกลับไปอย่างราบเรียบ

            “นักฆ่า? ผู้ใดกัน? ขอบเขตฝึกตนเป็นเช่นไร?”

            หมิงเยว่หลานไม่ได้อ้อมค้อมนางให้คำตอบในทันที

            “จางหวัง...คนผู้นี้มีฝีมือไม่น้อย อายุยังไม่มาก แต่ตอนนี้ก็อยู่ในขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดแล้วอีกทั้งยังเชี่ยวชาญการใช้ดาบจนได้รับฉายาว่า ‘นักดาบสะบั้นคอ’”

            “โอ้ว...ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดเลยหรือ” หยุนโม่ลากเสียงยาวในลำคอสีหน้าและแววตาไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

            หมิงเยว่หลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางยิ้มบางๆ เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของเขา

            “เจ้าดูไม่ตกใจเลยหรือเจ้าคิดว่าตนเองจะสามารถรับมือกับเขาได้จริงๆ? ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าจางหวังผู้นั้น... ไม่ธรรมดาอย่างที่เจ้าคิดนักหรอก”

            หยุนโม่หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ข้าย่อมรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา”

            เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากริมลำธารบิดตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยแล้วจึงหันไปพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งของลำธาร

            “เอาล่ะแม่นางหมิงมาบอกเรื่องสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้ไม่ทราบว่าเจ้าต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทนหรือไม่?”

            หมิงเยว่หลานยิ้มบางรอยยิ้มนั้นงดงามราวกลีบบุปผาแรกแย้ม น้ำเสียงของนางไพเราะเย็นหู

            “ไม่ต้องการสิ่งใดหรอกข้าเพียงแค่อยากให้เจ้ารอดชีวิตเท่านั้น... เท่านี้จริง ๆ”

            หยุนโม่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆถอดหน้ากากเหล็กออก เผยใบหน้าที่แท้จริง ใบหน้าคมสันของเขาฉายรอยยิ้มพร้อมกับเลิกคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นอย่างล้อเลียน

            “โอ้ว...เช่นนั้นคำพูดนี้ก็นับเป็นคำบอกรักแล้วกระมัง?”

            หมิงเยว่หลานหัวเราะออกมาเบา ๆก่อนจะหมุนกายหันหลัง

            เสียงหัวเราะของนางดังแว่วในอากาศ

            จากนั้นเงาหลังอันงดงามในชุดสีอ่อนก็ค่อยๆ ก้าวเดินจากไป ท่ามกลางแสงแดดอ่อนในยามสาย

            นางก้าวไปอย่างเชื่องช้าเพียงครู่เดียวแล้วก็เร่งฝีเท้าเบาขึ้นเรื่อย ๆ ร่างบางนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างลื่นไหลราวกับกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับป่า

            เพียงไม่กี่อึดใจ...ร่างของนางก็หายลับไปจากสายตา

            หยุนโม่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเงียบงัน... ไม่ได้พูดจาใด ๆ ท่าทีผ่อนคลายก่อนหน้านี้พลันจางหาย

            ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาดวงตาทอประกายแน่วแน่ ขณะพึมพำกับตนเอง

            “แบบนี้ก็คงต้องเตรียมตัวไว้แล้วล่ะ...ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุด... อืม...เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”

            …

            สองวันผ่านไป…

            นับตามเวลาที่หยุนโม่เดินทางมาถึงโลกใบนี้วันนี้เป็นวันที่สิบเก้าแล้ว

            เช้าวันนี้บรรยากาศบริเวณปากทางเข้าป่าอสูรอวี้หยางกลับดูเงียบสงบเป็นพิเศษท้องฟ้าด้านบนถูกเมฆหมอกหนาทึบปกคลุมแสงอาทิตย์ไม่อาจสาดส่องลงมายังพื้นดินได้โดยตรง บรรยากาศทั่วบริเวณจึงขมุกขมัว เย็นเยียบและเต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

            บริเวณปากทางเข้ามีร่างของชายผู้หนึ่งยืนอยู่เงียบ ๆ

            เขาเป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผ้าคลุมที่ปลิวไหวเบา ๆกับสายลมเผยให้เห็นร่างกายภายใต้ชุดที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นแนบแน่นราวกับเหล็กกล้าใบหน้าของเขาเย็นชา ดวงตาคู่คมทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง 

            ที่แผ่นหลังของเขามีดาบเล่มใหญ่สะพายอยู่ตัวดาบนั้นไม่มีฝัก มีเพียงผ้าดำพันรอบใบมีดไว้แน่นหนาดูคล้ายดาบที่แฝงกลิ่นอายอันตรายอยู่ทุกอณู

            เขาคือจางหวัง นักฆ่าจากเขตการปกครองเมฆาคลั่ง

            ข้างกายเขามีชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งยืนอยู่นั่นคือหลี่หยางเฟิง น้องชายของผู้นำตระกูลหลี่ผู้เป็นคนติดต่อว่าจ้างจางหวังมาในครั้งนี้

            “ที่นี่งั้นหรือ?”จางหวังกล่าวเสียงต่ำ พลางทอดตามองเข้าไปในป่าอสูรเบื้องหน้า ที่ทอดตัวยาวไกลสุดสายตา

            หลี่หยางเฟิงพยักหน้าและตอบกลับ “ใช่แล้ว นี่คือค่าจ้างครึ่งหนึ่งตามสัญญาและนี่คือตำแหน่งล่าสุดที่คนของเราพบเจอเป้าหมาย”

            เขาหยิบถุงสัมภาระขนาดเล็กออกมาส่งให้กับจางหวัง

            จางหวังรับถุงมาก่อนจะเปิดดูภายในอย่างไม่รีรอ ข้างในมีหินวิญญาณระดับสองจำนวนยี่สิบห้าก้อนวางเรียงอยู่พร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่ง

            เขาหยิบกระดาษออกมา คลี่ดูเป็นแผนที่ย่อระบุพิกัดล่าสุดของหยุนโม่เอาไว้อย่างชัดเจน

            “หึ...” จางหวังยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาพึงพอใจในค่าจ้างและข้อมูลที่ได้รับ

            เขาเก็บของทุกชิ้นเข้าที่ แล้วหันกลับไปมองชายที่ยืนอยู่ข้างๆ

            “พวกเจ้ากลับไปรอฟังข่าวดีได้เลย”น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

            หลี่หยางเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินทางกลับ ทิ้งให้ร่างของนักฆ่าเงียบขรึมยืนอยู่ลำพัง ณปากทางเข้าสู่ป่าอสูรอวี้หยาง…

            จางหวังหันกลับไปมองผืนป่าอสูรอวี้หยางเบื้องหน้าอีกครั้งดวงตาของเขาเยือกเย็น ไม่กล่าวคำใดก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในความเงียบงันที่ปกคลุมใต้ร่มเงาไม้

            แม้ภายนอกจะดูเหมือนก้าวเดินไปตามปกติทว่าแท้จริงแล้ว เขาเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว ฝีเท้าเบาดุจแมวป่า ร่างของเขาลื่นไหลแทรกผ่านแนวไม้หนาทึบและโขดหินเหมือนเงามืดที่แหวกป่าอย่างไร้เสียงทุกย่างก้าวของเขามั่นคง ไม่ลังเล มุ่งหน้าตรงสู่พิกัดเป้าหมายที่ได้รับมา

            ผ่านไปสักพักใหญ่ ๆหูของเขาก็เริ่มได้ยินเสียงลำธารไหลเอื่อยเบา ๆ อยู่เบื้องหน้า

            เพียงเสียงนั้นแว่วมา จางหวังก็รู้ในทันทีว่าตัวเองมาถึงตำแหน่งตามแผนที่ที่ได้รับมาแล้ว

            เขาชะลอฝีเท้าเล็กน้อยร่างกายโน้มต่ำลง ใช้ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมตรวจสอบสิ่งรอบข้างเตรียมพร้อมจะใช้ทักษะในการแกะรอยต่อเพื่อตามหาเป้าหมาย

            แต่ยังไม่ทันได้เริ่มลงมือจริงจังสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องชะงักกึก

            ริมลำธารตรงหน้าห่างออกไปไม่ไกล…

            มีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เขาสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวบนใบหน้าสวมหน้ากากเหล็กที่บดบังทั้งใบหน้าทั้งความรู้สึและอารมณ์ 

            ร่างของอีกฝ่ายยืนอยู่ข้างลำธารอย่างเงียบเชียบราวกับกำลังรอการมาถึงของเขาอยู่ก่อนแล้ว

            จางหวังหยุดฝีเท้าทันทีเท้าทั้งสองข้างยึดแน่นกับพื้นโดยไม่ก้าวต่อใบหน้าอันเย็นชาขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ

            “หืม...” เขาส่งเสียงต่ำในลำคออย่างไม่ปิดบังความสงสัย ดวงตาแคบลงเล็กน้อยขณะจ้องมองชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด

            การที่อีกฝ่ายรู้ตำแหน่งของเขา หรืออาจจะรู้อยู่แล้วว่าจะมาถึง...นี่มันอะไรกันแน่?