กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 คนที่ห่วงหา

    บทที่ 133 คนที่ห่วงหา

            “ฮ่าๆ!” เมื่อมองไปที่ฉู่อวิ๋นที่กำลังตั้งท่าต่อกรโม่ซิวก็หัวเราะด้วยความโกรธ

            ชายหนุ่มผู้หยิ่งผยองคนนี้สูงส่งกว่าใครตั้งแต่ยังเด็กพรสวรรค์ด้านกระบี่ของเขาไร้ใครเทียบ เชี่ยวชาญทักษะลับสงัดนิรันดร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเคหาสน์เขากระบี่โดดเด่นอย่างยิ่ง

            โม่ซิวประหลาดใจ ทั้งชีวิตไม่เคยพบใครที่หาญกล้าคิดจะแข่งขันกับเขาแบบตัวต่อตัวแต่คนป่าตรงหน้ากลับกล้ามาท้าทายเขา

            “เจ้าเด็กนี่บังอาจนัก ถึงคุณหนูฉู่จะเยาะเย้ยก็เป็นเรื่องสมควรแต่เจ้าคนป่านี่คิดว่าตัวเองเป็นใคร? ถึงกล้าเข้ามาสมทบตอนนี้เตรียมรับผลกรรมเถอะ สมน้ำหน้า!”

            “ช่วยไม่ได้ คนป่าไม่มีสมอง มีแต่ความวู่วาม คงคิดจะอวดฉลาดต่อหน้าคุณหนูฉู่แต่สุดท้ายก็ไปยั่วโม่ซิวเข้า โง่จริงๆ”

            ทุกคนต่างยินดีกับความโชคร้ายนี้ เพราะไม่พอใจฉู่อวิ๋นมานานแล้ว ที่อาศัยอำนาจของตระกูลเสวี่ยแย่งที่นั่งแถวหน้าไปครอง

            และตอนนี้ โม่ซิวและฉู่อวิ๋นขัดแย้งกัน หลายคนจึงแอบสนุกตามไปด้วย

            “เหตุใดขยะในขยะเช่นเจ้าถึงได้คิดมาเทียบเทียมกับข้า? กล้าดีอย่างไรถึงได้มาเผชิญหน้ากับข้าเช่นนี้?” โม่ซิวเชิดคางขึ้นสูงและมองลงไปที่ฉู่อวิ๋นด้วยสายตาที่หยิ่งผยองอย่างยิ่ง

            “เจ้าตีความบทเพลงนี้ผิดเอง แต่กลับมาโกรธข้าแทน เจ้านี่เห็นแก่ตัวจริงๆไม่กลัวถูกหัวเราะเยาะหรือไร?” ฉู่อวิ๋นกล่าวอย่างเหน็บแนม

            “ข้าตีความผิดแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?! ไม่ต้องให้คนป่าอย่างเจ้ามายุ่ง!”โม่ซิวโกรธกริ้ว เขาเตะโต๊ะไม้บนพื้นล้มอย่างเอาแต่ใจ

            ฉู่อวิ๋นยกมือขึ้นกอดอก ยกมุมปากแล้วเยาะเย้ย“ข้าแค่นเสียงหนึ่งทีก็หาว่ายุ่งเรื่องเจ้าเช่นนั้นถ้าเดินไปตลาดแล้วสุ่มเลือกใครสักคนมาแค่นเสียงก็แปลว่าเขายุ่งเรื่องของเจ้าเช่นนั้นหรือ?เจ้าขาดความรักหรือ? เหงามากหรือ? ถึงได้อยากให้คนอื่นมายุ่งด้วยถึงเพียงนี้”

            “เจ้า... เจ้า!” โม่ซิวโกรธมาก วางมือบนด้ามกระบี่แล้วพูดอย่างเคร่งขรึม“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าคนที่นี่หรือ?”

            “เชอะ?” ฉู่อวิ๋นมองตอบอย่างจริงจังเช่นกันพลังปราณของเขาพุ่งสูงขึ้น “เจ้าจะลองดูหรือไม่เล่า?”

            ในยามนี้ ทั้งคู่ประจันหน้ากัน สีหน้าเคร่งเครียดคล้ายจะก่อศึก ทุกคนจึงรู้สึกกังวล

            เพราะจุดประสงค์หลักของงานเลี้ยงนี้คือการสนทนากันอย่างเป็นมิตร ทั้งในลานยังมีคนงามไม่น้อยจะให้มาเปื้อนเลือดก็คงไม่ดีนัก

            ในขณะเดียวกัน ทุกคนต่างก็สงสัยเพราะพวกเขาพบว่าฉู่อวิ๋นคนป่าคนนี้สามารถต้านกระแสพลังจากกระบี่ของโม่ซิวได้ ทั้งยังดูยังแข็งแกร่งมิไหวหวั่นดั่งขุนเขา

            ทันใดนั้น พวกเขาคล้ายเกิดภาพลวงตาว่าฉู่อวิ๋นมีพลังเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งจนคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด น่างุนงงอย่างมาก

            “คุณชายโม่ เหตุใดต้องไปโต้เถียงกับคนป่าคนหนึ่งด้วยเล่า จอมยุทธ์อวิ๋นเป็นแขกผู้มีเกียรติของจวนตระกูลเสวี่ยของข้าหากมีความคับข้องใจใดๆ ค่อยมาสะสางกันทีหลังเถอะ”

            ในเวลานี้ เสวี่ยหานเฟยยิ้มและสะบัดพัดขนนกเบาๆ เพื่อให้ทุกอย่างยุติลง

            “ใช่แล้ว คุณชายอวิ๋นเองก็ไม่ได้ตั้งใจ อีกอย่างถ้าเราปล่อยให้คุณหนูฉู่ยังรออยู่มันจะเป็นความผิดของเรา

            “แล้วถ้าคุณชายโม่ยังไม่รามือ ก็จะมีคนไม่ไว้หน้าเจ้าแล้วเช่นกัน”

            เสวี่ยหรูเยียนพูดต่อพลางเหลือบมองฉู่อวิ๋น ดวงตาของนางสุกใส เชื่อใจเขาที่สุดคู่แท้ของนางจะผิดได้อย่างไร?

            ทุกคนต่างก็ร้อนใจ ด้วยกลัวว่าขืนล่าช้าต่อไป ฉู่ซินเหยาจะไม่พอใจดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มโน้มใจกันต่อ

            โม่ซิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงคืนกระบี่เข้าฝักชี้ไปที่ฉู่อวิ๋นแล้วพูดว่า "อย่าให้ข้าเห็นเจ้าข้างนอกเชียว! เจ้าขยะ!"

            จากนั้นเขาก็กลับมานั่ง อกกระเพื่อมด้วยความโมโห

            “แปลกคน” ฉู่อวิ๋นพูดอย่างเย็นชาและมองไปที่ม่าน

            ลานขนาดใหญ่นี้กลับมาสงบอีกครั้ง แต่ก็ยังคงมีไฟโทสะคุกรุ่นอยู่บ้าง

            หลังจากนั้นไม่นาน หลายคนก็เดาความหมายในเพลงของฉู่ซินเหยาออกมาแต่พวกเขากลับไม่ได้รับคำตอบ ราวกับกำลังหลงทางในทะเล

            ทุกคนเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและวิตก หรือเทพธิดาจงใจทำให้พวกเขาสับสน

            ในตอนท้าย คนที่นั่งแถวหน้าก็พูดขึ้นอีกครั้ง นั่นคือตงฟางสยงผู้มากตัณหา

            เขานั่งอยู่ด้วยท่าทางที่องอาจ จ้องมองเข้าไปในม่านยกยิ้มอย่างโรคจิตและพูดว่า “ฮ่าๆ ตรงกันข้ามกับคุณชายโม่ข้าคิดว่าบทเพลงของคุณหนูฉู่เป็นศูนย์รวมของพลังอันไม่มีที่สิ้นสุด!"

            “พลังอันไม่มีที่สิ้นสุด?” ทุกคนงงงวย เพราะต่างรู้ว่าตงฟางสยงเป็นผู้ชายแปลกๆที่มัวเมาแต่เรื่องผู้หญิงและการฝึกฝนเท่านั้นไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีความรู้สึกทางศิลปะด้วย

            “เจ้าขยะสยง พูดอะไรระวังด้วย อย่าทำให้คุณหนูฉู่ต้องโกรธ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ไว้เจ้าแน่”โม่ซิวถือกระบี่พลางมองไปด้านข้างที่ตงฟางสยงกำลังพยายามรักษาภาพลักษณ์ของเขา

            ตงฟางสยงรู้จักโม่ซิวมานานแล้ว จึงไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เขาแค่ยิ้มและพูดว่า “ฮ่าๆ ข้าเก่งแต่เรื่องใต้สะดือความคิดความอ่านจึงเรียบง่ายและหยาบคายไปหน่อย”

            หลังจากได้ยิน บนหน้าผากของทุกคนคล้ายปรากฏเส้นสีดำ[1] รู้สึกแย่ยิ่งนัก

            ฉู่อวิ๋นเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เขาเองก็จับจ้องตงฟางสยงมานานแล้วพอจะรู้ว่าสายตาของอีกฝ่ายไม่เคยละไปจากม่าน เอาแต่เฝ้ามองดูฉู่ซินเหยาบางครั้งก็คอยเช็ดน้ำลายด้วยสีหน้าหื่นกระหาย

            ตงฟางสยงยิ้ม จากนั้นลุกขึ้นและพูดอย่างมีเลศนัย “ฮ่าๆ สิ่งที่เรียกว่าพลังอันไม่มีที่สิ้นสุดย่อมหมายถึงการให้กำเนิดลูก และถ้าต้องการมีลูก ก็ต้องเข้าหอ!”

            “โธ่เอ๊ย คุณหนูฉู่ ที่แท้ท่านก็ต้องการความรักถึงเพียงนี้? ดูท่าจะเปล่าเปลี่ยวไม่น้อย ข้าที่เป็นคนรู้ใจสามารถปลอบโยนท่านได้นะ ฮิๆๆ”

            “ตึง!”

            ทุกคนตกตะลึงและโกรธจัดตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ตงฟางสยงผู้นี้มากตัณหายิ่งนักไม่มีทางพูดอะไรดีๆ ออกมา!

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ยังไร้เสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากม่านดามคาด ทุกคนต่างมองหน้ากันเกาหัวด้วยความไม่สบายใจ

            ไม่มีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้เลยหรือ? ต้องรออย่างเดียวหรือ

            “พวกเจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย”

            ทันใดนั้น ฉู่อวิ๋นก็ยืนขึ้น มองไปรอบๆ และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “คนป่าเถื่อนเช่นเจ้าจะรู้อะไร? วางท่าอยู่ได้ กลับไปที่ถ้ำของเจ้าเถอะ!”โม่ซิวเป็นคนแรกที่ด่าว่าฉู่อวิ๋นอย่างไม่พอใจยิ่ง

            “ฮะๆ คนป่าก็มีความคิดเห็นของตัวเอง ข้าเองก็อยากได้ยินเช่นกัน”

            เสวี่ยหานเฟยหรี่ตาลงและยิ้มน้อยๆ อยากเห็นฉู่อวิ๋นทำตัวโง่เขลาเพราะเมื่อครู่เขาเพิ่งออกความเห็นออกไป แต่ฉู่ซินเหยาก็ยังคงเมินเฉยซึ่งทำให้เขาไม่พอใจ

            “เด็กป่าคนนี้จะไปรู้อะไรกัน?”

            “กลับไปร้องเพลงพื้นบ้านที่ถ้ำเจ้าเถอะ!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนและคำก่นด่าปะทุขึ้น ทุกคนโกรธมากที่ถูกคนป่าเช่นนี้ดูหมิ่นแม้ว่าพวกเขาจะคาดเดาความหมายของเพลงได้ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่คิดอนุญาตให้ฉู่อวิ๋นมามีสิทธิ์มีเสียงที่นี่

            ทว่าท่ามกลางเสียงดุด่าจากรอบทิศ ฉู่อวิ๋นกลับไม่รู้สึกรู้สาใดๆเขาก้าวไปข้างหน้า และจ้องมองไปยังร่างอันคุ้นเคยหลังม่าน

            ผ่านไปสักพักเขาก็หายใจเข้าลึกๆ เปลี่ยนเสียงแล้วถามว่า “คุณหนูฉู่ท่าน... กำลังคิดถึงใครบางคนอยู่หรือเปล่า?”

            เมื่อได้ยินคำนี้ ร่างหลังม่านก็สั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไม่แสดงออก

            “ลิงหลอกเจ้า เจ้าหนู! ถ้าไม่เข้าใจดนตรีก็อย่าพูดมั่วซั่ว!”มีคนหัวเราะเยาะดังขึ้นมา คิดว่าฉู่อวิ๋นแสร้งทำเป็นจริงจังด้วยอยากเข้าใกล้ฉู่ซินเหยา

            กระนั้น ฉู่อวิ๋นยังคงไม่สะทกสะท้าน ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกมองเห็นได้เพียงคนหลังม่านเท่านั้น

            เขาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวแล้วพูด “คนๆ นั้นสำคัญกับท่านมากแต่ท่านจากเขามา จึงเสียใจยิ่งนัก ทำสิ่งใดก็ไม่ได้ ได้แต่แสดงความรักต่อความทรงจำในอดีตเท่านั้นใช่หรือไม่?”

            “อืม…”

            ทว่าหลังม่าน ฉู่ซินเหยากลับไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ พยักหน้าหงึกๆ และกระซิบคำหนึ่งคำ

            ทุกคนตกใจอย่างยิ่ง เด็กหนุ่มคนนี้สามารถเข้าใจจิตใจของคนงามได้หรือ?!

            ฉู่อวิ๋นเดินเข้าไปใกล้อีกก้าวแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม“บทเพลงของท่านดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลัง แต่ความจริงแล้วเป็นการคะนึงถึงวันวานอันแสนสุขสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศก ท่านกำลังรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นกับใครคนนั้นใช่หรือไม่?”

            ทันทีที่พูดจบ ทุกคนต่างก็จ้องไปที่ม่านด้วยต้องการสังเกตปฏิกิริยาของฉู่ซินเหยา

            “คุณชาย... ท่าน... ท่านพูดถูกแล้ว คนๆ นั้น... จากข้าไปไกลแล้ว...”

            หลังจากนั้นไม่นาน เสียงผู้หญิงที่แว่วหวานไพเราะเคล้าเสียงสะอื้นก็ดังออกมาทำลายความเงียบที่นี่ลงในทันที

            ทุกคนอ้าปากค้างตกตะลึง หรือว่า... เด็กป่าคนนั้นกำลังหลอกถามความหมายของเพลง?

            หลังจากได้ยินคำพูดนี้ ฉู่อวิ๋นย่อมรับรู้ได้ทันทีว่าพี่สาวซินเหยาเป็นห่วงเขา!

            ในใจก็พลันเจ็บปวดขึ้นมา เขาสูดหายใจและตัดสินใจให้ความหวังกับฉู่ซินเหยาโดยพูดว่า “คุณหนูฉู่ อย่าเพิ่งเศร้าไป บางที... คนที่ท่านรักอาจจะกลับมาหาท่านในเร็ววัน”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉู่ซินเหยาก็ฉายสีหน้าเศร้าสร้อย น้ำเสียงหม่นหมองและกระซิบเบาๆ “คุณชาย ท่านคงไม่รู้อะไร คนๆ นี้ ที่หญิงเช่นข้าคนนี้รักมากที่สุดเขาไม่... ไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว”

            หลังจากพูดจบ ฉู่ซินเหยาก็รู้สึกแสบจมูก นัยน์ตาคู่งามของนางรื้นไปด้วยน้ำตาโศกเศร้ายิ่งนัก

            ยามนี้ ดวงตาของฉู่อวิ๋นเบิกกว้าง สีหน้าตกตะลึง ร่างกายสั่นเทา

            อะไรนะ? เขาตายแล้ว เขายืนทนโท่อยู่ตรงนี้ไง!เขาจะตายได้อย่างไร?

            ทว่าหลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งฉู่อวิ๋นก็คิดได้ว่าเหตุใดฉู่ซินเหยาจึงดูซีดเซียว ดวงตาหมองคล้ำเช่นนั้น

            ที่แท้พี่ซินเหยาคิดว่าเขาตายแล้ว!

            เมื่อนึกถึงการต่อสู้ในปากของราชันย์ราชสีห์เขี้ยวโลหิตฉู่อวิ๋นก็ตระหนักได้ว่าคงเป็นคนจากตระกูลมู่หรงที่ไปแจ้งข่าว เพราะดูจากสถานการณ์ในตอนนั้นเขาได้ตายไปแล้วจริงๆ

            แต่ใครก็คาดไม่ถึงว่าชะตาเขาจะแข็งยิ่งนัก รอดชีวิตมาได้โดยบังเอิญทั้งตอนนี้ยังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแข็งแกร่งก็เพิ่มมากขึ้น

            “คุณชายท่านนี้ ท่าน... ท่านชื่ออะไร?”

            ยามนี้ ฉู่ซินเหยาเริ่มถามก่อน แปลกใจยิ่งนักที่คนป่าคนนี้ทำให้นางรู้สึกอยากเข้าใกล้เขา

            “ข้า... ข้า...”

            ฉู่อวิ๋นอยากรีบพุ่งเข้าไปยอมรับตนเองกับฉู่ซินเหยาปลอบนางให้ไม่ต้องเศร้าอีก

            แต่ฉู่เจิ้นหนานอยู่ไม่ไกลจากศาลาและมีผู้แข็งแกร่งหลายคนคอยปกป้องอยู่ใกล้ๆหากตัวตนของเขาถูกเปิดเผย ย่อมถูกฆ่าทันทีอย่างแน่นอน

            นี่ไม่ใช่โอกาสดีที่จะได้รู้จักกัน!

            ชั่วเวลาครู่เดียว ฉู่อวิ๋นก็คิดได้หลายอย่าง ในที่สุดเขาก็กัดฟันควบคุมน้ำเสียง และเอ่ยอย่างใจเย็น “ข้าเป็นเพียงคนป่า ชื่อใดไม่สำคัญ”

            “กลับเป็นท่าน คุณหนูฉู่ ลมหายใจของท่านอ่อนแรง ร่างกายก็อ่อนแอท่านควรดูแลตัวเองให้ดี ความทรงจำอันเจ็บปวดเหล่านั้นและคนที่ท่านรัก ท่าน...ลืมมันไปเสียเถิด!”

            ในตอนท้ายของประโยค ฉู่อวิ๋นเกือบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ทำได้เพียงจบคำพูดอย่างแข็งกร้าว

            เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ดวงตาคู่งามของฉู่ซินเหยาก็อ่อนลงมือหยกของนางลูบสายกู่ฉินพร้อมพูดเบาๆ “ลำบากคุณชายมาปลอบใจแล้ว แต่มีบางเรื่องบางคนที่ข้าจะไม่มีวันลืม”

            “ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ก็จะอยู่ในใจของข้าตลอดไป”

            “ข้าเคยบอกเขาคนนั้นว่าขอเพียงเขาสบายดี วันนั้นจะเป็นวันที่สดใสของข้า”

            “แต่ตอนนี้...” ดวงตาฉู่ซินเหยาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าปริ่มน้ำตาเสียงของนางหลุดสะอื้น “สำหรับข้าแล้ว ไม่มีวันที่สดใสในโลกนี้อีกแล้ว ไม่มีอีกแล้ว...”

            ขณะที่พูด นางก็หลั่งน้ำตาด้วยความปวดใจ

            เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นคร่ำครวญ ฉู่อวิ๋นก็เจ็บแปลบหน้าอกและกำหมัดแน่น

            เขาอยากจะตะโกนออกไปว่า “พี่ซินเหยาข้าอยู่ตรงนี้แล้ว!” แล้วรีบเข้าไปกอดนางแน่นๆเช็ดน้ำตาให้นาง

            แต่ตอนนี้เขาทำไม่ได้ นี่ทำให้ฉู่อวิ๋นกังวลและไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

            “ไม่ว่าอย่างไร คุณหนูฉู่ ท่าน...ดูแลตัวเองด้วย!”

            ในที่สุด ฉู่อวิ๋นก็ตัดสินใจพูดออกไป แล้วก็หันกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง

            เขาเริ่มหาวิธีซ่อนตัวตนของเขาจากผู้อื่นและทำความรู้จักกับฉู่ซินเหยาขึ้นมา

            จะปล่อยให้นางเศร้าต่อไปไม่ได้!


    -----------

    [1] หมายถึงความรู้สึกพูดไม่ออกกับสิ่งที่คนอื่นพูด

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน