ภายใต้ช่วงชีวิตมนุษย์ทุกคนย่อมต้องพบเจออุปสรรค์ไม่มากก็น้อยแตกต่างกันไป ชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังมุ่งมั่นบ่มเพาะพลังยุทธในช่องลำดับที่หกก็เช่นกัน เหมาเว่ยในยามเริ่มรับรู้ถึงความยากลำบากบนเส้นทางฝึกตน ไม่อาจทะลวงผ่านขั้นต่อไปได้ด้วยเวลาอันสั้นเหมือนเช่นเคย
เขาต้องเสียเวลาถึงสี่ชั่วยามไปกับการโคจรลมปราณบ่มเพาะพลังแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อต้องพบกับช่องว่างระหว่างขั้นที่เพิ่มพูนสูงขึ้นกว่าก่อนหน้านี้เป็นอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจถอยกลับไปเตรียมการสิ่งอื่นสำหรับสงครามภาพสลักที่กำลังจะมาถึง
“เฮ่อออออ”เหมาเว่ยถอยหายใจเฮือกใหญ่ท่ามกลางกลุ่มไอปราณที่เริ่มจางลง’ไม่ง่ายเลย นี่ขนาดบ่มเพาะบนลานจักรพรรดิแล้วนะ เห็นทีต้องใช้เวลาอีกสามถึงสี่วันกว่าที่จะทะลวงผ่านขั้นต่อไปได้สำเร็จ แต่ต่อให้บ่มเพาะอยู่ที่นี่จนถึงวันที่มิติภาพสลักเปิด คงทะลวงได้แค่หนึ่งหรือสองขั้นเองล่ะมั้ง’
ผู้ฝึกตนหลายคนอาจต้องใช้เวลากว่าหลายเดือนหรือกระทั่งเป็นปีๆกับการบ่มเพาะเพิ่มพูนแต่ละขั้นในช่วงพลังระดับนี้ ทว่า เหมาเว่ยที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถทะลวงผ่านไปได้ กลับรู้สึกเป็นกังวลว่าจะไม่ทันการ จึงคิดเพิ่มความแข็งแกร่งในด้านอื่นๆที่น่าจะใช้เวลาสั้นกว่า
‘เวลาที่เหลือมีน้อยเกินไป ต้องรีบหาแกนปีศาจ และเลือดสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งมาสร้างกระบี่ให้สมบูรณ์’เหมาเว่ยตระหนักได้ถึงเวลาที่เหลืออันน้อยนิด จึงเร่งลุกออกจากช่องลำดับที่หกพลางเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่เบื้องบนเล็กน้อย’เดาว่าต้องมีเพลิงภูตสถิตอยู่เป็นแน่’
และจากนั้น เขาก็เดินวนลงไปเรื่อยๆจนมาพบเข้ากับเด็กสาวหน้าตาน่ารักในตำแหน่งช่องที่สิบสอง นางคือหลิวอันอันที่ยังคงสงสัยในตัวของเหมาเว่ยเป็นที่สุด นางผู้นี้คือสาวน้อยวัยแรกรุ่นร่างเล็กมีขนาดความสูงต่ำกว่าระดับหัวไหล่ของเหมาเว่ย
ผิวกายของนางขาวเนียนกระจ่าง เส้นผมสีดำอมม่วงจัดทรงมัดเป็นจุกผูกผ้าไว้ทั้งสองข้าง ปากนิดจมูกหน่อยได้รูปทรง พร้อมดวงตากลมโตมีสองสีที่แตกต่างกัน โดยข้างหนึ่งออกสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกข้างเป็นสีฟ้าน้ำทะเลดูแปลกตาไม่น้อยเลย โดยรวมแล้วนับว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่งที่ไม่เป็นรองผู้ใดแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมถึง....”
ก่อนสาวน้อยจะกล่าวจบ เหมาเว่ยที่กำลังเดินผ่านลงไปได้กล่าวทิ้งท้ายสั้นๆเป็นการตอบคำถามแก่นางว่า
“ข้าก็แค่ศิษย์ใหม่”
ทึบบ!!
‘หอมม!’หลิวอันอันนิ่งค้างจับจ้องแผ่นหลังที่กำลังลาลับ’ศิษย์ใหม่!’
แม้ว่านางจะเป็นสาวงามแต่เหมาเว่ยก็ยังไม่เผยอาการชมชอบใดๆ ก้าวลงต่อไปจนท้ายที่สุด ก็ได้พบกับสาวงามอีกนางหนึ่งที่ยังรอคอยเขาอยู่ เยว่ฉานที่กำลังร้อนใจด้วยความเป็นห่วงบนลำดับที่สามสิบ ก็กล่าวออกไปพร้อมทอดสายตาเป็นกังวลอย่างถึงที่สุด
“เหมาเว่ย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม ข้าเป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน กลัวเจ้าจะฝืนขึ้นไปและได้รับบาดเจ็บ”
“ฉานเอ๋อ ข้าสบายดี เห็นไหมบอกแล้วไม่ต้องเป็นห่วง เหมาเว่ยไม่ยอมเป็นอะไรไปก่อนที่จะได้แต่งกับเจ้าหรอกน่า”
“แต่ง...”
คำกล่าวทิ้งของชายหนุ่มส่งผลให้สาวงามหน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหู ต่อจากนั้นทั้งสองก็เดินกลับลงไปโดยที่ในเวลานี้ ช่องลำดับต่างๆที่ยังว่างอยู่ก่อนหน้า ต่างถูกเติมเต็มไปด้วยศิษย์ของนิกายเข้าจับจองบ่มเพาะพลัง
ต่อมาไม่นานนักเหมาเว่ยก็ได้มาพบกับจินหมิงที่อยู่ในลำดับที่สี่สิบแปด ก่อนจะก้าวต่อไปเรื่อยๆจนไปถึงลานด้านล่าง และพบเข้ากับจูเหยียนถงและตู้เฉวินที่นั่งบ่มเพาะอยู่บริเวณใกล้กับบันไดหิน เมื่อทั้งหมดกลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง จึงได้ตกลงกันกลับไปยังฐานทัพวายุเพลิงอย่างเร่งรีบเพื่อหลีกหนีความวุ่ยวาย
“กลับกันเถอะ ข้ารู้สึกเหมือนว่าทุกคนกำลังมองมาทางนี้”
“ก็แหงล่ะ เจ้าดังใหญ่แล้วนะ ข่าวเกี่ยวกับตัวเจ้าแพร่สะพัดไปทั่วนิกาย ข้าเกรงว่าเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้า”
“งั้นต้องรีบออกจากที่นี่ให้ไว ข้ามีเรื่องสำคัญต้องการปรึกษากับศิษย์พี่จูด้วย ไปกันเถอะ”
.
.
.
ฐานทัพวายุเพลิง
“พวกนางเป็นใคร”
เมื่อกลับมาถึงหน้าทางเข้าอาคารไม้หลังใหญ่เหมาเว่ยก็ต้องพบกับหญิงสาวที่ต่างมาเฝ้ารอจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการสนทนาระหว่างทางก็ทำให้เขาทราบถึงระดับพลังยุทธของสมาชิกทุกคน เริ่มแรกเป็นผู้ที่มีพลังยุทธสูงที่สุดคือเยว่ฉาน นางมีพลังยุทธอยู่ที่ระดับกษัตริย์ขั้นเก้า
ต่อมาคือจูเหยียนถงและตู้เฉวินที่ยังอยู่ในระดับกษัตริย์ขั้นห้าเช่นเดียวกัน สุดท้ายยังคงเป็นจินหมิงที่อยู่เพียงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด เป็นระดับเดิมเฉกเช่นเดียวกับช่วงที่ผ่านการทดสอบเข้ามา
“คุณชายเหมา ข้ามีนามว่า ลั่วหลัน”
“ข้าเมิ่งเจี๋ย ยินดีที่ได้พบคุณชายเหมา เดี๋ยวคุณชาย เดี๋ยว....“
ท่ามกลางเสียงกล่าวแนะนำตัวของหญิงสาวแปลกหน้า เมื่อศิษย์ทั้งห้าที่มิได้ใส่ใจพลันเปิดประตูก้าวผ่านเข้าไปและพบว่า มีชายชราอีกคนเฝ้ารออยู่ด้านในเพียงลำพัง โดยมีการแต่งกายแตกต่างไปจากผู้อาวุโสทั่วไปเป็นอย่างมาก
แอ๊ดดด....!!
‘ผู้ใด?’
“พวกเจ้ากลับมาแล้วเรอะ?”
“ท่าน....ผู้เฒ่า”
“คารวะ ท่านผู้เฒ่าจวง”
“คารวะ ท่านผู้เฒ่าจวง”
ยามเมื่อทราบว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ศิษย์ทั้งหมดนอกจากเหมาเว่ยต่างเร่งแสดงความเคารพ มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่มิได้ประสานมือคารวะชายชราผมขาวแต่อย่างใด กลับแสดงท่าทีผิดแปลกเอ่ยออกไปอย่างเสียมารยาท
“ตาแก่ ท่านเองหรอ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! เหมาเว่ย เราได้พบกันอีกแล้ว”ชายชราเผยสีหน้าที่เป็นมิตรไม่ปรากฏท่าทีไม่พอใจกล่าวโทษเหมาเว่ยที่เสียมารยาทแม้แต่น้อย
“พบกับผีสิ ท่านเป็นคนจับตัวข้าและตีจนสลบไปตั้งหลายวัน พอตื่นมาอีกทีก็ถึงที่นี่”เหมาเว่ยเอ่ยออกอย่างลืมตัวเมื่อได้พบกับชายผู้ที่นำให้เข้ามาสู่นิกายนักบุญ’ยังโมโหไม่หาย’
“เหมาเว่ยอย่าเสียมารยาท”จูเหยียนถงเร่งห้ามปราม
“ช่างเถอะ ข้าไม่ถือสาเด็กหรอก แต่หาว่าข้าจับตัวเจ้า? เจ้าต่างหากล่ะกระโจนขึ้นเรือมาด้วยตัวเอง ข้าก็แค่ทำตามกฎเท่านั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”ผู้เฒ่าจวงส่งเสียงหัวเราะลูบเคราขาวไปพลางๆ
“ชิ....ถึงอย่างนั้นก็เถอะ”
“เหมาเว่ย”จูเหยียนถงหันไปปรามอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ของชายชรา”ศิษย์ขอเรียนถาม เหตุใดท่านถึงมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเอง มีเรื่องสำคัญอะไรรึไม่คะ?”
“ข้ามาเพราะต้องการคุยกับเหมาเว่ยและเยว่ฉานเป็นการส่วนตัว”ผู้เฒ่าจวงกล่าวพร้อมทั้งศิษย์อีกสามคนออกไป
“ได้ค่ะ”
“ครับ”
เมื่อจินหมิง จูเหยียนถงและตู้เฉวินจากไป เหมาเว่ยก็เปิดฝ่ายเปิดฉากถามขึ้นมาทันที
“ตาแก่ ท่านต้องการอะไรก็ว่ามา”
“นั่งก่อนสิ”ผู้เฒ่าจวงผายมือออกไป และเริ่มกล่าวต่อ”ที่ข้ามาก็เพราะต้องการจะสนับสนุนพวกเจ้าทั้งสองคน เจ้าเข้าใจความหมายที่ข้าพูดใช่ไหม?”
“สนับสนุน? หรือต้องการรับข้าเป็นศิษย์อะไรทำนองนั้นใช่ไหม?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่ให้การช่วยเหลือส่งเสริมพวกเจ้าระหว่างที่อยู่ในนิกาย ไม่จำเป็นต้องกราบข้าเป็นอาจารย์หรอก”ผู้เฒ่าจวงหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อ”ว่ายังไงล่ะ? เยว่ฉาน เจ้าน่าจะเข้าใจที่ข้าพูดมากกว่าเหมาเว่ยนะ”
“ข้าแล้วแต่เหมาเว่ย หากเขาตกลงข้าก็ตกลง”เยว่ฉานกล่าวพลางส่งสายตาไปยังชายหนุ่มข้างกาย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เจ้าสองคนเป็นคนรักกันรึยังไง?”
‘คนรักก ข้ากับเหมาเว่ย!’เยว่ฉานก้มลงต่ำด้วยความเขินอาย
‘ตาแก่นี่จะมาไม้ไหน? หรือแค่ต้องการจะช่วยจริงๆ’เหมาเว่ยครุ่นคิดชั่วครู่ และตอบกลับไปว่า“เรื่องข้ากับฉานเอ๋อไม่เกี่ยวกับท่าน แต่เอาตามที่ข้าเข้าใจ ท่านจะคอยส่งเสริมช่วยเหลือเรื่องบ่มเพาะ ฝึกวิชา ชี้แนะข้ากับนางใช่ไหม? แล้วข้อแลกเปลี่ยนล่ะ? หรือท่านก็ต้องการด้ามกระบี่”
“ข้าแค่อยากชี้แนะผู้ที่มีความสามารถ ไม่ได้ต้องการอะไรจากเจ้าหรอก วางใจได้”
“ท่านพูดจริงรึเปล่า?”
“แน่นอน ขอแค่เจ้าไม่สร้างปัญหาก็พอ”ผู้เฒ่าจวงยังคงยืนยันจุดประสงค์อย่างหนักแน่น’ต้องกันสองคนนี้ให้ห่างจากตาเฒ่านั่น ไม่เช่นนั้นคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ’
‘ตาแก่นี่ดูไม่เหมือนกับคนชั่วสักเท่าไหร่ หรือควรจะลองเชื่อมันดี แต่ข้าเสียมารยาทต่อหน้ามันก็ไม่เห็นมีโทสะ’เหมาเว่ยฉีกยิ้มมุมปาก และเอ่ยต่อรองเล็กๆ”ถ้าอย่างนั้น ท่านต้องแสดงความจริงใจออกมาก่อน ฟังคำขอของข้าสามข้อได้ไหม? ตาแก่”
“หากไม่ใช่เรื่องชั่วช้า และข้าสามารถให้ได้ก็ไม่มีปัญหา ว่ามาเลยเด็กน้อย”
“ดี งั้นข้อแรกข้าต้องการยืมเรือลมปราณหลังจากจบสงครามภาพสลัก”
“ไม่มีปัญหา เจ้าอยากจะเดินทางไปที่ใดล่ะ ข้าจะให้เจ้าเด็กแซ่จิวไปส่งเจ้าเอง”
“พูดแล้วนะห้ามคืนคำ ส่วนข้อสองข้าอยากจะได้ตำราเพลงกระบี่ดีๆสักเล่ม กากๆไม่เอา ไม่สิ ระดับต่ำๆไม่เอานะ”
“กากๆ? แต่ถ้าเป็นตำรากระบี่ย่อมได้ ข้ามีอยู่เล่มหนึ่ง”ชายชราล้วงหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะทันที”ตำรากระบี่เล่มนี้ เป็นระดับมายาขั้นกลาง เจ้าพอใจรึไม่?”
เหมาเว่ยเร่งคว้าจับสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างหลงใหลพลางเอ่ยถึงคำขอต่อไป”ข้อสุดท้าย ข้าต้องการให้ท่านสร้างปราณเป็นรูปธรรมมาใช้กับข้า ก็ประมาณทำอย่างที่ท่านเคยทำ ใช้มันจับตัวข้าเหมือนเช่นเมื่อตอนนั้น”
“เจ้าแน่ใจนะว่านี่คือสิ่งที่ต้องการ?”ผู้เฒ่าจวงเอ่ยถามย้ำด้วยความสงสัย
“แน่ใจสิ ว่าไง ท่านจะตกลงไหม?”
“ได้ ข้าตกลง”
‘ตาแก่นี่ขออะไรก็ได้ แต่ยังไงข้าก็ยังไม่ไว้ใจมันง่ายๆแน่ ต้องมีอะไรสักอย่างที่มันต้องการจากข้าและนาง’เหมาเว่ยชำเลืองมองสาวงามเล็กๆ
และหลังจากที่คำขอสุดท้ายจบลง เหมาเว่ยก็ได้รับในสิ่งที่ต้องการแม้จะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นอยู่บ้างก็ตาม และต่อมาผู้เฒ่าจวงได้ลากลับไปเมื่อบรรลุจุดประสงค์ โดยที่ทิ้งเอาไว้เพียงคำเตือนไม่ต้องการให้เหมาเว่ยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้เฒ่าอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเขาก็ตอบรับแต่โดยดีมิได้มีปัญหาใดๆ
ทว่า ก่อนจะจากไปผู้เฒ่าจวงยังทิ้งตำราไว้ให้อีกสองเล่ม เล่มหนึ่งมอบให้แก่เยว่ฉานเพื่อนำไปฝึกโดยตรง ส่วนอีกเล่มถูกทิ้งไว้ให้ศิษย์ที่เหลือเพื่อนำไปฝึก เพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้แก่ทัพวายุเพลิงมากยิ่งขึ้น
‘แบบนี้ก็มีด้วย เดินมาให้โน้นให้นี่ฟรีๆ ตอนแรกนึกว่าจะให้ข้าไปทำงานให้ซะอีก’เหมาเว่ยแปลกใจเล็กๆ และยังคงไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่าจะมีสิ่งใดได้มาง่ายๆ
“เหมาเว่ย ฉานเอ๋อ พวกเจ้าเป็นอย่างไรกันบ้าง”จูเหยียนถงนำคนอื่นๆเข้ามายังด้านใน”ท่านผู้เฒ่าจวงคุยอะไรกับพวกเจ้าหรอ”
เหมาเว่ยหันกลับไปตอบ“ก็แค่อยากจะสนับสนุน ข้าก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าจริงๆต้องการอะไร”
“สนับสนุน! รู้ตัวไหมว่าเจ้าโชคดีแค่ไหนที่มีคนระดับผู้เฒ่ามอบโอกาสให้”
“โชคดี?”
“ก็ใช่น่ะสิ ต่อไปจะทำอะไรก็ง่ายขึ้น อยู่ในนิกายระดับผู้อาวุโสยังต้องเกรงใจ”จูเหยียนถงนั่งลงพลางกล่าวต่อ”พวกศิษย์ที่มีความสามารถแทบทุกคนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ดูอย่างเจ้ากู่ฟงหลิงสิ จำได้ไหมที่ผู้อาวุโสท่านนั้นพูด ในบางครั้งต่อให้เจ้าทำผิดกฎเกิดต่อสู้ในสถานที่ที่ไม่ควรก็ยังไม่เห็นต้องรับโทษ มิหนำซ้ำยังปล่อยให้สู้กัน ถ้าไม่ถึงที่สุดคงไม่เข้ามาห้ามหรอก ก็นะ ผู้อาวุโสหลายคนเองก็ต้องเกรงใจผู้เฒ่าในนิกาย หากเป็นไปได้ก็คงไม่จะอยากยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างยิ่ง”
“ข้าเข้าใจละ ค่าของคนอยู่ที่คนของใครสินะ”
“..!?”
“ช่างมันเถอะอย่าใส่ใจ”เหมาเว่ยยื่นตำราเล่มหนึ่งในแก่จูเหยียนถง”นี่ของท่าน แล้วข้าก็อยากจะถามเรื่องสถานที่ล่าสัตว์ปีศาจด้วย ในแถบใกล้ๆนี้มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง? ข้าต้องการแกนปีศาจจำนวนมากๆ แล้วยังต้องหาโลหิตสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งมาสร้างใบกระบี่อีกด้วย”
“ให้ข้าหรอ? ขอบใจนะเหมาเว่ย”
“ผู้เฒ่าจวงฝากให้พวกท่านทั้งสามคนไปฝึกน่ะ ไม่ต้องขอบใจข้า แล้วเรื่องที่ถาม..”
“มีสิ ใกล้ๆนี้ก็คงจะเป็นหุบเขาปีศาจ แต่ว่ามันอันตรายมากเลยนะ ข้าว่าเจ้าเลิกคิดจะดีกว่า”