ในค่ำคืน หว่านถิงแม้ล้มตัวนอน แต่ในหัวก็ยังคงนึกถึงเหตุการณ์วันนี้ ในใจยังคงชื่นชม อาจารย์อาผู้นี้ทั้งหาญกล้า เด็ดเดี่ยว และมากฝีมือ
ก่อนหน้านี้ นางรู้จากอาจารย์เพียงว่า อาจารย์อาผู้นี้เป็นคนมีพรสวรรค์ ฝีมือการต่อสู้ยอดเยี่ยม สามารถดูแลนางจนถึงเมืองหลวงได้แน่นอน วันนี้พอได้พบเจอด้วยตาตนเอง คำพูดของอาจารย์ก็ล้วนไม่ได้กล่าวเกินจริง
ไม่รู้เพราะเหตุใด ยิ่งคิด นางยิ่งสุขใจ ภาพเหล่านั้นยังตราตรึงอยู่เช่นนั้น จนใบหน้าก็บังเกิดรอยยิ้มที่มิอาจหยุดลงได้
เช้ารุ่งขึ้น ทั้งสองก็เตรียมเดินทางอีกครั้ง ขณะที่ทั้งสองกำลังขับรถม้าออกไป ไกลออกไปมู่ไห่เฉินยังคงเห็น จงกังกับศิษย์สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้กำลังคุ้มกันขบวนพ่อค้ากลับไปยังเมืองสือเหมิน เห็นทีธุรกิจช่วงนี้คงจะคึกคักเป็นพิเศษ
ทันทีที่รถม้าเคลื่อนออกจากหมู่บ้าน หว่านถิงก็เปิดม่านออกมานั่งข้างมู่ไห่เฉิน
มู่ไห่เฉินเพียงชายมองด้วยรอยยิ้ม นางคงมีเรื่องอยากเอ่ยกับเขาเป็นแน่
“อาจารย์อาวรยุทธ์ท่านดีแค่ไหน”
เป็นไปตามที่มู่ไห่เฉินคาดการณ์ แม้คำถามจะฟังดูเรียบง่าย แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าฝีมือของตนอยู่ระดับใดในยุทธภพ
“เทียบกับอาจารย์เจ้า ยังนับว่าด้อยกว่า”
หว่านถิงพอได้ยินก็นึกย้อนกลับไปครั้งหนึ่ง
สำนักหออวี้หลินครั้งนั้นมีคนมาก่อกวน เหล่าบัณฑิตทำได้แต่เพียงโต้เถียง พออาจารย์นางมาถึง นางกลับซัดผู้คนเหล่านั้นล้มลงกับพื้นโดยไม่เอ่ยวาจา
คนเหล่านั้นพอลุกได้ก็ต่างพากันวิ่งหนีจากไป แต่ถึงกระนั้นอาจารย์ก็ถูกลงโทษไปนั่งคัดกวีหลังเขา ตอนนั้นหว่านถิงเองก็ติดตามไปด้วยตลอด อาจารย์ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับการลงโทษ นางดูเหมือนจะพอใจด้วยซ้ำ
บรรยากาศวันนี้เลยกลายเป็นการเล่าเรื่องของซูเหมยหลินจากศิษย์น้องและลูกศิษย์ของนาง การเดินทางเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน
การเดินทางล้วนราบรื่นจนถึงเมืองชิงเหอ หลายวันมานี่มู่ไห่เฉินอ่านตำราดนตรีไปหลายเล่ม เพื่ออย่างน้อยจะได้รู้จักบทเพลงต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมาบ้าง
ส่วนบทเพลงที่มู่ไห่เฉินสัญญาจะเขียนให้หว่านถิงนั้น แท้จริงแล้วก็เขียนไปได้หลายเล่มจากความทรงจำแล้ว แต่ก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะส่งบทเพลงไหนให้นางดี อีกทั้งบทเพลงเองก็ยังไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก ต้องค่อย ๆ นึก ค่อย ๆ เขียน
เมืองชิงเหอะมีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน อีกทั้งยังมีทะเลสาบกว้างใหญ่ ไม่น่าแปลกใจนัก ณ ที่แห่งนี้ถึงได้มีผู้คนและกิจการมากมายเปิดขึ้นมา
ไม่ว่าจะมองไปทิศทางใด ล้วนพบเจอทิวทัศน์ที่งดงาม
มู่ไห่เฉินและหว่านถิงเองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ทั้งสองเดินตามทะเลสาบ จนมาถึงที่พักแห่งหนึ่ง
“หอชิงอิง”
ที่นี่น่าสนใจนัก มีอาคารกว้างใหญ่ถึงสามชั้น มีลานแสดง นอกจากทางเข้าปกติแล้ว ในหอก็ยังมีสะพานทอดยาวลงสู่ทะเลสาบเพื่อรองรับผู้สัญจรทางน้ำด้วย
ที่พักที่นี่แม้จะแพงไปเสียหน่อย แต่มู่ไห่เฉินก็เลือกที่นี่เพราะอยากให้หว่านถิงได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการเดินทางบ้าง
หลังจากได้ที่พัก ที่นี่ยังมีเรือให้เช่า มู่ไห่เฉินเมื่อรู้ก็ไม่รอช้า เขาพาหว่านถิงไปล่องเรือสู่ทะเลสาบที่กว้างใหญ่
เรือลำเล็กค่อย ๆ ออกจากท่าของหอชิงอิง บนเรือมีเพียงหว่านถิงกับมู่ไห่เฉิน
ทะเลสาบนิ่งสงบ สายลมบาง ๆ กับทิวทัศน์ที่งดงามจนยากจะบรรยาย เรือลำเล็กลำใหญ่ก็ต่างแหวกว่ายไปคนละทิศละทาง ต่างคนต่างก็มาพักผ่อนหย่อนใจ
เรือลำเล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปกลางทะเลสาบ ระหว่างที่เรือกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ หว่านถิงเองก็ยื่นมือลงน้ำ เพื่อแหวกกระแสน้ำไปพลาง ๆ นางท่าทางมีความสุขโดยไม่ต้องมีบทสนทนาใด ๆ
แต่แล้วเรือลำเล็กก็หยุดลงกลางทะเลสาบ มู่ไห่เฉินวางไม้พายลง เขาหยิบอาหารปลาขึ้นมาก่อนส่งต่อไปให้หว่านถิง
หว่านถิงเมื่อรับของมา นางก็ทยอยโปรยอาหารลงสู่ทะเลสาบ ครู่หนึ่งเหล่าปลาน้อยใหญ่ก็เริ่มทยอยตรงเข้ามารายล้อมเรือเอาไว้
หว่านถิงจ้องมองมู่ไห่เฉินด้วยสายตาเชิญชวนให้มองเหล่าฝูงปลา วันนี้นางดูมีความสุขมากจริง ๆ
มู่ไห่เฉินเองก็มีความสุข เมื่อเห็นว่าหว่านถิงดูสนุกกับการล่องเรือ
แต่แล้ว พอหว่านถิงทำท่าทีจะลุกขึ้นยืน แต่นางกลับไม่ระวังเหยียบชายกระโปรงตัวเอง นั้นเลยทำให้นางเสียหลักกำลังจะพลัดตกน้ำ
มู่ไห่เฉินแม้ตอบสนองไว แต่พอคว้าแขนนางได้ นั้นก็ช้าไปก้าวหนึ่ง บนเรือลำเล็กที่ไหวเอน ทำให้สองขาที่รีบเร่งก็พลอยไม่มั่งคง แรงดึงนั้นทำให้มู่ไห่เฉินเสียหลัก ร่วงลงน้ำตามไปด้วย
หว่านถิงที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ทำได้เพียงตะเกียกตะกายอยู่เช่นนั้น ส่วนมู่ไห่เฉินก็คงสติยังดี พยายามว่ายน้ำเข้าหาจากด้านหลัง
มือซ้ายเขาโอบหว่านถิงไว้ แม้จะรู้ดีว่าแขนของตนสัมผัสสิ่งใดอยู่ แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะใส่ใจ มู่ไห่เฉินรีบดึงนางเข้ามาชิดตัว
หว่านถิงเองพอรู้ว่ามู่ไห่เฉินคว้าตัวนางได้แล้ว นางก็ดูสงบลง ก่อนจะปล่อยตัวไปตามการนำพาของมู่ไห่เฉิน
มู่ไห่เฉินคว้าขอบเรือไว้ ก่อนพาทั้งสองเข้าชิดลำเรือ มู่ไห่เฉินพยุงหว่านถิงขึ้นเรือก่อน ก่อนที่ตนจะค่อย ๆ ปีนเรือกลับขึ้นไป
ทันทีที่นางขึ้นเรือได้ สตินั้นก็ค่อย ๆ กลับมาเต็มที่ นางเขินอายจนเส้นเลือดสูบฉีดออกบนใบหน้า นางยังรู้สึกได้ว่าเมื่อครู่นั้นเกิดอะไรขึ้น
มู่ไห่เฉินเองก็เขินอายไม่ต่างกัน เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจ และนางเองก็น่าจะรู้ดี แต่เหตุการณ์ตอนนี้จะทำเช่นไรดี จะกล่าวขอโทษดีหรือไม่
“หว่านถิงขอโทษเจ้าค่ะ เป็นข้า…ที่ไม่…ระวังเอง”
น้ำเสียงค่อย ๆ แผ่วลง ก่อนนางจะก้มหน้าก้มตาอย่างสำนึกผิด
มู่ไห่เฉินนั่งจ้องนางด้วยความเอ็นดู
“เด็กโง่”
สิ้นเสียงหว่านถิงก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองมู่ไห่เฉิน
ใบหน้ามู่ไห่เฉินเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น และหลังจากสบตามู่ไห่เฉินก็หัวเราะออกมา
หว่านถิงพอเห็นเช่นนั้น นางเองก็หัวเราะตามอย่างช่วยไม่ได้
กลายเป็นว่าทั้งสองกลับรู้สึกสนุกสนาน และทิ้งเรื่องราวเล็กน้อยเมื่อครู่นั้นไป
“กลับกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
“เจ้าค่ะ”
เรือลำน้อยค่อย ๆ หันหัวกลับเข้าฝั่ง ไม่นานเรือก็กลับเข้าท่าที่หอชิงอิง ตรงนั้นมีคนรอรับเรืออยู่แล้ว
หลังจากส่งมอบเรือ ทั้งสองก็ต่างแยกย้ายไปอาบน้ำห้องตน
ขณะอาบน้ำ มู่ไห่เฉินกลับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ความรู้สึกที่แขนนั้นยังอยู่ไม่จ่างหาย เขาได้แต่บอกตัวเองให้หยุดคิด และภาวนาให้หว่านถิงจะไม่คิดมากกับเรื่องเมื่อครู่
หว่านถิงเองพอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ นางก็ยังคงหน้าแดงระเรื่อ ร่างกายกลับร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก นางก็ได้แต่หวังว่ามู่ไห่เฉินจะลืมเลือนเรื่องเมื่อครู่เสียเช่นกัน
ในช่วงค่ำคืน ทั้งสองก็จองโต๊ะริมระเบียงด้านใน เพื่อจะได้รับชมการแสดงบนเวที
อาหารเริ่มวางเรียงราย ผู้คนก็หลั่งไหลทยอยเข้ามาจนแน่นร้าน บนเวทีเองก็เริ่มการแสดง บทเพลงหลากหลาย
“บทเพลงนี่คือวสันต์โปรยปรายริมฝั่งน้ำ”
มู่ไห่เฉินเอ่ยขึ้น
“นี่เป็นบทเพลงเลื่องชื่อของชิงเหอ หลายวันนี้ดูท่านสนใจดนตรีเป็นพิเศษ มีเหตุผลใดพิเศษหรือเจ้าค่ะ”
หว่านถิงถามเพื่อคลายความสงสัยในช่วงหลายวันนี้
มู่ไห่เฉินไม่สบตา จ้องมองลงไปยังเวทีเบื้องล่าง
“ช่วงนี้ข้าเกิดสนใจดนตรีขึ้นมา เลยคิดว่ารู้จักบทเพลงเลื่องชื่อบ้างเสียหน่อยก็ดี”
หว่านถิงบังเกิดรอยยิ้ม แม้คนตรงหน้าไม่ได้พูด แต่นางก็คิดไปเองว่าอาจารย์อานั้นคงกำลังศึกษาดนตรี นั้นก็เพื่อเขียนบทเพลงใหม่ให้กับนาง
มู่ไห่เฉินยื่นบทเพลงหนึ่งให้หว่านถิงรับไว้
“นิรันดร์แห่งชิงเหอ”
หว่านถิงพลิกเปิดอ่าน บทเพลงนี้นางเองก็ไม่เคยได้พบเจอ
มู่ไห่เฉินกล่าวว่าบทเพลงนี้เขาได้สอบถามนักบรรเลงผู้หนึ่งในหอชิงอิง เขาเป็นคนแนะนำมา
เขาว่านี่เป็นบทเพลงที่เพิ่งแต่งได้ไม่นาน กำลังได้รับความนิยมในช่วงนี้ ดังนั้นมู่ไห่เฉินอยากให้หว่านถิงเรียนรู้เอาไว้
หว่านถิงเพียงพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับเปิดอ่านไปหลายหน้า
นี่เป็นบทเพลง ท่วงทำนองการประสานเสียงระหว่างเครื่องสายและเครื่องเป่า หว่านถิงเพียงรับรู้และจดจำไว้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
แต่แล้วการแสดงเวทีเบื้องล่างก็น่าสนใจขึ้นมา ยามนี้มีสตรีผู้หนึ่งออกมาร้องขับขาน เสียงของนางนั้นไพเราะ นุ่มนวล ชวนให้ทุกสายตาต้องจ้องมอง
เนื้อหาเพลงที่นางขับขานชวนให้เหล่าคู่รักต่างอิ่มเอมในบทเพลง
มู่ไห่เฉินเองก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ นั้นเป็นจังหวะที่เขานั้นหันไปหาหว่านถิง หว่านถิงเองก็หันไปหามู่ไห่เฉินเหมือนกัน
ทั้งสองพอสบตา ไม่ต้องมีคำพูดมากมาย ต่างคนก็ต่างส่งยิ้มที่ชื่นบานให้กัน
ยามนี้พอสังเกต ระเบียงชั้นสองนี้ก็เต็มไปด้วยคู่รัก เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่นัดพบของเหล่าหนุ่มสาวชาวเมืองชิงเหอ
บรรยากาศอบอุ่นอบอวลไปทั่วบริเวณ บางโต๊ะชายหญิงกุมมือ บางโต๊ะผลัดกันตัดอาหารใส่จานอีกฝ่าย แต่โต๊ะมู่ไห่เฉินกลับมีเพียงรอยยิ้มที่ส่งมอบให้แก่กัน
แม้ไม่มีใครพูดออก แต่ต่างคนต่างรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในใจ รวมถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ แต่ยามนี้เพียงสละมันทิ้งเอาไว้ชั่วคราว แค่มีความสุขกับช่วงเวลาเช่นนี้ แม้อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ทั้งสองก็เลือกที่จะโอบรับสิ่งนี้ไว้ และมีความสุขตอนนี้กับมัน