ดาวน์โหลดวรยุทธ์

    ตอนที่ 57 เมืองชิงเหอ

    ในค่ำคืน หว่านถิงแม้ล้มตัวนอน แต่ในหัวก็ยังคงนึกถึงเหตุการณ์วันนี้ ในใจยังคงชื่นชม อาจารย์อาผู้นี้ทั้งหาญกล้า เด็ดเดี่ยว และมากฝีมือ

    ก่อนหน้านี้ นางรู้จากอาจารย์เพียงว่า อาจารย์อาผู้นี้เป็นคนมีพรสวรรค์ ฝีมือการต่อสู้ยอดเยี่ยม สามารถดูแลนางจนถึงเมืองหลวงได้แน่นอน วันนี้พอได้พบเจอด้วยตาตนเอง คำพูดของอาจารย์ก็ล้วนไม่ได้กล่าวเกินจริง

    ไม่รู้เพราะเหตุใด ยิ่งคิด นางยิ่งสุขใจ ภาพเหล่านั้นยังตราตรึงอยู่เช่นนั้น จนใบหน้าก็บังเกิดรอยยิ้มที่มิอาจหยุดลงได้

    เช้ารุ่งขึ้น ทั้งสองก็เตรียมเดินทางอีกครั้ง ขณะที่ทั้งสองกำลังขับรถม้าออกไป ไกลออกไปมู่ไห่เฉินยังคงเห็น จงกังกับศิษย์สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้กำลังคุ้มกันขบวนพ่อค้ากลับไปยังเมืองสือเหมิน เห็นทีธุรกิจช่วงนี้คงจะคึกคักเป็นพิเศษ

    ทันทีที่รถม้าเคลื่อนออกจากหมู่บ้าน หว่านถิงก็เปิดม่านออกมานั่งข้างมู่ไห่เฉิน

    มู่ไห่เฉินเพียงชายมองด้วยรอยยิ้ม นางคงมีเรื่องอยากเอ่ยกับเขาเป็นแน่

    “อาจารย์อาวรยุทธ์ท่านดีแค่ไหน”

    เป็นไปตามที่มู่ไห่เฉินคาดการณ์ แม้คำถามจะฟังดูเรียบง่าย แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าฝีมือของตนอยู่ระดับใดในยุทธภพ

    “เทียบกับอาจารย์เจ้า ยังนับว่าด้อยกว่า”

    หว่านถิงพอได้ยินก็นึกย้อนกลับไปครั้งหนึ่ง 

    สำนักหออวี้หลินครั้งนั้นมีคนมาก่อกวน เหล่าบัณฑิตทำได้แต่เพียงโต้เถียง พออาจารย์นางมาถึง นางกลับซัดผู้คนเหล่านั้นล้มลงกับพื้นโดยไม่เอ่ยวาจา

    คนเหล่านั้นพอลุกได้ก็ต่างพากันวิ่งหนีจากไป แต่ถึงกระนั้นอาจารย์ก็ถูกลงโทษไปนั่งคัดกวีหลังเขา ตอนนั้นหว่านถิงเองก็ติดตามไปด้วยตลอด อาจารย์ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับการลงโทษ นางดูเหมือนจะพอใจด้วยซ้ำ

    บรรยากาศวันนี้เลยกลายเป็นการเล่าเรื่องของซูเหมยหลินจากศิษย์น้องและลูกศิษย์ของนาง การเดินทางเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน

    การเดินทางล้วนราบรื่นจนถึงเมืองชิงเหอ หลายวันมานี่มู่ไห่เฉินอ่านตำราดนตรีไปหลายเล่ม เพื่ออย่างน้อยจะได้รู้จักบทเพลงต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมาบ้าง

    ส่วนบทเพลงที่มู่ไห่เฉินสัญญาจะเขียนให้หว่านถิงนั้น แท้จริงแล้วก็เขียนไปได้หลายเล่มจากความทรงจำแล้ว แต่ก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะส่งบทเพลงไหนให้นางดี อีกทั้งบทเพลงเองก็ยังไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก ต้องค่อย ๆ นึก ค่อย ๆ เขียน

    เมืองชิงเหอะมีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน อีกทั้งยังมีทะเลสาบกว้างใหญ่ ไม่น่าแปลกใจนัก ณ ที่แห่งนี้ถึงได้มีผู้คนและกิจการมากมายเปิดขึ้นมา

    ไม่ว่าจะมองไปทิศทางใด ล้วนพบเจอทิวทัศน์ที่งดงาม 

    มู่ไห่เฉินและหว่านถิงเองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ทั้งสองเดินตามทะเลสาบ จนมาถึงที่พักแห่งหนึ่ง

    “หอชิงอิง”

    ที่นี่น่าสนใจนัก มีอาคารกว้างใหญ่ถึงสามชั้น มีลานแสดง นอกจากทางเข้าปกติแล้ว ในหอก็ยังมีสะพานทอดยาวลงสู่ทะเลสาบเพื่อรองรับผู้สัญจรทางน้ำด้วย

    ที่พักที่นี่แม้จะแพงไปเสียหน่อย แต่มู่ไห่เฉินก็เลือกที่นี่เพราะอยากให้หว่านถิงได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการเดินทางบ้าง

    หลังจากได้ที่พัก ที่นี่ยังมีเรือให้เช่า มู่ไห่เฉินเมื่อรู้ก็ไม่รอช้า เขาพาหว่านถิงไปล่องเรือสู่ทะเลสาบที่กว้างใหญ่

    เรือลำเล็กค่อย ๆ ออกจากท่าของหอชิงอิง บนเรือมีเพียงหว่านถิงกับมู่ไห่เฉิน

    ทะเลสาบนิ่งสงบ สายลมบาง ๆ กับทิวทัศน์ที่งดงามจนยากจะบรรยาย เรือลำเล็กลำใหญ่ก็ต่างแหวกว่ายไปคนละทิศละทาง ต่างคนต่างก็มาพักผ่อนหย่อนใจ

    เรือลำเล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปกลางทะเลสาบ ระหว่างที่เรือกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ หว่านถิงเองก็ยื่นมือลงน้ำ เพื่อแหวกกระแสน้ำไปพลาง ๆ นางท่าทางมีความสุขโดยไม่ต้องมีบทสนทนาใด ๆ 

    แต่แล้วเรือลำเล็กก็หยุดลงกลางทะเลสาบ มู่ไห่เฉินวางไม้พายลง เขาหยิบอาหารปลาขึ้นมาก่อนส่งต่อไปให้หว่านถิง

    หว่านถิงเมื่อรับของมา นางก็ทยอยโปรยอาหารลงสู่ทะเลสาบ ครู่หนึ่งเหล่าปลาน้อยใหญ่ก็เริ่มทยอยตรงเข้ามารายล้อมเรือเอาไว้

    หว่านถิงจ้องมองมู่ไห่เฉินด้วยสายตาเชิญชวนให้มองเหล่าฝูงปลา วันนี้นางดูมีความสุขมากจริง ๆ 

    มู่ไห่เฉินเองก็มีความสุข เมื่อเห็นว่าหว่านถิงดูสนุกกับการล่องเรือ

    แต่แล้ว พอหว่านถิงทำท่าทีจะลุกขึ้นยืน แต่นางกลับไม่ระวังเหยียบชายกระโปรงตัวเอง นั้นเลยทำให้นางเสียหลักกำลังจะพลัดตกน้ำ

    มู่ไห่เฉินแม้ตอบสนองไว แต่พอคว้าแขนนางได้ นั้นก็ช้าไปก้าวหนึ่ง บนเรือลำเล็กที่ไหวเอน ทำให้สองขาที่รีบเร่งก็พลอยไม่มั่งคง แรงดึงนั้นทำให้มู่ไห่เฉินเสียหลัก ร่วงลงน้ำตามไปด้วย

    หว่านถิงที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ทำได้เพียงตะเกียกตะกายอยู่เช่นนั้น ส่วนมู่ไห่เฉินก็คงสติยังดี พยายามว่ายน้ำเข้าหาจากด้านหลัง

    มือซ้ายเขาโอบหว่านถิงไว้ แม้จะรู้ดีว่าแขนของตนสัมผัสสิ่งใดอยู่ แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะใส่ใจ มู่ไห่เฉินรีบดึงนางเข้ามาชิดตัว 

            หว่านถิงเองพอรู้ว่ามู่ไห่เฉินคว้าตัวนางได้แล้ว นางก็ดูสงบลง ก่อนจะปล่อยตัวไปตามการนำพาของมู่ไห่เฉิน

    มู่ไห่เฉินคว้าขอบเรือไว้ ก่อนพาทั้งสองเข้าชิดลำเรือ มู่ไห่เฉินพยุงหว่านถิงขึ้นเรือก่อน ก่อนที่ตนจะค่อย ๆ ปีนเรือกลับขึ้นไป

    ทันทีที่นางขึ้นเรือได้ สตินั้นก็ค่อย ๆ กลับมาเต็มที่ นางเขินอายจนเส้นเลือดสูบฉีดออกบนใบหน้า นางยังรู้สึกได้ว่าเมื่อครู่นั้นเกิดอะไรขึ้น

    มู่ไห่เฉินเองก็เขินอายไม่ต่างกัน เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจ และนางเองก็น่าจะรู้ดี แต่เหตุการณ์ตอนนี้จะทำเช่นไรดี จะกล่าวขอโทษดีหรือไม่

    “หว่านถิงขอโทษเจ้าค่ะ เป็นข้า…ที่ไม่…ระวังเอง”

    น้ำเสียงค่อย ๆ แผ่วลง ก่อนนางจะก้มหน้าก้มตาอย่างสำนึกผิด

    มู่ไห่เฉินนั่งจ้องนางด้วยความเอ็นดู

    “เด็กโง่”

    สิ้นเสียงหว่านถิงก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองมู่ไห่เฉิน

    ใบหน้ามู่ไห่เฉินเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น และหลังจากสบตามู่ไห่เฉินก็หัวเราะออกมา

    หว่านถิงพอเห็นเช่นนั้น นางเองก็หัวเราะตามอย่างช่วยไม่ได้

    กลายเป็นว่าทั้งสองกลับรู้สึกสนุกสนาน และทิ้งเรื่องราวเล็กน้อยเมื่อครู่นั้นไป 

    “กลับกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

    “เจ้าค่ะ”

    เรือลำน้อยค่อย ๆ หันหัวกลับเข้าฝั่ง ไม่นานเรือก็กลับเข้าท่าที่หอชิงอิง ตรงนั้นมีคนรอรับเรืออยู่แล้ว

    หลังจากส่งมอบเรือ ทั้งสองก็ต่างแยกย้ายไปอาบน้ำห้องตน

    ขณะอาบน้ำ มู่ไห่เฉินกลับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ความรู้สึกที่แขนนั้นยังอยู่ไม่จ่างหาย เขาได้แต่บอกตัวเองให้หยุดคิด และภาวนาให้หว่านถิงจะไม่คิดมากกับเรื่องเมื่อครู่

    หว่านถิงเองพอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ นางก็ยังคงหน้าแดงระเรื่อ ร่างกายกลับร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก นางก็ได้แต่หวังว่ามู่ไห่เฉินจะลืมเลือนเรื่องเมื่อครู่เสียเช่นกัน

    ในช่วงค่ำคืน ทั้งสองก็จองโต๊ะริมระเบียงด้านใน เพื่อจะได้รับชมการแสดงบนเวที 

    อาหารเริ่มวางเรียงราย ผู้คนก็หลั่งไหลทยอยเข้ามาจนแน่นร้าน บนเวทีเองก็เริ่มการแสดง บทเพลงหลากหลาย

    “บทเพลงนี่คือวสันต์โปรยปรายริมฝั่งน้ำ”

    มู่ไห่เฉินเอ่ยขึ้น

    “นี่เป็นบทเพลงเลื่องชื่อของชิงเหอ หลายวันนี้ดูท่านสนใจดนตรีเป็นพิเศษ มีเหตุผลใดพิเศษหรือเจ้าค่ะ”

    หว่านถิงถามเพื่อคลายความสงสัยในช่วงหลายวันนี้

    มู่ไห่เฉินไม่สบตา จ้องมองลงไปยังเวทีเบื้องล่าง

    “ช่วงนี้ข้าเกิดสนใจดนตรีขึ้นมา เลยคิดว่ารู้จักบทเพลงเลื่องชื่อบ้างเสียหน่อยก็ดี”

    หว่านถิงบังเกิดรอยยิ้ม แม้คนตรงหน้าไม่ได้พูด แต่นางก็คิดไปเองว่าอาจารย์อานั้นคงกำลังศึกษาดนตรี นั้นก็เพื่อเขียนบทเพลงใหม่ให้กับนาง

    มู่ไห่เฉินยื่นบทเพลงหนึ่งให้หว่านถิงรับไว้

    “นิรันดร์แห่งชิงเหอ”

    หว่านถิงพลิกเปิดอ่าน บทเพลงนี้นางเองก็ไม่เคยได้พบเจอ 

    มู่ไห่เฉินกล่าวว่าบทเพลงนี้เขาได้สอบถามนักบรรเลงผู้หนึ่งในหอชิงอิง เขาเป็นคนแนะนำมา

    เขาว่านี่เป็นบทเพลงที่เพิ่งแต่งได้ไม่นาน กำลังได้รับความนิยมในช่วงนี้ ดังนั้นมู่ไห่เฉินอยากให้หว่านถิงเรียนรู้เอาไว้

    หว่านถิงเพียงพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับเปิดอ่านไปหลายหน้า

    นี่เป็นบทเพลง ท่วงทำนองการประสานเสียงระหว่างเครื่องสายและเครื่องเป่า หว่านถิงเพียงรับรู้และจดจำไว้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก

    แต่แล้วการแสดงเวทีเบื้องล่างก็น่าสนใจขึ้นมา ยามนี้มีสตรีผู้หนึ่งออกมาร้องขับขาน เสียงของนางนั้นไพเราะ นุ่มนวล ชวนให้ทุกสายตาต้องจ้องมอง

    เนื้อหาเพลงที่นางขับขานชวนให้เหล่าคู่รักต่างอิ่มเอมในบทเพลง

    มู่ไห่เฉินเองก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ นั้นเป็นจังหวะที่เขานั้นหันไปหาหว่านถิง หว่านถิงเองก็หันไปหามู่ไห่เฉินเหมือนกัน 

            ทั้งสองพอสบตา ไม่ต้องมีคำพูดมากมาย ต่างคนก็ต่างส่งยิ้มที่ชื่นบานให้กัน

    ยามนี้พอสังเกต ระเบียงชั้นสองนี้ก็เต็มไปด้วยคู่รัก เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่นัดพบของเหล่าหนุ่มสาวชาวเมืองชิงเหอ

    บรรยากาศอบอุ่นอบอวลไปทั่วบริเวณ บางโต๊ะชายหญิงกุมมือ บางโต๊ะผลัดกันตัดอาหารใส่จานอีกฝ่าย แต่โต๊ะมู่ไห่เฉินกลับมีเพียงรอยยิ้มที่ส่งมอบให้แก่กัน

    แม้ไม่มีใครพูดออก แต่ต่างคนต่างรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในใจ รวมถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ แต่ยามนี้เพียงสละมันทิ้งเอาไว้ชั่วคราว แค่มีความสุขกับช่วงเวลาเช่นนี้ แม้อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ทั้งสองก็เลือกที่จะโอบรับสิ่งนี้ไว้ และมีความสุขตอนนี้กับมัน

    คล้ายกับเรื่องดาวน์โหลดวรยุทธ์ ที่คุณอ่าน