King of world ราชันแห่งพิภพ

    เมืองที่วุ่นวาย

    ปากกว้างนั้นฉีกยิ้มอวดโฉมฟันแหลมคมที่เรียงกันอย่างงดงามสู่สายตาฝูงชน ดวงตาเย็นเยียบกวาดมองรอบๆส่งผลให้ทุกคนที่ถูกมองขนลุกเกรียว เกร็งตัวแข็งไม่กล้ากระดิกแม้แต่นิดเดียว ปากกว้างเปิดออกช้าๆพร้อมปล่อยคำพูดหนึ่งออกมา “ใครพูด...” เงียบกริบ! ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคน ทุกคนต่างเม้มปากแน่นเพราะกลัวหลุดเสียงอะไรออกมา ในใจทุกคนต่างอย่างถอยหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่ก็กลัวจนไม่กล้าขยับ ดองเต้ขยับกรามใหญ่ขึ้นลงยกมือขึ้นเกาคางสองสามทีก่อนจะพูดออกมาเรียบๆว่า “ดี!...ไม่มีใครพูดอะไรก็ดี เพราะข้าก็เหลือทนแล้วเหมือนกัน!”เพียงได้ยินประโยคนี้ นักรบกลายพันธุ์ที่รับหน้าที่เป็นผู้นำทางก็ใจหายวาบรีบเอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านดองเต้! อย่า....” คำพูดของนักรบกลายพันธุ์ผู้นำทางเปรียบดังสายลมที่ลอยผ่านหูของดองเต้ ตอนนี้เขาไม่สนอะไรแล้วทั้งนั้น ปากกว้างอ้าออกจนน่ากลัว ขนาดปากที่อ้ามากพอที่จะกลืนมนุษย์วัยผู้ใหญ่ได้ในคำเดียว!
    เห็นเช่นนั้นหลายคนก็รู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว จึงไม่รอช้าหันหลังเตรียมวิ่งหนี
    แต่ก่อนที่จะได้ก้าวขาออกวิ่ง พวกเขาก็ถูกกระชากด้วยแรงลึกลับอันทรงพลัง
    วูบ!
    เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีเลเวลกว่า 20 สะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เขาพบว่าจู่ๆตนก็มานอนกองอยู่บนซากปรักหักพังโดยไม่รู้ตัว
    ภาพในดวงตากลายเป็นพร่าเลือนจากสติที่ไม่ครบถ้วน สิ่งที่เขารับรู้คือกลิ่นคาวของเลือด เพดานปากสีแดงสด และฟันแหลมคมที่มีขนาดพอๆกับเสาบ้าน!
    “ไม่....”
    ท้ายที่สุด ทุกสิ่งก็มืดดับไปเนื่องจากเจ้าของปากอันมหึมานั้นได้หุบปากลง!
    เสียงที่คล้ายกับเครื่องดูดฝุ่นดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองเรียกทุกสายตาให้หันไปมอง ต่อมาดวงตาพวกเขาก็เบิกออกกว้าง
    เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือศีรษะขนาดสูงใหญ่ปานภูเขาที่ปรากฏอยู่กลางเมือง!
    ปากกว้างที่กินพื้นที่ 2 ใน 3 ของศีรษะที่ปิดอยู่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม แก้มพองหนาราวกับมีอะไรอยู่เต็มปาก
    ฝูงชน บ้านเรือน ถนน ทุกอย่างที่อยู่ด้านหน้าศีรษะนั้นหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่
    1 ใน 3 ของเมืองแหว่งหายไปราวกับเค้กที่ถูกกัด!
    “ทะ...ท่านดองเต้”นักรบกลายพันธุ์ผู้นำทางพูดเสียงสั่นอยู่ข้างๆศีรษะยักษ์ สภาพเมืองที่ถูกทำลายทำให้เขาพูดแทบไม่ออก
    ดวงตาเย็นชาเหลือบมองผู้พูดอยู่คราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปเสียงอู้อี้ว่า
    “พวกมันแส่หาเรื่องเอง”
    กร้วม!
    กรามใหญ่ขยับขึ้นลงสอดคล้องกับเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ภายใน
    แม่น้ำเลือดสายใหญ่ไหลย้อยลงมาจากมุมปากของดองเต้ ภายในเวลาไม่กี่นาทีเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ในปากก็เงียบหายไป
    เอื๊อก!
    ดองเต้กลืนสิ่งที่อยู่ในปากทั้งหมดลงท้องก่อนจะเรอออกมาอย่างมีความสุข
    ทว่าความสุขของเขานั้นอยู่ได้ไม่นานเพราะหางตาของเขาดันเหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนร่างท้วมที่มีสีหน้าดุร้ายกำลังพุ่งฝ่าอากาศตรงมาหาเขา
    “ดองเต้!! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรกับเมืองของข้า!!”
    ชายที่พุ่งเข้ามาฟาดสันมือเข้าใส่ดองเต้อย่างไม่ลังเล
    ดองเต้คำรามในลำคอ ศีรษะยักษ์พุ่งโขกเข้าปะทะกับสันมือที่ฟาดลงมา
    เปรี้ยง!
    ระคอกคลื่นจากการปะทะกวาดบ้านเรือนให้พังไปอีกแถบหนึ่ง ทำให้ชายวัยกลางคนสบถเสียงดัง
    “ใจเย็นก่อนแคสเตอร์! เรื่องนี้ข้าอธิบายได้!”
    “อธิบายบ้าอะไร! ดูสิ่งที่เจ้าทำสิ! เมืองข้าเสียหายไปหมดแล้ว!”ชายร่างอ้วนตะคอกอย่างรุนแรง เขาชักมือกลับเตรียมที่จะลงมืออีกครั้ง
    หน้าผากของดองเต้มีรอยแดงๆจากสันมือเกิดขึ้นอยู่จางๆ เขาเดาะลิ้นด้วยความขัดใจ ในใจเขารู้ดีว่าแคสเตอร์ไม่ได้โกรธแค้นจริงๆแต่แสร้งทำเพื่อหวังผลบางอย่าง
    ขึ้นชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์ระดับ 7 อีกทั้งยังมีเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนหนุนหลัง ย่อมต้องมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลไม่น้อย โดยมีเมืองเคยาร์เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเมืองทั้งหมด
    และแคสเตอร์ที่เป็นถึงราชาของเผ่าพันธุ์ระดับ 7 ย่อมไม่มีทางหาเรื่องแตกหักกับดองเต้ผู้เป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 เพราะแค่พังเมืองเล็กๆนี้แน่นอน
    “ข้าจะจ่าย 5 รูปีสีเขียวสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น”
    ทันใดนั้นเองความดุร้ายบนใบหน้าของแคสเตอร์ก็หายวับไปทันที เขาฉีกยิ้มจนตาหยีเป็นรูปจันเสี้ยวแล้วเอ่ยอย่างอารมณ์ดีราวกับไม่เคยโกรธเคืองดองเต้มาก่อนว่า
    “เยี่ยม! นับว่าเจ้ายังมีมารยาทอยู่บ้าง มาเถอะ! เดินทางมาเหนื่อยๆไปผ่อนคลายที่งานเลี้ยงต้อนรับที่ข้าจัดมาเพื่อเจ้ากันเถอะ”แคสเตอร์เดินเข้ามาประคองดองเต้ขึ้นโดยไม่สนใจศีรษะอันใหญ่โตปานภูเขาที่มีเลือดไหลท่วมปากอยู่ของดองเต้
    ดองเต้แค่นเสียงพลางจัดการย่อศีรษะให้กลับมามีขนาดเท่าเดิมพลางบ่นอุบว่า

    “หวังว่านี่คงจะไม่ใช่แผนที่เจ้าวางไว้เพื่อรีดไถข้าหรอกนะ เจ้าหมูตอนจอมโลภ”

    แคสเตอร์ตีหน้าซื่อทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของดองเต้ ทำเพียงแค่ทำท่าปัดฝุ่นตามร่างกายดองเต้เท่านั้น...
    ในเวลาเดียวกันนั้นที่มุมมืดของเมืองก็มีสายตาสองคู่กำลังจับตามองนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ทั้งคู่อยู่
    ท่ามกลางความเงียบนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า
    “ไอ้พวกขี้ข้าเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน!...พวกมันเห็นชีวิตผู้คนเป็นอะไรกัน! ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากจะลงไปฆ่าพวกมันสองคนด้วยมือตัวเองตอนนี้เลย!”เสียงแรกนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเพราะสิ่งที่เขาเห็นก็คือในขณะที่ดองเต้และแคสเตอร์กำลังสนทนากับ รอบข้างนั้นกำลังเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นและร่ำไห้ของชาวบ้านที่โศกเศร้า
    “ใจเย็นน่า...อย่าลืมสิ..หน้าที่ของพวกเราก็คือการสืบข่าวการเคลื่อนไหวของพวกมันเท่านั้น อย่าได้คิดทำอะไรเกินหน้าที่เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นท่านผู้นำได้สั่งลงโทษเจ้ากับข้าแน่นอน”เสียงที่สองดังขึ้นเป็นเชิงห้ามปราม
    “ฮึ่ม! รอถึงเวลาที่พวกมันบุกอาณาจักรของเราก่อนเถอะ ข้านี่แหละจะเป็นผู้กำจัดพวกมันด้วยตัวเอง!”
    “....”
    แล้วเสียงทั้งหมดก็เงียบลงอีกครั้ง ทั้งคู่จับจ้องเป้าหมายจากเงามืดต่อไป
    การสนทนานี้พวกเขาคิดว่าคงมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน เพราะจากระยะที่คำนวณมาอย่างดีจะพบว่าแม้แต่นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ก็ยากที่จะแอบดักฟังพวกเขาได้
    แต่โชคร้ายที่พวกเขาคิดผิด!
    ระหว่างที่กำลังพูดคุยกับแคสเตอร์อยู่นั้น อยู่ๆปากกว้างนั้นก็แสยะยิ้มขึ้นช้าๆ พร้อมกับหางตาที่เหลือบมองไปทิศทางหนึ่งอย่างเงียบเชียบ...


    นับวันจำนวนผู้คนในเมืองเคยาร์ก็ทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่นักรบกลายพันธุ์ในสังกัดเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเท่านั้นที่เดินทางเข้ามา มีนักรบกลายพันธุ์ลึกลับไม่ทราบฝ่ายจำนวนมากได้มุ่งหน้ามาที่เมืองเคยาร์เพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเป้าหมายของพวกเขาก็คือสืบข่าวและรายงานเกี่ยวกับสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนและเผ่าพันธุ์มูนควีนให้ต้นสังกัดของตนรู้
    เมื่อมีจำนวนนักรบกลายพันธุ์มากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้ง ด้วยบุคลิกที่หยิ่งยโสและจองหองมั่นใจในฝีมือตัวเองของนักรบกลายพันธุ์ ในทุกๆวันหลายจุดในเมืองจะเกิดการต่อสู้ระหว่างนักรบกลายพันธุ์แล้วทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง
    และทุกครั้งที่เกิดความเสียหายก็จะมีนักรบกลายพันธุ์จากฝ่ายแคสเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาจะเก็บค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในเมืองในราคาที่สูงเกินจริงทุกครั้ง แต่ทุกคนก็ต้องยอมจ่ายเพราะคงไม่มีใครอยากจะกระตุกหนวดเสืออย่างแคสเตอร์ในถิ่นของเขา
    แต่ผู้ที่เสียหายที่สุดกลับเป็นชาวเมืองที่ไม่รู้เรื่องด้วย ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันยอดเสียชีวิตของชาวเมืองเคยาร์พุ่งขึ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
    การต่อสู้ของนักรบกลายพันธุ์ทำให้มีชาวเมืองเคยาร์ล้มตายจำนวนมาก และนั้นทำให้ทุกๆวันจะมีชาวเมืองเคยาร์เลือกอพยพจากเมืองนี้ไป
    วันเวลาผ่านไป ในที่สุดผู้คนที่เหลืออยู่ในเมืองเคยาร์ก็เหลือเพียงแต่ผู้ที่แข็งแกร่งพอจะอยู่รอดได้เท่านั้น อัตราการเสียชีวิตจึงลดลงจนแทบไม่เหลืออีก

    แต่ถึงจะมีผู้อพยพจากไปจำนวนมาก ทว่าจำนวนประชากรในเมืองเคยาร์กลับไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด กลับกันมันกลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ
    ทหารจากเผ่าพันธุ์ต่างๆใต้การปกครองของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเดินทางมาจากทั่วสารทิศ ก่อเกิดเป็นกองทัพขนาดใหญ่!
    กลิ่นอายทหารกล้าจากหลายเผ่าพันธุ์แผ่ปกคลุมทั่วเมืองเคยาร์ทำให้ทุกคนได้ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน

    วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่มีผู้คนเดินทางมายังเมืองเคยาร์แห่งนี้!

    มอนเตอร์ลากรถเลื่อนจำนวนหลายหมื่นตัววิ่งตะบึงผ่านทุ่งหญ้าอย่างทรหด โดยมีจุดหมายคือเมืองเคยาร์ที่อยู่สุดสายตาของพวกมัน
    บนรถเลื่อนคือทหารที่มาจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ สายตาของพวกเขานิ่งสงบปราศจากความหวาดกลัว
    ที่หน้าสุดของกองกำลังนี้คือมอนเตอร์ช้างสามหัวตัวเขื่องที่กำลังช่วยกันลากบ้านเคลื่อนที่หลังหนึ่ง
    ทั้งบ้านถูกสร้างขึ้นจากแร่ชนิดพิเศษที่มีความทนทานและมีน้ำหนักมากจึงต้องใช้มอนเตอร์ที่มีแรงมหาศาลถึง 3 ตัวในการลากดึง
    ภายในบ้านนั้นตลบอบอวลไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนน่าอึดอัด
    มีชายสองคนอาศัยอยู่ในบ้านนั้น คนหนึ่งนอนเหยียดขาอย่างเกียจคร้าน ดวงตาสีน้ำเงินมองไปข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย
    ส่วนอีกคนหนึ่งคือชายในชุดคลุมที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังผู้มีดวงตาสีน้ำเงิน แต่ถึงจะยืนนิ่งเขากลับมีใจที่คลุ้มคลั่งพร้อมละเลงเลือดได้ทุกเมื่อ
    นัยน์ตาสีดำขุ่นมัว สองมือบีบเข้าหากันเต็มแรงส่งผลให้กระดูกมือเกิดการแตกละเอียดหลายครั้ง
    อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้สนใจ นาทีนี้ความเจ็บปวดคือยาที่ดีที่สุดในการยับยั้งความบ้าคลั่งของเขา!


    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน