ลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน

    ตอนที่ 34 เมนูอาหารสามอย่าง

         ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันทีที่เบียทริซสิ้นคำพูด เนิ่นนานเสียจนบรรยากาศเริ่มกดดัน ในที่สุดทริสตันก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

    “ท่านหญิงเบียทริซ เข้าเรื่องธุระสำคัญที่ทำให้ท่านต้องเดินทางไกลมาพบเราเถอะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่เรียบเฉยทว่าหนักแน่น “ตราบใดที่เรื่องนั้นไม่เป็นการทำร้ายหรือสั่นคลอนผลประโยชน์ของซิลเวอร์เรส ผมก็พร้อมจะรับฟังและยินดีให้ความร่วมมือ”

    เบียทริซมีท่าทีอึกอัก เธอเผยอปากคล้ายจะพูดแต่ก็เงียบไป เป็นเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งราวกับกำลังชั่งใจอย่างหนัก ทริสตันเฝ้ารออย่างใจเย็น เขาเพียงยกน้ำชาขึ้นจิบพลางทอดสายตามองปฏิกิริยาของหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยความอดทน

    ในที่สุด แววตาของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น เบียทริซสูดลมหายใจเข้าก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ทริสตัน วินด์สเกล... ในนามของเบียทริซ เวสตัน เราขอเวลาสามเดือนนับจากนี้เพื่อจับตาดูการปกครองของนายที่มีต่อเมืองนี้ รวมถึงพฤติกรรมส่วนตัวว่านายได้กลับตัวกลับใจแล้วจริงหรือไม่” เธอกล่าวเน้นถ้อยคำ “หากสิ่งที่เห็นเป็นความจริง ฉันก็พร้อมจะยอมรับการแต่งงานกับนายแต่โดยดี แต่ถ้าไม่... นายจะต้องลงนามในเอกสารขอถอนหมั้นของเราทั้งสองคนทันที”

    เมื่อสิ้นคำประกาศ สีหน้าของเธอก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม เบียทริซโพล่งถามออกไปเสียงดังคล้ายต้องการย้ำความมั่นใจ

    “ทริสตัน... นายจะยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดที่ฉันเพิ่งพูดไปได้ไหม?”

    แม้ภายนอกจะดูข่มขวัญ แต่อกซ้ายของเธอกลับเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมา เบียทริซจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความลุ้นระทึก ใจหนึ่งหวาดหวั่นต่อคำตอบที่กำลังจะได้รับ ทว่าไม่ปล่อยให้เธอต้องจมอยู่กับความกังวลนานนัก ทริสตันก็เอ่ยสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบสนิท

    “ตกลง ผมยอมรับเงื่อนไขทุกประการที่ท่านหญิงกล่าวมา” ทริสตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “และหากในระหว่างที่พำนักอยู่ที่นี่ มีสิ่งใดในตัวผมที่ทำให้ท่านหญิงขัดข้องใจจนทนรับไม่ไหว ท่านจะยื่นเอกสารให้ผมลงนามก่อนครบกำหนดสามเดือนเลยก็ได้ ผมพร้อมจะเซ็นให้ทุกเมื่อ”

    “นี่... นาย...” เบียทริซอึกอักจนพูดไม่ออก ความรวดเร็วในการตัดสินใจและตอบของเขาทำให้เธอเริ่มใจเสีย... เขานิ่งเกินไป นิ่งจนน่าประหลาดใจ หรือที่แท้เขามี ใครบางคน อยู่ข้างกายแล้ว ถึงได้ไม่สนใจในการหมั้นหมายนี้หรือเปล่า?

    ยิ่งคิดสีหน้าของเธอก็ยิ่งบึ้งตึง ก่อนจะโพล่งถามออกไปเสียงแหลมสูง “ทริสตัน! บอกมาตามตรงนะ ตอนนี้นายกำลังคบหาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นอยู่ใช่ไหม! อย่ามาปิดบังกันนะ!”

    ทริสตันชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความสับสน... ในเมื่อเขาตอบรับเงื่อนไขทุกอย่างที่เธอเสนอมาแล้ว ไหงบทสนทนาถึงพัดพาไปในทิศทางนี้ได้? ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าเธอผ่านสายตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ก่อนจะรีบโพล่งออกไป

    “ท่านหญิง นี่เธอพูดเรื่องอะไรน่ะ... แล้วไอ้เรื่องผู้หญิงอื่นที่ว่านั่นน่ะ ตอนนี้ฉันยังไม่มีใครทั้งนั้นแหละ” เขาถอนหายใจยาว พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย “เฮ้อ... ถึงฉันจะไม่รู้หรอกนะว่าเธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเวลาผ่านไปสักพัก เธอจะเข้าใจความจริงข้อนี้ได้เอง”

    เมื่อเห็นท่าทางมึนงงและการปฏิเสธพัลวันของชายหนุ่ม หญิงสาวก็หรี่ตาลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พลางเค้นเสียงพูดอย่างกดดัน

    “ฉันไม่สนหรอกนะว่าตอนนี้นายจะมีใครซุกซ่อนไว้หรือไม่” เธอประกาศกร้าว “แต่ถ้าสุดท้ายแล้วฉันเลือกที่จะแต่งงานกับนายแล้ว ตำแหน่งเดียวที่ฉันจะยอมรับคือ ภรรยาหลวง เท่านั้น! ส่วนหลังจากนี้จะมีผู้หญิงหน้าไหนโผล่เข้ามาอีก ก็สุดแท้แต่ใจนายเถอะ!”

    พูดจบเธอก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ สะบัดหน้าหนีไปอีกทางอย่างแง่งอน พร้อมกับยกมือกอดอกไว้แน่น ไม่ยอมปรายตามองคนตรงหน้าอีกเลย

    “ก็ตามใจเธอแล้วกัน”

    ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เขาส่ายหน้าพลางยักไหล่ด้วยท่าทีอ่อนใจ เมื่อเบียทริซเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็ลอบยิ้มออกมาทันทีที่ได้รับคำยืนยัน เธอพยักหน้าตอบรับอย่างพึงพอใจจนปิดสีหน้าแห่งความสุขไว้ไม่มิด

    ทริสตันเห็นแบบนั้นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก... ช่างเป็นผู้หญิงที่อารมณ์แปรปรวนเร็วยิ่งกว่าสภาพอากาศเสียจริง เขาคิดในใจพลางเหลือบมองนาฬิกาที่บ่งบอกว่าใกล้เวลาเที่ยงเต็มที

    “ท่านหญิงเบียทริซ ใกล้จะได้เวลาอาหารมื้อกลางวันแล้ว ถ้าไม่รังเกียจ... ก็อยู่ทานด้วยกันที่นี่เลยแล้วกันนะ”

    รอยยิ้มบนใบหน้าของเบียทริซกว้างขึ้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้รับคำชวน เธอเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสดใสและเจือไปด้วยความนัยบางอย่าง

    “ทริสตัน... เวลาที่เราอยู่กันตามลำพังสองคน เรียกชื่อฉันเฉย ๆ ก็พอ ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรือใช้คำสุภาพพวกนั้นหรอก” หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะขยับยิ้มหวาน “ส่วนเรื่องทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยกัน ฉันยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

    พูดจบเธอก็ช้อนสายตามองเขาด้วยแววตาดีใจ สีหน้าของเธอมีความสุขมาก ราวกับว่าอารมณ์ฉุนเฉียวก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ทริสตันถึงกับอึ้งไปชั่วขณะกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างเข้าใจในที่สุด

    “ตกลง ในเมื่อ เธอต้องการแบบนั้น เราก็ไม่ติดขัดอะไร” เขายกยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้นเธอก็นั่งรอตรงนี้สักครู่นะ ฉันขอออกไปสั่งการข้างนอกก่อน”

    ชายหนุ่มสาวเท้าไปยังประตูห้อง พูดคุยกำชับกับทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าห้องครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับเข้ามา ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็สบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เงยขึ้นมองตามเขาอย่างสนอกสนใจ ทริสตันเห็นสายตาที่จับจ้องมาแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งชวนเธอคุยเรื่องสัพเพเหระเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรออาหารมื้อเที่ยงถูกจัดเตรียม

    ไม่นานนัก อาหารสองชุดก็ถูกสาวใช้ยกมาเสิร์ฟ ตรงหน้าแต่ละคนประกอบด้วยสามชามขนาดกะทัดรัด ชามแรกบรรจุเกี๊ยวซ่าสีเหลืองทองรอยจีบประณีต ชามถัดมาเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นเหนียวนุ่มในน้ำซุปหอมกรุ่น และชามสุดท้ายคือข้าวหน้าเนื้อวัวสไลด์บางวางเรียงรายอย่างน่าทาน แม้ตอนนี้จะมีข้าวเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่เขาก็ตั้งใจรังสรรค์มันขึ้นเพื่อเป็นมื้อแรกที่ได้ทานร่วมกัน

    “เบียทริซ! นี่คือเมนูที่เราคิดค้นขึ้นมา ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสหรอก แต่ในอนาคตเราตั้งใจจะให้มันเป็นอาหารพื้นฐานของทุกคนในซิลเวอร์เรส” เขาแนะนำพลางชี้ชวนให้ดู “ชามที่มีแผ่นแป้งห่อเป็นจีบสวยนั่นคือเกี๊ยวซ่า ชามที่มีเส้นคือก๋วยเตี๋ยว ส่วนชามที่มีเนื้อวางหน้าซ้อนกันคือข้าวหน้าเนื้อ... โดยเฉพาะเมนูสุดท้ายนี้ เราเพิ่งสั่งให้พ่อครัวทำขึ้นมาเป็นพิเศษ และเธอคือคนแรกที่ได้ชิมมันอย่างเป็นทางการเลยนะ”

    เบียทริซจ้องมองอาหารแปลกตาสามอย่างตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่า คือมีหนึ่งเมนูที่เธอเป็นคนแรกที่มีโอกาสได้ลิ้มรสเมนูพิเศษนี้ ความหวานล้ำสายหนึ่งแล่นปราดเข้าสู่หัวใจจนชุ่มชื่นอย่างบอกไม่ถูก ‘นี่มันคือความรู้สึกของผู้หญิงที่กำลัง...’ เธอยังคิดไม่ทันจบประโยค ใบหน้าเนียนเห่อแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

    ทริสตันที่ลอบมองอยู่เห็นใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำขึ้นมา เขาจึงเข้าใจไปว่าเธอคงตื่นเต้นกับอาหารแปลกใหม่ตรงหน้าจนทำตัวไม่ถูก ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูก่อนจะเอ่ยกระตุ้น

    “เอ้า! รีบทานตอนที่ยังร้อนอยู่เถอะ ของพวกนี้ต้องทานตอนขึ้นจากเตาใหม่ ๆ ถึงจะอร่อยที่สุด”

    พูดจบเขาก็ลงมือจัดการอาหารในชามของตนทันที เสียงของเขาเรียกสติที่หลุดลอยไปของเบียทริซให้กลับคืนมา หญิงสาวมองเมนูทั้งสามอย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจคีบเกี๊ยวซ่าขึ้นมาเป็นอย่างแรก เมื่อกัดลงไปคำหนึ่ง ความนุ่มละมุนของแป้งสีเหลืองทองก็ผสานเข้ากับรสสัมผัสของไส้เนื้อชุ่มฉ่ำด้านใน ทว่าความร้อนที่ยังกรุ่นอยู่ทำให้เธอต้องรีบพ่นลมออกจากปากระบายความร้อนพัลวัน ถึงอย่างนั้นรสชาติที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย ‘อร่อย!’ คือคำเดียวที่ดังก้องในใจ

    จากนั้นเธอจึงหันไปสนใจสิ่งที่เรียกว่าก๋วยเตี๋ยว เส้นสีขาวนวลที่อาบซึมด้วยน้ำซุปรสเข้มข้นช่างเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ เมื่อเห็นหญิงสาวดูจะถูกใจในรสชาติ ทริสตันจึงเอ่ยเสริมขึ้นมา...

    “รู้ไหมเบียทริซ... ในอนาคต เมนูก๋วยเตี๋ยวนี่จะมีเครื่องปรุงอีกหลายชนิดให้เลือกใส่ด้วยนะ ใครชอบรสชาติแบบไหนก็ปรุงเพิ่มได้ตามใจชอบเลยล่ะ”

    คำบอกเล่าของเขาทำให้หญิงสาวถึงกับเบิกตากว้าง สีหน้าฉายแววตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด “จริงหรือ! แล้วเมื่อไหร่เครื่องปรุงพวกนั้นถึงจะถูกนำมาใช้ล่ะทริสตัน?”

    ทริสตันอมยิ้มอย่างมีเลศนัย “ก็อีกไม่นานหรอก...”

    เบียทริซนิ่งค้างไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างเหม่อลอย ก่อนที่สายตาของเธอเลื่อนมาหยุดอยู่ที่เมนูสุดท้ายอย่าง ข้าวหน้าเนื้อ อันที่จริงเธอก็พอจะรู้จักข้าวอยู่บ้าง ทว่ามันกลับไม่เป็นที่นิยมนัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยลองเคี้ยวข้าวเปล่า ๆ แล้วพบว่ารสชาติมันช่างจืดชืด แถมยังมีสัมผัสหนึบหนับพิลึกกึ่งกลางฟันจนน่าประหลาดใจ ตอนที่รู้ว่าเมนูนี้มีส่วนประกอบของข้าว เธอจึงไม่อยากที่จะทานมากนัก แต่กลิ่นของอาหารตรงหน้ามันช่างหอมชวนอยากให้ทานมากจริง ๆ สุดท้ายก็แพ้ใจตนเอง เธอจึงรีบตักส่งเข้าปากทันที

    ทว่า... ทันทีที่ข้าวสวยร้อน ๆ ถูกส่งเข้าปากพร้อมกับเนื้อวัวนุ่มลิ้น รสสัมผัสของข้าวที่เธอเคยปฏิเสธกลับแปรเปลี่ยนเป็นความอร่อยอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิด รสชาติเค็มมันของเนื้อซึมลึกเข้าสู่เมล็ดข้าวได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนเธอเผลอคิดในใจว่า ในบรรดาสามเมนูที่ได้ลิ้มลองมาในวันนี้ ข้าวหน้าเนื้อชามนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เธอพึงใจมากที่สุดเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน ที่คุณอ่าน