การปรากฏตัวของ องค์ชาย หยวนเฉิน ทำให้ นครหลวง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ตกอยู่ในความวุ่นวาย
ราษฎรนับหมื่น ต่างพากันเอ่ยถึง องค์ชาย หยวนเฉิน ด้วยความตื่นเต้น ต่อมา เหล่าประชาราษฎร์ ก็ต้องพบกับเรื่องที่น่าตกใจอีกครั้ง เนื่องจาก บนท้องฟ้าเหนือศีรษะ มีปักษาเมฆาสวรรค์ยักษ์สีขาว ท่องทะยานอยู่ ซ้ำเสียงกู่ร้องของมันยังดังสะเทือนปฐพี
" นั้น นกยักษ์!!!! "
" มีคนขี่อยู่บนนกนั่นด้วย! "
" นกยักษ์นั่น มันใหญ่กว่า ปลาวาฬ ในมหาสมุทรบูรพา อีก. . . ."
ผู้คนทั้งหลายที่เดิมตื่นเต้น ต่อการกลับมาของ องค์ชาย หยวนเฉิน แต่เมื่อพวกมันเห็นสิ่งที่ปรากฏ ก็ต้องตื่นตะลึงตกใจอีกครา
อู่ อวี้ คือตัวแทน นิกายกระบี่สวรรค์ ที่มายัง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ เขาจึงต้องวางตัวองอาจ ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน เองก็พอทราบ ว่าจะมีสาวกจากนิกายกระบี่สวรรค์ เดินทางมาในเร็ววัน
และสิ่งที่ทำให้ผู้คนตกใจ จนตาค้าง คือการที่ อู่ อวี้ มุ่งมาทางพระราชวัง โดยยืนอยู่หลังปักษาเมฆาสวรรค์ เหนือวังหลวง
" เขาเป็นใคร?! "
" เหตุใดจึงกล้าเรียกหาท่าน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ห้วนๆ หรือว่าเขาจะเป็นชาวสวรรค์เช่นเดียวกัน "
" ไม่อยากจะเชื่อ!!! ในโลกแม้นมีชาวสวรรค์มากมาย แต่ในอาณาจักรเราวันนี้ มีเทพเซียนอยู่ถึงสามท่าน "
ไม่ว่าจะเป็นบรรดาคนที่อยู่ในเรือนหรือนอกเรือน หรือจะอยู่ตามท้องถนน ริมไหล่ทางร้านรวง ล้วนพากันถกสนทนา ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆ คนล้วนตื่นเต้นยินดี ส่วนใหญ่พวกมันไม่เคยมีโอกาสพบเจอ ชาวสวรรค์มาก่อน บางทีชั่วชีวิตของพวกมันที่เหลือก็อาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้ . . . .
ลูกเด็กเล็กแดงที่กำลังพากันวิ่งเล่นซุกซน แม่ที่กำลังหุงหาอาหาร พ่อค้าแม่ขายที่ตั้งร้านรวง องครักษ์เฝ้ายาม ทุกผู้ทุกหมู่ล้วนมาจากสถานที่ต่างกัน สถานะต่างกัน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือทั้งหมดล้วนจ้องไปบนท้องฟ้าด้วยความตื่นเต้นเช่นเดียวกัน
นี่นับว่าเป็น เหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของนครหลวง
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็จะได้พบ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน
ภายนอกเขาดูสุขุมใจเย็น ดุจดั่งมหาสมุทรอันเงียบสงัด แต่เบื้องล่างมหาสมุทรกลับเต็มไปด้วยลาวาที่ไหลหลั่งเฝ้ารอการระเบิด อู่ อวี้ ก็เป็นดั่งภูเขาไฟที่รอวันปะทุ
และยามนั้น อู่ อวี้ ก็พบว่าในวังหลวงดูเงียบเชียบ ได้มี อาชาวิหคสองตัววิ่งตะบึงควบมาจากพระราชตำหนัก บนนั้นมีบุคคลที่ อู่ อวี้ เฝ้าหวนถึงนับล้านๆ ครั้งประทับ ซึ่งก็คือ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน นั่นทำให้ อู่ อวี้ แทบจะข่มสะกดอารมณ์ไม่อยู่
อีกคน เป็นชายหนุ่มที่ใบหน้าเหมือน หยวนฮ่าว แต่มีลักษณะต่างกันสุดขั้ว มันสวมชุดคลุมของพรรค ผมยาวสลวยมัดหางม้า องอาจหล่อเหลา ดวงตาประกายราวกับคลื่นกระทบจันทร์ ใบหน้าที่เย็นชาประดับด้วยรอยยิ้ม รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น แต่รวมๆ มันถือว่าเหนือกว่า ซึ่งยังดูลึกลับ แตกต่าง หยวนฮ่าว
มันก็คือ องค์ชาย ที่เติบโต ในพรรคจงหยวน องค์ชาย หยวนเฉิน ที่เพิ่งจะกลับมา
ในเวลาเดียวกัน อู่ อวี้ ก็ยังสังเกตพบว่า ในตัววังหลวงตำหนักที่ใหญ่ที่สุด ' พระราชวังหลวง ' ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว และ ไทเฮา หยวน ซี ตลอดจนเหล่า อำมาตย์ขุนนาง ต่างก้าวออกมาด้านนอก มองมาที่ อู่ อวี้ ด้วยท่าทางไม่ค่อยยินดีปรีดา
พระราชวังหลวง ควรเป็นสถานที่ ของ อู่ อวี้ ในยามที่ขึ้นครองบัลลังก์
ส่วนใหญ่ อู่ อวี้ รู้จักทุกคนในที่นี้ เนื้อแท้พวกมันไม่ได้ชั่วช้าเลวทราม ซ้ำยังทุ่มเทอุทิศดูแลกิจการบ้านเมืองภายในแผ่นดิน แต่เป็นเพราะแผนของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน คนเหล่านี้จึงถูกครอบงำชักใยโดยสมบูรณ์
องค์ชาย เหย่า, อำมาตย์ ซ่ง, แม่ทัพ ตี้, ขุนพล หวู่
" ฮ่าวเทียน สนมซี! "
ในที่สุด อู้ อวี้ ก็ได้พบ
พระสนม ซี ยังสะสวยไร้ซึ่งริ้วรอยใดๆ บัดนี้ นางขึ้นเป็น ไทเฮาผู้มากบารมี แต่แววตานางที่มอง อู่ อวี้ เป็นดั่งเหล่าขุนนาง คล้ายหวั่นกลัวบางสิ่ง
ส่วนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ หยวนฮ่าว คงเป็นคนเดียวที่ยังมีใบหน้าจองหองอยู่ เพราะมันเป็นแค่คนปัญญาอ่อนที่ถูกทำให้เป็นหุ่นเชิดเท่านั้น มันจึงวางท่าถือดีอย่างไม่ได้รู้ราวอะไร
ฮ่าวเทียน ยังมิได้เปลี่ยนไป ยังคงสวมคราบเทพจอมปลอม เปี่ยมล้นคุณธรรม เวลานั้น มันกับองค์ชาย หยวนเฉิน ที่ควบอาชาวิหคได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เผชิญหน้ากับ อู่ อวี้
แม้จะเป็นแค่ สาวกจากนิกายกระบี่สวรรค์ แต่ อู่ อวี้ ก็มีสถานะเหนือกว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน, ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ยามนั้นยิ้มบางๆ พร้อมกับเอ่ยปากกล่าวว่า " ข้าน้อยก็นึกอยู่ว่าใครที่จะถูกส่งมาที่นี่ แท้จริงเป็นคนจากนิกายกระบี่สวรรค์ มิทราบว่าข้าน้อยควรเรียกขาน ท่านว่าเช่นไร? "
ในใจ อู่ อวี้ มีนามแฝงเตรียมไว้แล้ว
" ข้า เสิ่น อู่เต้า "
อู่ อวี้ ได้ผ่านอุปสรรคความยากลำบาก และ ใช้ความพยายามนานัปการ เพื่อให้ได้มาเจอกับ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ในที่สุดก็บรรลุก้าวแรก เขาสังเกต ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน อย่างถี่ถ้วนด้วยความระมัดระวัง มันอาจเป็นเทพในสายตาผู้อื่น แต่ปัจจุบันมันเป็นแค่ ศิษย์ ของพรรคจงหยวน
' ฮ่าวเทียน แข็งแกร่งมาก อาจจะเหนือกว่าข้าและซือตู๋ หมิงหลางเสียอีก แต่ก็ยังด้อยกว่า ศิษย์พี่ ซู กับ ศิษย์พี่ โม่ ' อู่ อวี้ ยามนี้ได้ สังเกตวิเคราะห์ศัตรูที่กำลังจะเผชิญหน้า
' หมายความว่าข้ายังไม่อาจแก้แค้นในตอนนี้ จำเป็นต้องรอโอกาส แต่อีกไม่นานนักหรอก ถือว่าเจ้ายังโชคดี ' อู่ อวี้ สามารถข่มจิตสังหารเอาไว้ได้
สำหรับ หยวนเฉิน ผู้ดูฉลาดเฉลียว มีอายุพอๆ กับ อู่ อวี้ มันในยามนี้พลังอยู่ใน สละร่าง ขั้นที่ 9 ใกล้เข้าสู่ขั้น หลอมรวมลมปราณ เช่นเดียวกับ อู่ อวี้
' มันก็เป็นศิษย์จากพรรคจงหยวน เข้าสู่ขั้น สละร่าง ขั้นที่ 9 ตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อมัน เข้าสู่ ขั้นหลอมรวมลมปราณ อนาคตมันคงจะสดใส '
นี่แสดงให้เห็นว่า ฮ่าวเทียน มันได้เฝ้าใช้วันเวลาเป็นแรมปี เพื่อที่ส่งเสริม การบ่มเพาะ ของ หยวนเฉิน
เมื่อพบว่า อู่ อวี้ สังเกตพวกมัน ตั้งแต่ ตัวมัน , หยวนเฉิน , สนม ซี , หยวนฮ่าว ฮ่าวเทียน มันก็ลอบขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ถึงกับเปิดเผยอาการ ได้แต่กล่าวขึ้นว่า " ท่าน อู่เต้า ข้ามีเรื่องสงสัยอยากเรียนถามท่าน 2 ประการ ประการแรก ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ที่ถูกส่งมา โดยทั่วไปต้องมีพลัง ขั้นหลอมรวมลมปราณขึ้นไป แต่พลังท่านยังไม่ถึง ขั้นหลอมรวมลมปราณ ประการสอง ปกติ สาวกนิกายกระบี่สวรรค์ ย่อมต้องมีกระบี่ปราบมารคู่กาย แต่ที่ท่านแบกอยู่ ไฉนจึงเป็น พลอง ท่านมีสิ่งยืนยันหรือไม่ว่า ท่านคือ ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์?! "
" สวรรค์ เขาเป็น ซ่างเซียนคนใหม่ ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ งั้นรึ?! "
เมื่อ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เอ่ยข้อสงสัยออกไป ประชากรบางส่วนที่ได้ยิน ก็เข้าใจจุดประสงค์การมาของ อู่ อวี้ หมายความว่าเขาคือเทพองค์ใหม่ ที่จะมาปกครอง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่?!
ตัว ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน มันได้สร้างวีรกรรมตำนานไว้ในอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ช่วงระหว่างนั้น ทำให้ เหล่าชาวประชาเชื่อมั่นในตัวมัน และยึดถือมันเป็นเทพสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวของโลก และเมื่อ อู่ อวี้ มาถึง มันจึงไม่ลืมที่จะจับผิด
อู่ อวี้ ทราบดีว่ามันต้องสร้างความลำบากให้แก่ตน
" เจ้าคือ ฮ่าวเทียน อย่างนั้นรึ?! งั้นจงดูเสีย นี่คือ ป้ายของผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์!!! " อู่ อวี้ หยิบป้าย ในถุงจักรวาลออกมา ภายใต้ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้ 'หน้ากากวานร' ทอประกายเย็นชา จากนั้นก็เย้ยหยันว่า " ส่วนความสามารถ และศาสตราวุธของข้า แลดูก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องของเจ้า "
เพียงป้าย ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ ก็มากพอที่จะพิสูจน์สถานะ
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่า นิกายกระบี่สวรรค์ จะส่งคนประหลาดผู้นี้มา
แต่กลับไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้หน้ากาก ตัวจริงเขาคือ รัชทายาท องค์ชาย อู่ อวี้!
" ท่านมาก็เพื่อปกครองดูแลอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ตอนนี้ก็อยู่ที่นี่แล้ว เหตุใดท่านจึงสวมใส่หน้ากาก หรือท่านอายที่จะเผยให้เราเห็น " หยวนเฉิน ยิ้มขึ้นพร้อมกับยิงคำถามที่กวนประสาท
" เจ้าหนูน้อย, มันเป็นเรื่องของข้า ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า " อู่ อวี้ จ้องมองพร้อมกับตอบด้วยท่าทางเย้ยหยัน
นั้นเป็นการสนทนาเหนือท้องฟ้าสูงชันขึ้นไป ประชาชน ที่อยู่ใกล้ๆ จึงได้ยินแผ่วเบา พวกมันจึงพยายามคุมจังหวะการหายใจ เนื่องจากกลัวเสียงหายใจรบกวนการได้ยิน
" ท่านเรียกข้า เจ้าหนูน้อย?! " หยวนเฉิน ไม่ได้แสดงความโกรธ แต่หันไปยิ้มถาม ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ว่า" ท่านอาวุโส ข้าขออนุญาต "
" มีอะไรรึ?! "
" ข้าสงสัยตัวตนของเขา ปกตินิกายกระบี่สวรรค์จะไม่ส่งสาวกที่ต่ำกว่า ขั้นหลอมรวมลมปราณ มารับตำแหน่งสำคัญๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาโชคดี หรือ ไม่ก็เลือกมาแบบส่งๆ ดังนั้น ข้าจึงอยากจะทดสอบความสามารถของเขา . . . . " น้ำเสียง หยวนเฉิน ไพเราะ อ่อนนุ่ม ดั่งสายธารที่ไหลผ่าน ทว่ากับแฝงไปด้วยการยั่วยุ
" เจ้าต้องการท้าทายข้างั้นรึ! " อู่ อวี้ จงใจตะเบ็งเสียง เพื่อให้ทุกคนได้ยิน แต่เป็น หยวนเฉิน ที่จงใจหาเรื่อง เขาก็แค่ตอบสนองอีกฝ่าย ดีกว่าให้ผู้อื่นชิงลงมือก่อน . . .
ไม่มีวันไหนที่เขาลืมความแค้น และเขาก็มักจะได้ยินคนพูดกันว่า องค์ชาย หยวนเฉิน เปรียบดั่ง ดวงตะวันดวงใหม่ แต่เดี๋ยวมาดูกันว่าใครกันแน่ ที่เป็นดวงตะวัน?
" ข้าน้อยย่อมมิกล้าท้าทาย เพียงแต่อยากให้แน่ใจ เราไม่มีเจตนาตั้งข้อสงสัยใดๆ ต่อนิกายกระบี่สวรรค์ เราแค่ไม่เชื่อถือในตัวของท่าน . . ." หยวนเฉิน ผู้นี้ นับเป็นคนที่รู้จักใช้ถ้อยคำวาจา
" เอาเถอะ! แล้วอย่ามาร้องไห้คร่ำครวญเวลาแพ้ซะล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า " อู่ อวี้ หัวเราะดังสนั่น เพราะยามที่เขาเปล่งเสียงหัวเราะ กระทั่ง โต๊ะ เก้าอี้ ที่ตั้งอยู่บนพื้นถนน ก็ยังสั่นสะเทือน กระทั่งประชากรนับพันที่รับชม ก็ต้องอ้าปากค้างรีบป่าวประกาศ เนื่องจากได้ยินว่า เทพองค์ใหม่ กำลังจะสู้กับองค์ชาย หยวนเฉิน
" องค์ชาย หยวนเฉิน ชนะให้ได้! "
" นั่นเหรอ ท่าน หยวนเฉิน ซ่างเซียน! "
เวลานี้หัวใจของพวกมันแทบจะกระดอนออกมาจากปากเพราะความตื่นเต้น ต่อมาทุกผู้ทุกคนต่างพากันปิดปากเงียบสนิท ขณะที่สายตาจ้องไปยังท้องฟ้าไม่กะพริบ
" เชิญท่านด้านล่าง " หยวนเฉิน ชี้ไปที่ลานว่าง
" ไม่ล่ะ บนนี่ดีแล้ว " อู่ อวี้ บอกปัด เนื่องจากเขาตั้งใจที่จะสู้กับ หยวนเฉิน ในขณะที่อยู่บนหลังกระเรียนสวรรค์และอาชาวิหค
" เยี่ยม! " แม้ว่า หยวนเฉินจะบอบบางอ้อนแอ้น แต่มันก็ยังเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เวลานั้นมันมองไปที่ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน พร้อมรอยยิ้ม ต่อมาก็ควบอาชาวิหคทะยานเข้าหา อู่ อวี้
" ศิษย์พี่ เสิ่น รับมือ! "
ในขณะที่พุ่งใส่ อู่ อวี้ มันก็เร่งหยิบ ศาสตราแห่งเต๋า ที่เสมือนหอกยาว สีเขียว รอบๆ มีวายุห่อหุ้มออกมา พอหยวนเฉินสะบัดฟาดฟันท่ามกลางเวหา บนท้องฟ้าก็ราวกับจะเกิดพายุ
" โอ้ววว!!! "
การต่อสู้ระหว่างสองชาวสวรรค์ นับเป็นฉากในหน้าประวัติการณ์ ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง สำหรับเหล่าบรรดาประชาราษฎร์ในเมืองหลวง
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////