ตอนที่ 39ราคาสูงอย่างน่าตกใจ
"กระบี่เล่มนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่เพียงแค่ออร่าที่ปล่อยออกมาก็รุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว"เจิ้งฟู่กล่าวพร้อมกับทำหน้าสนใจมองไปที่กระบี่ที่อยู่บนเวทีประมูล.....
“นั้นสินะ เรื่องที่น้องเสี่ยวเจียงพูดคงไม่ใช้เรื่องโกหกจริงๆ” ขงฉางพูดเสริมขึ้น....
“กระบี่เยี่ยม!!เพียงแค่พลังก็น่าเกรงขามแล้วรีบๆบอกราคามาเถอะไม่ต้องแสดงแล้ว” เสียงของกงซุนตือดังขึ้นเพื่อให้เสี่ยวเจียงรีบๆบอกราคาเริ่มต้นเพราะมันขี้เกลียดฟังคำอธิบายแล้วจากนั้นเสี่ยวเจียงก็วางกระบี่ลงและสั่งให้คนนำก้อนหินกลับไปเก็บจากนั้นก็หันมายิ้มหวานพร้อมกับทำท่าทางยั่วยวนชวนขนลุก......
“ท่านกงซุนตือช่างตาแหลมยิ่งนักแน่นอนกระบี่นี้ถูกตีขึ้นด้วยเหล็กชั้นดีบวกกับจิตอสูรอินทรีวายุที่ถูกผนึกไว้ที่กระบี่เล่มนี้มันเลยทำให้กระบี่เล่มนี้ยิ่งทวีความคมและพลังที่รุนแรงเข้าไปอีก”
จิตอสูรอินทรีวายุ!!
“กระบี่เล่มนี้มีชื่อว่ากระบี่อินทรีวายุ ราคาเริ่มต้นที่ห้าพันเหรียญผลึกอสูรค่ะ”
ห้าพันเหรียญผลึกอสูร!!
ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นฮือฮากับราคาเริ่มต้นของมันแม้แต่เจิ้งฟู่เองยังอดตกใจไม่ได้ตัวเขาเองก็อยากได้เช่นกันแต่เขาจะไปหาตังจากไหนมากมายขนาดนี้กันแถมตอนนี้เขาเองก็มีเงินเพียงแค่หนึ่งพันเหรียญผลึกอสูรเท่านั้นส่วนยาที่ส่งไปประมูลรวมกับเงินของเขามันยังไม่พอเลย.....
ห้าพันหนึ่งร้อยเหรียญ!!
ห้าพันห้าร้อยเหรียญ!!
หกพันเหรียญผลึกอสูร!!
ราคาของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและผู้ที่เสนอราคาอยู่ตอนนี้ก็มีกงซุนตือและพวกเศรษฐีบางคนเท่านั้นที่สูงราคากันส่วนคนอื่นๆนั้นพวกเขาคงไม่สามารถสู้ราคากับพวกเขาได้จึงได้แต่นั่งเงียบและดูต่อไปแบบเงียบๆ....
เก้าพันเหรียญผลึกอสูร!!
“นั้นท่านกงซุนตือยังเสนอราคาสูงขึ้นไปอีกแนะสำนักคุ้มภัยของเขาชั่งร่ำรวยเสียจริง”
“ยังมีใครเสนอราคามากกว่านั้นไหมค่ะ...? ถ้าไม่มีข้าจะนับแล้วนะ....”
เก้าพันเหรียญผลึกอสูรครั้งที่หนึ่ง!!!
เก้าพันเหรียญผลึกอสูรครั้งที่สอง!!!
เก้าพันเหรียญผลึกอสูรครั้งที่......
หนึ่งหมื่นเหรียญผลึกอสูร!!!!
แต่ในขณะที่เสี่ยวเจียงกำลังจะตัดสินจบราคาในครั้งที่สามนั้นจู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นเสนอราคามากกว่าของกงซุนตือทำเอาใบหน้าที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขแบบผู้ชนะของมันหุบลงและหันไปมองยังทีมาของเสียงรวมถึงคนอื่นๆด้วยในทันที.....
“ใครกัน เขาเป็นใครกัน?”
เมื่อเจิ้งฟู่หันไปดูยังคนที่พูดเสนอราคาคิ้วของเขาถึงกับย่นเข้าหากันทันทีเพราะว่าคนที่เสนอราคามานั้นเป็นคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดีรู้จักชนิดที่ว่าโคตรรู้จักเลยก็ว่าได้......
นั้นมัน!!
ท่านพ่อ!!
ท่านพ่อ!!?
คนที่เสนอราคาแข็งกับกงซุนตือก็คือพ่อของเขานั้นเองคงซือ....
"ทำไมท่านพ่อถึงมาอยู่ที่นี้ได้ แล้วทำไมท่านถึงได้.....อ่ะ!!"ไม่เพียงแต่คงซือเท่านั้นที่มาไหกู่กับไหกังเองก็มาเช่นกันพวกเขาต่างนั่งอยู่ข้างๆกับคงซือและเมื่อขงฉางมองไปที่คนที่เสนอราคามันเองก็ถึงกับตกตะลึงและหันกลับมามองที่เจิ้งฟู่มันหันไปหันมาด้วยความสับสนก่อนจะพูดขึ้นว่า....
“นั้นพ่อของเจ้าอย่างนั้นหรอน้องเจิ้ง?”
"ใช่แล้วครับพี่ขงฉางนั้นพ่อข้าเอง!!"
“นี่เจ้าเป็นลูกชายของท่านจ้าวกระบี่วายุหรือเนี่ย!!?”
จ้าวกระบี่วายุ!!?
เจิ้งฟู่มองที่ขงฉางด้วยใบหน้าสงสัยเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้ของพ่อเขาเลยและจ้าวกระบี่วายุมาจากไหนกันก่อนจะพูดถามออกไปว่า"ท่านหมายถึงพ่อข้าอย่างนั้นหรอ?" ส่วนขงฉางเมื่อมันเห็นหน้าเจิ้งฟู่ที่ดูตกใจมันก็คิ้วขมวดทันทีและถามขึ้น"นี่เจ้าไม่รู้หรอว่าพ่อของเจ้าคือจ้าวกระบี่วายุ?"ขงฉางพูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองราวกับเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้และเมื่อเจิ้งฟู่ได้ยินคำถามนั้นเขาก็ส่ายหัวไปมาเพราะเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าพ่อเขามีฉายาแบบนั้น.....
"ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันท่านพ่อไม่เคยบอกข้ามาก่อนเลย"
เฮ้ออออ!!
“เจ้ารู้ไหมว่าพ่อของเจ้านั้นสุดยอดมาก ในการประลองของเขาเมื่อสมัยข้ายังเด็กข้านั้นได้เห็นเขาใช้กระบี่ที่ว่องไวราวกับสายลมที่ตาป่าวยังยากจะมองเห็นเอาชนะคู่ต่อสู้ติดต่อกันถึงเก้าคนด้วยกันแต่จู่ๆเขาก็ขอยอมแพ้ในรอบสุดท้ายซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดแต่จากเหตุการณ์นั้นเขาก็ได้ฉายาจ้าวกระบี่วายุแห่งแดนอินทรีมา”
เจิ้งฟู่ตั้งใจฟังอย่างมากเรื่องนี้พ่อของเขาไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลยจนถึงตอนนี้เขาเองก็สงสัยว่าทำไมท่านพ่อถึงปิดบังเรื่องนี้ไว้ไม่ให้เขารู้........
“นั้นมันจ้าวกระบี่วายุนิ!?”
“จ้าวกระบี่วายุ? ใครกันข้าไม่เคยได้ยินเลย”
“พวกเจ้าคงไม่รู้จักเขาเพราะพวกเจ้าพึ่งจะมาอยู่ที่นี่และเมื่อแปดปีก่อนในการประลองที่จัดขึ้นที่เมืองอินทรีเขาใช้ทักษะกระบี่ที่รวดเร็วราวายุล้มคู่ต่อสู้คิดต่อกันถึงเก้าคนเลยนะแน่น่าเสียดาย....”
“เก้าคน!!! แต่น่าเสียดายอะไรกัน?”
“แต่น่าเสียดายที่เมื่อถึงลอบสุดท้ายจู่ๆเขาก็ขอยอมแพ้ไปเฉยๆอย่างนั้นแหละจากนั้นเขาก็ไม่ได้ขึ้นประลองที่ไหนเลยว่ากันว่าท่านจ้าวสำนักคุ้มภัยกงซุนตือเองก็แพ้ให้กับเขาเช่นกัน!!”
“ท่านกงซุนตือนั่นหรอ? จะเป็นไปได้ยังไงกันท่านกงซุนตือออกจะแข็งแกร่งขนาดนั้น”
“เรื่องนี้ก็บอกยากนะเพราะข้าไม่ได้ถ่ายวีดีโอไว้ ไม่งั้นจะเอามาแชร์ให้พวกเจ้าดูกัน”
อ๊ะ!!
เสียงพูดคุยดังไปทั่วห้องทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่เสนอราคาคือใครเพราะมีหลายคนที่ยังจดจำเขาได้ดีในศึกการประลองในครั้งนั้น.....
ไหกู่: ท่านพี่ท่านนี้ยังคงดังเหมือนเดิมเลยนะ!!
คงซือ: ไม่ขนาดนั้นหรอก พวกเขาก็แค่จดจำข้าตอนนั้นเท่าเอง
แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่ของหองโถงประมูลนี้ที่ไม่ได้มีใบหน้าชื่นชมคงซือแต่มองเขาด้วยสายตาจริงจังก่อนที่มันจะลุกขึ้นและประสานมือโค้งคำนับแบบเงียบๆและพูดขึ้นว่า.....
“สวัสดีท่านจ้าวกระบี่วายุไม่ได้เจอกันนานเลยสบายดีไหม?”
คงซือ: อ่า สวัสดีท่านกงซุนตือ ก็แปดปีแล้วนี่น่าที่พวกเราไม่ได้เจอกันข้ายังคงสบายดีแล้วท่านละ?
กงซุนตือ: ข้าสบายดี จริงสิท่านเองก็คงต้องการกระบี่เล่มนี้สินะถ้างั้นข้ายอมแพ้ให้ท่านละกันถือสะว่าเป็นการต้อนรับและแสดงความยินดีที่ท่านกลับมาอีกครั้ง....
คงซือ: ขอบคุณท่านกงซุนตือมาก.....
“ในเมื่อท่านกงซุนตือยอมแพ้เช่นนั้นก็เป็นอันว่ากระบี่เล่มนี้เป็นของท่านคงซือด้วยราคาหนึ่งเหมือนเหรียญผลึกอสูร” เสี่ยวเจียงรีบประกาศจบราคาในทันทีเมื่อกงซุนตือขอยอมแพ้ส่วนเจิ้งฟู่ยังคงมองมาที่พ่อของเขาจากตรงที่เขานั่งอยู่แต่คงซือและพ่อลูกไหกู่ไหกังนั่นไม่ได้เห็นเขาเลยที่พวกเขามาที่นี้นั้นก็เพื่อประมูลกระบี่เล่มนี้ไปให้กับเจิ้งฟู่นั้นเอง.....
หลังจากที่การประมูลกระบี่จบลงพวกเขาทั้งสามก็กลับออกไปทันทีเพราะเป้าหมายของพวกเขาที่มาในวันนี้สำเสร็จแล้ว.....
คงซือ: พวกเรากลับกันเถอะเดียวจะไปไม่ทันลูกเจิ้ง....
อือ!!!
กงซุนตือ: เอ้าท่านคงซือจะกลับแล้วอย่างนั้นเรอะทำไมถึงได้รีบจัง....?
คงซือ: ข้าต้องขออภัยด้วยแต่ข้ามีธุระที่ต้องไปต่อ.....
กงซุนตือ:ถ้าเช่นนั้นขอให้เดินทางปลอดภัย ถ้ามีเวลาก็แวะมาที่สำนักคุ้มภัยอินทรีเหล็กกล้าของเราได้ทุกเมื่อพวกเรายินดีต้อนรับท่านเสมอ....
คงซือ: ขอบคุณท่านกงซุนตือไว้ข้ามีเวลาต้องไปเยี่ยมท่านที่สำนักแน่ข้าตัวก่อน!!
เมื่อพูดจบทั้งสามก็ออกไปทันทีด้วยความรีบร้อนเจิ้งฟู่ที่นั่งอยู่ข้างขงฉางทำเพียงแค่มองดูพวกเขาจากไปเท่านั้นโดยที่ไม่ได้พูดอะไรเพราะเขาเข้าใจดีว่าพ่อของเขาคงไม่อยากที่จะเห็นเขาที่นี้แน่.....
“เจ้าจะไม่ตามไปอย่างนั้นหรอน้องเจิ้งฟู่?”
"ไม่หละพวกท่านคงมีธุระต้องไปต่ออีกอย่างพวกเรายังอยู่ในการประมูลอยู่เลยข้าอยากจะรู้ว่ายาของข้านั้นจะขายได้อีกเท่าใด"เจิ้งฟู่กล่าวพร้อมกับทำท่านิ่งสงบเยือกเย็นและมองกลับไปที่บนเวทีเงียบๆเช่นเดิม......
*นี้เขาอายุแปดขวบจริงๆหรือเนี่ยทำไมเราถึงรู้สึกว่าเขาอายุมากกว่านั้นนะทั้งท่าทางและคำพูดของเขานั้นช่างแตกต่างจากเด็กทั่วไปจริงๆ*ขงฉางนึกกล่าวในใจด้วยความรู้สึกแปลกๆ.....
ส่วนการประมูลยังคงดำเนินการต่อไปเรื่อยๆยาของเขาขายไปทั้งหมดแล้วโดยชุดที่สองนั้นได้หนึ่งพันห้าร้อยเหรียญผลึกอสูรและผู้ที่ซื้อมันไปก็คือกงซุนตือนั้นเองที่มันซื้อไปจำนวนมากนั้นเพราะว่าสำนักมันรับงานคุ้มกันดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ในระหว่างเดินทางดังนั้นยารักษานี้จึงจำเป็นอย่างมาก.......
“ตอนนี้การประมูลของเราในวันนี้ก็ใกล้ที่จะจบลงแล้วหวังว่าทุกท่านคงจะถูกใจกับสิ่งของที่เรานำมาประมูลในวันนี้นะค่ะ” เสี่ยวเสียงกล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มหวานๆให้เหล่าชายหนุ่มและเมื่อพูดจบนางก็ให้คนยกกล่องไม้เล็กๆออกมาและวางมันลงไปที่โต๊ะตรงหน้าของนางจากนั้นก็มีผู้ชายร่างกายแข็งแรงประมาณห้าหกคนกระโดนขึ้นมาทำท่าป้องกันไว้......
“เกิดอะไรขึ้น?”
“พวกนั้นเป็นใครกัน?”
"ของชิ้นนั้นคงมีค่าน่าดูเลยพวกนั้นคงเป็นคนของทางโรงประมูลสินะที่ขึ้นมาคุ้มกันของดูจากพลังของเขาแล้วน่าจะอยู่ระดับก่อเกิดชั้นกลางทั้งนั้น"เจิ้งฟู่พูดขึ้นเมื่อเห็นเหล่ายอดฝีมือขึ้นมารอบเวทีและมันก็ทำให้ขงฉางอดไม่ได้ที่จะหันไปมองที่เจิ้งฟู่ด้วยความตกใจเพราะมันไม่คิดว่าเจิ้งฟู่นั้นจะรู้เรื่องวรยุทธด้วย......
“ทุกท่านไม่ต้องกังวลพวกเขาคือคนของเราเองเพื่อความปลอดภัยเราจึงต้องให้พวกเขาขึ้นมาคุ้มกันของที่กำลังจะประมูลในรอบต่อไปค่ะ”
“คุ้มกัน? ของชิ้นนั้นมันอะไรกัน ถึงกับต้องให้คนขึ้นมาคุ้มกันเชียว”
เมื่อคนคุ้มกันประจำตำแหน่งแล้วเสี่ยวเจียงก็เดินไปเปิดกล่องเล็กที่อยู่บนโต๊ะทันทีและเมื่อนางเปิดออกกลิ่นหอมก็กระจายไปทั่วห้องโถงทันทีมันเป็นกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ลอยออกมาจากเม็ดยาข้างในนั้น.........
นั่นมัน!!
เมื่อเจิ้งฟู่เห็นของที่อยู่ภายในเขาถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความมึนงงและตกในอย่างมากก่อนจะหันกลับมามองที่ขงฉางราวกับต้องการคำตอบ.....
"ท่านพี่ขงฉางยาเม็ดนั้นทำไมถึงไปอยู่ตรงนั้นได้?"
ขงฉางทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะมันเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกันมันเลยไม่รู้จะตอบเจิ้งฟู่ยังไงดีทำได้เพียงแค่ก้มหน้าเท่านั้นก่อนจะพูดขึ้นว่า“ข้าต้องขอโทษด้วยข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง”
"พี่ไม่รู้?"
อือ!!
เจิ้งฟู่มองที่ใบหน้าของมันและก็เห็นว่ามันไม่ได้แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแต่มันไม่รู้จริงๆ.......
"ช่างมันเถอะถ้าท่านพี่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไรแต่ว่ามันมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงกัน?"เจิ้งฟู่พูดจบก็มองไปที่เม็ดยาสีเหลืองภายในกล่องด้วยความสงสัยเพราะเม็ดยาเม็ดนั้นเขาเป็นคนปรุงมันขึ้นมาเอง.......
“ที่ทุกทานกำลังเห็นอยู่นี้คือเม็ดยาระดับสามค่ะ!!”
ยาระดับสาม!!!
ทุกคนต่างตกตะลึกกันหมดเพราะวันเดียวมีทั้งยาระดับสองและยาระดับสามอีกแถมกลิ่นอายของมันก็รุนแรงอย่างมากเพียงแค่สูดดมกลิ่นที่ลอยออกมาก็ทำให้รู้สึกร่างกายกระชุ่มกระชวยแล้ว.....
“เอาหละ!!ยาเม็ดนี้เราได้รับมาจากทางสมาคมปรุงยาและสรรพคุณของมันนั้นช่วยให้คนที่กินมันเข้าไปมีพละกำลังเพิ่มขึ้นและยังช่วยรักษากล้ามเนื้อที่ฉีกขาดหรือแม้แต่เส้นชีพจรที่อุตันก็สามารถทะลวงมันได้ยาเม็ดนี้มีชื่อเรียกว่าอำพันเพิ่มพูน!!!”
อำพันเพิ่มพูน!!?
เจิ้งฟู่ไม่รู้จะว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงแม้กระทั้งชื่อพวกเขาก็ตั้งให้กับมันการกระทำแบบนี้โดยที่ไม่บอกเขามันราวกับว่าพวกเขาแย่งผลงานของเขาไปเจิ้งฟู่มองลงไปที่เม็ดยาด้วยความโกรธอย่างมากในตอนนี้......
*ในเมื่อพวกเขาทำกับข้าแบบนี้ก็อย่าฝันเลยว่าจะได้สูตรยาจากข้าไปได้ง่ายๆ*
ขงฉางเองสังเกตเห็นได้ว่าเจิ้งฟู่กำลังโกรธอยู่มันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเพราะมันก็คิดว่าการกระทำแบบนี้มันไม่สมควรเท่าไหร่เพราะยาเม็ดนั้นเป็นของเจิ้งฟู่เขาเป็นคนปรุงมันขึ้นมาแต่พวกเขาทั้งเอามันมาขายและตั้งชื่อให้อีก........
“และยาเม็ดนี้ราคาเริ่มต้นที่ สามหมื่นเหรียญผลึกอสูร!!”
สามหมื่นเหรียญผลึกอสูร!!?
“ราคาขนาดนั้นใครมันจะซื้อได้วะ!!!”
“นั้นดิใครมันจะ.....”
สามหมื่นหนึ่งพันเหรียญผลึกอสูร!!
ยังไม่ทันที่จะจบเสียงคนพูดกันจู่ๆก็มีเสียงเสนอราคาดังขึ้น.....
สามหมื่นสองพันเหรียญผลึกอสูร!!
สามหมื่นสามพันเหรียญผลึกอสูร!!
สามหมื่นห้าพันเหรียญผลึกอสูร!!
“พวกนั้นเป็นใครกันทำไมข้าไม่เคยเห็นเลย”
เหล่าคนที่เสนอราคานั้นต่างก็ใส่หมวกปิดบังตัวเองไว้พวกมันนั่งอยู่เงียบๆมาตั้งแต่เริ่มการประมูลแล้วจนถึงการประมูลเม็ดยาพวกมันจึงเริ่มที่จะเสนอราคากัน......
“พวกนั้นเป็นใครกัน ทำไมถึงไม่เคยเห็นพวกเขาในเมืองนี้มาก่อนเลย.....” (ก็เขาใส่ชุดปิดบังใบหน้าแล้วเองจะเห็นได้ไงวะ)
สามหมื่นเจ็ดพันเหรียญผลึกอสูร!!
ราคายังคงสูงขึ้นเรื่อยๆทำให้ทั่วทั้งห้องนั้นต่างตกอยู่ในความกลหนทันทีเพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหนแม้แต่กงซุนตือเองยังไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็นใครแต่ที่มันรู้คือคนพวกนี้มีพลังที่สูงทีเดียว.....