พลายัตเองก็ผวาตกใจพุ่งถอยหลังไปอย่างลืมตัว ก่อนที่จะโจมตีตอบโต้สวนกลับมาแต่น่าเสียดาย ถึงแม้วิญญาณมนุษย์เงือกหลายตนจะตกตายสลายหายไป แต่เพียงครู่เดียวก็ฟื้นคืนกลับมาได้ใหม่ โดยเฉพาะกัปตันมนุษย์เงือกชาร์กัล ที่รุกไล่พัวพันอีกฝ่ายไม่ยอมห่างต่อสู้อย่างไร้ความหวาดกลัว เรียกได้ว่ายอมเอาตัวเข้าแลกได้ทุกเมื่อไม่เกรงกลัวความเสียหาย หากสู้กับศัตรูที่ยังรู้จักกลัวความเจ็บปวดอยู่บ้าง ย่อมต้องง่ายกว่าการสู้กับศัตรูที่บ้าคลั่ง ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายเช่นนี้อย่างแน่นอน พลายัตมองไปที่เด็กหนุ่มอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าเวลาพึ่งผ่านมาเพียงไม่นาน อีกฝ่ายกลับเติบโตได้ถึงเพียงนี้ แข็งแกร่งสูสีพอๆ กันกับตัวมันแล้ว
พยัคฆ์บูรพาแค่นเสียงเย็นในลำคอและพุ่งถอยหนีไปไกล ชายหนุ่มเองก็ก้าวขาตามไปติดๆ เดินผ่านเส้นแห่งกาลเวลาไปหลายสิบก้าว ก็ตามหลังอีกฝ่ายทันแล้วในตอนนี้ ราวกับมัจจุราชผู้มาพร้อมกับกองทัพวิญญาณอาฆาต ที่เตรียมเอื้อมมือคว้าวิญญาณมันไว้ช่างน่าหวาดกลัว พลายัตส่งเสียงสบถอย่างหัวเสีย โยนลูกเหล็กออกมาหลายลูกและจุดระเบิดขึ้น สิ่งนี้พัฒนาต่อยอดมาจากร่องรอยการค้นคว้าวิจัย ที่ชายหนุ่มได้บันทึกเหลือไว้ มิเนอร์วาเองก็ประหลาดใจ ไม่คิดว่าประเทศห่างไกลที่ด้อยวิทยาการอย่างแทนลายัส ในตอนนี้กลับสามารถผลิตลูกระเบิดขนาดเล็กได้แล้ว เวอร์โนที่พุ่งตามมาด้านหลัง ก็รีบเอ่ยเตือนชายหนุ่มอีกครั้งด้วยความกระวนกระวาย
ที่ท้องฟ้าไกลปรากฏสายฝนกระโชกแรง มันมาพร้อมกับร่างเงาลึกลับสีดำ มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงอันตรายจึงหันหลังเตรียมพุ่งหนี ร่างเงาดำจากที่ไกลนั้นยกมือซ้ายขึ้นสูง หยาดฝนทุกหยดหมุนวนรวมตัวกันเป็นฝ่ามือ มันพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว มิเนอร์วาไม่สนใจฝ่ามือยักษ์ที่เกิดจากสายฝนนั้น ก้าวมาถึงมังกรอัสนีได้ทั้งสองก็พุ่งหนีไปทางวังมรณะสาบสูญทันที พลายัตเหยียดหยันมิเนอร์วาด้วยสายตา และโค้งตัวให้กับผู้มาเยือนอย่างนอบน้อม ทั้งสองจ้องมองฝ่ามือนั้นที่กำลังพุ่งไป ชายหนุ่มที่ก้าวขาผ่านเวลานั้นย่อมรวดเร็วอยู่แล้ว แต่ก็ยังเร็วไม่เท่าฝ่ามือที่เกิดจากพลังของครึ่งเทพ ยามนี้ทั้งสองคนจึงใกล้จะถูกฝ่ามือนี้คว้าจับแล้ว มันกางนิ้วกว้างหมายจองจำจับเป็นคนทั้งสอง แต่ลูกเสือลูกพยัคฆ์ย่อมไม่ยอมให้ผู้ใดมาจับตัวได้ง่ายๆ
ประทับมือถูกยกขึ้น ผนึกแปดวิถีถูกสำแดงออก กำแพงเพลิงแห่งผนึกวิถีที่ 3 ถูกกางขึ้นปะทะเข้ากับฝ่ามือนั้นเสียงดังสนั่น ควันจากคลื่นความร้อนและความเย็นถูกระเหยลอยขึ้นอย่างดุเดือด เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่กำแพงเพลิงนั้นจะแตกสลายไป แต่นั่นย่อมพอแล้วที่จะซื้อเวลาให้ชายหนุ่มได้ตั้งตัว บงกชวัชระถูกพนมผลิบานขยายตัวเป็นเกราะคุ้มกันภัย ฝ่ามือที่อ่อนกำลังลงอย่างมากจากการขัดขวางของผนึกแปดวิถี ย่อมไม่อาจกำดอกบัวสีใสนี้ได้ลง ทำได้เพียงอ้าค้างติดตามไปตลอดทาง จนกระทั่งสลายหายไปเอง มิเนอร์วาหยุดก้าวเดินไม่ไปต่อ หันหน้ากลับมาจดจ้องพลายัตและครึ่งเทพปริศนาด้วยแววตาเรียบเฉย อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะไล่ติดตามมา ทำเพียงลอยตัวก้มมองมาจากที่ไกล
"หนี้เลือดในหนนี้… สักวันข้าจะใช้คืนให้แก่พวกเจ้า แมลงชั่วครั้งนี้ถือว่าเจ้าตัวโตเลยรอดไปได้ ฆ่าคนเพื่อปิดปาก โลภมากหวังแย่งทรัพย์ ดับสุขของผู้คนโดยเฉพาะสุขของครอบครัวข้า พวกเจ้าทั้งหลายรวมไปถึงไอ้องค์ชายโง่เง่านั่นด้วย จงระวังตัวเอาไว้ทุกลมหายใจเถิด ข้าจะคอยจ้องมองพวกเจ้าจากเงามืด จะสืบสาวบงการทุกความเป็นไป ให้พวกเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ แม้แต่ยามที่พวกเจ้าหลับตา ข้าก็จะเฝ้าดูพวกเจ้าทุกการกระทำ ในยามที่เจ้าอ่อนแอหรือเผลอลืมตัว จงพึงระลึกไว้ทุกลมหายใจของพวกเจ้า ว่าข้าจะมาแน่… ข้าจะโผล่มาเอาชีวิตพวกเจ้าทุกคนจากเงามืดอย่างแน่นอน"
มิเนอร์วาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา มีความพยาบาทส่งเสริมจนสัมผัสได้ กล่าวจบชายหนุ่มก็หันหลังจากไปพร้อมกับเวอร์โน ไม่สนใจอีกฝ่ายว่าจะตามมาไล่ล่าต่อหรือไม่ ทั้งคู่จากไปไกลจนลับสายตา ศัตรูทั้งสองยังคงหยุดตัวอยู่ที่เดิมไม่ขยับกาย ครึ่งเทพผู้นั้นจ้องมองตามหลังชายหนุ่มอย่างเย็นชา แค่นเสียงหนึ่งทีก็หายไปพร้อมกับพลายัต หากชายหนุ่มไม่ได้ตระหนักรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับกาลเวลา การจะหนีบุคคลระดับครึ่งเทพย่อมต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเองไม่น้อย เพื่อแลกมากับโอกาสชีวิตนั้น ท่าเท้าที่พิสดารเช่นนี้ แม้แต่เวอร์โนเองที่ขึ้นชื่อด้านความรวดเร็วก็ยังต้องชื่นชมในใจ มิเนอร์วาเองก็สัมผัสได้ถึงความคิดของอีกฝ่าย เลยให้คำตอบอย่างง่ายๆ
"ข้าจากไปครั้งนี้บังเอิญโชคดีพบสมบัติระหว่างทาง รายละเอียดคุยกันทีหลัง ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่? "
"เจ้าจากไปหลายเดือนพึ่งกลับมา ไม่รู้ย่อมไม่แปลก พยัคฆ์บูรพาก่อกบฏปฏิวัติยึดอำนาจ พวกมันร่วมมือกับราชาองค์ใหม่ พากันเข้ายึดครองทุกพื้นที่ในเขตเมืองหลวงทั้งสามแห่ง ขุมอำนาจทั้งหมดต่างก็สวามิภักดิ์รับใช้ราชาองค์ใหม่ มีเพียงสำนักแพทย์โลหิตพิษ และวังมรณะสาบสูญเท่านั้นที่ไม่ยินยอม ตอนนี้ทั้งสองกลุ่มถูกโอบล้อมผนึกอยู่ภายในวังมรณะสาบสูญ"
เวอร์โนยังคงพุ่งไปข้างหน้า พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้แก่ชายหนุ่มฟัง มิเนอร์วาจึงได้รู้ว่าที่แท้จริงแล้ว พระราชาองค์ก่อนหน้าประกาศสละราชบัลลังก์ให้กับองค์รัชทายาท แต่เกิดเหตุบังเอิญบางอย่างขึ้น รัชทายาทแห่งแทนลายัสนั้น ได้ถูกพบเป็นศพก่อนหน้าวันพิธีแต่งตั้งสวมมงกุฎเพียงไม่กี่วัน ด้วยความฉุกละหุกนี้ บรรดาองค์ชายทั้งหมดและเหล่าขุนนางทั้งหลาย ต่างก็เอ่ยเสนอให้องค์ชายเก้าขึ้นครองราชสมบัติแทน ดังนั้นเวลานี้ราชาองค์ปัจจุบันจึงเป็น 'กุสตาฟ แทนลายัส' ผู้ซึ่งเคยเป็นองค์ชายเก้านั่นเอง
พวกมันรวมหัวกันใช้กองทหารที่มีทั้งหมด เข้ากลุ้มรุมวังมรณะสาบสูญจนเสียหาย เมื่อทางสำนักแพทย์รู้ข่าวนี้ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ แต่พวกมันก็พาลไปลงกับท่านหมอโคลอี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นทั้งสองกลุ่มจึงถูกต้อนให้หลบภัยอยู่เพียงแค่ในวังมรณะสาบสูญเท่านั้น หากมีเพียงแค่เหล่าราชวงศ์ก็แล้วไป แต่ในครั้งนี้มีทั้งกลุ่มการค้าจันทราทมิฬ และผู้คนจากสถาบันหลวงเข้าร่วมสงครามด้วย พวกมันเริ่มปล้นชิงทำลายล้างฐานบัญชาการหลัก และฮุบกลืนองค์ความรู้จากกิจการทั้งหมดของซัลวาโตเรเป็นที่แรก
ก่อนจะลุกลามใหญ่โตไปทั่วเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ เรียกได้ว่ากักขังทั้งสองกลุ่มไว้ด้านใน ศึกครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้นำทั้งสองกลุ่มที่ยังสาหัสรักษาตัวกันอยู่ เมื่อเดินทางมาถึงวังมรณะสาบสูญ มิเนอร์วาก็รีบเข้าพบบิดาบุญธรรมและแพทย์ชราทันที ในสงครามครั้งนี้มีเพียงพยัคฆ์บูรพา และผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้นที่ทรยศ ดังนั้นในตอนนี้ที่โถงหลักของวัง จึงเต็มไปด้วยเหล่าอาวุโสระดับสูงจากทั้งสองฝั่งที่รวมตัวกันอยู่
"ท่านพ่อ… ขอข้าดูอาการพวกท่านหน่อยได้หรือไม่? "
เฟรเกียยกยิ้มอย่างยินดี ที่สัมผัสได้ว่าบุตรของตนเติบใหญ่ขึ้นอีกก้าวแล้ว กลิ่นอายน่าเกรงขามที่ปกปิดไว้ ย่อมไม่อาจหลบซ่อนจากสายตาของครึ่งเทพไปได้ มันยกมือให้อีกฝ่ายจับอย่างว่าง่ายสัมผัสวิญญาณแพร่กระจายไปทั่วร่าง
"อวัยวะภายในบอบช้ำสาหัส ร่างกายเองก็บอบช้ำ พวกมันเล่นกันแรงใช้ได้เลย"
มิเนอร์วาไม่ได้มีอารมณ์ ภายในจิตใจหมายหัวเอาไว้แล้ว ว่าแค้นนี้จะอย่างไรก็ต้องสะสาง อยู่ที่เวลาก็เท่านั้น
"อย่าใส่ใจเลย… แล้วเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจปกป้องกลุ่มซัลวาโตเรของเจ้าได้ ข้าขอโทษ… พวกเขาตายหมดแล้ว"
เฟรเกียหน้าซีดเซียวเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก ในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"ท่านหมายถึงพวกเขา? "
เสียงเอะอะโวยวายตกใจดังระงมไปทั่วโถงหลัก บ้างก็ผงะถอยหลังอย่างลนลาน บ้างก็ชักอาวุธขึ้นมาป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ ปรากฏฝูงห่าผีเงาวิญญาณจำนวนมากล่องลอยขึ้นมา เกิดการควบแน่นกระโดดออกมาจากเงาของชายหนุ่ม เฟรเกียเองก็ดวงตาหดลีบอย่างประหลาดใจ แต่ก็รีบปรับตัวไม่ยอมให้เสียอาการ วิญญาณทั้งหมดคุกเข่าอยู่เบื้องหลังชายหนุ่ม ใบหน้าแต่ละคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าเสียใจ
"ซัลวาโตเรของข้าคือผู้คน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ต่อให้เหลือสมาชิกแค่คนเดียว ข้าก็เชื่อว่าคนผู้นั้นจะสานต่อเจตนารมณ์แห่งข้าสืบไป"
ชายหนุ่มจ้องมองไปยังผู้คนรอบๆ ตัวที่ตื่นตระหนกตกใจ น้ำเสียงค่อยๆ แปรเปลี่ยนจนผู้ที่ได้ยินสัมผัสได้ถึงความน่าขนลุกของจิตอาฆาต มีความพยาบาทก่อตัวเป็นเงาปีศาจอยู่ด้านหลัง พลังกดข่มจิตใจกระจายไปทั่วทั้งสิบทิศ ไม่อาจปิดกลิ่นอายเช่นจักรพรรดิสยบหล้านี้ได้ลง
"ดังนั้นแล้วในฐานะที่ข้ายังเหลือรอด… ซัลวาโตเรย่อมยังไม่มอดดับไปโดยสมบูรณ์ ข้าจะจุดเปลวไฟนี้ให้สว่างกว่าที่เคยเป็น แล้วเผาไหม้พวกมันซะ สังเวยความแค้นพยาบาทให้เหล่าดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่ได้ตกตายลงในสงครามครั้งนี้"
ใบหน้าชายหนุ่มไม่ปรากฏสายตายินดียินร้าย หวาดกลัวหรือกล้าหาญ มีเพียงท่าทางบ้าคลั่งแฝงความอันตรายเท่านั้นที่กระจายออกมา แพทย์ชราเองก็ถอนหายใจเอ่ยปลอบเรียกสติชายหนุ่ม เตือนขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"พวกนั้นมีทั้งกำลังคนและอำนาจสยบ เจ้ามีแผนหรือไม่? ... หากไม่มีข้าว่าเราอดทนให้ผู้คนได้พักฟื้นหายจากอาการบาดเจ็บเสียก่อน ค่อยทำการโจมตีตอบโต้ทีหลังย่อมดีกว่า"
มิเนอร์วาส่ายหัวด้วยใบหน้าเรียบเฉย โค้งคำนับให้กับทุกคนในโถงแห่งนี้
"น้ำใจที่พวกท่านเมตตาพยายามปกป้องคนของข้า ตัวข้ามิเนอร์วาย่อมต้องตอบแทนในอนาคต หากบอกว่าสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นดีกว่า เช่นนั้นอนาคตที่ท่านกล่าวก็ได้มาถึงแล้วในตอนนี้"
มิเนอร์วาหันหลังและเดินจากไปบนทางเดิน ที่รอบด้านยังคงเต็มไปด้วยผู้คนที่อยู่ในอาการสับสน
"พวกท่านบาดเจ็บกันมากพอแล้ว พักผ่อนเสียเถิด หลังจากนี้ข้าจะจัดการเอง รบกวนพวกท่านช่วยเรียกรวมตัวผู้คนที่ยังมีแรงเหลือไปที่ด้านหน้าตำหนักที"
มิเนอร์วาเดินไปหยุดที่หน้าประตูโถง และหันกลับมาจ้องมองไปที่แพทย์ชราผู้นำจากสำนักแพทย์พิษโลหิต
"แผนนั้นข้าไม่มีหรอก…"
"แล้วเจ้าจะใช้คนเพียงหยิบมือไปสู้กับพวกมันได้อย่างไร น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเจ้าเข้าใจหรือไม่? "
"ที่ข้าไม่มีแผนก็เป็นเพราะตัวข้านี่แหละแผน ข้าจะเป็นแม่น้ำแห่งความพยาบาท และข้าจะไม่ยอมให้สายน้ำแห่งความอาฆาตนี้ระเหยหายไป แม้ต้องเจอกับเพลิงอเวจีคอยเผาผลาญ ข้าก็จะดับเพลิงชั่วนั้นให้มอดลง รบกวนพวกท่านแล้ว"
แพทย์ชราพยายามโน้มน้าวชายหนุ่มอีกครั้ง มิเนอร์วายกยิ้มน่าขนลุกให้กับอีกฝ่าย ก่อนจะเดินหายไปพร้อมกับเสียงดังก้องที่ทิ้งไว้ในอากาศ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนทั้งหมด ชายหนุ่มที่กำลังเดินไปตามทาง ภายในหัวก็มุ่งเน้นให้ความสนใจไปที่การเตรียมความพร้อม เพื่อติดเขี้ยวเล็บให้ตัวเองเป็นหลัก ด้วยคำสั่งของผู้นำทั้งสอง เพียงไม่นานผู้คนทั้งหมดก็มารวมตัวกัน ชายหนุ่มก้าวขาหนึ่งทีก็มาปรากฏตัวที่บนแท่นสูง และเอ่ยถามทุกคนเสียงดังก้อง
"ข้าคือใครพวกท่านเองหลายคนก็น่าจะรู้จัก ข้าขอถามพวกท่านในสงครามล่าสุดที่ผ่านมา มีสหาย พี่น้อง หรือคนรู้จักของพวกท่านคนไหนได้ตกตายลงหรือไม่? "
เป็นชายผู้หนึ่งจากสำนักแพทย์ที่พูดขึ้นด้วยความเจ็บแค้น
"ท่านผู้อาวุโส คู่หมั้นข้านางโดนย่ำยีต่อหน้าข้า หลังจากสาแก่ใจพวกมันก็สังหารนางอย่างโหดเหี้ยม!"
"นายน้อย! เพื่อนสนิทข้าถูกตัดแขน ยามนี้ถึงจะมีชีวิตอยู่แต่ก็กลายเป็นคนพิการ ความแค้นนี้เขาเองย่อมไม่อาจลืม"
เสียงเอ่ยเล่ายังมีมาเรื่อยๆ เล่าถึงชะตากรรมของคนใกล้ชิด ที่ต้องตายหรือบาดเจ็บในสงครามก่อนหน้านี้
"พวกมันไล่ล่าพวกเราราวหมูหมา ต้อนให้พวกเราอยู่รวมกันเยี่ยงปศุสัตว์ พวกท่านรู้สึกเจ็บแค้นไม่พอใจหรือไม่? "
เสียงตอบรับเห็นด้วยยิ่งมายิ่งดังขึ้นไปทั่วลาน เกิดเป็นภาพความสามัคคีน่าชมมอง
"จงอย่าอยู่อย่างหวาดกลัวราวฝูงสัตว์ผู้ถูกล่า… จงติดตามข้า! เดินตามมาแล้วไปฆ่าพวกมันให้หมด! พวกท่านคือนักล่าหาใช่ลูกแกะที่อ่อนแอ ตอบข้ามาพวกท่านคือใคร! หมาป่าผู้กระหายกล้า หรือแกะน้อยผู้ขลาดกลัว? "
เสียงเฮดังสนั่นหวั่นไหว จิตต่อสู้ที่เคยมอดดับถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ฝูงหมาป่ากำลังหอนรอต้อนรับจันทร์เต็มดวง พวกมันได้ถอดหนังแกะที่หุ้มกายออกมาแล้ว ชายหนุ่มย่อมไม่พลาดโอกาสสุมฝืนให้กองไฟยิ่งลุกโชน
"หนี้แค้นของทุกคนต้องได้รับการสะสาง ส่วนทุกท่านที่บาดเจ็บ พวกมันยิ่งต้องจ่ายค่ารักษา แต่พวกมันกลับไม่ยอมจ่ายหนี้นั้น ไม่พอยังกล้าไม่จ่ายค่ารักษาให้พวกท่านอีก"
“ข้าจะสู้เพื่อล้างแค้น!”
ไม่รู้เป็นผู้ใดที่พูดขึ้น แต่ตอนนี้คำว่าล้างแค้นนั้นดังกระหึ่ม จนผู้คนที่บาดเจ็บก็ยังต้องทยอยกันเดินทางออกมาดู ชายหนุ่มดวงตาสั่นไหวบ้าคลั่ง พูดขึ้นด้วยใบหน้าน่ากลัว อลิซที่จ้องมองดูยังต้องยกมือขึ้นปิดปากน้ำตาคลอ
"พวกเขาคือครอบครัวของข้า ตัวข้าสูญเสียครอบครัวทั้งหมดเกือบสองร้อยชีวิต มีทั้งผู้ที่เคยเป็นบิดา ผู้ที่เคยเป็นน้อง ผู้ที่อาจจะเคยเป็นสหายหรือรู้จักกับพวกท่าน ดังนั้นสามวันต่อจากนี้ ข้าจะเดินทางมุ่งหน้าสู่วังหลวงที่ตั้งอยู่ใจกลางอาณาจักรแห่งนี้ ข้าจะไปทวงหนี้เลือดนี้ให้พวกเขา หากแผ่นดินนี้ไม่ถูกอาบย้อมด้วยโลหิตของพวกมัน ข้าก็จะทำทุกวิถีทางให้เลือดชั่วนั้นไหลซึมทั่ววังหลวง"
มิเนอร์วาไม่ได้สนใจสายตา หรือความรู้สึกของทุกคนที่มองมา ปลดปล่อยกองทัพวิญญาณอาฆาตที่ร้องโหยหวนออกมา พวกเขามีใบหน้าเศร้าหมองเสียใจอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองของผู้ที่จากไปก่อนวัยอันสมควร เป็นเสียงสะอื้นให้บ้างก็หัวเราะสมเพชตัวเอง ดังพิลึกพิลั่นกระจายไปทั่วทิศ ผู้คนที่เลือดลมกำลังสูบฉีดเป็นต้องชะงักค้าง รู้สึกราวลมหนาวจับเข้าที่กลางแผ่นหลัง ขนาดพลายัตยังมีอันต้องสะดุ้งตกใจ แล้วผู้คนเหล่านี้แค่รักษาสติไว้ไม่แตกตื่นก็นับว่าเก่งแล้ว แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวประโยคสุดท้าย ความร้อนจากโลหิตที่กลับมาสูบฉีดอีกครั้ง ก็ได้แผดเผาไปทั่วร่าง เสียงพูดเริ่มประสานกันกึกก้องอีกครั้งเช่นก่อนหน้า เป็นดั่งเพลิงที่วูบไหวแล้วลุกโหม
"ข้าไม่ได้มาสั่งให้พวกท่านตามข้าออกไปรบ… แต่เพียงแค่อยากจะมาบอกพวกท่านทุกคน ว่าข้าจะออกไปทวงหนี้ให้พวกท่าน ผู้ใดจะตามไปหรือไม่ ก็แล้วแต่พวกท่านจะตัดสินใจกันเอาเอง หากพวกมันอยากได้สงคราม เช่นนั้นก็ต้องเป็นข้าที่มอบสงครามให้ อีกสามวันลั่นกลองศึกเตรียมพร้อมรบ!"
พูดจบชายหนุ่มก็โค้งตัวหนึ่งทีให้กับทุกคน แล้วก้าวเท้าหายตัวจากไปไกล เปลวเพลิงแห่งความแค้นได้ถูกจุดขึ้นมาจนโชติช่วงอีกครั้ง สามวันต่อจากนี้พวกมันทั้งหมดย่อมต้องตามชายหนุ่มไปรบ ถึงพวกมันจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่ก็จะเสี่ยงชีวิตไปชมดูให้เห็นกับตา ว่านายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญผู้นี้ จะทวงหนี้ให้พวกมันทั้งหมดได้เช่นไร ต่อให้มีอันตรายรออยู่พวกมันก็ไม่สนใจ มิเนอร์วาในตอนนี้กำลังหลอมผลิตกระสุนที่สร้างจากวัสดุวิเศษ ซึ่งได้รับในครั้งนั้นจากเฟรเกีย สมบัติภายในคลังของวังมรณะสาบสูญในตอนนี้ ชายหนุ่มย่อมใช้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นการผลิตจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว กระสุนพิษหลากหลายชนิดถูกบรรจุลงลูกโม่โลหะ
หลังจากนั้นจึงเป็นการใช้พลังวิญญาณที่เปลี่ยนสถานะเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ วาดเขียนลงอักขระอาคมไปที่กระดาษแผ่นบาง ที่มีขนาดเท่าฝ่ามือหลายร้อยแผ่น สุดท้ายชายหนุ่มก็นั่งแช่อยู่ในอ่างน้ำมัน ที่เต็มไปด้วยพืชว่านสมุนไพรจำนวนมาก สองมือพนมสวดบริกรรมร่ายมนตร์ไปที่แผ่นหลัง บังคับใช้พลังวิญญาณกรีดเนื้อสลักอักขระโลหิตลงบนแผ่นหนัง ความเจ็บแสบย่อมไม่ธรรมดา น้ำมันสมุนไพรทั้งหลายต่างซึมเข้ามาในร่างผ่านบาดแผล อักขระยึกยือบนแผ่นหลังที่ตอนนี้รวมตัวกันเป็นอักขระยันต์ชุดหนึ่ง ก่อนที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เลื้อยลุกลามไปทั่วแผ่นหลังขาว และหยุดลงส่องแสงสีแดงโลหิตเป็นชุดอักขระ และรูปสัตว์หลายชนิด
น้ำมันว่านเองก็ผลัดร่างกายให้เหนียวยืด ยากที่จะทำให้ฉีกขาดได้ง่ายอยู่ตลอดเวลา ตัวยาและฤทธิ์จากว่านหายากที่เก็บกลับมาตอนไปที่เกาะหิมพานต์แห่งนั้น ตอนนี้ถูกอักขระโลหิตบนผิวหนังใช้น้ำมันว่านเป็นสื่อกลางดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น ไม่รู้กลัวไม่เหนียวหรืออย่างไร มิเนอร์วาทำพิธีกรรมทรมานตัวเองเช่นนี้อยู่ 9 รอบ พืชสมุนไพรหายากจำนวนมากลดตัวลงอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มไม่นึกเสียดายของเลยสักนิด มีให้ใช้ย่อมต้องใช้ หากมัวแต่เสียดายเก็บเอาไว้ไม่ยอมใช้ จะต่างอะไรกับลิงได้แก้ว
ตอนเย็นของวันที่สามตามที่ชายหนุ่มได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ในช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ชายหนุ่มก็ได้ลืมตาขึ้นมา และลุกขึ้นเดินออกจากบ่อที่เต็มไปด้วยน้ำมันสีเหลืองซีด ร่างกายเปลือยเปล่าเปียกชุ่มไปด้วยความแวววาวของน้ำมัน กล้ามเนื้อที่มีไขมันส่วนเกินเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้บดบังความคมชัดของร่องนูนต่ำอันสมบูรณ์แบบนั้น ยิ่งทำให้ความแวววาวนี้บังเกิดขึ้นราวกับหุ่นปั้นอันสมบูรณ์ ร่างกายนี้เปล่งแสงสีแดงโลหิตกะพริบวาบหนึ่งที บนแผ่นหลังบาดแผลทั้งหมดก็ค่อยๆ รักษาตัวเองจนหายสนิทดี ไม่หลงเหลือร่องรอยการทรมานตัวเองอีกต่อไป
ชุดสูทสีดำถูกนำมาสวมใส่ พร้อมกับหมวกผ้าสักหลาดสีดำ ยามนี้ตะวันตกดินแล้ว สายลมเย็นยะเยือกพัดกระจายไปทั่ววังมรณะสาบสูญ ทุกชีวิตต่างพากันกลั้นหายใจ วิญญาณอาฆาตของผู้ที่ตกตายจำนวนมากรอบพื้นที่วังแห่งนี้ ต่างก็ส่งเสียงร้องโหยหวนอาฆาตเป็นการตอบรับ มีทั้งหญิงสาวที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของเด็กทารกไร้เดียงสา เสียงร้องขู่ของสัตว์เลี้ยงที่ใช้ชีวิตปกป้องเจ้านาย ทุกดวงวิญญาณต่างพุ่งมายังมิเนอร์วา ที่กำลังเดินไปบนถนนเปล่าเปลี่ยวเส้นหนึ่ง เบื้องหน้ามียันต์กระดาษแผ่นหนึ่งกำลังเผาไหม้
"จงตื่นเถิดเหล่าดวงวิญญาณผู้อาฆาต… จงติดตามข้า พวกเราจะไปทวงหนี้เลือดของพวกเจ้ากัน"
สายตาจากทุกสารทิศต่างพากันจ้องมาจากหลากหลายทิศทาง พวกมันมองเห็นฝูงวิญญาณผีจำนวนมากกำลังถูกดึงดูดไปโดยน้ำวันสีโลหิตนั้น ก่อนจะมีเงาสีดำหลากหลายร่างกระโดดออกมา แล้วเดินตามติดชายหนุ่มไปตลอดทาง ชายหนุ่มเดินหน้าไม่กี่ก้าว ก็หายออกไปจากเขตวังมรณะสาบสูญแล้ว กว่าทุกคนจะได้สติอีกฝ่ายก็จากไป พร้อมกับเสียงบ้าคลั่งหลากหลายชนิด สร้างความขนพองสยองเกล้าให้แก่ทุกผู้ที่ได้เห็น พวกมันเมื่อได้สติก็เฮโลรวมกลุ่มเดินตามหลังไปห่างๆ มิเนอร์วาปลุกวิญญาณอาฆาตมาตลอดทางที่เดินผ่าน ทุกสิ่งนั้นเอิกเกริกสะดุดตาเป็นอย่างมาก
ที่ด้านหลังของชายหนุ่ม หากไม่นับเหล่าอดีตลูกเรือฉลามคลั่งแล้ว ในตอนนี้ก็น่าจะมีร่างเงาปรากฏขึ้นเกือบพันร่าง นั่นแปลว่ามีผู้ที่ตกตายรวมถึงโดนลูกหลงเป็นจำนวนมากนั่นเอง ถึงต่อให้แต่ละคนจะเป็นวิญญาณมนุษย์ธรรมดา แต่ด้วยแรงอาฆาตที่ไม่ธรรมดา อย่างน้อยๆ ก็แข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับผู้วิเศษ ในยามนี้ที่ห่างไกลปรากฏสายฝนและเมฆครึ้มขึ้น บุคคลผู้นี้มิเนอร์วาได้ล่วงรู้จากการพูดคุยกับเวอร์โนเมื่อก่อนหน้า มันคือมือขวาคนสนิทของกุสตาฟ ราชาองค์ปัจจุบัน 'แมคไกวแห่งสายฝน' ภายในอาณาเขตสายฝนของมันนั้นล่ำลือกันว่าแปลกประหลาดยากคาดเดา ตัวแมคไกวเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้
ต้องยอมรับว่าตลอดชีวิตนี้ มันไม่เคยเห็นวิญญาณจำนวนมากปรากฏขึ้นพร้อมกันเยอะขนาดนี้ ในใจจึงเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา เนื่องจากไม่รู้ย่อมระแวงเป็นธรรมดา จึงถอยหลังกลับไปรวมตัวกับเหล่าทหารรักษาการประตูเมืองชั้นใน แต่มันก็ต้องผิดคาด ชายหนุ่มเกิดเปลี่ยนใจเลี้ยวอ้อมขึ้นไปทางเหนือ ไม่สนใจตัวมันเลยแม้แต่น้อย มุ่งหน้าไปยังบูรพาทิศอันเป็นถิ่นของพลายัต
"ก็ดีให้พวกมันตีกันเอง ส่วนข้ารอดูอยู่ห่างๆ ย่อมดีกว่า…"
มือขวาของกษัตริย์ผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก มันลอยตามมาชมดูอยู่ห่างๆ ไม่ยอมเข้ามาใกล้ จนกระทั่งชายหนุ่มเดินทางไปถึงที่มั่นทางทิศบูรพา ซึ่งเคยเป็นกองกำลังทหารส่วนหนึ่งของวังมรณะสาบสูญ