อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 114 ชี้ทาง

            ยามค่ำคืนภายในห้องส่วนตัวของเกรซที่อยู่ติดกับห้องของลิลิธ ซึ่งเป็นปกติที่ตัวลิลิธมักจะไปนอนที่ห้องของเออร์วินน้องชายเธอ เกรซเป็นสาวใช้ที่มีภาพลักษณ์จริงจังทำให้สาวใช้คนอื่นๆ มักไม่ค่อยอยากเข้าหาเธอเท่าไหร่นัก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเพราะที่มาของเธอที่ต่างกับสาวใช้คนอื่นๆ

            ประตูห้องเปิดออกเป็นเกรซที่เปิดประตูเดินเข้ามา เธอแขวนตะเกียงที่ผนังก็จะเดินมายืนที่ข้างเตียง แววตาภายใต้แว่นตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “ไม่มีมารยาทเลยนะแอบเข้าห้องคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่อนุญาตแบบนี้”

            สิ้นคำพูดของเธอเงามืดมุมหนึ่งภายในห้องก็มีร่างร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมา จากแสงตะเกียงเผยให้เห็นหญิงสาวผมสั้นสีดำในตาสีม่วงอยู่ในชุดของผู้ชาย เรเวนจ้องมองด้านหลังของเกรซเธอไม่นึกว่าผู้หญิงคนนี้จะมองออกว่าเธอซ่อนอยู่ในเงาตรงนี้ เกรซเริ่มทำการถอดชุดเมดทีละทีละชิ้นพลางถามว่า

            “มาหากันตอนกลางคืนดึกดื่นแบบนี้คงมีธุระที่สำคัญมากสินะ”

            เรเวนเบือนสายตาไปอีกทางพยายามไม่มองเกรซที่กำลังเปลือยกายต่อหน้าเธอ

            “ฉันรู้แล้วว่าองค์ราชินีเอลิเซียเป็นผู้มีสายเลือดของตระกูลโรเซ็ตต้า”

            เกรซไม่มีท่าที่ตกใจเล็กน้อยกับคำพูดของเรเวนเธอยังคงถอดชุดต่อไปอย่างใจเย็น จนเผยให้เห็นชุดชั้นในแบบใหม่ที่เธอเพิ่งตัดเย็บในวันนี้ เกรซหันมามองเรเวน 

            “แล้วมันทำไมเหรอเรื่องที่องค์ราชินีเป็นของตระกูลโรเซ็ตต้ามันเกี่ยวข้องอะไรกับหญิงสาวตระกูลแบล็ควิงอย่างเธอด้วย”

            เรเวนจ้องมองเกรซก่อนจะพูดว่า

            “และฉันก็รู้ด้วยว่าทั้งเธอและคุณลาน่าเป็นคนที่ตระกูลบริวารส่งมาเพื่อเป็นคนรับใช้ส่วนตัวให้กับคนในตระกูลโรเซ็ตต้า ดูจากอิทธิพลระดับนี้คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสืบเรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลแบล็ควิงซึ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้แต่อยู่ไกลจากที่นี่มาก”

            เกรซที่สวมเพียงชุดชั้นในสองตัวคือท่อนบนกับท่อนล่างนั่งไขว่ห้างลงบนเตียง มองเรเวน

            “แล้วมันทำไมล่ะหรือที่เธอมาหาฉันคืนนี้เพียงเพื่อจะบอกเรื่องแค่นี้”

            เรเวนก้มหน้าลงกำหมัดแน่น

            “เธอช่วยหาทางติดต่อคนของตระกูลหรือโรเซ็ตต้าให้ฉันได้ไหม”

            แววตาที่อยู่หลังแว่นของเกรซมองเรเวนพร้อมกับเพียงคอเล็กน้อยถามว่า

            “เธอคิดจะยืมมือตระกูลโรเซ็ตต้าแก้แค้นงั้นเหรอ”

            เรเวนนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้ว่าการพูดไปตรงๆ ว่าเธอต้องการยืมพลังของอีกฝ่ายเพื่อการล้างแค้นจะเป็นเรื่องน่าอาย แต่ด้วยอำนาจและอิทธิพลของอีกฝ่ายนั้นคงจะเดาได้ไม่ยากว่าจุดประสงค์ใดตอนนี้ของเธอคืออะไร ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการแสดงความจริงใจออกไปตรงๆ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

            “ฉันยินดีจะใช้พลังของฉันรับใช้ตระกูลโรเซ็ตต้าหากว่าพวกเขาสามารถช่วยให้ฉันฆ่าเบเนดิกลงได้”

            หลังจากที่ไปเรเวนก็จ้องมองเกรซด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่เกรซยิ้มเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดว่า

            “เรื่องนี้ฉันคงช่วยเหลือเธอไม่ได้”

            คำตอบของเกรซทำให้หัวใจของเรเวนหล่นวูบ ได้ยินเกรซพูดอีกว่า

            “เพราะต่อให้ฉันทำเรื่องร้องขอขึ้นไปสุดท้ายก็โดนปฏิเสธที่จะพบเธออยู่ดี ตระกูลโรเซตต้าเป็นตระกูลยังไงนั้นฉันว่าเธอคงยังไม่รู้ดีพอ จริงอยู่ว่าลำพังแค่โบกมือก็สามารถลบอาณาจักรชีวาสที่เบเนดิกคนที่เธอต้องการแก้แค้นปกครองอยู่ให้หายไปได้ แต่แล้วทำไมตระกูลโรเซ็ตต้าถึงต้องเคลื่อนไหวกำลังพลเพียงเพื่อหญิงสาวตระกูลแบล็ควิงเพียงคนเดียวด้วยล่ะ”

            เรเวนนิ่งเงียบพูดไม่ออกเกรซก็พูดต่อว่า

            “จริงอยู่ว่าตระกูลตระกูลแบล็ควิงมีเวทย์ประจำตระกูลที่สามารถเคลื่อนย้ายผ่านเงาได้ ซึ่งมีประโยชน์ในการลอบสังหารและสร้างความหวาดกลัวให้กับตระกูลใหญ่ไม่น้อย แต่ว่าถ้าแค่การลอบสังหารก็มีตั้งหลายวิธีและตระกูลโรเซ็ตต้าเองก็ไม่เคยขาดแคลนมือสังหารด้วย ทำไมเธอถึงคิดว่าความที่เธอเป็นคนตระกูลแบล็ควิงถึงมีคุณค่าราคามากขนาดนั้นล่ะ”

            คำพูดของเกรซมันราบเรียบแต่เชือดเฉือนและจี้ตรงประเด็นจนเธอไม่สามารถแย้งได้ ขณะที่เรเวนกำลังถอดใจเกรซก็พูดให้ความหวังเธอว่า

            “แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีอยู่นะ”

            เรเวนรีบเงยหน้าขึ้นมามองเกรซตัวเธอในตอนนี้คล้ายกับคนจมน้ำ แม้ฟางเส้นเดียวก็ขอคว้าเอาไว้ เกรซมองเธอแล้วก็ยิ้มออกมา

            “ถ้าเธอเป็นผู้หญิงของเจ้าชายเออร์วินเรื่องก็จะเปลี่ยนไปทันที”

            เรเวนที่ได้ยินเกรซพูดเช่นนั้นจึงคิดว่าเธอแค่ต้องการล้อเล่นพูดว่า

            “ขอบคุณที่บอกนะแต่ฉันไม่สนใจเด็กคนนั้นหรอก”

            เกรซกลับยิ้มเพราะเธอมองออกว่าในเรเวนไม่เชื่อคำพูดของเธอ

            “ฉันพูดจริงนะราชินีเอลิเซียเอ็นดูเจ้าชายขนาดไหนเธอก็คงรู้นี่ ส่วนเจ้าชายนั้นให้ความสำคัญกับครอบครัวขนาดไหนเธอก็คงพอมองออก เธอไม่คิดบ้างหรอว่าถ้าเธอได้เป็นผู้หญิงของเขาแล้วขอให้เขาไปขอร้องแม่ของเขาอีกทีแล้วจากนั้นก็ให้ราชินีเอลิเซียติดต่อกับตระกูลของโรเซ็ตต้าให้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นี่”

            คำพูดของเกรซนั้นฟังดูมีเหตุผลแต่เรเวนกลับรู้สึกถึงความย้อนแย้งอย่างประหลาด เพราะหนึ่งในสิ่งที่น่าสงสัยก็คือทำไมองค์ราชินีที่เป็นคนของตระกูลโรเซ็ตต้านั้นถึงมาแต่งงานกับพระราชาเมืองบ้านนอกที่อยู่สุดขอบทวีปอย่างเมืองไพร์ล็อกนี่ได้ นี่เป็นสิ่งที่เธอสงสัยตั้งแต่ตอนที่รู้นามสกุลเดิมของราชินีเอลิเซีย เธอมองเกรซ

            “ตระกูลโรเซ็ตต้าจะยอมฟังเขาพูดของผู้หญิงที่แต่งออกจากตระกูลไปเหรอ”

            เกรซกับยังคงยิ้มพร้อมกับพูดว่า

            “ยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอไม่รู้ซึ่งต่อให้ตระกูลโรเซ็ตต้าไม่ช่วยเธอในเรื่องนี้ ด้วยศักยภาพของเจ้าชายเออร์วิน ถ้าหากท่านทรงมีเวลาที่มากพออาณาจักรชีวาสอะไรนั่นก็คงไม่ใช่ปัญหาหรอกจริงไหม เพราะเธอเองก็ได้เห็นความสามารถของเขาในคืนนั้นแล้วนี่”

            เรเวนหลี่ตามองเกรซหนึ่งในสิ่งที่เรเวนสงสัยก็คือท่าทีที่เกรซมีต่อเออร์วิน

            “ดูเหมือนว่าเธอจะชื่นชมเขาซะเหลือเกินนะทั้งที่ปกติแล้วคนที่มีพื้นเพและชาติกำเนิดอย่างเธอควรจะเหยียดหยามและดูถูกคนอย่างเขาไม่ใช่เหรอ”

            แววตาภายใต้แว่นตาของเกรซหันไปมองที่พื้นพร้อมกับยิ้มก่อนจะตอบว่า

            “ตอนที่ฉันมาที่เมืองนี้ฉันทั้งดูถูกและเหยียดหยามเขาอย่างที่เธอพูดเลยล่ะ และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมทั้งพระราชาและองค์ราชินีถึงเอ็นดูเขานัก ไม่เพียงแต่ทั้งสองพระองค์แม้แต่เจ้าหญิงลิลิธที่ฉันถูกส่งให้มาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของท่าน ก็ยังคงรักและห่วงใยน้องชายผู้มีพลังเวทอ่อนด้อยคนนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อฉันได้รู้จักกับเจ้าชายมากเข้าความคิดฉันก็ได้เปลี่ยนไป” เกรซหันไปมองเรเวน “เจ้าชายผู้มีพลังเวทอ่อนด้อยคนนี้เขาไม่เคยเอาปริมาณพลังเวทย์ของตนเองมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำอะไรเลย เจ้าชายทรงมุ่งมั่นและยังศึกษาค้นคว้าเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ฉันถึงได้เข้าใจว่าที่พวกผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยนั้นมักถูกรังแกและกลายเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เสมอไม่ใช่เพราะพลังเวทย์ของพวกเขา แต่เป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่คิดจะทำอะไรเลยต่างหาก และผลลัพธ์นั้นเธอเองก็ได้เห็นแล้วนี่ว่าในคืนนั้นเจ้าชายทรงไล่ต้อนคนของกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นยังไง”

            เรเวนนึกถึงเรื่องในคืนนั้นก่อนจะถามเธอว่า

            “คืนนั้นดูเธอไม่ค่อยหวาดกลัวอัศวินศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่เลยนะ”

            เกรซยิ้มแล้วให้เรเวนแล้วถามกลับเธอว่า 

            “แล้วทำไมฉันถึงจำเป็นต้องกลัวอัศวินศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรอ”

            เรเวนจ้องมองเกรซก่อนจะถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า

            “เธอเคยเผชิญหน้ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาก่อน?”

            เกรซกลับส่ายหน้าช้าๆ

            “ไม่เคยหรอก”

            คำตอบของเกรซทำเอาเรเวนรู้สึกแปลกใจจนต้องอุทานเบาๆ

            “เอ๊ะ?”

            เกรซไม่สนใจท่าทีของเรเวนเธอเพียงพูดแค่ว่า

            “แต่ก็อย่างที่เธอรู้ว่าเจ้าชายเออร์วินนั้นทรงมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ถ้าเธอเลือกจะเป็นผู้หญิงของเขาก็คงเป็นได้แต่อนุภรรยาเท่านั้น ซึ่งเธอจะยอมไหมและฉันก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่เป็นคู่หมั้นของเขาจะยอมด้วยหรือไม่”

            เรเวนจ้องมองเกรซก่อนจะพูดว่า

            “ก่อนจะถามว่าผู้หญิงคนนั้นจะยอมให้เขามีอนุภรรยาหรือไม่ ฉันว่าเธอถามเจ้าหญิงของเธอดีกว่าไหมว่าจะยอมให้น้องชายของเธอแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นหรือไม่”

            คำพูดของเรเวนทำเอาเกรซนิ่งค้างไปทันที เพราะจะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นปัญหาที่ไม่เพียงแค่เธอแม้แต่พระราชาอัลเฟรดก็ยังทรงคิดไม่ตกจึงได้เลือกที่จะปิดความลับเอาไว้แบบนี้ มีเพียงแค่ราชินีเอลิเซียเท่านั้นที่เลือกจะปิดความลับเป็นเพราะความสนุกของเธอ ถ้าเจ้าหญิงลิลิธได้รู้เรื่องนี้ขึ้นมาไม่อาละวาดก็แปลกแล้ว เพียงแค่จินตนาการถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นเกรซก็สูดหายใจด้วยความหนาวเหน็บ

            เรเวนที่เห็นว่าสามารถทำให้เกรซมีสีหน้าเช่นนี้ได้ก็รู้สึกพอใจแล้วก่อนจะมุดหายไปในเงา ทิ้งเพียงเกรซที่กำลังจินตนาการหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตไว้เพียงลำพัง

            ภายในห้องของเรเวนที่ตอนนี้มีเพียงโซอี้ซึ่งเหนื่อยมาทั้งวันกำลังหลับไหลอยู่บนเตียง เรเวนโผล่ออกมาเงามืดมุมหนึ่งภายในห้องเธอเดินไปมองใบหน้าที่กำลังหลับไหลของโซอี้ พบว่าตอนนี้เธอกำลังหลับหลายอย่างมีความสุข ผิดครับตอนแรกๆ ที่เธอมักจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับร้องออกมาด้วยความหวาดระแวง ทำให้เออร์วินต้องเข้ามากอดเธอพร้อมกับปลอบโยนหรือว่าไม่เป็นไรซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาการของเธอนั้นเออร์วินบอกว่ามันเป็น PTSD ซึ่งเรเวนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่จำที่เออวินบอกได้ว่ามันเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่ง หลังจากนั้นก็ใช้วิธีการรักษาแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างการให้พวกลูซี่คอยดูแลเธอนึกว่าการใช้สังคมบำบัด ตอนแรกเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลแต่ผลลัพธ์ในตอนนี้กลับแสดงให้เห็นว่าโซอี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการตื่นขึ้นมาแล้วร้องด้วยท่าทางวันอะไรของเธอเริ่มมีอาการน้อยลง จนพักหลังมานี้ก็ไม่ค่อยมีอาการนี้แล้ว มันทำให้เธอรู้สึกทึ่งในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

            คำพูดของเกรซกลับเข้ามาในหัวของเธอ

            “เป็นผู้หญิงของเด็กคนนั้นงั้นเหรอ” เรเวนทวนคำ

            เรเวนนึกไม่ถึงว่าเกรซจะพูดเรื่องนี้กับเธอ เธอไม่คล้ายรู้สึกว่าเกรซจะพูดเล่นแต่เรื่องนี้ก็ไม่เคยอยู่ในหัวเธอมาก่อน เธอลองนึกภาพเด็ก 10 ขวบที่กำลังนอนอยู่ในห้องข้างๆ นี้ เธอนึกถึงรอยยิ้มของเขาสิ่งที่เขาพูดโดยเฉพาะคำพูดคำจาที่เขามักหยอกล้อเธอ รวมถึงสิ่งที่เขากระทำเช่นเรื่องที่เขาจับหน้าอกเธอในวันนี้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอได้เผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย

             

            วันต่อมาได้มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นนั่นก็คือเรเวนมักจะมองมาที่เออร์วินด้วยสายตาแปลกๆ ตั้งแต่ตอนที่เขาคลานเข้ามาในห้องของเธอ เพราะต้องการหลบหนีการปะทะระหว่างนี้ลิลิธกับเรเชลที่มีขึ้นในทุกเช้า

            “พี่สาวครับไม่ทราบว่าตื่นหรือยัง..” เออร์วินพูดขึ้นหลังจากที่คลานไปเปิดประตูห้องของเรเวนสิ่งที่เขาเห็นก็คือ เรเวนที่สวมเพียงชุดชั้นในแบบที่เขาให้เธอตัดเย็บเมื่อวานก่อนกำลังออกกำลังกายอยู่ สิ่งที่เขาเห็นนั้นทำเอาเขาอ้าปากค้างไปในทันที เรเวนที่กำลังออกกำลังกายชะงักหันมามองเขา

            สายตาของทั้งคู่สบกันเวลาในตอนนั้นคล้ายกับว่าหยุดนิ่ง เออร์วินร้องในใจออกมาว่า

            ‘ชิบหายแล้ว’ ก่อนที่จะคลานถอยหลังกลับแล้วปิดประตู

            ขณะที่เออร์วินคิดว่าวันนี้คงได้เจ็บตัวเหมือนเมื่อวานเป็นแน่ทว่ากลับไม่มีการกระทำอะไรบางอย่างจากเรเวนเลยแม้แต่น้อย จนเขาอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จและได้พาเธอไปที่ห้องอาหารเรเวนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อเช้าเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงสายตาของเธอที่จ้องมาทางแแผ่นหลังของเขา เขาคิดว่าเป็นเพราะเธอยังโกรธเรื่องเมื่อเช้าที่เขาไปเห็นร่างกายของเธอที่สวมเพียงชุดชั้นใน แต่บางสิ่งบางอย่างก็บอกเขาว่าสายตาที่เธอมองมาที่เขานั้นไม่ใช่ความโกรธแต่มันเป็นอะไรบางอย่างที่ต่างจากปกติ

            เออร์วินอยากจะลองถามเธอแต่ก็กลัวที่เธอจะเอาผิดเขาในเรื่องเมื่อเช้านี้ จึงได้แต่เลือกปิดปากเงียบ แล้วก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ทานมื้อเช้าเสร็จ ไปที่บ้านของพวกเจคแล้วก็เริ่มฝึกทุ่มเหมือนทุกที แม้จะไม่มองไปแต่เขาก็สัมผัสได้ว่าบ่อยครั้งที่มีโอกาสเรเวนมักมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกๆ ซึ่งเออร์วินก็ได้แต่สงสัยแต่ไม่กล้าถามและทำเป็นไม่รับรู้ถึงสายตานั้นของเธอ

            วันนี้เออร์วินได้สอนโทมัสแก้สมการในทวีปอาร์เคนัสได้มีวิชาสมการอยู่แล้ว แต่ที่เขาสอนคือการแก้สมการในโลกเดิมของเขาโดยใช้เลขอารบิกและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์แบบที่โลกเดิมเขาใช้ ซึ่งแม้แต่เออร์วินก็ต้องยอมรับว่าโทมัสเป็นคนที่เรียนรู้เร็วมาก คาดว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความสนใจและความตั้งใจของเขา

            เมื่อเวลาพักเที่ยงโทมัสก็มองเลขอารบิกของตนที่จดอยู่บนสมุดการตั้งโจทย์ให้แก้สมการ ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ของเขาให้จำเลขแบบนี้ เขาพบว่าเมื่อเป็นการตั้งโจทย์ลักษณะนี้เลขแบบที่อาจารย์ให้จำมันทั้งเรียบง่ายและในการใช้งานและมีประสิทธิภาพมากกว่ามาก โทมัสหันไปทางเออร์วินยังไม่ทันได้กล่าวชมเจคก็เดินมาหาเออร์วิน

            “อาจารย์ครับขอคุยส่วนตัวด้วยหน่อย”

            เออร์วินมองเขาด้วยความสงสัยแต่ก็ตอบตกลง

            “ได้ครับ” ก่อนจะเดินนำไปอีกทางหนึ่งโดยมีเจคเดินตามเขาไป เมื่อเห็นว่าห่างจากทุกคนมากพอแล้วเด็กชายก็หมุนตัวกลับมา “คุณเจคมีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”

            เจคมีสีหน้าอำ้อึ้งคล้ายลำบากใจเขาชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามว่า

            “อาจารย์พอรู้ไหมครับว่าเมื่อวานที่พวกผู้หญิงไล่พวกเราออกจากบ้านนั้นพวกเธอทำอะไรกัน”

            คำถามของเจคทำเอาเออร์วินนิ่งไปทันที ในสายตาของเขาเจคเป็นคนที่จริงจังมากกว่าคนอื่นๆ แต่เขาไม่นึกเลยว่าเจคคนนี้จะเป็นพวกอยากรู้อยากเห็นแบบนี้ เจคที่คล้ายกับเดาได้ว่าอาจารย์คนนี้คิดอะไรอยู่จึงรีบพูดว่า

            “ไม่ใช่ว่าผมอยากรู้นะครับอาจารย์แต่พอดีว่าอยู่ๆ ก็เหมือนอันนาจะไม่พอใจผมซะอย่างนั้น ขนาดเมื่อวานตอนทานพิซซ่าเป็นมื้อเย็นเธอก็ยังแบ่งให้ผมแค่นิดเดียว พอผมถามว่าเป็นอะไรเธอก็ตอบมาแค่ว่า ‘คนซื่อบื้อ’ ‘คนหัวทึบ’ แค่นั้นนะครับ ไม่เพียงแค่นั้นนะครับแม้แต่เนียเองก็ไม่ต่างกันเธอว่าผมแบบเดียวกับที่อันนาว่าเป๊ะ” เจคนิ่งไปก่อนจะพูดอีกว่า “พอผมลองถามว่าวันนี้แอบทำอะไรกันถึงต้องไล่ผมออกจากบ้านเธอก็ว่าผมแบบเดิมเป๊ะเลยครับ ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่เธอบอกว่าผู้ชายไม่เกี่ยวแน่”

            เออร์วินนิ่งค้างไปทันทีเพราะเขาไม่นึกเลยว่านอกจากเขาแล้วจะมีคนที่เดือดร้อนเพราะชุดชั้นในแบบนี้อยู่อีก ทันใดนั้นสายตาที่เออร์วินมองเจคก็เปลี่ยนไปคล้ายกับมองว่าหายร่วมชะตากรรม 


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน