หยางปินได้ปล่อยให้ตัวแทนของตำหนักต่างๆได้พักผ่อนก่อนที่จะเริ่มทำการทดสอบในขั้นต่อไปหลังจากที่ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามศิษย์ตัวแทนทั้งหลายต่างก็ฟื้นพลังใจและพลังกายส่วนใหญ่ขึ้นมาแล้วเมื่อเห็นดังนั้นหยางปินจึงได้ดำเนินการทดสอบต่อ เขาได้กล่าวออกไปด้วยเสียงก้องกังวาน
“เอาละเรามาเริ่มการทดสอบรอบต่อไป” หยางปินยกฝ่ามือของตนขึ้นมา ฝ่ามือของเขาส่งเสียงหึงๆและสั่นสะเทือนฝ่ามือของหยางปินส่งเสียงร้องคล้ายกับเสียงระฆังสั่นไหวและก้องกังวาลหยางปินได้กล่าวต่อไป “นอกจากการป้องกันทางจิตใจอันเข้มแข็งแล้วที่สำคัญพวกเจ้าต้องจำอีกอย่างเอาไว้ว่านอกจากคุณสมบัติของการครอบงำจิตใจของศาสตร์ดนตรีแล้ว…หากแต่ผู้ฝึกวิชาศาสตร์ดนตรีฝึกฝนจนถึงขั้นสูงจะสามารถใช้เคล็ดแห่งการสั่นสะเทือนเพื่อจู่โจมกายเนื้อของศัตรูโดยตรงได้!”
ในตอนนั้นเองที่หยางปินได้วาดฝ่ามือข้างนั้นออกไปที่เบื้องบนสายลมหอบหนึ่งถูกวาดออกจากมือของเขาพุ่งขึ้นด้านบนที่ตรงปลายทางบนฟากฟ้านั่นเองที่มีสัตว์อสูรนกขนาดเล็กตัวหนึ่งบินอยู่ในชั่วพริบตาที่สายลมหอบหนึ่งวาดใส่ร่างกายของมันนกตัวนั้นได้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด มันได้กระอักเลือดออกมาก่อนที่จะร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง
ศิษย์ทั้งหลายต่างมองภาพนั้นอย่างตื่นเต้นหยางปินได้อธิบายต่อไป “ตามที่พวกเจ้ารับรู้กัน เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ให้กำเนิดเสียงจากการสั่นสะเทือนวรยุทธ์ที่มีพื้นฐานจากเคล็ดศาสตร์ดนตรีที่ใช้หลักการเหล่านั้นเพื่อโจมตีทางกายภาพก็มีให้พบเห็นได้หลากหลายวิชาโดยเฉพาะในงานชุมนุมเทพดนตรีที่รวมเอาสำนักศาสตร์ดนตรีทั้งหลายเข้าด้วยกัน หากพวกเจ้าเป็นตัวแทนสำนักเข้าร่วมก็ย่อมต้องพร้อมใจที่จะเจอกระบวนท่าเช่นนี้โดยการทดสอบต่อไปนี้คือต้องต้านทานการโจมตีของข้าให้ได้หนึ่งก้านธูปพวกเจ้าจะร่วมมือ จะแข่งขัน หรือทำเช่นไรก็ได้ขอเพียงไม่ออกนอกอาณาเขตทดสอบเป็นใช้ได้ เริ่ม!”
ฝ่ามือระฆังสะท้านฟ้า ระฆังสังหารใจ
ฝ่ามือข้างขวาของหยางปินสั่นสะท้านขึ้นอีกครั้ง ในห้วงอากาศราวกับเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นตามการขยับฝ่ามือของเขาที่เบื้องหลังของหยางปินราวกับบังเกิดมายาปราณของระฆังโบราณใบหนึ่งขึ้น ระฆังใบนั้นได้สั่นสะท้านพร้อมส่งเสียงอันดังออกมาในพริบตาเงาฝ่ามือนั้นได้พุ่งเข้าใส่ร่างกายของลู่หลินก่อนเป็นผู้แรก!
ในชั่วพริบตานั้นหยางปินได้มาถึงเบื้องหน้าชายหนุ่มร่างยักษ์พร้อมผลักฝ่ามือออกไปอย่างรวดเร็วฝ่ามือที่สั่นสะเทือนกระแทกเข้ากลางอกของลู่หลินอย่างเต็มแรงชายหนุ่มร่างยักษ์เกร่งกำลังขึ้นมาแทบจะในทันทีพร้อมเนื้อของเขาขยับเคลื่อนไหวพร้อมกับเสียงกระดูกที่ดังลั่น
ลู่หลินสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่ปะทะเข้ามากล้ามเนื้อของเขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่แฝงเข้ามากับฝ่ามือและลมปราณที่แทรกซึมผ่านชั้นกล้ามเนื้อของเขาเข้ามา!ลมปราณและแรงสั่นสะเทือนอันน่าประหลาดนั้นได้บุกรุกเข้าถึงหัวใจของเขาอย่างง่ายดายพลังที่แฝงมากับฝ่ามือได้บีบใส่หัวใจของลู่หลินอย่างรุนแรง
อ๊ากกกกก!
ชายหนุ่มร้องออกมาอย่างเจ็บปวด กลิ่นคาวเลือดตีขึ้นมาภายในลำคอของเขาในชั่วพริบตานั้นเองที่ร่างของเขาได้เสียหลักถอยหลังไปถึงสามก้าวจากนั้นลู่หลินได้กระอักเลือดออกมา ทุกคนในที่นั้นล้วนแต่ตื่นตกใจพวกเขาสัมผัสได้ว่าหยางปินเองก็กดพลังตนเองลงมาให้เหลือเพียงขั้นก่อเกิดเท่านั้น
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าพลังโจมตีอันน่าพิสดารของหยางปินที่กดพลังในระดับก่อเกิดจะสามารถทะลวงการป้องกันอันกล้าแข็งของลู่หลินได้พลังสั่นสะเทือนอันลี้ลับพิสดารนั้นแทรกซึมเข้าจู่โจมอวัยวะภายในได้อย่างง่ายดายสิ่งนี้ดูไปคล้ายกับเคล็ดจู่โจมของบทเพลงจากวรยุทธ์สายดนตรีแต่แตกต่างกันที่บทเพลงใช้วิชากึ่งทางการโจมตีทางจิตใจและวิญญาณเข้าช่วยเพื่อแทรกซึมการป้องกันใดๆแต่เคล็ดการสั่นสะเทือนเป็นการจู่โจมจากพลังภายนอกเข้าสู่ภายในเพื่อโจมตี
หยางปินยังไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังเคลื่อนกายเข้าจู่โจมศิษย์คนอื่นโดยรอบด้วยกระบวนท่าที่คล้ายกัน ฝ่ามือทั้งสองของหยางปินขยับเคลื่อนไหวอย่างไหลลื่นราวกับมังกรเล่นน้ำกลางธารกระบวนท่าต่อเนื่องอย่างน่าอัศจรรย์มายาปราณของระฆังโบราณปรากฎขึ้นพร้อมกับการจู่โจมอย่างฉับไว
พวกเขาไม่อาจต่อต้านไม่อาจต้านทาน เคล็ดสั่นสะเทือนนั้นพวกเขาไม่อาจที่จะป้องกันมันได้เลยแต่ตามความจริงแล้วเคล็ดสั่นสะเทือนมิใช่การโจมตีที่ไร้เทียมท้านที่สามารถทะลวงได้ทุกการป้องกันเพียงแต่หยางปินโจมตีได้อย่างแม่นยำเกินไป ชิงจังหวะที่ได้เปรียบมากจนเกินไปเป็นการโจมตีลงบนจุดเปราะบางที่สุดของกระบวนท่าแต่ละคนซึ่งทำให้การป้องกันราวกับไร้ผลไป
ที่จริงแล้วเนื้อหาของการทดสอบนี้ต้องการวัดไหวพริบของแต่ละคนว่าสามารถตอบสนองต่อการโจมตีอันไม่คาดคิดได้หรือไม่การกล่าวสาธยายถึงเคล็ดสั่นสะเทือนของหยางปินเป็นเพียงแค่การพูดชี้นำให้เหล่าศิษย์รู้สึกสับสนและหวั่นเกรงต่อกระบวนท่านี้จนเกินไปและทำให้พวกเขาตัดสินใจผิดพลาด
หยางปินได้ทะยานร่างพุ่งไปหาศิษย์หญิงจากตำหนักที่หนึ่งที่อยู่ทางอีกด้านหนึ่งนางเป็นหญิงสาวผู้มีหน้าตาที่สละสลวยอีกทั้งผมที่ดำยาวเรียบตรงราวกับน้ำตกสีดำสนิทนางสวมใส่ชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนพร้อมกับใบหน้าอันเรียบเฉย คิ้วของนางเลิกขึ้นอย่างแปลกใจนางคือหนิงฟางหรู ศิษย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกคนหนึ่งของเจ้าสำนักในชั่วพริบตานั้นเองที่ละอองปราณสีม่วงได้ปะทุขึ้นรอบกายของนาง
ลมปราณเหล่านั้นได้มารวมตัวกันที่เบื้องหน้าของหนิงฟางหรูและควบรวมจนก่อร่างขึ้นเป็นขลุ่ยหยกสีม่วงลายมังกรนางเอื้อมมือออกไปคว้าจับยังขลุ่ยหยกตรงหน้าพร้อมกับใช้มันต่างกระบี่ นางใช้ออกด้วยเพลงกระบี่ขลุ่ยหยกมือของนางสั่นสะเทือนด้วยท่วงท่าคล้ายฝ่ามือของหยางปินในจังหวะการเคลื่อนไหวที่แทบจะเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ในชั่วพริบตานั้นเองที่หนิงฟางหรูแทงกระบี่สวนออกไปการสั่นสะเทือนของปลายกระบี่ขลุ่ยและฝ่ามือที่สั่นสะท้านในจังหวะเดียวกันได้หักล้างกันจนสภาวะกลายเป็นสูญสิ้นไปใจกลางของฝ่ามือและกระบี่ที่กระแทกใส่กันได้บังเกิดห้วงอากาศหนึ่งควบแน่นขึ้นและในพริบตานั้นเองที่มันได้ระเบิดออกและส่งให้ร่างของหนิงฟางหรูถอยหลังกลับไป
หนิงฟางหรูใช้แรงสะท้อนที่มากับการโจมตีให้เป็นประโยชน์นางพริ้วร่างหมุนตัวเพื่อหยิบยืมแรงจากนั้นได้เหวี่ยงกระบี่ขลุ่ยหยกออกไปตอบตี้อีกครั้งปลายกระบี่วาดออกในแนวขวางพร้อมกับในตอนนั้นที่พลิกมือและสะบัดออกเพื่อสร้างการโจมตีอันซับซ้อนพิสดารยากจะหลบรอดขึ้น
ในสายตาของหยางปินเห็นกระบี่ขลุ่ยเปลี่ยนแนวทางกลางอากาศได้อย่างน่าเหลือเชื่อจนยากที่หลบได้ชายชราได้เคลื่อนร่างถอยหลังไปเพื่อสร้างระยะห่างจากนั้นได้ประกบฝ่าทั้งสองข้างเข้าหากันที่เบื้องหน้าฝ่ามือทั้งสองสั่นสะเทือนขึ้นพร้อมกับเสียงระฆังโบราณร้องขึ้นอย่างกึงก้องมายาปราณระฆังโบราณปรากฏขึ้นพร้อมกับส่งเสียงและแรงสั่นสะเทือนห้วงอากาศ แรงปะทะกันของอากาศได้ส่งออกไปโดยรอบทำให้รัศมีปราณวายุสั่นสะเทือนอากาศได้กวาดออกไปโดยรอบ
ฝ่ามือระฆังสะท้านฟ้าระฆังก้องพสุธา!
ปังงงง!!
ห้วงอากาศที่ระเบิดออกได้กระแทกใส่ขลุ่ยหยกม่วงลายมังกรอย่างแรงจนผลักมันให้กระเด็นหลุดออกจากมืออีกทั้งยังผลักร่างของหนิงฟางหรูจนลอยไปกลางอากาศแต่นางพลิกร่างและหยิบยืมแรงกลางอากาศ นางได้หมุนตัวพร้อมกับร่อนลงบนพื้นแต่ในพริบตานั้นเองที่ขลุ่ยหยกม่วงลายมังกรที่กระเด็นไปกลางอากาศอยู่ๆก็หยุดนิ่งตัวด้วยของมันเองจากนั้นมันเริ่มหมุนคว้างราวกับกงจักรสีม่วงมันพุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วและพุ่งโจมตีหยางปินในจังหวะที่กระบวนท่าระฆังก้องพสุธาสิ้นสุดลง!ชายชราเผยรอยยิ้มออกมาอย่างภูมิใจในศิษย์หลานผู้นี้เขาออกแรงเตะเท้าออกไปใส่ขลุ่ยหยกม่วงที่พุ่งเข้ามาจนมันกระเด็นขึ้นไปด้านบน
ขลุ่ยหยกม่วงได้หยุดกลางอากาศอีกครั้งพร้อมกับพุ่งกลับเข้าสู่มือของหนิงฟางหรูอย่างน่าอัศจรรย์หยางถิงมองภาพนั้นอย่างตื่นเต้น อีกทั้งยังสงสัยเป็นอย่างมากว่าหนิงฟางหรูสามารถควบคุมอาวุธของนางแบบนั้นได้อย่างไร
“ท่านตา…อาวุธของนางนั้นขยับเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต ช่างแปลกยิ่งนัก หรือว่านั่นคือศาสตราอสูรในตำนาน?”หยางถิงกล่าวถามออกไปอย่างใคร่รู้ ซึ่งหยางเฟยเทียนที่นั่งมองภาพการทดสอบเบื้องหน้าอยู่นั้นได้ลูบคางใช้ความคิดดวงตาสีทองของเขาเปล่งประกายพร้อมจดจ้องสำรวจหนิงฟางหรู
ในพริบตานั้นเองที่หยางเฟยเทียนได้หัวเราะออกมา“ฮ่าๆๆๆ ศิษย์พี่เฉินหลิน ร้ายกาจยิ่งนัก! ถึงได้เก็บงำกระบี่ล้ำเลิศเช่นนี้เอาไว้ในสำนัก”หยางถิงที่เห็นท่าทางของท่านตาเช่นนั้นก็ได้ร่ำร้องออกมาให้อธิบายให้นางได้เข้าใจด้วยหยางเฟยเทียนจึงได้ยิ้มออกมาให้กับนางก่อนจะได้กล่าว “เอาละๆตาเข้าใจแล้ว จะบอกแก่เจ้าก็ได้…รวมถึงทุกคนก็ตั้งใจฟังให้ดีละ” หยางเฟยเทียนได้กล่าวกับศิษย์ทั้งหมดในตำหนักที่อยู่เบื้องหลัง
หยางเฟยเทียนผู้เป็นอาจารย์และเจ้าตำหนักได้เริ่มกล่าวอธิบาย“ก่อนอื่นพวกเจ้าต้องเข้าใจถึงความต่างของศาสตราอสูรและจิตวิญญาณเสียก่อนตามที่พวกเจ้ารู้จิตวิญญาณคือสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับมนุษย์เพื่อปกป้องคุ้มครองเราอีกทั้งยังเป็นกำลังให้แก่พวกเราอีกด้วย แต่ศาสตราอสูรนั้นเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาแต่โบราณบ้างก็ว่ากันว่าเป็นอาวุธของเทพและมาร บ้างก็ว่ามันกำเนิดขึ้นเองโดยเจตจำนงของธรรมชาติแต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจมีใครบอกต้นกำเนิดของมันได้”
“แต่สิ่งที่ทำให้ศาสตราอสูรนั้นพิเศษก็คือสถานะของมันที่เป็นอาวุธอันมีชีวิตผู้ฝึกตนเองก็สามารถดูดกลืนพวกมันเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนทำให้มันมีสถานะเกือบเทียบเท่ากับจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนอีกทั้งศาสตราอสูรนั้นยังสามารถเติบโตได้พร้อมกับผู้ใช้งานอีกทั้งยังสามารถส่งมอบให้แก่ผู้อื่นได้นั่นจึงทำให้ศาสตราอสูรเป็นอุปกรณ์วิญญาณในฝันของผู้ฝึกตนแต่ส่วนมากก็มองว่ามันเป็นอาวุธที่เสริมเข้ามาช่วยให้ผู้ฝึกตนได้แข็งแกร่งขึ้นแต่ในอดีตก็มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีความเห็นต่างออกไป พวกเขาเชื่อในความแข็งแกร่งของอาวุธโดยมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะศาสตราอสูรพวกเขาได้ละทิ้งซึ่งการพัฒนาจิตวิญญาณ ใช้ศาสตราอสูรเป็นแกนกลางของการบ่มเพาะหลอมรวมและหล่อเลี้ยง นานวันเข้าเมื่อคนเหล่านั้นเข้าสู่ขอบเขตอันสูงล้ำเกินจินตนาการศาสตราอสูรที่เป็นแกนกลางของการบ่มเพาะพวกเขาได้กลืนกินจิตวิญญาณดั้งเดิมก่อเกิดการกลายพันธุ์ของจิตวิญญาณในแบบพิเศษ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นจิตวิญญาณศาตรายุทธ์!”
เหล่าศิษย์ทั้งหลายที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็ไม่เคยได้ยินชื่อของจิตวิญญาณศาตรายุทธ์มาก่อนเลยแม้แต่น้อยในตอนนั้นเองที่หยวนหลิ่งจือได้กล่าวถามออกมาด้วยความสงสัยเช่นกัน “เช่นนั้นแล้วขอสอบถามท่านอาจารย์ จิตวิญญาณศาตรายุทธ์ อาวุธจิตวิญญาณศาสตราอสูร ทั้งสามสิ่งนั้นที่แท้แตกต่างกันเช่นไร?”
หยางเฟยเทียนได้ลูบคางพร้อมกับกล่าวออกไป“ต้องอธิบายต่อพวกเจ้าเช่นนี้ละกัน ศาตราอสูรคือยอดอาวุธในแผ่นดินอาวุธจิตวิญญาณคือสิ่งเลียนแบบที่ผู้ฝึกตนพยายามจะสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนศาสตราอสูรโดยใช้จิตวิญญาณผสานเข้ากับอาคมเพื่อหลอมจิตวิญญาณให้กลายเป็นจิตใจของอาวุธแต่จิตวิญญาณศาตรายุทธ์นั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มันคือจิตวิญญาณที่อยู่ในรูปแบบของอาวุธ!ซึ่งมันสามารถสืบทอดทางสายเลือดได้เหมือนกับจิตวิญญาณหรือสายเลือดเหมือนกับหนิงฟางหรูตรงหน้าของพวกเจ้า ขลุ่ยหยกในมือของนางก็คือมรดกสืบทอดจากบรรพบุรุษของนาง”
“โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่พวกเจ้าควรจะจำเอาไว้…ตามที่พวกเจ้าทราบเมื่อฝึกตนไปจนถึงขอบเขตแก่นแท้ ผู้มีจิตวิญญาณอสูรจะมีโอกาสสามารถบรรลุทักษะภูษาอสูรแปลงกายห่มหนังอสูรเพื่อใช้พลังดั้งเดิมของจิตวิญญาณอสูร มีพลังมหาศาล ทางด้านจิตวิญญาณศาตรายุทธ์เองก็มีสิ่งที่คล้ายกันถูกเรียกว่าแก่นแท้ศาสตราวุธแปลงวิญญาณของตัวเองและหลอมรวมเป็นหนึ่งกับวิญญาณของอาวุธ โดยพื้นฐานแล้วหากจิตวิญญาณศาตรายุทธ์ใช้การผสานรวมกันเป็นหนึ่งกับแก่นแท้ศาสตราวุธย่อมน่ากลัวกว่าภูษาอสูรของจิตวิญญาณอสูร” หยางเฟยเทียนได้อธิบายเรื่องราวของจิตวิญญาณศาตรายุทธ์ให้ศิษย์ของตนได้รับทราบหยางเฟยเทียนหันไปมองยังเฉินหลินผู้เป็นศิษย์พี่ ทางด้านเฉินหลินเองก็ยิ้มกลับมาอย่างสุภาพเมื่อเห็นเช่นนั้นหยางเฟยเทียนก็หัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่จะรับชมการประลองต่อไป
ทางด้านสนามประลองนั้นดวงตาของหยางปินเองก็เปล่งประกายเนื่องมาจากโคจรวิชาดวงตาเพื่อตรวจสอบหนิงฟางหรูเช่นกัน“จิตวิญญาณศาตรายุทธ์? หายากยิ่งนัก ไม่คิดว่าในสำนักจะมีศิษย์เช่นเจ้า”
หนิงฟางหรูได้ยินเช่นนั้นก็ประสานมือคาราวะออกไป“ขอบคุณอาจารย์ลุงที่กล่าวชม”น้ำเสียงของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจอีกทั้งยังแฝงความผยองเอาไว้บางส่วนอีกด้วยหยางปินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “แต่เจ้าควรรู้ไว้ว่าการประลองนี้เป้าหมายมิใช่การเอาชนะหรืออวดพรสวรรค์หากแต่พวกเจ้าทั้งหมดต้องพยายามต่อต้านข้าให้ได้…แต่ตำหนักที่หนึ่งนับๆไปแล้วก็เหลือเพียงเจ้านะ”
หนิงฟางหรูได้ยินเช่นนั้นก็เร่งรีบหันมองไปยังรอบข้างศิษย์ร่วมตำหนักที่หนึ่งของนางทั้งหมดล้วนถูกท่าระฆังก้องพสุธาของหยางปินกระแทกใส่จนถูกส่งออกไปนอกพื้นที่ทดสอบไปเสียหมดแล้วนางหันกลับมาอย่างรวดเร็วและจ้องมองไปยังใบหน้าของหยางปิน นางกัดฟันด้วยความเจ็บใจที่พลาดท่าให้กลับเรื่องง่ายๆเช่นนี้
“จำไว้ศิษย์หลานในการต่อสู้เราจำต้องมองให้ขาดและรับรู้การเคลื่อนไหวโดยรอบอยู่เสมอ หากเจ้ามั่นใจในฝีมือและพรสวรรค์ที่เจ้ามีมากจนเกินไปตอนนั้นเองที่มันจะกลายมาเป็นม่านหมอกบดบังทัศนวิสัยของเจ้าเสียเอง” หยางปินได้กล่าวสั่งสอนหนิงฟางหรูที่กำลังเดือดดาล
เมื่อได้ยินคำสอนเช่นนั้นออกมาหนิงฟางหรูนางกลับลดทีท่าโกรธเคืองลงเพราะคิดตามสิ่งที่อาจารย์ลุงได้กล่าวสั่งสอนนางได้ถอนหายใจออกมาอย่างยาวนานก่อนที่จะพนักหน้ารับและประสานมือคาราวะออกไป “อาจารย์ลุงกล่าวได้อย่างถูกต้องแล้ว” นางได้ตวัดมือและนำจิตวิญญาณศาตรายุทธ์ขลุ่ยของนางไปด้านหลังนางใช้เคล็ดหัวใจพิณออกมาเพื่อสงบจิตใจของตนเองจากนั้นนางได้ถีบตัวส่งร่างของตัวเองออกไปอย่างรวดเร็วแต่ในทันทีที่นางตวัดมือฟันขลุ่ยออกมาอย่างรวดเร็วแต่ร่างของหยางปินได้หายไปอย่างไร้ร่องรายนางได้แต่เพียงฟันใส่อากาศว่างเปล่า
หยางปินได้ไปปรากฏร่างที่อีกฟากฝั่งของเขตสนามทดสอบเขาได้ม้วนร่างพร้อมกับประทับฝ่ามือใส่ศิษย์ชายคนหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัวฝ่ามือระฆังสังหารใจฟาดเข้าใส่ศิษย์คนนั้นอย่างเต็มแรงจนร่างของคนผู้นั้นถูกส่งออกไปนอกสนามประลองเสียแล้วหยางปินได้หันกลับไปทางหนิงฟางหรู “ฮ่าๆๆๆ ศิษย์หลาน! เจ้าอย่าลืมไปว่านี่มิใช่การประลองตัวต่อตัวแต่เป็นการทดสอบแบบกลุ่มที่พวกเจ้าต้องร่วมกันต่อต้านการโจมตีของข้าให้ได้ถึงหนึ่งก้านธูป!”
แต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่ลู่หลินที่พักฟื้นไปแล้วพักหนึ่งได้พุ่งร่างเข้าใส่ร่างกายของอาจารย์ลุงอย่างรวดเร็วราวกับดาวตกชายหนุ่มร่ำร้องตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงพร้อมกับยื่นหมัดทั้งสองออกไปพร้อมกันหยางปินที่หันกลับมาเห็นได้พลิกร่างหมุนกลับกลางอากาศพร้อมกับผลักฝ่ามือออกไปใส่
แรงผลักจากด้านบนกระทบเข้าใส่ร่างกายของลู่หลินที่พุ่งร่างไปอย่างเร็วจนเสียหลักแล้วกลิ้งกับพื้นเพราะแรงกระทบจากฝ่ามือข้างนั้นของอาจารย์ลุงร่างกายของลู่หลินเมื่อครู่ก็เปรียบเสมือนกระบี่แทงออกไป พลังทำลายล้วนมุ่งสู่ด้านหน้าเพื่อจู่โจมทะลุทะลวงพลังทั้งหมดล้วนรวมอยู่จุดเดียวแต่นั่นกลับทำให้ด้านข้างของกระบี่กลายเป็นจุดอ่อนไปที่หากโจมตีให้ถูกจังหวะก็สามารถปัดป้องกระบวนท่าเหล่านั้นได้
สิ่งที่หยางปินทำนั้นก็ไม่ต่างกันเขาต้องการสอนให้ลู่หลินรู้ถึงจุดอ่อนของตนเองที่แสดงกระบวนท่าทื่อแข็งและไร้การพลิกแพลงแต่ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่หนิงฟางหรูพุ่งร่างตามเข้ามาพร้อมกับระเบิดพลังปราณออกโดยรอบรัศมีพลังสีม่วงแผ่กระจายปกคลุมร่างกายของหยางปินอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ในพริบตานั้นเองที่หยางปินได้ยินเสียงร่ำร้องของมังกรดังก้องขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณราวกับเขาตกอยู่ภายใต้การคุกคามของฝูงมังกรนับร้อยหยางปินไม่อาจรวบรวมสมาธิได้ราวกับถูกเสียงเหล่านั้นรบกวนสติสัมปชัญญะของตนแม้แต่เคล็ดหัวใจพิณก็ไม่อาจช่วยให้สามารถสงบสติและอารมณ์ของเขาลงได้!
นี่ก็คือเขตแดนรังมังกรของหนิงฟางหรู!แม้สายเลือดที่สืบทอดกันมาในตระกูลของนางจะเป็นจิตวิญญาณศาตรายุทธ์แต่ดั้งเดิมนั้นบรรพบุรุษของนางมีสายเลือดและจิตวิญญาณในรูปแบบมังกรก่อนที่จะถูกศาสตราอสูรขลุ่ยกลืนกินไปแต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลับกลายเป็นอาวุธที่มีแก่นแท้ของกายามังกรขลุ่ยของนางสามารถปลดปล่อยเขตแดนรังมังกรได้เฉกเช่นเดียวกับผู้มีสายเลือดมังกรโดยทั่วไป
หนิงฟางหรูได้วาดตวัดขลุ่ยหยกในมือออกไปอย่างรวดเร็วเสียงคำรามของมังกรได้ระเบิดขึ้นพร้อมกับทำลายสมาธิของหยางปินอย่างต่อเนื่องหยางปินกัดฟันและฟาดฝ่ามือออกไปใส่ขลุ่ยหยกที่ฟาดมา ขลุ่ยหยกถูกผลักจนกระเด็นลอยออกไปและหมุนคว้างกลางอากาศแต่นั่นเป็นความตั้งใจของหนิงฟางหรูนางได้พลิกร่างหมุนกลับตามทิศทางการหมุนของขลุ่ยหยกที่กระเด็นออกไป
หนิงฟางหรูหมุนตัวและหยิบยืมแรงจากฝ่ามือของหยางปินนางได้หมุนตัวเพื่อผนวกแรงของตนเข้าไปในกระบวนท่านั้นราวกับบังเกิดภาพมายาปราณของมังกรม่วงพุ่งร่างไปตามขลุ่ยหยกที่ฟาดลงมา แรงเหวี่ยงในกระบวนท่านี้นั้นผสานเอาไว้ด้วยแรงของสองคนทบกันหยางปินไม่อาจหลบได้ทันในช่วงเวลากระชั้นเช่นนี้จึงได้เกร็งปราณขึ้นต้านรับพร้อมยกแขนขึ้นกำบัง
เปรี้ยงงงง!!
ร่างของหยางปินถูกฟาดไปอย่างแรงจนกระเด็นลอยไปในตอนนั้นเองที่ได้มีร่างหนึ่งขยับเคลื่อนไหว ผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากถังเฟยหู่ที่รอคอยจังหวะอยู่นานแล้วในมือของเขาปรากฏขลุ่ยหยกมรกต ปากของเขาประทับลงบนตัวขลุ่ยพร้อมกับออกแรงเป่าเสียงขลุ่ยที่เล็กแหลมออกมาการโจมตีทางเสียงที่รวดเร็วสุดหยั่งได้พรุ่งตรงใส่ร่างของหยางปินอย่างรวดเร็วนั่นคือกระบวนท่าเสียงกระแทก คลื่นเสียงกระทบใส่ร่างของอาจารย์ลุงที่กลางอากาศทำให้ทำลายจังหวะโต้กลับของหยางปินไปจากนั้นชายหนุ่มยังได้บรรเลงบทเพลงวายุสลาตันออกมาเสียงนั้นได้ครอบคลุมร่างกายของหนิงฟางหรูและลู่หลินพร้อมๆกันส่งผลให้การเคลื่อนไหวของทั้งสองว่องไวมากขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้นหนิงฟางหรูจึงได้พุ่งร่างตามติดไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับลู่หลินที่พลิกตัวลุกขึ้นและใช้เคล็ดฝึกกายกลองหนังมนุษย์ออกมามือทั้งสองทุบอกทั้งสองข้างจนเสียงดังกึงก้องออกมาราวกับกำลังทุบกลองหนังก็ไม่ปาน พลังกายของลู่หลินพลันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลความเร็วของเขาเองก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
หยางปินฟาดฝ่ามือออกไปกระทบเข้ากับกำปั้นของลู่หลินที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับฝ่ามือของหยางปินได้กระทบถูกขุนเขาอันหนักแน่นก็ไม่ปานในพริบตานั้นเองที่หยางปินได้แสดงฝ่ามือระฆังสะท้านฟ้าออกมาอีกครั้ง! เขาได้ยกขาข้างขวาขึ้นพร้อมไขว้สลับไปด้านหลังและกระทืบลงพื้นอย่างแรงร่างของเขาราวกับปรากฏมายาปราณของระฆังโบราณขึ้นครอบตัว แรงสั่นสะเทือนจากการกระทืบเท้าส่งผ่านร่างกายของเขาไปยังฝ่ามือข้างที่จู่โจมใส่ร่างของลู่หลิน
ฝ่ามือระฆังสะท้านฟ้าระฆังทองทลายขุนเขา
แรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือของหยางปินสะท้อนไปมาส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายของชายหนุ่มพร้อมกับสั่นสะเทือนอภัยวะภายในของเขาจนเขาถึงกับกระอักเลือดออกมาและเสียการทรงตัวเพราะถูกแรงของหยางปินผลักดันเข้ามาด้วยร่างของเขาเซถอยหลังไปถึงห้าก้าวแต่ในตอนนั้นเองที่หนิงฟางหรูกระโดดพลิกร่างกลางอากาศลอยอยู่เหนือร่างของลู่หลินได้ตวัดเตะเท้าขึ้นเบื้องบนพร้อมวาดผ่าเท้าของตนลงอย่างรวดเร็วราวกับการตวัดดาบ
เปรี้ยง!!
หยางปินได้ยกแขนของตนขึ้นขวางกั้น ฝ่ามืออีกข้างซ่อนเบื้องหลังพร้อมกับพลิกหมุนข้อมือไปมาเสียงกระดูกข้อมือลั่นดังกร็อบพร้อมกับหมุนร่างและตวัดแขนออกเพื่อให้ร่างของหนิงฟางหรูกลางอากาศได้พลิกร่างไปในตอนนั้นเองที่หยางปินได้พุ่งฝ่ามือข้างที่ซ่อนเอาไว้ออกมาฝ่ามือข้างนั่นสั่นสะเทือนจนราวกับเกิดภาพติดตาที่มองฝ่ามือไม่ชัดเจน แม้ฝ่ามือวาดออกไปกลางอากาศจะไม่สัมผัสเข้ากับร่างของหนิงฟางหรูโดยตรงแต่แรงสั่นสะเทือนพุ่งเข้าจู่โจมยังหัวใจของนางโดยตรง!
ฝ่ามือระฆังสะท้านฟ้า ระฆังสังหารใจ!
หนิงฟางหรูพลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นที่หัวใจของนาง การโจมตีไร้รูปไร้เสียงที่ไม่อาจสัมผัสและป้องกันได้ถูกจู่โจมเข้าสู่ชีพจรหัวใจของนางในทันทีโดยไม่อาจป้องกันได้ทันในพริบตานั้นเองที่ขลุ่ยมังกรม่วงในมือของนางได้ร้องเสียงก้องกังวาลของมังกรออกมา ขลุ่ยได้ลอยขึ้นกลางอากาศพร้อมหมุนอย่างรวดเร็วราวกับกงจักรและพุ่งเข้าจู่โจมหยางปินด้วยตัวของมันเอง!เมื่อเห็นเช่นนั้นหยางปินจึงได้ถอนฝ่ามือกลับพร้อมกับเตะเท้าขึ้นสูงกลางอากาศใส่ขลุ่ยหยกที่พุ่งเข้าจู่โจม
ปังงงงง!!
ขลุ่ยหยกถูกหยางปินเตะจนลอยออกไป หนิงฟางหรูได้ใช้โอกาสนั้นในการหลบฉากหนีออกมาจิตวิญญาณศาตรายุทธ์ของนางได้กลับเข้าสู่มือของนางอีกครั้งแต่ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ทะยานร่างพริ้วไหวไปมาและปรากฏยังด้านข้างของหยางปินอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับ
แต่ในพริบตานั้นเองที่หยางปินได้ทำการตวัดมือกลับและหมุนเวียนพลังย้ายวิชาฝ่ามือระฆังสังหารใจเข้าใส่ร่างกายของถังเฟยหู่แทนแต่ในพริบตานั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เผยรอยยิ้มอย่างน่าประหลาดออกมาท่าทางของถังเฟยหู่นิ่งเฉยราวกับฝ่ามือนั้นไม่อาจทำอันตรายใดๆต่อตัวเขาได้เลย
ชายหนุ่มนั้นสังเกตการโจมตีของอาจารย์ลุงจนสามารถมองออกว่าวิชาฝ่ามือที่รุนแรงที่สุดของชุดฝ่ามือนี้คือการจู่โจมที่อวัยวะภายในโดยมุ่งเน้นไปยังหัวใจเขาได้ใช้วิชาสายเลือดดวงตาในการเพ่งมอง เขาได้คาดเดาจากท่วงท่าการเคลื่อนไหวและการโคจรลมปราณจึงทำให้พอเดาได้ว่ากำลังจะใช้กระบวนท่านี้ออกมา
ดังนั้นถังเฟยหู่จึงได้เร่งรีบพุ่งร่างตามไปในจังหวะนั้นเองที่หยางปินได้ฟาดฝ่ามือเข้ามาใส่ร่างของเขาในพริบตานั้นเองที่คลื่นปราณสั่นสะเทือนได้จู่โจมเข้าสู่หัวใจแต่กระบวนท่านั้นราวกับพุ่งเข้าสู่ความว่างเปล่าไร้ที่สิ้น! นั่นเพราะร่างของถังเฟยหู่ไม่เหมือนผู้ใดหัวใจของเขานั้นได้หยุดเต้นไปนานแล้ว! ร่างของเขามีมุกมารใช้ต่างหัวใจในการสูบฉีดเลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย
เมื่อหยางปินโจมตีไปไร้ผลจึงได้รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากแต่นั่นคือสิ่งที่ถังเฟยหู่ได้คาดหวังเอาไว้ ในคราแรกชายหนุ่มได้เพียงแต่เพียงคาดเดาผลลัพธ์เช่นนี้เอาไว้เขาได้เพียงแต่ลองเสี่ยงดวงเอา! ในพริบตานั้นเองที่ชายหนุ่มได้วาดฝ่ามือย้อนศรกลับไปฝ่ามือข้างนั้นของเขาแฝงเอาไว้ด้วยเคล็ดการสั่นสะเทือนเอาไว้ด้วยเช่นกัน!
เนื่องจากศิษย์ทั้งหมดในสำนักต่างก็มีรากฐานในศาสตร์แห่งดนตรีนั่นจึงไม่ใช่เรื่องยากในการที่พวกเขาจะเข้าใจถึงเคล็ดสั่นสะเทือนที่แฝงเอาไว้ในวรยุทธ์ดนตรีฝ่ามือข้างนั้นของถังเฟยหู่ได้ฟาดใส่หน้าอกของอาจารย์ลุงอย่างเต็มแรง! คลื่นสั่นสะเทือนจากฝ่ามือของถังเฟยหู่กระแทกออกไปเจ็ดครั้งต่อเนื่องราวกับคลื่นซัดถาโถม
ฝ่ามือข้างนี้ของถังเฟยหู่นั้นได้ดัดแปลงมาจากวิชาคลื่นกระแทกเจ็ดวังวนของสำนักหลังจากที่ชายหนุ่มได้ต่อสู้กับหยวนหลิ่งจือ เขาจึงได้ลองศึกษาวิชานี้ด้วยเช่นกันซึ่งนับว่าวิชานี้เป็นขั้นที่พัฒนาขึ้นมาจากวิชาเสียงกระแทก
หยางปินถึงกับถอยหลังไปสามก้าวเพราะฝ่ามือข้างนั้นในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่หนิงฟางหรูพุ่งทะยานร่างขึ้นไปด้านบนและคว้าขลุ่ยหยกม่วงลายมังกรไว้ได้ในพริบตานั้นเองที่นางได้จรดปากลงบนขลุ่ยและบรรเลงบทเพลงทัณฑ์วชิระออกมาเสียงจากขลุ่ยก้องกังวาลออกไปและพุ่งเป้าใส่ร่างกายของหยางปินในทันที
บทเพลงทัณฑ์วชิระได้ผสานเข้ากับเขตแดนรังมังกรของขลุ่ยหยกม่วงพลังทั้งสองได้สอดประสานเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ เสียงขู่คำรามของมังกรที่ดังเป็นจังหวะรวดเร็วปานสายฟ้าเข้าโจมตีใส่ร่างเนื้อและวิญญาณของหยางปินในจังหวะที่จิตใจไม่มั่นคงและถูกโจมตีหยางปินมองเห็นภาพมายาจากวิชาดนตรีทำให้เห็นโซ่อัสนีพัวพันรอบกายจนไม่สามารถที่จะขยับตัวได้เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่หลินที่โดนโจมตีอย่างหนักก่อนหน้านี้ได้กัดฟันลุกขึ้นพร้อมกับกล้ำกลืนเลือดในลำคอลงเขาได้เกร็งกำลังโคจรลมปราณอย่างเร่งร้อน ลู่หลินกู่ก้องร้องคำรามพร้อมกับพุ่งทะยานร่างออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง! พลังปราณทั้งร่างของเขารวมเอาไว้ที่หมัดขวากล้ามเนื้อบนแขนถูกกระตุ้นและเต้นไปมาราวกับหนังกลองศึกที่ถูกตีอย่างรวดเร็ว!
ตู้มมมม!!
หมัดข้างนั้นของลู่หลินกระแทกเข้าใส่กลางลำตัวของหยางปินในจังหวะที่ไม่สามารถป้องกันตัวได้แม้แต่น้อยร่างของหยางปินถูกแรงชกอย่างเต็มแรงนั้นส่งร่างลอยขึ้นกลางอากาศและถูกส่งออกไปตามแรงต่อยนั้น!ร่างของหยางปินพุ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตกก็ไม่ปานร่างของเขาพุ่งออกไปจนเลยเขตของสนามประลอง ซึ่งในตอนนั้นเองที่เจ้าสำนักได้ลุกขึ้นพร้อมทะยานออกไปและใช้ปราณอันอ่อนโยนของตนในการรับร่างของศิษย์น้องหยางปินเอาไว้พร้อมโคจรลมปราณเข้าสู่ร่างของอีกฝ่าย
เจ้าสำนักเฉินหลินได้เผยรอยยิ้มอย่างยินดีออกมา“ไม่น่าเชื่อ...แม้ผู้คุมกฎจะกดพลังอยู่ระดับเดียวกับพวกเจ้า แต่จากประสบการณ์และทักษะของเขาไม่สมควรจะแพ้ให้แก่ศิษย์รุ่นหลังได้พวกเจ้าทั้งสามคนทำได้ดีมาก! ฮ่าๆๆ ร่วมผสานการโจมตีและช่วงชิงจังหวะได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด!ข้าขอประกาศให้พวกเจ้าทั้งสามผ่านการทดสอบ!!พวกเจ้าทั้งหมดจะเป็นตัวแทนของสำนักในการร่วมงานชุมนุมในปีนี้!”