(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 38 หิมะขาวกับคำสาปที่มีมายาวนาน

    บทที่ 38

    หิมะขาวกับคำสาปที่มีมายาวนาน



    บรรยากาศของที่พักในโบสถ์ยังคงอบอุ่น พี่ชายคนเก่งยังคงได้รับอิทธิพลจากการเคยใช้ชีวิตเป็นหมีจนถูกพบเห็นได้บ่อยบนเตียงนอนรวมที่มีเบาะขนกระต่ายปูนุ่มเต็มพื้นที่ ร่างของคนขี้เซาจึงถูกโจมตีด้วยอ้อมกอดหนุบหนับของน้องชายน้องสาวบ่อยครั้งนัก แต่วงแขนที่เริ่มกว้างก็รวบเหล่าตัวแสบมานอนในอ้อมกอดได้ทุกครั้งไป ร่างเล็กที่ดิ้นประท้วงขลุกขลักจึงมักหลับไปด้วยความเหนื่อยเพราะสู้แรงกอดไม่ไหว

    สองซิสเตอร์จึงต้องคอยแวะเวียนมาดูแลเติมฟืนไฟให้ห้องอบอุ่น แล้วจัดท่าทางให้เด็ก ๆ ที่อิงไออุ่นของกันและกันจนเป็นก้อนกลมให้ได้นอนพักอย่างสบายขึ้นบ้าง แอนนากับเจมส์เริ่มทำหน้าที่ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ทั้งสองกำลังรอลุ้นว่าการตื่นของพลังพิเศษจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงได้แต่ฝึกฝนฝีมือตามความถนัดของตนเองอย่างขะมักเขม้น อย่างไรก็ตามพวกเขายังมานอนรวมกับน้องน้อยทั้งหลายเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือต้องการกำลังใจ


    นักดนตรีที่อาศัยร่วมกันก็เอ็นดูเด็ก ๆ เหล่านี้มาก เพลงขับกล่อมที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายถูกบรรเลงบ่อยครั้ง


    ของถวายครั้งที่หกและเจ็ดยังคงให้ความอิ่มเอมกับเทพเจ้าทั้งสิบองค์ ครั้งนี้มีคนร่วมทำพิธีน้อยกว่าเก่ามาก เพราะพายุหิมะที่พัดกระหน่ำอย่างหนักในปลายเดือนสองของฤดูกาลได้มาถึงแล้ว การเดินทางภายในหมู่บ้านจึงไม่สะดวกเหมือนเคย คิทยังได้ร่วมวงสังสรรค์กับเทพทั้งหลายอย่างเป็นกันเอง เหมือนเขาเป็นเด็กน้อยในครอบครัวใหญ่ก็ไม่ปาน


    “คิท ข้าไม่ได้จะว่ากล่าวอะไรเจ้าหรอกนะ แต่หนหน้าเอาเหล้าแบบที่ชาวบ้านดื่มกินมาให้พวกข้าก็ได้” แลนด์บรูห์มองเครื่องดื่มที่ผ่านกระบวนการพิถีพิถันและลำบากเหลือแสน เขารู้สึกเหนื่อยแทนเด็กน้อยที่ใช้เวลามากมายในการเตรียมอาหารอย่างหรูหราทุกเดือน

    “ฮ่า ๆ ๆ เอามาหลาย ๆ แบบ ข้าจะฟาดให้เรียบเลย เอิ้กกก” หลังเรออย่างเต็มที่ องค์ไมเทียสก็หัวเราะเสียงดัง ใบหน้าเริ่มขึ้นสีเพราะอาการมึนเมาจนคิทชักจะสงสัยว่าทวยเทพเมาเหล้าได้ด้วยหรือนี่

    “ยังไงก็ฝากบอกพี่ชายตัวยักษ์ของเจ้าด้วยล่ะ ว่าอย่าเคร่งเครียดมากนัก เห็นเจ้าลูกชายตัวโตฝึกหนักทุกวันแล้วข้าเครียดแทน” เทพแห่งพละกำลังฝากข้อความถึงเจมส์ด้วยความเป็นห่วง “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด พลังที่พวกเราประทานให้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น จิตใจต่างหากที่หล่อหลอมพลังพิเศษของพวกเจ้าจนเป็นรูปร่างขึ้นมา อา... จะว่าไปการฝึกฝนก็มีส่วนล่ะนะ แค่อย่าให้มันมากเกินพอดีก็แล้วกัน”


    เทพหนุ่มกล้ามโตส่ายหัวเมื่อนึกถึงอาการปวดกล้ามเนื้อที่เจมส์ต้องทรมานทุกวัน


    “สำหรับแอนนาก็เช่นกัน ข้าเห็นเข็มแทงนิ้วสวย ๆ จนเลือดซิบแล้วปวดใจนัก ฝากความเป็นห่วงถึงเธอด้วยล่ะ” เทพีนีด้ายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ ก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย เธอเองก็คำนึงถึงพี่สาวอีกคนของเขาเหมือนเช่นไมเทียส


    เวลาแห่งการตื่นของพลัง... คงใกล้ขึ้นมาแล้วกระมัง? สายตาของหนุ่มน้อยจึงเหล่ไปมองไกเอล ฟอริสและแลนด์บรูห์ พร้อมส่งความนัยอยากสอบถามว่าพลังของตนจะมาเมื่อไหร่แต่ทุกร่างกับหลบสายตาแล้วมองไปทางอื่นเสียอย่างนั้น เทพีมิ้วส์ทั้งสองจึงได้แต่กลั้นหัวเราะเมื่อเห็นภาพดังกล่าว

    คิทยังได้พูดคุยอย่างสนุกสนานอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นไวท์วิงส์และไกเอลก็เรียกเขาให้เข้ามาใกล้


    “เดือนหน้า ไม่จำเป็นต้องทำอาหารถวายพวกเรา แต่เจ้ามีภารกิจหนึ่งอย่างที่ต้องแก้ไขให้ได้” ไกเอลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผู้เฒ่าพลังผงซักฟอกขาวพิเศษยืนพยักหน้าอยู่เคียงข้างเช่นกัน เสียงสนทนาวุ่นวายของทวยเทพเงียบลงแล้ว


    ไม่มีผู้ใดทักท้วงเรื่องขาดของกินแสนอร่อยแม้แต่น้อย


    “เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องคำสาปเลือดกระมัง... สิ่งน่าเกรงกลัวที่มากับฤดูหนาว คำสาปร้ายกาจที่มนุษย์พูดถึงกันให้ติดปาก”

    “เคยได้ยินครับ เห็นว่าร้ายกาจน่าดู”

    “ภารกิจของเจ้าแทนการถวายคราวถัดไป คือ การแก้ไขมันให้ได้ ทวงคืนชื่อเสียงที่ถูกใส่ร้ายของอีนอสผู้น่าสงสารจากลมปากของมวลมนุษย์เสียหน่อย” ไวท์วิงส์พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองเมื่อเอ่ยนามของเทพแห่งความมืด... อีนอส

    “เอ๊ะ? เรื่องเล่าสุดแย่ของท่านอีนอส เป็นเรื่องโกหกเหรอครับ”

    “ใช่... มนุษย์น่ะ ชอบจินตนาการไปไกล เมื่อกลัวอะไรสักอย่างก็จะใส่เรื่องราวป้ายสีจนสิ่งนั้นโหดร้าย... อีนอสไม่ใช่เทพที่โหดร้ายหรอกนะ” เทพีฟอริสอธิบายให้ฟัง อดีตเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ผืนป่าเป็นสิ่งที่เคยทำให้มนุษย์หวาดกลัวเช่นกัน เธอจึงเข้าใจดี

    “อา...” คิทคิ้วกระตุก ถึงเวลาแล้วที่เด็กชงเหล้าอย่างเขาต้องออกล้างคำสาปเกี่ยวกับเทพเจ้า เป็นคำร้องที่ปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย “ถ้าอย่างนั้นต้นปีหน้า ผมควรจะทำอาหารถวายท่านอีนอสด้วยไหมครับ?”

    “โอ้... เอาไว้ก่อนเถอะ” องค์แลนด์บรูห์ห้ามด้วยความหวังดี “ให้ท่านอีนอสอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยแล้วพวกเราจะบอกเจ้าให้ทราบ”


    หลังจากนั้นการสังสรรค์ครั้งสุดท้ายของปีสำหรับเทพเจ้าทั้งหลายก็สิ้นสุดลง ทวยเทพอวยพรให้คิทโชคดีก่อนจากลา เทพมิ้วส์ทั้งสองเดินมาหาเป็นกลุ่มสุดท้าย


    “อย่าลืมกระดิ่งทองคำเล่า คงพอมีประโยชน์สำหรับภารกิจครั้งนี้หรือครั้งต่อ ๆ ไปของเจ้าบ้าง” มิ้วส์ฝั่งซ้ายในชุดสีชมพูกระซิบอย่างแผ่วเบาถึงประโยชน์ของมัน

    (ยัง…ยังมีครั้งต่อ ๆ ไปอีกเหรอครับนี่ โธ่…)

    “อีนอสน่ะ รังเกียจมนุษย์มาสักพักแล้ว หวังว่าเจ้าคงจะทำให้เขาเปลี่ยนใจได้แม้เพียงสักนิดก็ยังดี พยายามเข้าล่ะ” มิ้วส์ฝั่งขวาในชุดสีม่วงอ่อนพูดถึงความรู้สึกของเทพผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงเสียหายมานาน รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่เขาควรจะทราบ

    “ผมจะพยายามครับ” คิทยิ้มเจื่อน ในใจได้แต่ครวญครางว่า ทำไมการมีเป้าหมายเป็นชาวสวนในต่างโลก ถึงยากขนาดนี้?


    สองเทพีหายวับไปแล้ว ปล่อยให้เจ้าหนูที่มีสีหน้าหนักใจหลุดออกมาจากมิติแห่งทวยเทพ

    นี่เขามาต่างโลกเพื่อทำสวน ตามที่คิดไว้จริง ๆ หรือเปล่า...


    .....


    รายละเอียดการพบเจอเทพทั้งหลายถูกบอกต่อ ทุกคนได้รับทราบแล้วว่าการถวายครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของปี แต่ภารกิจใหม่เกี่ยวกับการแก้ไขชื่อเสียงของเทพแห่งความมืดยังคงถูกเก็บไว้ในใจตามคำแนะนำของเทพีมิ้วส์

    ความเชื่อเกี่ยวกับเทพแห่งความมืดของเหล่ามนุษย์ได้ฝังรากลึกจนกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินไป อีกทั้งสายใยอันเปราะบางที่องค์อีนอสมีกับโลกใบนี้ยังอยู่ในสภาพที่อันตรายอย่างยิ่ง สิ่งที่เขาต้องคอยแก้ไขจึงควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงค่อยสร้างสะพานอันแข็งแกร่งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับองค์อีนอสอีกครั้ง

    กระดิ่งทองคำที่เขาได้มานั้น เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของเทพีแห่งความสุขและเสียงเพลงซึ่งปรากฏในวจนะแห่งมิ้วส์ ซึ่งเป็นคำสอนเก่าแก่ของลัทธิที่เสื่อมโทรมลงมากแล้ว โบสถ์ใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกอาณาจักรเซริสในดินแดนทางตอนใต้ มีเพียงนักบวชแก่ชราผู้คลั่งไคล้เสียงเพลงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่

    ท่านเทพีคนสวยยังได้บอกอีกว่า พลังของเสียงกระดิ่งทองคำ จะนำทางผู้ครอบครองไปยังสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาในใจได้เดือนละหนึ่งครั้ง


    เขาควรจะใช้พลังของมัน ออกตามหาหนทางหรือสิ่งที่ช่วยแก้ไขคำสาปเลือดที่มาพร้อมกับพายุหิมะอันเหน็บหนาว


    แต่คำสาปเลือดคืออะไรกันหนอ เขาจะศึกษาหาข้อมูลของมันได้อย่างไรถ้าหากไม่ได้เจอด้วยตนเอง แล้วเขาจะหาวิธีแก้ไขได้เช่นไร... หัวสมองจึงใช้เวลาขุดคุ้ยเรื่องเก่าเก็บที่เคยประสบมาเมื่อครั้งมีชีวิตเป็นนายกล้วยไข่ผู้รันทด เรื่องราวที่อ่านผ่านตาตลอดช่วงอายุอันยาวนานเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ชั้นเยี่ยมที่ไม่มีผู้ใดในดินแดนแห่งนี้ครอบครอง


    คำสาป... เป็นปรารถนาอันแรงกล้าที่มุ่งหวังให้เกิดสิ่งร้ายกับผู้อื่น แสดงว่าต้องมีผู้สาปแช่งให้อีกฝ่ายเป็นไปดังคาดหวัง แต่ผู้คนในดินแดนกลับโบยความผิดให้กับสิ่งที่ตนมองไม่เห็นและกลัวเกรงยิ่ง... พวกเขาเลือกที่จะโทษองค์อีนอส


    ถ้าหากคำสาปเลือดมีผลถึงเสียชีวิต มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคร้ายบางอย่างที่ผู้คนไม่รู้จัก คิทจึงกำลังวิตกว่ามันจะเป็นโรคทางกรรมพันธุ์หรือมะเร็งเม็ดเลือดที่เขาไม่อาจแก้ไขได้หรือเปล่า ความรู้ทางการแพทย์ที่มีนับได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินนัก

    ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ที่ต้องร่ำเรียนกับหลวงพ่อแจคสันและซิสเตอร์ลิซ่า เขาจะถามเกี่ยวกับดินแดนแห่งเซริสมากเป็นพิเศษ พร้อมทั้งพยายามเชื่อมโยงการเกิดขึ้นของคำสาปเลือดในประชากรจากหลายท้องที่ร่วมไปด้วย แผ่นหนังที่ซื้อเก็บเอาไว้ขีดเขียนจำนวนหนึ่งจึงถูกอุทิศให้กับการค้นคว้าครั้งนี้

    แผ่นที่โดยคร่าว ๆ ที่หนุ่มน้อยจินตนาการจากการรับฟังคำสอนของผู้อาวุโสถูกร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มบันทึกเรื่องบอกเล่าเกี่ยวกับคำสาปเลือดเอาไว้จากนั้นก็พุ่งประเด็นไปที่ฤดูกาล...


    ทำไมความหนาวเย็น จึงก่อให้เกิด ‘โรค’ ดังกล่าวได้กันหนอ?

    ตอนนี้คิทปักใจแล้วว่ามันเป็นโรคภัยอย่างหนึ่งที่เกิดได้ในมนุษย์


    ห้องทำงานที่ซิสเตอร์ยกให้คิทยึดครองจึงเต็มไปด้วยข้อมูลน่ากลัวหลายอย่างที่ทำให้คนที่ได้เห็นต้องขมวดคิ้ว ทุก ๆ ครั้งที่ผ่านไปหา พวกเขาก็จะเห็นคิทยืนเคร่งเครียดอยู่หน้าแผ่นหนังผืนใหญ่ที่เป็นภาพร่างของดินแดน ตัวอักษรที่บันทึกลงในหนังสือส่วนตัวเป็นการค้นคว้าเกี่ยวกับคำสาปเลือดที่ทุกคนหวาดกลัว

    ซิสเตอร์แอนและลิซ่าเป็นห่วงยิ่งนักเมื่อเห็นเจ้าหนูคนเก่งพยายามค้นคว้าเกี่ยวกับศาสตร์มืดของลัทธิอีนอสอย่างขะมักเขม้น จึงตัดสินใจถามออกไป


    “คิท... เจ้าคงไม่ได้หาเรื่องใส่ตัว ด้วยการพยายามยุ่งเกี่ยวกับศาสตร์มืดของลัทธิอีนอสใช่ไหม”

    “ซิสเตอร์ครับ คือว่า...” หนุ่มน้อยมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด

    “มีอะไรก็บอกกับพวกเราตรง ๆ เถอะ หรือว่าเจ้าได้ภารกิจมาจากทวยเทพอีกแล้ว?” คำถามของลิซ่า ทำให้คิทเกาหัวแกรก ๆ จากนั้นก็พยักหน้ายอมรับ เขาตัดสินใจบอกเรื่องนี้ไปเพื่อให้ซิสเตอร์สบายใจมากขึ้น ส่วนการแก้ชื่อเสียงขององค์อีนอสที่เป็นงานระยะยาวคงพักเก็บไว้ก่อนได้

    “พอดีว่า... ท่านเทพทั้งหลายอยากให้ผมหาทางแก้ไขคำสาปเลือดน่ะครับ ช่วงนี้เลยต้องศึกษาข้อมูลของมันมากหน่อย เพื่อจะได้หาทางรับมือได้ถูกต้อง...”


    เมื่อรายละเอียดความต้องการของตนถูกบอกออกไป ซิสเตอร์ทั้งสองจึงรู้สึกโล่งใจเนื่องจากเป็นภารกิจจากทวยเทพ ข้อมูลจำนวนมากที่พวกเธอทราบจึงถูกบอกออกไปจนหมดสิ้น เพื่อให้ภารกิจครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บาทหลวงทั้งหลายได้รับทราบภารกิจสำคัญครั้งนี้แล้ว จึงกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษที่จะช่วยเหลือเด็กหนุ่ม หากแก้ไขคำสาปเลือดได้ ชีวิตของผู้คนในดินแดนคงจะเป็นสุขขึ้นอีกมาก แม้ข้อมูลทั้งหลายจะมากพร้อมจนคิทรู้สึกตื้นตันกับความช่วยเหลือ แต่มันก็ยังห่างไกลกับความสำเร็จอยู่ดี เขายังรู้สึกอยากตรวจสอบผู้ที่เป็นโรคนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันว่ามันเป็นสิ่งที่รักษาได้


    ท่ามกลางหิมะที่โหมกระหน่ำภายนอก... โอกาสครั้งสำคัญก็มาถึง

    มันเป็นข่าวร้ายที่บอกว่ามีคนในหมู่บ้านได้รับคำสาปเลือดแล้ว

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน