อดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80

    บทที่ 61-62

    บทที่ 61 โคมไฟตั้งโต๊ะสองอัน

     

    ชาติก่อน เธอเคยถูกสวมกุญแจมือสีเงินวงใหญ่มาแล้ว และไม่ต้องการสวมมันอีกในชาตินี้

    สำหรับหลิ่วไถเฉิง เขาจะค้นลิ้นชักยังไง หรือถ้าเปิดออกมาแล้วเป็นกริชทหารจริงๆ จะทำยังไงต่อ...เรื่องนั้นรอให้เขามาที่นี่ก่อน แล้วค่อยปรึกษากัน

    สองหัวดีกว่าหัวเดียวเสมอ เธอพอจะมีความรู้แต่ไม่ใช่ในด้านนี้ เล่อเวยรู้กฎหมายธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง เธอรู้ดีว่าผลกำไรของการทำธุรกิจมาจากไหน แต่เธอไม่เคยเรียนกฎหมายอาญาหรือกฎหมายแพ่ง!

    หลังจากคิดดูแล้ว ก่อนออกจากตลาดเจิ้นซี เล่อเวยก็ตรงไปที่ร้านหนังสือ และกัดฟันซื้อสำเนาการตีความกฎหมายทางอาญามาในราคาสองหยวน พร้อมกับสำเนาประมวลกฎหมายแพ่งอีกสามหยวน

    เฮ้อ ว่าไม่ได้ ก็กฎหมายแพ่งมันหนากว่าตั้งเยอะนี่!

    เธอจำเป็นจะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมจิตใจตัวเอง ไม่ใช่คิดว่ามีพลังแล้ว จะทำอะไรตามอำเภอใจก็ได้

    เธอต้องเรียนรู้สิ่งนี้ และอธิบายให้เล่อตงฟังด้วย!

    เอาให้คุ้มกับห้าหยวนที่เสียไป!

    เมื่อกลับมาที่บ้านเช่า เล่อเวยก็คลาดกับจี่เฟิ่งที่ออกไปหางานกับอวี๋ซู่หลัน ต่งเซียงเล่นกับเติ้งหยางอยู่ในลานบ้าน และยิ้มให้เมื่อเห็นเธอกลับมา แต่พอเห็นหนังสือสองเล่มในมือเธอ ก็พูดขึ้นมาว่า “...เวยเวย ทำไมถึงซื้อหนังสือพวกนี้มา”

    เล่อเวยบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “วันนี้ฉันคิดได้ว่า เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้กฎหมายเอาไว้บ้าง ไม่เช่นนั้น การทึกทักเอาเองว่ารู้อยู่แล้ว อาจจะเป็นอันตรายได้ ดูอย่างเติ้งซานเป่าสิ ถ้าเขารู้ว่าการแต่งโดยพฤตินัยถูกต้องตามกฎหมาย เขายังจะกล้านอกใจไปแต่งกับคนอื่นอีกเหรอ”

    ต่งเซียงคิดว่าที่เธอพูดดูมีเหตุผล “เธอพูดถูก!”

    จากนั้นก็เปรยกับเธอว่า “ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเติ้งซานเป่าบ้าง”

    “ไว้พรุ่งนี้ฉันจะถามมาให้” เล่อเวยให้สัญญา ยังไงซะ ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเล่อเวยในการเดินไปชีหลี่ด้วยตัวเอง

    “ช่างเถอะ ไม่ต้องถามหรอก แค่คนพวกนั้นหาฉันไม่เจอก็พอ” ต่งเซียงถอนหายใจ “ฉันแค่อยากเปลี่ยนแซ่ของหยางหยางให้ได้เร็วๆ”

    แต่ทะเบียนบ้านปัจจุบันของเธอยังอยู่ในหมู่บ้านนั้น มีเพียงการซื้อบ้านในเมืองเท่านั้นที่จะช่วยให้เธอได้รับทะเบียนบ้านใหม่

    เล่อเวยปลอบเธอว่า “อีกไม่นาน พอเรามีเงินในมือ ก็จะไปอันผิงกับกวางโจวกัน”

    ต่งเซียงไม่รู้ว่าเล่อเวยเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน แต่พอคิดถึงเงินที่เจ้าตัวขายซาลาเปาได้ในสองเช้านี้ซึ่งมากกว่าเงินที่เติ้งซานเป่าทำได้ต่อเดือน ต่งเซียงก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา “น้องเวย ฉันเชื่อเธอ!”

    เล่อเวยพูดคุยกับต่งเซียงอีกสองสามคำ หลักๆ เป็นการเตือนให้ระวังไม่ให้เติ้งหยางไปป้วนเปี้ยนเดินเล่นแถวห้องข้างๆ จากนั้นก็กลับเข้าห้องไปอ่านหนังสือต่อ

    เมื่อใกล้จะถึงเวลามื้อเย็น เล่อเวยก็ไปที่ตลาดซื้อของสดมาเพิ่มอีกสองสามอย่าง ทันทีที่เล่อตงเริ่มลงมือทำอาหาร หลิ่วไถเฉิงก็มาถึง

    วันนี้เขาไม่ได้สวมเทรนช์โค้ต ใส่เพียงเชิ้ตขาวกางเกงดำทับด้วยแจ็กเก็ตหนังคู่กับรองเท้าหนังขัดเงา และยังมีนาฬิกาบนข้อมือ...

    ถ้าไม่ใช่เพราะโคมไฟตั้งโต๊ะในมือ หลิ่วไถเฉิงคงดูเหมือนนายแบบบนรันเวย์ที่ทั้งเท่และดูดีมาก!

    ทันทีที่หลิ่วไถเฉิงเห็นเธอ ก่อนจะเอ่ยปากพูด เขาก็หัวเราะจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง และเดินเข้ามาหาเล่อเวยพร้อมกับยื่นโคมไฟตั้งโต๊ะให้เธอ “คราวที่แล้วฉันลืมบอกเธอไปเลยว่าแสงในห้องของเธอไม่ค่อยดี ควรใช้โคมไฟตั้งโต๊ะเวลาอ่านหนังสือ ตาจะได้ไม่ล้า”

    เล่อเวยเหลือบมองเล่อตงโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอโดยไม่ตั้งใจ และรู้สึกอุ่นขึ้นมาในอก

    หลิ่วไถเฉิงยิ้มไปพร้อมๆ กับเธอ แต่ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไปในห้อง รอยยิ้มบนใบหน้านั้นกลับชะงักค้าง

    เพราะบนโต๊ะของเล่อเวย มีโคมไฟวางอยู่แล้ว!

    “อะแฮ่ม โทษทีๆ” เล่อตงผลักตัวหลิ่วไถเฉิง แล้วย้ายโคมไฟไปอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ “อันนี้ของฉันเอง”

    หลิ่วไถเฉิงชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ เหลือบมองเล่อเวย แล้ววางโคมไฟของเขาลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ถือโอกาสประจบน้องเขยในอนาคต “คราวหน้า ไว้ฉันจะเอาหนังสือเรียนของป.หกมาให้นะ”

    “ขอบคุณ” เล่อตงพูดอย่างสบายๆ กับเขา “แม่มาแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”

    ทันทีที่จี่เฟิ่งก้าวเข้ามาในลานบ้าน เธอก็รู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นหลิ่วไถเฉิง

    ทำไมเขาถึงโผล่มาที่บ้านเช่าแห่งนี้ได้ทุกวัน ฉางผิงกับกวางโจวใกล้กันขนาดนั้นเลยเหรอ

      

    บทที่ 62 สิ่งต่างๆ เริ่มจริงจังขึ้น

     

    แต่หลิ่วไถเฉิงสร้างความประทับใจกับเธอไว้ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม หลิ่วไถเฉิงเป็นคนช่วยทั้งเล่อตงและเล่อเวยเอาไว้ เขาจึงถือเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัว

    หากหลิ่วไถเฉิงสนใจในตัวของเล่อเวยจริงๆ เธอแค่กลัวว่าครอบครัวของเขาจะมองว่าเล่อเวยไม่ดีพอ

    ครอบครัวพ่อแม่ของจี่เฟิ่งมีฐานะร่ำรวย เธอเพลิดเพลินกับของดีๆ มาตั้งแต่ยังเด็ก เลยสามารถบอกได้ว่า ไม่มีสิ่งไหนบนตัวหลิ่วไถเฉิงเลยที่เป็นของราคาถูก แสดงให้เห็นว่าภูมิหลังของครอบครัวเขานั้นร่ำรวยเป็นพิเศษ

    แต่ครอบครัวของเธอก็เป็นอย่างที่เห็น...

    หากเล่อเวยตามหลิ่วไถเฉิงไปจริงๆ เธอจะถูกครอบครัวของสามีรังแกหรือเปล่า

    เฮ้อ...นี่เธอคิดไกลเกินไปหรือเปล่า เวยเวยเพิ่งจะอายุสิบหกเท่านั้น เร็วเกินไปที่จะคิดถึงเรื่องนี้!

    หลังมื้ออาหารเย็น เล่อเวยก็ฝากบ้านไว้กับเล่อตง และพาหลิ่วไถเฉิงเดินออกไปข้างนอกภายใต้ความกังวลของจี่เฟิ่งกับดวงตาปลาบปลื้มของต่งเซียง

    วันนี้เขาไม่ได้ขับรถกระบะคันนั้นมา แต่เป็นรถออฟโร้ดซึ่งหาได้ยากในยุคนี้

    เล่อเวยเหลือบมองรถและเสื้อผ้าของหลิ่วไถเฉิง

    ตอนที่เธอเห็นหลิ่วไถเฉิงครั้งแรก เธอยังเคยสงสัยเลยว่าน้าสะใภ้กุ้ยมีญาติที่ร่ำรวยขนาดนี้ได้ยังไง

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 คูปองปันส่วน[1]ทั้งหมดถูกยกเลิก ระดับการบริโภคในเมืองใหญ่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน และไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ห้างสรรพสินค้าของรัฐอีกต่อไป โดยเฉพาะในเมืองแห่งการค้าอย่างกวางโจว ห้างสรรพสินค้าและร้านรวงของเอกชนผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด

    ชุดเดรสสตรีระดับไฮเอนด์ราคาประมาณหนึ่งร้อยหยวนถือว่าสมเหตุสมผล แต่ถ้ามากกว่าสองร้อยหยวนก็ถือว่าแพงมาก

    เสื้อผ้าบนตัวของหลิ่วไถเฉิงราคาเกือบหนึ่งพันหยวนต่อชิ้น และเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัย เธอเกรงว่าอาจจะไม่มีตัวอักษรจีนอยู่บนป้ายสินค้าเหล่านั้นแม้แต่ตัวเดียวเลยก็เป็นได้

    เล่อเวยเคยจัดการกับสินค้านำเข้าพวกนี้มาก่อน บอกได้เลยว่า แม้แต่ในช่วงปี 1990 สินค้าพวกนี้ก็ยังขายได้ยากมาก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขามักจะใช้เป็นของขวัญระดับไฮเอนด์สำหรับลูกค้า

    แต่เมื่อลองคิดๆ ดูแล้ว หลิ่วไถเฉิงเป็นลูกหลานตระกูลเจียง ลูกชายแท้ๆ ของเจียงอิ่ง ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น สถานะของตระกูลนี้ถือว่าอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดแห่งความมั่งคั่งในกวางโจว ดังนั้นการที่หลิ่วไถเฉิงจะใส่เสื้อตัวละพันหยวนในยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก อันที่จริง หากเขาใส่เสื้อตัวละสิบหยวนสิ ค่อยน่าตกใจหน่อย

    เล่อเวยยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นไปอีกว่า หลิ่วไถเฉิงกับน้าสะใภ้กุ้ยเป็นญาติกันทางไหน

    เจียงอิ่งกับน้าสะใภ้กุ้ย เกี่ยวข้องกันหรือไม่ หรือเป็นทางญาติตระกูลหลิ่ว...

    เธอยังไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งเล่อตงเคยออกไปคุยกับหลิ่วไถเฉิงเป็นการส่วนตัว

    “เล่อเวย” หลิ่วไถเฉิงไม่ลืมจุดประสงค์ของการมาที่นี่ แม้ว่าเขาจะรู้สึกเก้อเขินเป็นพิเศษกับสายตาตรงไปตรงมาของเล่อเวย และใบหูของเขาที่ถูกย้อมเป็นสีแดง แต่เขาก็ยังปรับเข้าสู่หัวข้อสนทนาที่จริงจังมากขึ้นได้ “เธอเห็นกริชทหารอีกแล้วเหรอ”

    เล่อเวยเพิ่งจะรู้สึกตัว

    จริงด้วย เธอมีเรื่องสำคัญถึงเรียกเขามา อย่าไปกังวลเรื่องเสื้อผ้าของเขานัก เธอต้องควบคุมนิสัยจากอาชีพเดิมของเธอให้ได้!

    เธอหยิบภาพวาดออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้หลิ่วไถเฉิง “ฉันเห็นสิ่งนี้ในลิ้นชักของเขา ลองเทียบดูสิคะ”

    หลิ่วไถเฉิงรับภาพนั้นมา เขาตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ภาพนี้ละเอียดมาก “เธอวาดเองเหรอ”

    “เอ่อ”

    “น่าทึ่งมาก” หลิ่วไถเฉิงถอนหายใจ “วาดได้ระดับนี้...”

    “เทียบกริชก่อนเถอะค่ะ” เล่อเวยกลัวว่าบทสนทนาจะยืดเยื้อ แล้วจะถูกถามว่าวาดได้ดีขนาดนี้ได้ยังไง เธอวาดได้เองเสียที่ไหน เธอเป็นแค่มนุษย์เครื่องถ่ายเอกสารเท่านั้นแหละ

    หลิ่วไถเฉิงหยิบภาพถ่ายออกมาจากกระเป๋าของเขา และอธิบายกับเล่อเวยว่า “รูปนี้ถ่ายไว้ก่อนที่จะส่งมอบของกลาง ฉันเก็บไว้ใบหนึ่ง เผื่อจะช่วยตามหาเบาะแส”

    เล่อเวยเปรียบเทียบภาพวาดกริชที่ซ่อนอยู่ในกองไพ่เก่าๆ และผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่งกับกริชในภาพถ่าย รอยบากบนสันกริชดูคล้ายกันมาก “รอยบากตรงนี้มีอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ หรือกริชทุกเล่มมีรอยบากเหมือนกันหมด”

    “รอยบากนี้เรียกว่าร่องเลือด[2]” หลิ่วไถเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “มีแค่กริชทหารชุดนี้เท่านั้นที่มี เพราะเป็นอาวุธสังหารที่มีอานุภาพร้ายแรงมาก ต่อมาจึงไม่มีการทำร่องเลือดแบบนี้บนกริชอีก”

    “หมายความว่า...” เล่อเวยเข้าใจได้ในทันที “กริชทั้งหมดนี้มาจากชุดเดียวกัน และมีมากกว่าสองเล่มที่หายไปงั้นเหรอคะ!”

     


     


    [1] คูปองปันส่วน ใช้ในประเทศจีน ณ ช่วงเวลาหนึ่งหลังจีนเผชิญกับภัยธรรมชาติร้ายแรง และการปฏิวัติทางวัฒนธรรม คูปองนี้ใช้เพื่อควบคุมการจำหน่ายสินค้าหายาก รวมไปถึงอาหาร เสื้อผ้า และเชื้อเพลิง ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 การปฏิรูปเศรษฐกิจนำไปสู่การยกเลิกคูปองเหล่านี้ เนื่องจากกลไกตลาดเริ่มเข้ามาแทนที่การจัดสรรตามแผนที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปสู่เศรษฐกิจที่เปิดกว้างและขับเคลื่อนด้วยตลาดมากขึ้น

    [2] ร่องเลือด คือรอยบากบนสันมีด ถูกออกแบบเพื่อให้เลือดของเหยื่อไหลไม่หยุด และป้องกันไม่ให้ใบมีดติดเมื่อแทงเข้าไปในเนื้อ ทำให้ถอนมีดออกได้ง่ายขึ้น

    คล้ายกับเรื่องอดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80 ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359