[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 26 จวบจนเวลาฟ้าสาง



    ซือหลินเดินจ้ำกลับมายังโรงเตี๊ยมแต่เพียงลำพัง ด้วยความที่เขาเป็นห่วงลูกสาวตัวน้อยและปวดกระดูกหลังจับใจ ผลจากการต่อสู้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้มือข้างหนึ่งของผู้กล้าหัวขาวโพลนต้องประคองดาบวิเศษ ส่วนอีกข้างคือใช้เท้าสะเอวของตนเอาไว้ เป็นสภาพที่ทุลักทุเลยิ่งนัก“ดูจากวิถีดวงจันทร์ อีกนิดคงจะฟ้าสางแล้วหรือเนี่ย! แทบไม่ได้นอนเลยนี่หว่า”ซือหลินกล่าวพลางกัดฟันด้วยความปวดเมื่อยกาย“ฟานกับเวทินจะเป็นยังไงบ้างนะ นอนหลับสนิทหรือเปล่าเนี่ย?”“… … …”ฉับพลันชายชราก็ตกตะลึง เมื่อร่างตรงเขาคือเด็กปริศนาผู้มีเขาสัตว์ ดวงตาและผมสองสี“เอ๊ะ!? ดะ...เด็กคนนั้นนี่!”ซือหลินอุทานทว่าไม่ทันพูดจา เด็กคนนั้นก็วิ่งออกไปอีกครั้ง...“เดี๋ยวก่อน! เจ้าอย่าเพิ่งไป ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลย!! ข้าวิ่งเร็วตอนนี้ไม่ได้นะ!”“... ... ...”ร่างของเด็กหญิงหยุดนิ่งในทันทีประหนึ่งเข้าใจในความหมาย ร่างของเด็กสาวตัวน้อยเปลี่ยนจากการวิ่งเป็นเดินเหยาะแทน ไม่นานทั้งสองก็มาถึงที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ป๊อในที่สุด"กลับมาที่โรงเตี๊ยมหรือ? เจ้าจะบอกอะไรข้าที่นี่อย่างนั้นเหรอ?"ชายวัยกลางคนถาม"..." อีกฝ่ายไร้คำพูดจา ในขณะที่ซือหลินหอบ เขาก็เหลือบมองซ้ายขวา มันเป็นโรงเก็บของเก่า อยู่ติดกับที่พักสูงสามชั้นที่คณะของตนมาขออาศัยอยู่“อ้าว! หายไปเสียแล้ว อะไรกันนะ!?”ซือหลินกล่าว เมื่อหันกลับมาอีกครั้งร่างปริศนาก็หายวับไปกับแสงจันทร์error loaded“เฮ้ย ใครกัน! มาส่งเสียงดังข้างโรงเตี๊ยมเถ้าแก่ป๊อ!?”เสียงหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางความสับสนของผู้กล้า เถ้าแก่ป๊อนั่นเอง เขาวิ่งมาพร้อมอาวุธหน้าไม้คู่กาย“ชะอ้าว? เจ้าซือหลินเองหรอกรึ?”“เอ่อ...คือ กลับมาแล้วครับเถ้าแก่”ผู้กล้าซือหลินตอบ ใช้สองนอ้วลูบดวงตาแก้อาการสะลึมสะลือ“เถ้าแก่เห็นเด็กมาแถวนี้ไหม?”“แถวนี้ก็มีเด็กแค่ลูกแกกับลูกศิษย์ข้างบนห้องไม่ใช่หรือ?”เจ้าของโรงเตี๊ยมตอบ“โน่นไง ห้องแกอยู่บนชั้นสามโน่น! ว่าแต่จะมาก็ให้สุ่มให้เสียงสักหน่อยซิ หูตาข้าไม่ค่อยดีแล้วนะเออ เดี๋ยวก็เผลอยิงหน้าไม้เข้าไปหรอก”เขาอบรม พลางยกหน้าไม้ขึ้นฟ้าซือหลินยิ้มแก้เก้อก่อนพูด“ข้าคิดว่าตัวเองคือคนหนุ่มที่เข้าใจชายชราที่สุดในทวีปเอซิเรียแล้วล่ะครับ”“ว่าแต่ เจ้าพาใครมานะ ข้างหลังจากอีกสองสามคน?”
    ฟ้าวววววว!!!
    “เถ้าแก่ระวัง”ซือหลินตะโกนเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างตัดอากาศมายังเขาและเถ้าแก่         โครม! ตึง!!!สายลมลึกลับพุ่งผ่านตัวสองบุรุษชราไปอย่างรวดเร็ว สารพัดข้าวของในโรงเก็บของพลันพัดปลิ้วและตกกระจายไปทั่ว ซือหลินเข้าไปช่วยบังร่างเถ้าแก่ร่างเอาไว้ได้ทันท่วงทีการโจมตีทั้งหมดเกิดจากแรงเตะของศัตรูล้วนๆ“โอ้ย ปวดๆๆ อันตราย!? เถ้าแก่รีบไปหาที่ปลอดภัยก่อน!”“ข้าจะปกป้องร้านข้าด้วยชีวิต!”เจ้าของร้านตะเบ็งเสียงอย่างเดือดดาล หน้าเขาแดง“อย่าพังของในโรงเตี๊ยมข้านะโว้ย!!!”ไม่ทันตั้งตัวกระสุนลูกศรหน้าไม้จำนวนมหาศาล ก็พุ่งออกไปยังร่างลึกลับที่เข้ามาโจมตีพวกเขา ร่างกับสายลมปริศนานั้นเหมือนตกใจกับห่าฝนที่โรมรัน พยายามหลบหลีกสุดชีวิตฟุ่บ! เสียงของหน้าไม้ดังขึ้นเมื่อลูกศรหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“ก่อนจะยิงช่วยเล็งก่อนสิเถ้าแก่ !”ซือหลินเอ่ย เขากันให้เถ้าแก่ถอยออกไปตั้งหลัก พยายามประคองตัวให้เจ็บเอวกับหลังน้อยที่สุด“พวกเจ้า...เป็นพวกบนท้องฟ้านี่? พวกเจ้าเป็นใครกัน? ใครส่งพวกเจ้ามา?”ซือหลินกล่าวถาม เพราะแสงสว่างเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เผยให้เห็นร่างอมนุษย์ผู้อยู่ตรงหน้า พวกเขาคล้ายกับมนุษย์เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น แทนที่จะมีแขน ทว่าพวกเขากลับมีปีกและขาเหมือนนกอินทรี มันคือสัญลักษณ์ของเผ่าปักษา ใบหน้าทั้งสามดูอ่อนเยาว์ เหมือนมีอายุราวกับเด็กวัยสิบสามสิบสี่ปี
    “ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ยอมแพ้ซะเจ้ามนุษย์!”เสียงหนึ่งกล่าว เป็นอมนุษย์เผ่าปักษาเพศหญิง น้ำเสียงแหลมเล็ก ผมสั้นประบ่าสีส้มอ่อน สวมเสื้อเก่าและขาด ดวงตาอาฆาตมาดร้าย“พวกข้าจะไม่ปรานีอีกแล้ว ยอมแพ้เสียโดยดี!”
    “ช่วยยอมถูกจับเถอะนะครับ...ท่านผู้กล้า”เสียงเด็กปักษาผมฟ้าอ่อนตัวเล็กคนหนึ่งกล่าว ร่างนั้นคือผู้ที่พุ่งโจมตีพวกเขาในครั้งแรกและเป็นร่างที่พยายามหนีตายจากห่ากระสุนหน้าไม้ เพียงฟังน้ำเสียงและเห็นลักษณะสีหน้าของเขา ก็ชัดเจนว่าเป็นพวกไม่สู้คน
    “อย่าไปเรียกว่าผู้กล้าสิ!”เผ่าปักษาคนสุดท้ายเอ่ย“ลุยเลย! มีแค่คนแก่สองคนเท่านั้น!”
    ร่างลึกลับทั้งสามพุ่งเข้าโจมตีซือหลินก่อน พวกเขากระพือปีกของตนมายังชายชราในทันที
    ซือหลินระวังภัยที่บุกเข้ามาให้แก่ตนเองกับเถ้าแก่ป๊อ บุรุษผมสีดอกเลาสังเกตเห็นความเร็วของพวกปักษาทั้งสาม แท้จริงแล้วพวกเขาบินไม่ได้รวดเร็วเท่าไรนัก หากแต่พลังในการโจมตีส่วนใหญ่ เกิดจากใช้สองเท้าก้าวฉับๆ ประสานกับการขยับปีก เพื่อเสริมความรวดเร็วและโจมตีด้วยกำลังขาได้รุนแรงขึ้นเท่านั้น!
    ผู้กล้าชายชราตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ดาบวิเศษถูกชูขึ้นขนาบศีรษะ สำหรับซือหลินแล้ว แผนการจัดการศัตรูที่รวดเร็วคือทำให้เสียสูญ ...เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วซือหลินก็ใช้พลังส่วนใหญ่ไปกับการรักษาสมดุลของตนเอง ดวงตาชายวัยกลางคนเพ่งไปยังจุดอ่อนของการโจมตีประสาน...เป้าหมายเผด็จศึกคือตนที่อ่อนแอที่สุด
    เขาจึงตวัดดาบไปยังชาวปักษาผู้หนึ่งก่อนให้ล้มไปก่อน!
    “เหวอ! ไม่นะ ...เหวอ!!”ปักษาถูกปัดขาจนเอียงไปยังร่างข้างๆที่เหลือ
    ตึง!
    “ระวังสิ! โอ้ย!”ร่างเจ้าของเสียงแหลมเล็กร้อง เธอถูกร่างปักษาผู้เสียสูญกระแทกที่ปลายคางอย่างเต็มที่ ร่างทั้งสองจึงชะงักด้วยความเจ็บปวด ทรุดตัวลงอยู่ตรงนั้น
    พริบตาที่ร่างที่สามเข้ามาโจมตีซือหลิน เขาก็สัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดในใจของอีกฝ่าย
    ทั้งสองประมือกันด้วยความรุนแรงและรวดเร็ว ทว่าเวลามีไม่มากและซือหลินต้องการรีบจบการศึก เขาจึงรอจังหวะแรงเตะของอีกฝ่ายโจมตีอีกครั้ง...ก่อนจะรับมันด้วยฝักดาบวิเศษของเขา
    กึง!
    เสียงดังกังวานประหนึ่งค้อนปะทะฆ้องระฆังวัด ขาของผู้โจมตีสั่นสะท้าน ร่างของปักษาที่เหลือเพียงหนึ่งก็ทรุดลง สีหน้าของนางดูเจ็บปวด แต่กัดฟันกรอดไม่ยอมร้องออกมา ในขณะที่ซือหลินพยายามเดินไปใกล้ๆ ร่างของปักษาอีกสองอมนุษย์ก็เข้ามาขวางหน้าของผู้กล้า
    “อย่าทำร้ายเจ้านายเฮเลน่าเลยนะครับท่านผู้กล้า!?”อมนุษย์ปักษาผมฟ้ากล่าวทั้งน้ำตาสะอื้น
    “โปรดอภัยให้พวกเราด้วย อย่างน้อยก็ไว้ชีวิตเจ้านายของเราด้วย!”ปักษาเสียงแหลมกล่าวพลางกางปีกบังร่างเจ้านายของตนไว้ เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ มีหรือที่จะมีผู้ใดกล้าลงมือต่อ
    "ข้าไม่มีเจตนาร้ายต่อพวกเจ้า"ซือหลินกล่าว“แต่พวกเจ้าสามตัวเป็นใครกัน?”
    “พวกเราเป็นสลาฟฟา เผ่าปักษานภาแห่งนครดิคาดีนในดินแดนอาคเนย์ครับ”
    ซือหลินไม่คุ้นหูชื่อเผ่าปักษานภาเท่าไรนัก เพราะพวกเขามีมากกว่าร้อยชนเผ่า และอาศัยอย่างสันโดษบนหุบเขาแต่เพียงในดินแดนอาคเนย์ หากแต่ชื่อนครดิคาดีนเป็นนครหนึ่งที่เจ้าตัวรู้จักดี เขาเคยเห็นผู้คนจากดินแดนในฐานะนักรบปักษาที่เก่งกาจการต่อสู้บนท้องฟ้า เมื่อครั้งสมัยสงครามกับจอมมารฑีคา ซึ่งตัวซือหลินก็เคยรู้จักเพื่อนเผ่าปักษาอยู่จำนวนหนึ่งอีกด้วย
    “อย่าไปตอบสิเจ้าบ้าอิคาลอส! อ๊า เจ็บ!”เจ้านายหรือเฮเลน่าตวาด ใช้ปีกของตนกุมขาที่เจ็บเอาไว้“ข้ายังไม่แพ้เสียหน่อย!”
    "ยอมสงบเถอะเจ้านาย"ปักษาผมสั้นสีส้มเอ่ย“ขออภัยท่านด้วย ข้าชื่อนูริสเต้ เด็กคนนั้นชื่ออิคาลอส เราสองคนคอยดูแลเจ้านายของเรา ท่านเฮเลน่า ที่อาศัยในป่าใกล้หมู่บ้านแห่งนี้ค่ะ”
    “เหล่าชาวปักษามีถิ่นฐานที่จักรวรรดิอาคเนย์ ทำไมถึงมาอยู่ที่ต้าจินเช่นนี้เล่า?”ผู้กล้าถามต่อ
    “เราถูกพวกมนุษย์จับมาเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเค้าตั้งใจจับเราไปขายที่ไหนสักแห่ง”เธอตอบพลางทำหน้าเศร้า
    ปักษานามอิคาลอสเป็นคนอธิบายเรื่องราวต่อจากนั้น“พวกเราถูกมนตราสะกดปีกไว้ ทำให้พวกเราบินสูงไม่ได้ครับ”เขากล่าว ขณะยังคงปีกปกป้องเจ้านายของตน“พวกที่จับเรามาถูกทหารทางการบุกล้อม พวกเราเลยหนีออกมาได้ในช่วงชุลมุน แต่เราไม่รู้จะไปที่ไหน เลยมาแอบแถวป่าแห่งนี้มาสักพักน่ะครับ”
    “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นฝีมือพวกเจ้าสินะ?”
    “ช่วยไม่ได้นี่ ถ้าไม่มีป่า พวกข้าก็ไม่มีที่ไปแล้ว!”เฮเลน่าเอ่ยอย่างโมโห“ก็พวกพ่อค้า พวกมนุษย์อย่างเจ้านะแหละที่พรากเราจากบ้าน! เจอแบบนี้ก็สมควรแล้ว!”
    ซือหลินถอนหายใจเล็กน้อย“ให้ตายสิ เด็กพวกนี้นี่เองทำเอาชาวบ้านเดือดร้อนไปหมดเลย”
    “เอาอย่างไรต่อดีล่ะ ซือหลิน? จับส่งทางการดีไหม?”เถ้าแก่ป๊อพูดขู่จนทั้งสามทำหน้าผวา
    “ท่านทำพวกเขากลัวหมดแล้วเถ้าแก่ เด็กพวกนี้ก็เป็นผู้เสียหายเหมือนกัน...”ซือหลินพูดกับเถ้าแก่ก่อนเดินมาหาชาวปักษาเด็กทั้งสาม“ไหนขอข้าดูปีกพวกเจ้าหน่อยสิ"เมื่อมองเห็นวงแหวนอาคมที่ผนึกปีก ซือหลินก็ชักดาบออกมาสะกิดทันที
    โผละ!
    “ละ หลุดแล้ว ได้ยังไงกัน แค่จิ้มเบาๆเนี่ยนะ?”ทั้งสามอุทานพร้อมกัน
    ซือหลินยิ้มก่อนตอบ“ด้วยดาบวิเศษไง เท่านี้ก็ได้อิสรภาพแล้ว ดีหรือเปล่า?”
    “...เอ่อ มะ ไม่ขอบคุณหรอกนะ!”ขณะที่ปักษาอื่นยอมฟังซือหลินล้ว แต่เฮเลน่าก็ยังคงไม่เชื่อใจอยู่ดี ซึ่งซือหลินไม่ได้ยี่หระอะไรนัก
    “ที่เหลือก็ไปขอโทษชาวบ้านซะนะ! ทำเสียหายไปเท่าไรก็ไปชดใช้เขาซะ”ซือหลินกล่าวพลางมองดวงตะวันที่เริ่มทอแสงยามฟ้าสางออกมา แสงสว่างผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ราวกับไล่เรื่องราววุ่นวายผ่านไปจนหมดสิ้น“เฮ้อ...ตะวันขึ้นแล้ว ถือว่าจบเรื่องเสียที”
    “เอ้ะ ท่านซือหลินตื่นเช้าเลยนะครับ”
    ซือหลินหันไปยังต้นเสียง เวทินอุ้มฟานมาหาเขานั้นเอง“ข้ายังไม่ได้นอนเลยตั้งหากเวทิน ว่าแต่ฟานเป็นอะไรรึ? หิวนมเหรอ? ตื่นเช้ากันจริง”ผู้กล้าถามออกไป
    “ฟานยังหลับสนิทอยู่เลยครับ พอดีข้าได้ยินเสียงตึงตังเลยเดินมาดู แต่จะทิ้งนางไว้ก็ไม่ได้”
    “ได้นอนก็ดีแล้วเนอะลูกเนอะ”


    ช่วงเวลาเดียวกัน ทางฝั่งของผู้กล้าจารชน
    “เราออกจากเมืองได้แล้วใช่ไหมเนี่ย?”ฟูมู่ถาม ขณะที่เดินเลียบๆ แอบๆ อยู่หลังต้นไม้ที่ไม่อาจบดบังร่างใหญ่ของเขาได้มิด
    “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น”ราเชสตี้เอ่ย เขาขยับผ้าโพกศีรษะก่อนกวักมือให้คณะคนอื่นเดินตามอย่างปลอดภัย
    “เส้นทางจารชนใช่ได้ผลแฮะ”นายห้างเนโธเทปกล่าวต่อกาลิค“เกือบหนีพวกทหารยามไม่ทัน ตอนนี้ประตูเมืองคงจะปิดหมดแล้ว”เขาพูดพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
    กาลิคยิ้มเป็นคำตอบ ก่อนหันไปหาชายร่างสูงโย่งใกล้ๆ“ว่าแต่เพื่อนเจ้าที่มีเรือให้ยืมอยู่ที่เมืองท่าสุ่ยหลินจริงๆอย่างนั้นเหรอ?”
    “มันเป็นเพื่อนเก่าข้า”มินอี้อธิบาย“เชื่อสิว่าต้องยอมช่วยพวกเราแน่นอน”
    “ถ้าได้กลับไป ข้ายินดีจะช่วยเหลือทุนแก่เจ้า ไม่ต้องกังวลไป”เนโธเทปกล่าวพลางจับบ่าอีกฝ่าย ร่างชายผอมสูงหัวเราะก่อนเอ่ยต่อ
    “แหม สัญญาลูกผู้ชายน่าท่านนายห้าง เฮอะๆ”
    “ข้าไม่สู้ไว้ใจเจ้าผอมนี่เท่าไรแฮะ ชุนเหลียว”กาลิคกระซิบหาคนสนิทหนุ่มข้ารับใช้คนสนิทของนายห้างใหญ่“ดูมันสิบแปดมงกุฎเสียขนาดนี้”
    “ข้าคิดว่าท่านนายห้างน่าจะคุมสถานการณ์อยู่นะครับ!”ชุนเหลียวตอบ
    “เอาเถอะ...ระหว่างนี้อาจมีประกาศจับตัวพวกเรา ยังไงก็ต้องระวังให้มาก”
    “ท่านกาลิคจะไม่เป็นไรหรือครับ ท่านช่วยเราออกมาแบบนี้ ชื่อเสียงท่านอาจจะมัวหมองได้”
    “น้อยคนจะรู้จักข้าว่าเป็นผู้กล้าจารชน เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก ใครจะจำหน้าข้าได้กัน?”กาลิคหัวเราะ
    เขาเชื่อมั่นเชื่อนั้นจนกระทั่งตนเองได้มีโอกาสเห็นใบหน้าตนเองในประกาศจับ...ซึ่งจะตามหลอกหลอนเขาไปตลอดกาลผจญภัยครั้งนี้



    จักรวรรดิศวาติ ห้องพักของนักบวชหลี่...
    พิธีกรรมสำหรับผู้มีสิทธิในตำแหน่งประมุขนิกายพยากรณ์ได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วว่องไว
    “พิธีสืบทอดตำแหน่งประมุขแห่งนิกายพยากรณ์ คือการมอบดวงตาของเจ้าแก่ทวยเทพทั้งสาม”นักบวชชายนิกายดวงตา พลางวางผ้าปิดตาผืนใหม่บนใบหน้าของนักบวชหลี่ ซึ่งนอนหลับตาทำพิธีในครั้งนี้บนเตียง ซึ่งโรยด้วยเครื่องหอม ข้าวตอกดอกไม้มงคล ขณะที่นักบวชนิกายเดียวกันก็นั่งบริกรรมคาถา
    “ดวงตาของเจ้าจะเห็นเวิ้งฟ้าหรือหมู่ดวงดาราเมื่อมีประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า”นักบวชชราเอ่ย“เจ้าจะพบพานคณะจารย์มีชื่อที่เฝ้ารอเจ้าอยู่”
    เขาป้ายสมุนไพรลึกลับลงบนเปลือกตาของหลี่ ก่อนเอ่ย“เมื่อเจ้าลืมตาอีกครั้ง จงจำไว้ว่าเจ้าคือใคร...”
    พริบตานั้น หลี่ก็หลุดของไปในภวังค์ลึกลับ
    เธอลืมตาขึ้นแล้วพบว่าตนเองตื่นมาอยู่ห้องสภาจักรวรรดิอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศแตกต่างกัน ภายในห้องไม่มีไฟ หากต่มีแสงฟ้าสายามเช้าเท่านั้นที่เปล่งประกายอยู่
    ขณะที่เธอมองไปรอบๆ ร่างของคนกลุ่มหนึ่งในชุดนักบวชจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาในสภา พวกเขาต่างมองมายังหลี่ เธอก็มองกลับไปเช่นกัน เธอระลึกได้ว่าทั้งหมดคือบรรดาปรมาจารย์ผู้ล่วงลืบแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์
    ฉับพลันร่างนักบวชหญิงผู้หนึ่งปรากฏขึ้นข้างๆหลี่ ในชั่วพริบตาเป็นคนที่เธอรู้จักในสภาแห่งนี้ดีกว่าใคร
    “ท่านอาจารย์เมย์!”
    "สวัสดี เสี่ยวฮวา ลูกศิษย์ที่รักของข้า..."

    error loaded
    หลี่โผกอดอาจารย์ เธอคุกเข่ามีน้ำตาระเรื่อ ก่อนเอ่ย“ตัวข้าไม่อาจดูแลท่านในช่วงเวลาสุดท้ายได้ในฐานะศิษย์ โปรดอภัยให้ข้าด้วยค่ะ”
    “ตัวข้าเป็นผู้มอบภารกิจให้แก่เจ้ากับหลานศิษย์เวทินไปเอง จะถือโทษเจ้าได้อย่างไร? จงยืนขึ้นเถอะ เสี่ยวฮวา บัดนี้คือประมุขแห่งนิกายดวงตาดาราเวียนว่ายแล้ว”
    หญิงสาวลุกขึ้นก่อนแย้งออกไป“ข้าคิดว่าข้าไม่พร้อมเป็นประมุข ท่านอาจารย์”
    “เจ้าหรือไม่พร้อม ”เมย์ทำสีหน้าสงสัยเล็กน้อย ก่อนลูบศีรษะลูกศิษย์“เจ้าผู้เป็นนักบวชตั้งแต่เด็ก เชี่ยวชาญทางศาสตร์และศิลป์มากมายแห่งผู้ถือรีต...เจ้าคู่ควรต่อตำแหน่งนี้ เสี่ยวฮวา จะปฏิเสธกับสิ่งที่ข้าเห็นหรือ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าคอยช่วยเหลือ ดูแลข้างกายข้าได้ดีเพียงไร?”
    “ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นท่านอาจารย์”นักบวชหลี่เม้มริมฝีปากก่อนตอบ“ตัวข้าไม่พร้อมที่จะอยู่โดยไม่มีท่าน”
    “การที่ทำให้ลูกศิษย์คิดเช่นนั้นข้าคงเป็นอาจารย์ที่แย่มาก”เมย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ“เจ้าคิดว่าข้าเป็นอาจารย์ที่แย่หรือเปล่า?”
    “ไม่ค่ะ”หลี่ตอบอย่างช้าๆ
    ผู้กล้านักบวชในตำนานยิ้มก่อนพูด“ข้าคงทำให้พวกเจ้าเหนื่อยไม่น้อย ทั้งเจ้า...เวทิน...เพตรา...แม้แต่อาซือก็ด้วย”เธอผายมือเหมือนเชิญหลี่ชมบรรยากาศรอบด้าน“ภายหลังการตายของข้า ทำให้ยัต์ผนึกอสูรทั่วดินแดนต้องระส่ำระสายนี่ถือเป็นความผิดของข้าเอง ที่มีหาทางรับมือให้ไวกว่านี้”
    “ข้าจะต้องทำอย่างไรต่อไปคะ ท่านอาจารย์”หลี่ถามด้วยความสงสัย เธอเหลือบมองตัวตนของอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของตน“ในฐานะประมุข ในฐานะนักบวชที่เก่งกาจเฉกเช่นท่าน ข้าจะทำอย่างไรเพื่อยับยั้ง ไม่ให้สงครามเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำเช่นไรเพื่อปกป้องสันติภาพของเอซิเรียเอาไว้ได้ ?”
    เมย์นิ่งไปครูหนึ่ง“เจ้าจงออกเดินทางจากจักรวรรดิศวาติ ไปยังชายแดนนครศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งเจ้าพบกับโชคชะตาสำคัญอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น หัวใจของเจ้าจะรับรู้ว่าต้องทำเช่นไร”เธอตอบ“ขอเจ้าจงเชื่อมั่นและศรัทธาเอาไว้”
    ฉับพลันร่างของเมย์ก็ค่อยๆสลายไป เหมือนฝุ่นธุลีในอากาศ เธอยิ้มให้ลูกศิษย์ที่กำลังตกใจต่อภาพที่เห็น
    “ท่านอาจารย์เมย์!”หลี่พยายามเข้าหา แต่เหมือนร่างถูกตรึงให้อยู่กับที่ เธอได้แต่มองอาจารย์ค่อยๆให้ไปเฉกเช่นปรมาจารย์ในสภาจักรวรรดิทุกคน
    “เมื่อเจ็ดผู้กล้ารวมตัวที่นครศักดิ์สิทธิ์ เราจะได้พบพานอีกครั้งหนึ่ง...ฝากทักทายฟาน แม่ทารกน้อย ลูกสาวของอาซือ แทนข้าด้วยนะ เสี่ยวฮวา...”

    พริบตานั้นทุกอย่างก็ดับวูบ...

    “ท่านหญิงหลี่คนดี จงตื่นขึ้นเถอะ” นักบวชฟาลาเวลปลุกหลี่จากภวังค์ลึก
    หญิงสาวลุกขึ้น เปิดผ้าคลุมหน้าของตนออก เธอเช็ดคราบน้ำตาของตนก่อนมองไปรอบด้าน บัดนี้เธอกลับมาในห้องพักของตนแล้ว“ข้าเห็นท่าน...”หลี่ยิ้มแล้วเอ่ยต่อผู้อาวุโสทั้งหลาย“ข้าเห็นเหล่าท่านอาจารย์ผู้วายชนม์”
    นักบวชชราทั้งสองของนิกายดวงตาต่างก้มตัวแสดงความเคารพ“แน่ชัดแล้วว่าดวงตาเทพเจ้าทั้งสาม ภายใต้เวิ้งฟ้าดาราพราว ได้สถิตแก่ท่านแล้ว นางผู้ลืมตาขึ้นในนาม หลี่ผินฮวา ว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งประมุข ตัวแทนนักบวชสูงสุดแห่งนิกายดวงตา”
    อัครบิดาเครติสที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขากะพริบตาเล็กน้อย จากนั้นจึงภาวนาจิตก่อนมอบคำอวยพร แก่ว่าที่ตัวแทนประมุขนิกายคนใหม่“ขอทวยเทพทั้งสามผู้ยิ่งใหญ่ จงประทานพรแก่ท่านหญิงหลี่ผินฮวาตลอดไป...”



    [บทส่งท้าย] เขตตำหนักฤดูหนาว ลานประลองยุทธ์
    “วรยุทธ์ของพระองค์แข็งแกร่งยิ่งนัก องค์จักรพรรดิ”นายทหารผู้ใหญ่คนหนึ่งกล่าว ขณะประลองดาบกับอีกฝ่าย
    ร่างชายประมาณห้าสิบปีเศษยิ้มเล็กน้อยขณะฝึกฝนอาวุธยามเช้า“เจ้าออมแรงมากกว่า หลานจือ สำหรับการออกกำลังกาย!”ประมุขแผ่นดิน องค์จักรรดิชางกล่าว“คนแก่อย่างข้าแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงอันใดมากแล้ว สงสัยคงใกลเวลาข้าเต็มที”
    “พระองค์ยังมีพระวรกายแข็งแรง มีพระชนต์ยืนนานถึงหมื่นๆปีนะพะยะค่ะ”นายทหารกล่าวพลางก้มศีรษะ
    “พอเถอะ ท่านหญิงเทพมังกรเฮอเหลียวยังไม่ถึงหมื่นปี ยังบ่นแล้วบ่นอีกให้ข้าฟังไม่ขาด ว่าอายุยืนก็ได้อย่างเสียอย่าง”ประมุขแผ่นดินเอ่ยอย่างขึงขัง“ช่วงนี้มีข่าวสารอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”
    “มีข่าวไม่สู่ดีในหลายเขตแดน มีทั้งปัญหาสัตว์อสูร การลับลอบแรงงานเถื่อน อาชญากรรม เริ่มระบาดขึ้นทุกวัน”
    “ส่งความช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์ก่อน” องค์จักรพรรดิตรัสขึ้นอย่างรวดเร็ว ทอดพระเนตรไปยังข้ารับใช้คนสนิท“ปัญหาก็ประหนึ่งโรคภัย ต้องอาศัยทั้งยาอ่อนและยาแรงช่วยฟื้นฟูให้ดีขึ้น เจ้าจงเร่งช่วยเหลือโดยเร็วเถอะ”พูดจบ ผู้ปกครองแผ่นดินต้าจินก็มอบดาบฝึกของตนให้แก่ทหารคนสนิท และก้าวเดินออกไป
    “กระหม่อมรับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!”
    ขณะเดินกลับตำหนักพร้อมบริวาร กษัตริย์ชราก็มองไปยังแผ่นฟ้าเบื้องบน“...ต้าจินเรายังคงบอบช้ำจากสงครามกับพวกมารไปไม่น้อย”ประมุขแผ่นดินมองไปยังท้องฟ้าสาง เช้าวันใหม่ที่ปรากฎตรงหน้า“ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ต้องรักษาความสงบนี้ไว้ให้นานที่สุด”


    error loaded

    คล้ายกับเรื่อง[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง! ที่คุณอ่าน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258