เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หกสิบเอ็ด

     

    บทที่ หกสิบเอ็ด

     

    “เรากล้าสาบานต่อฟ้า สัญญาต่อแผ่นดิน เราจริงใจต่อเจ้าเป็นหนึ่ง”

    หลิวชิงเซียงเมื่อได้ยินก็เหมือนหมอกหนาในอกสลายหายไปเส้นตึงของใจค่อยๆ คลายลง แม้จะเป็นลมปากแต่นางกลับวางใจสีหน้าของนางอ่อนโยนผ่อนคลาย

    แต่กลับกันจู่ๆสีหน้าของบุรุษตรงหน้ากลับดูเศร้าหมองลงเล็กน้อย โม่เหวินหานหลุบสายตาลงต่ำ พึมพำเบาๆอย่างเลื่อนลอย “เจ้ารังเกียจ..เราเช่นนี้เอง..” แม้เสียงนั้นจะเบาราวลมผ่านหญ้าแต่หลิวชิงเซียงได้ยินทุกถ้อยทุกคำชัดเจน

    นางมองเขาอย่างตกใจความรู้สึกในใจปั่นป่วนอีกครั้ง ก่อนที่คำพูดจะหลุดออกจากริมฝีปากไปโดยไม่ทันไตร่ตรอง“มิใช่ๆ ข้าเพียงผิดหวังหากท่านเป็นบุรุษเช่นนั้น ทั้งที่รู้ว่าข้าไม่ได้สติ ไม่ใช่เพราะรังเกียจท่านเสียหน่อย..”

    คำพูดนั้นทำให้โม่เหวินหานหรี่ตาสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อยแม้ยังไม่กลับสู่ความสดใสแต่ก็ไม่หม่นหมองดังเมื่อครู่ เขาพยักหน้าช้าๆ “จากนี้ไปเจ้าเชื่อใจเราบ้างได้หรือไม่?”

    หลิวชิงเซียงขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาหาเขาอีกสองก้าว“จะพยายามเพคะ..” คำตอบนั้นแผ่วเบาถึงจะบอกว่าจะพยายาม..แต่หากนับความจริงแล้วนางเชื่อใจเขาไปแล้วต่างหาก

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆพลางถอนหายใจอย่างเอ็นดู “ฮึๆถ้าเจ้าจะไม่เชื่อเรา เจ้าก็ควรเชื่อร่างกายของตัวเองบ้าง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือหยอกเย้า “เราจะให้หมอหญิงมาตรวจให้ดีหรือไม่?เจ้าจะได้วางใจ”

    หลิวชิงเซียงชะงักไปนิดก่อนจะหลุบตามองต่ำแล้วตอบกลับเบาๆ ราวกระซิบ เพราะนึกไปถึงความคิดว้าวุ่นก่อนหน้า“เรื่องนั้นถ้า..กระบี่เล็กร่างกายก็ไม่แสดงอาการมิใช่หรือเพคะ” เป็นเพียงคำพูดหยอกเล่นที่นางเอ่ยออกอย่างไม่ได้คิดมากทว่านางไม่รู้เลยว่าคำตอบกลับกลายเป็นฟืนซัดลงในกองไฟ

    โม่เหวินหานเบิกตากว้างขึ้นสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาในบัดดล “เจ้า..ว่าเรากระบี่..เล็กหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเชื่องช้าน้ำเสียงนั้นกึ่งจริงจังขึงขังทั้งแฝงไว้ด้วยประกายเจ้าเล่ห์ ดวงตาที่สงบกลับฉายประกายบางอย่างคล้ายจะไม่ปล่อยผ่านคำล้อเลียนนั้นไปง่ายๆชายหนุ่มผุดลุกก้าวเท้าที่หนักแน่นเข้าไปใกล้นาง จนทั้งสองร่างห่างไม่ถึงก้าว

    หลิวชิงเซียงรีบถอยหลังโดยสัญชาตญาณใบหน้าขาวผ่องปรากฏริ้วแดงระเรื่อใต้พวงแก้ม “ข้า..ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้นไยท่านจริงจังนัก..”

    “เช่นนั้นเจ้าควรรับผิดชอบคำพูด..” เสียงเขาเรียบนิ่งชัดเจนราวตอกตรึงให้นางไม่กล้าขยับ

    โม่เหวินหานเข้าใกล้อีกคราหนึ่งจนระยะห่างแทบไม่เหลือสองร่างยืนใกล้กันท่ามกลางแสงอุ่นสลัวในตำหนักเงาของทั้งสองทาบซ้อนอยู่บนผืนพรมลายดอกเหมยคลี่

    “อย่าล้อเล่น” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “โดยเฉพาะกับเรา..ที่พยายามอดกลั้นควบคุมตัวเองมาโดยตลอด” มือใหญ่ยื่นมาจับข้อมือนางไว้แน่น ความอบอุ่นและมั่นคงนั้นทำให้หลิวชิงเซียงสะดุ้งเล็กน้อยพวงแก้มแดงซ่าน

    “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ข้าเชื่อแล้ว..”

    “แต่เมื่อครู่เจ้าพึ่งไม่มั่นใจในตัวเราคิดว่าเราล่วงเกินเจ้า”เขาพูดพลางโน้มตัวลงชิดปลายจมูกเฉียดแก้มนุ่ม มืออีกข้างประคองเอวคอดอย่างระมัดระวังราวกลัวว่านางจะหลุดลอย“แต่สิ่งนี้มีหลักฐานแสดง เจ้าจะเชื่อในหลักฐานหรือไม่เล่า”

    คำถามของเขาเบาราวลมหายใจแต่กลับหนักแน่นจนหลิวชิงเซียงไม่อาจเบือนหน้าหลบเขาพูดจบแล้วกระชับร่างนางเข้าหาแผ่นอก กลิ่นกายของบุรุษแทรกซึมมาในลมหายใจทำให้สติของหลิวชิงเซียงสั่นคลอน สองแก้มแดงจัดเหมือนจะลุกไหม้มือที่พยายามยันอกเขาไว้เริ่มหมดแรง

    นางเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบด้วยความขัดเขิน“ข้าเชื่อท่านแล้ว ไม่ต้องแสดงสิ่งใด..”

    หลังจบคำใบหน้าคมก็โน้มลงมาใกล้ริมฝีปากอุ่นร้อนสัมผัสกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา ลมหายใจของทั้งสองพันเกี่ยวแรกสัมผัสยังละมุนแต่พริบตาเดียวต่อมากลับร้อนแรงขึ้นมือเขาเลื่อนไปประคองท้ายทอยของนางก่อนจะบดจูบลงลึกกว่าเดิมริมฝีปากดูดกลืนถ้อยคำทั้งมวลในใจให้กลายเป็นเพียงเสียงครางแผ่วที่ไม่อาจต้านทาน

    ร่างหลิวชิงเซียงค่อยๆกลายเป็นเปลวเทียนที่อ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง บุรุษตรงหน้าโอบเอวนางไว้โม่เหวินหานค่อยๆ ประคองนางขึ้นมาในอ้อมแขน ก้าวย่างมั่นคงพานางไปยังเตียงนอนเสียงเนื้อไม้ลั่นยามเขาวางร่างนั้นลงบนที่นอน ปลายนิ้วยังคงลูบไรผมบนขมับของหญิงสาวอย่างไม่เร่งร้อนแต่นางยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด บุรุษตรงหน้ากลับผละตัวออกช้าๆ ก่อนยืนขึ้นเต็มความสูง

    "รีบเข้านอนเถอะ..พักผ่อนเสีย" เสียงของเขาอ่อนโยนราวจะกล่อมให้นางหลับใหล

    หลิวชิงเซียงตะลึงท่าทางที่เปลี่ยนไปกะทันหันเล็กน้อยดวงตาสับสนจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างที่กำลังหมุนตัวจากไปก่อนจะยันกายขึ้นครึ่งตัวในท่านั่งพิงหมอน “ท่านจะไม่พักที่นี่คืนนี้หรือ?” เสียงของนางเบาแผ่วแต่เปี่ยมด้วยความลังเลไม่อาจซ่อนความรู้สึกในใจได้พ้น แววตานั้นแฝงความประหวั่นคล้ายไม่อยากให้เขาจากไป

    โม่เหวินหานหยุดฝีเท้าก่อนค่อยๆเบือนกลับมาหานาง ดวงตาคมสบกับสตรีบนเตียงพลันในหัวกลับวาบไหวไปด้วยภาพในคืนก่อนหน้านั้นทุกความอ้อยอิ่งที่นางกระซิบอ้อนกลีบปากที่คลอเคลียผิวกายเขา มือเล็กที่โอบรัดกายเขาราวกับจะไม่ยอมปล่อยอารมณ์ที่เขาต้องอดกลั้นเป็นแสงเทียนริบหรี่กลางพายุหัวใจซึ่งเพิ่งสงบกลับปั่นป่วนอีกครา

    เขาถอนหายใจยาว“ร้ายกาจนัก..” เสียงนั้นปลงตก “เจ้ากำลังทำให้เราได้คืบ..ก็อยากได้ศอก”

    หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันดวงหน้าเต็มไปด้วยความฉงน “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

    เขาเพียงยกยิ้มมุมปากส่งแววตาเจือความขบขำกลับมาอย่างอดกลั้น ก่อนเอ่ยราวบ่นกับตัวเอง “หากคืนนี้เรานอนค้างที่นี่..ใจเราคงไม่อาจสงบ เราไม่อาจท่องบทสวดคัมภีร์สงบใจเช่นเมื่อคืนอีกแล้ว”

    คำพูดนั้นทำเอาใบหน้าหลิวชิงเซียงร้อนวาบจนถึงใบหูนางไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือโกรธขึงดี จึงได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเขา โม่เหวินหานโน้มกายลงอีกครั้งแล้วประทับจูบเบาๆที่หน้าผากนาง ก่อนเตรียมหมุนตัวจากไปอย่างเงียบๆ แต่ทันใดนั้น..ข้อมือของเขากลับถูกรั้งไว้

    มือเล็กที่เคยสั่นระริกยามถูกเขากอดจูบกลับมั่นคงจนน่าแปลกใจ นางกำไว้แน่นอย่างไม่กลัวสิ่งใดดวงตายังคงหลุบต่ำไม่กล้ามองสบ แต่เสียงที่เอ่ยกลับชัดเจนกว่าครั้งใด “ถึงจะเป็นเช่นนั้น..ก็ยินดี”

    โม่เหวินหานชะงักกึกใจเต้นแรงเสียจนลืมหายใจ ดวงตาคมกริบฉายแววตกตะลึงจ้องใบหน้าที่หลบตาอย่างไม่เชื่อหู“นี่เจ้าแน่ใจว่าเจ้าตั้งใจเอ่ยเช่นนั้นจริงๆ หรือ?”

    นางพยักหน้าเบาๆ“ข้าเข้าใจ..” น้ำเสียงของนางยังคงเปล่งเบาเพียงเท่านั้นโม่เหวินหานก็ไม่ปล่อยโอกาสหลุดไป เขากลับขึ้นเตียงในพริบตา

    น้ำหนักของร่างเขาทำให้เตียงไม้ส่งเสียงเบาๆแผ่นหลังสูงใหญ่นั้นทอดเงาคลุมร่างของหลิวชิงเซียงอีกครา คืนอ้อมกอดอบอุ่นให้แก่บุปผาที่กำลังบานครั้งแรก

    ผ้าม่านแพรบางปกคลุมเหนือเตียงลายเมฆซ้อนสะท้อนเงาร่างสองคนใต้แสงโคมพรายจากภายนอกเรือนเลือนรางเพราะเหล่านางกำนัลไม่กล้าเข้ามาจุดโคมภายในห้อง เมื่อผู้เป็นนายอยู่กันสองต่อสอง

    ร่างหลิวชิงเซียงในอ้อมแขนโม่เหวินหานสั่นไหวเบาๆแก้มแดงซ่าน เสื้อคลุมบางถูกคลี่ออกอย่างเชื่องช้าโดยปลายนิ้วเรียวยาวของบุรุษผู้ยังรักษาความสงบนิ่งไว้เสียงหายใจของเขาร้อนจัดแผ่วผ่านซอกคอขาว เนื้อผิวนางที่เคยอบอุ่นบัดนี้กลับเย็นวูบจากความตื่นเต้นจนต้องเม้มริมฝีปากกลั้นเสียงครางที่พร้อมจะหลุดรอด

    เมื่ออาภรณ์ชั้นนอกของนางถูกปลดออกทีละชั้นผิวขาวดั่งหยกขัดสะท้อนกับแสงสลัวกระเพื่อมคล้ายจะละลายทุกสติของบุรุษตรงหน้าเสียงเสื้อผ้าเสียดสีดังเบาๆ เป็นบทเพลงเริ่มต้นในห้องนั้นที่ปลุกฤทธิ์ของความรักให้เร่งเร้า

    ชั้นอาภรณ์ถูกปลดออกเหมือนเปิดกลีบดอกไม้ต้องห้ามที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เชยชมจนถึงเกสรด้านในดวงหน้าแดงซ่านของหลิวชิงเซียงซุกอยู่บนแผ่นอกเขา ไม่กล้าสบตาใบหูแดงเรื่อจนแทบลุกไหม้เพียงปล่อยกายให้เขาชื่นชม

    โม่เหวินหานโน้มตัวลงแตะริมฝีปากลงบนลาดไหล่ของนางเบาๆริมฝีปากไล่ไต่จากซอกคออ่อนนุ่มลงมายังแนวกระดูกไหปลาร้ามือของเขาลูบไล้ข้างลำตัวอย่างอ่อนโยนราวปลายนิ้วจะกลั่นน้ำทิพย์จากผิวกายสตรีได้

    หลิวชิงเซียงหอบหายใจเครือสองมือกำผ้าปูเตียงแน่น แผ่นหลังแอ่นรับสัมผัสทุกจุดอย่างปล่อยตัวความวาบหวามเกินต้านทำให้นางสั่นสะท้านไปทั้งกาย

    "เจ้ายังกลัวอยู่หรือไม่" เสียงทุ้มแผ่วเอ่ยที่ข้างหู

    นางหลับตาแน่นหัวใจเต้นแรงเสียจนเหมือนจะกระแทกออกมานอกอก “ข้าไม่ได้กลัวท่าน..” เพราะนางไม่ได้กลัวเขาจากใจจริงไม่เช่นนั้นคงไม่เลือกเช่นนี้ แต่เพียงหวาดหวั่นจากสิ่งที่นางไม่มีประสบการณ์

    เพียงถ้อยคำเดียวของสตรีใต้ร่างบุรุษตรงหน้าก็กดจูบลงมาอีกครั้ง ครานี้ลึกซึ้งหนักแน่นกว่าครั้งใดมือของเขาเลื่อนลงไปสัมผัสแนวเอวบางแล้วค่อยๆ ลูบไปยังหน้าท้องแบนราบไล่ขึ้นจนถึงจุดที่สตรีมักอายจนไม่กล้าแม้แต่เอ่ยถึง

    เมื่อปลายนิ้วแตะผ่านยอดอกที่ชูชันด้วยความรู้สึกที่เกินควบคุมหลิวชิงเซียงสะดุ้งเฮือก เผลอส่งเสียงครางออกมาแผ่วเบา ปลายนิ้วนั้นวนสัมผัสยอดปทุมถันอยู่ชั่วครู่ก่อนมือใหญ่จะคลี่ออกแล้วเคล้นเนิ่มนุ่มกลับไปใหม่โอบกระชับราวจะจดจำทุกสัดส่วนของนางไว้ในฝ่ามือ

    “เจ้างดงามนัก..” เขากระซิบเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความหลงใหล ปลายจมูกซุกอยู่กลางอกนางลมหายใจร้อนจัดทำเอานางแทบละลาย

    เมื่อความวาบหวามทวีขึ้นจนจิตใจไม่อาจต้านริมฝีปากของเขาคลี่คลายรอยจูบสลับดูดดึงยอดอกของนางจนขึ้นสีแดงชุ่มแวววับอย่างละเมียดละไมมืออีกข้างลูบไล้ลงต่ำช้าๆ จนถึงต้นขาเนียนนุ่มปลายนิ้วไล้สัมผัสภายนอกใกล้เข้าชั้นในบางๆ ที่เปียกชื้นจากอารมณ์ต้องห้าม

    "อา!" เสียงหลุดลอดจากริมฝีปากนางหญิงสาวเผลอกัดริมฝีปากแน่น ร่างสะท้านไปทั้งตัวเมื่อเขาใช้นิ้วลูบซ้ำช้าๆหมุนวนด้วยจังหวะที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิงในเตาเหล็ก ปลายนิวเกี่ยวกลีบดอกให้เปิดออกสลับขยี้เหนือเกสรที่สร้างความกระสัน

    โม่เหวินหานสัมผัสกายหญิงสาวทั่วกายเท่าที่จะสำรวจได้ด้วยมือข้างหนึ่งที่ยังวางอยู่ส่งผลให้สตรีใต้ร่างบิดเร้าไปมาที่ถูกลุกไล่ ยอดถันที่ยังถูกแรงดูดดึงของริมฝีปากส่วนสงวนที่กำลังถูกรังแกจนน้ำหวานไหลออกมาเคลือบกลีบดอกฉ่ำทั้งเขายังบีบเคล้นลูบผะแผ่วไปทั่วจะเอว สะโพกหรือต้นขานางหอบเหมือนวิ่งทางไกลทั้งที่แค่ถูกปนเปรอของชายหนุ่ม

    หลังเมื่อรู้ว่ากายนางพร้อมแล้วจากปลายนิ้วที่ถูกเคลือบจนชุ่มช่องทางมีน้ำหวานไหลจากที่เขาหยอกคลึงสะกิดจุดซ้ำๆ เขาค่อยขยับตัวลงต่ำฝ่ามือยันฟูกเตียง แล้วโน้มกายเข้าแทรกระหว่างเรียวขาของนางร่างหลิวชิงเซียงอ่อนระทวยไปหมดนางแทบจะไม่สามารถเปล่งถ้อยคำใดนอกจากเสียงครางสะท้อนใจตอนที่เขาดันขาเรียวห่างออกจากกันเผยสัดส่วนที่น่าอายให้ชัดเจนขึ้น

    ดวงตาเขาหรี่ลงมองแล้วค่อยๆมองขึ้นไปจนสบตาของหญิงสาว หลิวชิงเซียงไม่ได้หลบตาแต่อย่างใดแม้จะเขินอายแต่นางก็เพียงเม้มปากมองสู้กลับโม่เหวินหานจึงกระตุกยิ้มหย่ามใจก่อนจะกุมลงจูบนางอีกครั้งอย่างอดไม่ไหว

    ขณะเดียวกันร่างของเขาแนบเข้าหานางช้าๆอย่างระมัดระวัง ปลายแท่งหยกสัมผัสเนิ่นเนื้อสงวนด้านนอกของหญิงสาวที่อบอุ่นเปียกชื้นแท่งร้อนแข็งแกร่งถูไถกลีบดอกไม้ลับ ก่อนที่เขาจะคว้ามือบางยกขึ้นมาจับแกนกลางลำตัวที่แรกนางรีบถดมือมือแต่อีกฝ่ายก็จับกลับมาอีกจึงต้องยอมกำรอบอย่างกล้าๆ เกร็งๆ

    หลิวชิงเซียงไม่กล้ามองเจ้าแท่งร้อนของอีกฝ่ายแต่ก็รู้สึกได้จากสัมผัส..รู้ว่านี่ห่างไกลกับคำว่ากระบี่สั้นราวฟ้ากับเหวถ้าเมื่อคืนก่อนเขาล่วงล้ำมานางไม่มีทางไม่รู้ในวันถัดมาแน่เมื่อคิดได้ดังนั้นนางยิ่งใบหน้าแดงซ่านแทบกลั่นเป็นเลือดออกมาได้เพราะหมายความว่าพรุ่งนี้นางอาจจะเดินเหินไม่สะดวกหรือ? เช่นนั้นอิงหลานฟ่านหรูก็จะรู้นะสิว่าคืนนี้เกิดอะไรขึ้นนางยกมือขึ้นปิดใบหน้าสุดจะขัดเขินกับความนึกคิด

    แต่บุรุษด้านบนมองลงมาที่นางไม่รู้ความคิดนั้นจึงคิดว่านางกำลังปฏิเสธเขา ไม่อยากสานต่อจึงชะงักไปไม่พยายามดึงดัน “หากเจ้าไม่พร้อม..” เขากระซิบกล่าวกับร่างบางที่แดงไปทางตัวแต่มือใหญ่ลูบแผ่นหลังของนางอย่างปลอบโยน ดวงตาทอดมองนางไม่ลดละ

    นางส่ายหน้าช้าๆ“ข้า..ไม่เป็นไร..ข้าเพียง..”

    “เพียง..อะไร หืม?” เขาถามกลับเสียงนุ่มละมุนเพราะนางหยุดเอ่ยไปไม่ยอมต่อคำให้จบ ทั้งยังปิดใบหน้าไม่ยอมให้เขาได้เห็น

    “ข้าเพียง..คิดว่าคนอื่นจะรู้เรื่องคืนนี้ ข้า..”

    “เขินอาย?” เขาเอ่ยหยอกเย้าแต่ไม่ปล่อยให้เสียจังหวะ โม่เหวินหานเอ่ยต่อ “แต่ทุกคนเข้าใจว่าเราเป็นสามีเจ้าก่อนที่เจ้าจะยอมให้เรากอดเสียอีก” สิ่งที่เขากล่าวไม่เกินจริงทุกคนคิดกันไปหมดแล้วว่านางได้ถวายตัวตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าวังจนบางคนคิดว่านางใช้เสน่ห์ยั่วยวนเขาให้หลงใหลเสียด้วยซ้ำ

    “ฉะนั้นถ้าเจ้ามั่นใจต่อเราเปิดใบหน้ามองเราได้หรือไม่?” หลิวชิงเซียงหายใจอยู่หลายอึดใจก่อนจะยอมลดมือลงเผยใบหน้าแดงซ่าน

    เขาจึงก้มลงจูบหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยนไล้ลงผ่านเปลือกตา แก้ม ริมฝีปาก ลำคอ แล้วหยุดลงตรงเนินอกที่สะท้อนหายใจถี่

    สัมผัสของเขาทั้งนุ่มนวลและอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยแรงปรารถนาอันลึกซึ้ง มือใหญ่ลูบไล้ไปทั่วร่างราวกำลังหลงไหลรูปแกะสลักจากสวรรค์ร่างสองร่างประสานแนบสนิท เป็นเส้นด้ายแดงในมือเฒ่าจันทราที่พันเกี่ยวจนแน่นหนา

    ก่อนที่โม่เหวินหานผละตัวกลับมาที่กระบี่เล่มใหญ่ของตนเองเขายกหัวปลายหยักถูเบาๆให้เสียดสีกลีบงามเพื่อเปิดออกพบกับปุ่มเล็กที่ซ่อนด้านในสร้างอารมณ์วาบหวามให้นางอีกครั้งพร้อมกับนิ้วที่นวดคลึงยอดถันที่ตั้งชูชัน

    หลิวชิงเซียงกลับมาร้องครางเสียงแผ่วในลำคอเมื่อทางรักเริ่มส่งน้ำหล่อลื่นเคลือบไปถึงส่วนหัวของแท่งหยก แท่งร้อนชุ่มชื้นเขาก็เริ่มดุนดันอาวุธเข้าไปเนิบช้าเมื่อส่วนปลายเข้าหายไปในตัวนาง เขาเห็นดวงตาของนางที่เบิกกว้างด้วยความตกใจ

    "ข้าจะทำช้าๆ" เขากระซิบพร้อมจูบซับที่ขมับนางก่อนจะกดกายเข้าไปทีละน้อย ทีละน้อย เขาเคลื่อนตัวเข้าไปจนสุดทางร่างของนางสะท้านเฮือก หยาดน้ำตาไหลรินลงข้างแก้มโดยไม่รู้ตัวไม่ใช่เพราะความเจ็บเท่านั้นแต่เพราะความรู้สึกที่ท่วมท้นราวกับร่างกายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคนตรงหน้า

    เขาไม่รีบร้อนดั่งที่กล่าวไว้กายหนาเคลื่อนไหวช้าๆ จับมือทั้งสองข้างของนางแน่น ริมฝีปากยังคงแนบจูบบนกลีบปากที่แผ่วสั่นทุกครั้งที่เขาขยับสะโพกเข้าออก

    เสียงเนื้อกระทบกันดังวาบหวามไปทั่วห้องบางคราวผ้าม่านขยับตามแรงโยก ร่างกายทั้งสองแนบแน่นคล้ายเปลวเพลิงล้อมดอกบัวบาน

    นางบิดกายรับในจังหวะที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยเรียวขาเกี่ยวกระหวัดรอบสะโพกสอบอย่างเริ่มไร้สติเพียงทำไปตามสัญชาตญาณฝ่ามือเล็กกำผ้าปูเตียงแน่นข้างหนึ่งก่อนจะเผลอจิกลงบนแผ่นหลังเขาอีกข้างเมื่อถึงจุดที่ร่างสั่นไหว

    “อ๊า! ท่าน..”

    “เรียกชื่อเรา” เขาเอ่ยเสียงพร่าในขณะที่ยังไม่หยุดจังหวะ

    “เหวินหาน..อืม..”

    “ไม่ใช่..อีกชื่อ” บุรุษผู้คุมจังหวะเอ่ยเสียงออกมาอย่างอ้อนวอนขอ

    “อันซื่อ” ชื่อนั้นเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สะท้านไหวเสียงครางกระเซ้าไปพร้อมๆ กัน พร้อมกับร่างกายที่ถึงจุดสิ้นสุดแห่งปรารถนา “อาาา…”

    เขาเร่งจังหวะเพียงอีกไม่กี่คราในช่องทางที่ขมิบกระตุกยามสุขสมชายหนุ่มครางเสียงต่ำเมื่อถูกบีบรัดมากขึ้นแล้วปลดปล่อยออกมาสายธารอุ่นยิ่งทำให้ร่างบางเกร็งรับอีกระลอก ก่อนที่ร่างสูงจะทิ้งกายซบไหล่นางหอบหายใจถี่แรงเสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังก้องไปทั่วห้อง กลิ่นราคะผสมกับบุปผาหอม ความรักรัญจวนใจที่บังเกิดผูกมัดแน่น

    โม่เหวินหานยังคงกอดนางไม่ยอมปล่อยนางเองก็แนบใบหน้ากับอกเขา ฟังเสียงหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกับตน “เราคือคนของเจ้า ให้เราได้ดูแลปกป้องเจ้า..อยู่กับเราเถิด..”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน