รถม้าคันงามค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านถนนของเขตการค้าเข้าสู่ถนนหลักของเมืองหลวงอย่างไม่รีบร้อนสารถีที่คอยคุมม้าอยู่หน้ารถนั้นหันกลับมามองม่านที่ถูกปิดไว้ตั้งแต่ผู้โดยสารคนสำคัญของตนนั้นขึ้นรถม้าอย่างไม่สบายใจนัก
คุณหนูคนสำคัญของเขานั้นแม้จะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรออกมาแต่วันนี้ข้ารับใช้อย่างเขากลับสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจรวมถึงอารมณ์หดหู่ของอีกฝ่ายที่หลุดเผยมันออกมาอย่างมากมายจนผิดวิสัยจนทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปสอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายอยู่ดี...
ใช่...เพราะมันเกินหน้าที่ของข้ารับใช้แบบเขายังไงล่ะ...
ร่างบางของสาวผมสีแดงเพลิงนั่งนั้นเงียบมาตลอดทางตั้งแต่ขึ้นรถม้าออกมาจากร้านคาเฟ่ร้านดังของอาณาจักรหน้ากากแฟนซีสีทองถูกปลดออกจากใบหน้าเนียนและวางลงข้างตัว เผยให้เห็นดวงหน้าของหญิงสาวที่ได้ฉายา‘กุหลาบเหล็กสีเพลิง’ที่เหล่าหนุ่มๆในเมืองหลวงนั้นขยาดกลัวไม่อยากจะยุ่งด้วยเท่าไหร่นัก
ดวงตาสีแดงคมดุจใบมีดโกนที่ใครๆนึกไม่อยากสบด้วยยามนี้กลับเหม่อมองหลังคารถม้าอย่างเหม่อลอย ความคิดสะระตะในหัวตีกันไปมาอย่างวุ่นวายเสมือนกับว่ายามนี้ตัวเธอเองนั้นไม่รู้ว่าควรจะใส่ใจอะไรในจิตใจและความรู้สึกของตัวเองกันแน่...
มือเรียวยกขึ้นมาแตะกับตะกร้าที่พึ่งได้รับมาอย่างลืมตัวความอุ่นจากสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ภายในนั้นเรียกความสนใจสติที่เหม่อลอยของหล่อนให้กลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ในมือตะกร้าถูกเปิดออกเผยให้เห็นแซนวิชหลากหลายไส้ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในพร้อมกับเซ็ตกาน้ำชาที่ถูกบรรจุอยู่ภายใน
เธอนิ่งมองแซนวิชละลานตาและชุดน้ำชาเหล่านั้นอยู่พักใหญ่เหมือนกับตั้งสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่เจ้าหล่อนจะยื่นมือลงไปหยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วยกมันจ่อริมฝีปาก อ้าปากบางนั้นกัดแซนวิชเข้าไป...
พร้อมกับน้ำตาที่หยดออกมาจากหางตาทั้งสอง...
สารพัดความทรงจำจำนวนมากผุดขึ้นมาในหัวของหล่อนทุกๆครั้งที่กัดและกลืนแซนวิชในมือนั้นลงไป...ก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายที่นานที่สุดของเธอจะฉายชัดขึ้นมาตอกย้ำรอยแผลในจิตใจของเธอให้เด่นชัดขึ้นทั้งน้ำตา...
ความทรงจำที่เธอพึ่งจะตระหนักได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง...ในยามที่เธอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว...
เกือบๆยี่สิบปีก่อน...
เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับเขา...เด็กชายที่แสนร่าเริง...เด็กน้อยที่มักจะตามเธอและพี่ๆของเขาต้อยๆเด็กน้อยที่มักจะสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับพวกเธออยู่ตลอด...เขาเหมือนกับเทวดาตัวน้อยๆสำหรับเธอในตอนนั้นเสมอ...
ก่อนที่ความตายของผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยจะทำให้ทุกอย่างนั้นแปรผัน...
ตัวเธอที่พึ่งทราบข่าวหลังจากถูกส่งไปฝึกกับอาจารย์อัศวินนั้นทำได้เพียงเร่งรุดกลับมา...
กลับมาหาเทวดาตัวน้อยๆที่พึ่งพบกับความสูญเสียไปด้วยความเป็นห่วง...
แต่ความตายครั้งนั้นมันพรากรอยยิ้มและความร่าเริงนั้นไปตลอดการ...หลงเหลือเอาไว้เพียงสัตว์ตัวเล็กๆที่ขลาดกลัวกับทุกอย่าง…รวมถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน...
น่าเสียดายที่ตัวเธอในวัยเด็กนั้นรับไม่ได้กับเรื่องนี้...
จนมันกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของปมที่ฝังแน่นในใจไปในที่สุด...
ไม่กี่สิบปีก่อน...
ร่างของเด็กหนุ่มขี้แย้ที่เอาแต่ร้องไห้และสั่นกลัวนั้นทรุดตัวไม่กล้าขยับอยู่ที่พื้น...หลังจากที่เธอพึ่งจะช่วยเขาจากบรรดาเด็กเกเรที่เข้ามากลั่นแกล้งอีกฝ่าย...
แม้จะเป็นการพบกันที่ไม่ได้ดีนัก...แต่สำหรับเธอที่ได้กลับมาพบอดีตเทวดาน้อยในวัยเด็กอีกครั้งนั้นมันเป็นเรื่องที่น่ายินดี...
ใช่...เธอคิดเช่นนั้นหลังจากพึ่งจะช่วยเขาจากบรรดาเด็กเกเรเมื่อครู่...
เธอเชื่อว่าการกระทำครั้งนี้ของตัวเองจะช่วยทำให้เทวดาน้อยนั้นหายกลัวตัวเธอแล้วกลับมาคุยเล่นกับเธอดั่งสมัยก่อน...
แต่ไม่เลย...เพราะสิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นความหวาดกลัวจากร่างน้อยๆที่ถอยหนีอย่างไม่คิดชีวิตจนหลังไปชนกับต้นไม้...
พร้อมกับเสียงกรีดร้องของร่างที่คุดคู้หลบลี้เธออย่างหวาดกลัว...
ใจของเธอเหมือนกับแตกเป็นเสี่ยงๆ...
และใช่...
มันกลายเป็นปมที่ทำให้ความรักแปรเปลี่ยนกลับมากลายเป็นความบอบช้ำและการหันหลังหนี...
รักแรกมักจะไม่สมหวัง...เคยมีคนพูดเอาไว้แบบนั้น...
เธอไม่อยากจะรักเขาอีกแล้ว...
หลายปีก่อน...
การหมั้นหมายของเธอและเด็กหนุ่มคนนั้นถูกจัดขึ้นท่ามกลางคำคัดค้านของตัวหล่อนเองที่มิอาจจะรับชายคนนั้นได้...
เพียงแค่เรื่องในวัยเด็กตอนนั้นมันก็แย่มากพออยู่แล้ว...เธอมิอยากจะเห็นหน้าของเด็กชายคนนั้นด้วยซ้ำไป...
คงไม่มีใครอยากเห็นคนที่ทำให้ใจของตัวเองเจ็บกันนักหรอก...
ยิ่งอีกฝ่ายมาอยู่ในสถานะแบบนี้กับตัวเองอีก...
คิดหรือว่าเธอจะทำใจได้กันน่ะ?
แถมท่าทางหวาดกลัวเธอทุกครั้งที่เจอหน้านั่นมันอะไรกัน?เธอไปทำอะไรให้เขาต้องมากลัวเธอด้วยหรือยังไง?
ใช่...เธอไม่เข้าใจ...และไม่อยากจะเข้าใจเลยแม้แต่น้อย...
จากความบอบช้ำก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดขี้หน้า...
คนๆนี้ไม่สมควรจะมาเป็นคู่หมั้นของเธอเลยแม้แต่น้อย...
6ปีก่อน...
ข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาทำให้เธอตกใจ...
ใจหนึ่งของเธอนั้นดีใจที่ตัวเองจะได้หลุดจากสถานะที่เป็นบ่วงคอมารัดคอนี้เสียที...
แต่อีกเสี้ยวเล็กๆที่อยู่ลึกในใจมันก็เป็นห่วงเขาอยู่เช่นกัน...
ความย้อนแย้งในจิตใจที่ก่อตัวขึ้นนั้นทำให้เธอจนปัญญาและสับสน...
เธอควรจะรู้สึกยังไงกันแน่?
ไม่...เธอไม่รู้...
เธอจึงเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยมเขาโดยการทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้...
จนกระทั่งได้ข่าวว่าเขาฟื้นขึ้นมา...
แม้ในใจจะลึกๆจะลิงโลดที่ได้ยินเช่นนั้น...แต่เธอก็เลือกที่จะหักห้ามใจตัวเองและไปเยี่ยมอีกฝ่ายตามคำขอของท่านพ่อใน2-3วันให้หลัง...
เธอกล่อมตัวเธอเองว่าที่มานั้นไม่ใช่ความตั้งใจของตัวเธอเอง...และเธอจะกลับไปทันทีหลังจากเห็นหน้าเขาแล้ว...
เธอไม่อยากอยู่ดูสีหน้าที่หวาดกลัวราวกับเห็นผีของเขานานๆให้ความบอบช้ำและความเกลียดชังมันถูกดึงกลับขึ้นมาอีกครั้งหรอกนะ...
แต่สิ่งที่เธอเจอหลังจากที่เปิดประตูเข้าไปกลับเป็นรอยยิ้มและท่าทางดูสงบของคู่หมั้นที่เธอไม่อยากเจอหน้าเสียอย่างนั้น...
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความงุนงงและความไม่แน่ใจในตัวเธอเอง...
4ปีก่อน...
ตลอดเวลา2ปีที่ผ่านมา...เธอรู้...เธอรู้ว่าตั้งแต่อุบัติเหตุคราวนั้น...คนๆนั้นก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง...เขากลับมายิ้มให้กับผู้คน...รวมถึงยังพูดคุยกับใครๆได้อย่างไร้ซึ่งความกลัวต่างกับแต่ก่อน...
แม้ว่าดวงตาของเขาจะเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมกับรอยยิ้มที่ฉายชัดบนใบหน้านั้นก็ตาม...
แต่มันก็เสมือนกับเขานั้นได้เปลี่ยนกลายเป็นคนละคนกับก่อนหน้านั้น...
เหมือนตัวเขาในวัยเด็กที่ได้เติบโตขึ้นโดยไม่มีความตายของผู้เป็นมารดามาเหนี่ยวรั้งเอาไว้...
แต่เธอกลัว...
เธอกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ของเขานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา...ภาพลวงตาที่สักวันหนึ่งมันจะอันตรธานหายไป...
เธอไม่อยากที่จะเจ็บอีกแล้ว...
นั่นจึงทำให้ตัวเธอเองตัดสินใจ...ตัดสินใจที่จะถอนการหมั้นหมายนี้ลงซะ...เพื่อให้เธอนั้นหลุดพ้นจากความรู้สึกบอบช้ำในใจนี้...
ด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับตัวตนของเขาเมื่อ2ปีก่อน...
แต่มันก็สร้างความแปลกใจให้เธออีกครั้ง...กับท่าทางที่ไร้ซึ่งความแยแสใดๆที่เขาแสดงออกมา...
ยอมรับว่าตอนนั้นตัวเธอโมโหกับท่าทางกวนประสาทที่เขาแสดงออกมาเป็นอย่างมาก...แต่พอกลับมาได้คิดทบทวนอีกพักใหญ่...เธอกลับพบกับบางสิ่งที่ได้แปลกไป...
ถึงจะคิดแบบนั้น...แต่ตัวเธอก็หาได้มั่นใจกับสิ่งที่เธอคิด...
จนกระทั่ง...เธอได้โต้คารมกับเขาบนรถม้าระหว่าทางไปหอสมุดในวันนั้น...
มันทำให้เธอมั่นใจว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ...
มัน...ทำให้เธอรู้สึกมีหวังขึ้นมาอีกครั้ง...
ก่อนที่ความหวังนั้นจะปลิวหายไปจากเธออีกกครั้ง...กับข่าวความตายของเขา...
เธอไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี...ยามนั้นภายในหัวของเธอนั้นมืดและตันไปหมด...ไม่มีคำตอบใดที่ถูกตอบให้กับความวุ่นวายในจิตใจของเธอ...
ยามนั้นที่เธอยังมิอาจจะทำใจได้...กลับกลายเป็นว่าครอบครัวของเขากลับใช้เวลารักษาใจของตัวเองกับความสูญเสียได้อย่างรวดเร็วจนเธอนั้นแปลกใจ...
เธอชื่นชมพวกเขานะที่สามารถทำใจกันได้เร็วขนาดนี้...แต่เธอที่เป็นเพียงแค่คู่หมั้นที่ความสัมพันธ์ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่กลับไม่อาจจะทำใจได้...
สุดท้ายเธอก็ทำทีเป็นไปเยี่ยมเยือนพี่สาวของเขา...ทำทีเป็นอยากรู้เรื่องของเขา...จนมันไปจบที่ห้องหนังสือของบ้านที่พี่สาวของเขามักจะบ่นให้ฟังว่าตลอด2ปีมานี้มันมักถูกเขาคนนั้นยึดไปใช้เป็นห้องหนังสือของตัวเอง...
เธอเองก็อยากรู้...จึงมักแวะเวียนกลับมาอ่านหนังสือในห้องอยู่บ่อยครั้ง...ถึงแม้ในใจของเธอส่วนนึงมันจะเป็นการที่อยากจะลบคำสบประมาทของอีกฝ่ายก็ตามที...แต่ความอยากรู้ของเธอก็ชนะไป...
เธอจึงเริ่มที่จะอยากรู้ว่าเขานั้นชอบที่จะอ่านอะไรบ้าง...จนบางทีก็ถึงขั้นขอให้เพื่อนสาวที่ทำงานที่หอสมุดนั้นช่วยเอารายชื่อหนังสือที่เขามักจะยืมมาดูเพื่อตามไปอ่านดู...
และนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เธอเริ่มที่จะลองทำงานอดิเรกตามที่เขามักจะชอบทำ...
3ปีก่อน...
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่จับดาบจับอาวุธมาตลอดชีวิตอย่างเธอนั้นจะมาถ่านจับพู่กันแบบนี้...
เพราะความอยากรู้งานอดิเรกของเขา...เธอจึงได้ฝึกวาดรูปไปในที่สุด...
ไม่มีใครสอนเธอ...สิ่งที่สอนเธอนั้นคือหนังสือที่เขาทิ้งเอาไว้...
แต่แม้ฝีมือการวาดรูปนั้นจะดูเหมือนค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ...แต่ฝีมือการทำอาหารนั้นกลับไม่กระเตื้องเลยแม้แต่น้อย...
ทั้งๆที่เธอทำตามที่เขาเขียนแล้วแท้ๆเชียว...
2ปีก่อน...
สุดท้าย...พ่อบ้านของครอบครัวนั้นที่ทนดูไม่ได้ก็เข้ามาช่วยสอนเธอไปพร้อมๆกับพี่สาวของเขาในวันที่เธอมาเยี่ยมบ้านนี้...
ดูเหมือนว่าเขาเองก็จะจนปัญญากับการให้พวกเราทั้งคู่ฝึกกันเองแล้วเหมือนกันจึงได้เข้ามาสอนให้แบบนี้...
แน่นอนว่าฝีมือการวาดรูปของเธอนั้นกระเตื้องขึ้นไปเยอะ...แม้ว่าเธอจะไม่มีเวลาให้กับมันสักเท่าไหร่แต่ดูเหมือนว่าสำหรับเธอนั้นการวาดทิวทัศน์นั้นจะง่ายกว่าการวาดคนด้วยกันเสียอย่างนั้น...
มันเหมือนกับว่าเธอเริ่มเข้าใกล้เขาขึ้นมาทีละน้อย...
1ปีก่อน...
ไม่น่าเชื่อว่ายามนี้ในที่สุดเธอก็อ่านแบบที่เขาเคยทำเอาไว้เข้าใจเสียที...นั่นรวมถึงหนังสือที่เขาอ่านอีกหลายๆเล่ม...
ยอมรับว่ายามนั้นเธอทึ่งกับความสามารถของเขา...
แต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกเสียดาย...
เพราะเธอไม่มีวันที่จะบอกเขาได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันสุดยอดในสายตาเธอขนาดไหน...
ไม่กี่เดือนก่อน...
เสียงที่ทักเธอในตลาดยามนั้นมันทำให้เธอสับสน...
สับสนว่าเสียงที่เธอได้ยินตอนนั้นมันคือเขาจริงๆหรือเธอแค่หูฝาด...
แต่การที่เธอได้พบกับชายปริศนาที่เป็นเพื่อนกับผู้สูงศักดิ์ทั้งสองนั้นกลับยิ่งทำให้เธอแปลกใจ...
หลังหน้ากากนั้นเขาคือใคร...
ถึงแม้เธอจะจำเสียงและรูปลักษณ์ของเขาคร่าวๆได้...แต่เธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่านั่นคืออดีตคู่หมั้นของตัวเองที่เสียชีวิตไป...
ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขาจะแสดงท่าทางมีพิรุธออกมาก็ตาม...
แต่เธอเองก็ไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี...
และใช่...
เธอสรุปเองว่าเขาทั้งคู่นั้นไม่ใช่คนเดียวกัน...แม้ว่าตัวเธอจะตะขิดตะขวงใจก็ตาม...
ใครมันจะไปเชื่อได้ล่ะว่าอยู่ดีๆคู่หมั้นที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้วจะฟื้นกลับมาจากความตายได้...แต่นั่นก็ทำให้เธอเชื่อ...เชื่อว่าอย่างน้อยมันก็ทำให้ตัวเธอหลุดพ้นไปจากเงาของชายคนนั้นไปได้...
เธออาจจะยังมีโอกาสในความรักครั้งใหม่นี้...
ไม่กี่วันก่อน...
เขาไม่แม้แต่จะเชื่อในตัวเธอด้วยซ้ำไป...
เธอเห็นในแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน...ว่ามันสื่อแบบนั้น...
เธอเสียใจ...แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่ระบายให้กับเพื่อนของเธอที่เป็นพี่สาวของอดีตคู่หมั้นฟังได้แค่นั้น...
คงต้องบอกว่าเพื่อนคนนี้ของเธอนั้นเก็บความลับได้ไม่เก่ง...ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา...แต่มันก็ทำให้ข้อสันนิษฐานบางอย่างในใจเธอนั้นถูกดึงกลับขึ้นมาให้ขบคิดอีกครั้งหลังจากที่เห็นท่าทางของเพื่อนสาวผู้นี้...
วันนี้...
เธอจึงตัดสินใจไปคุยกับเขาด้วยตัวตนที่เธอสร้างขึ้นมาในตอนที่ไปดูร้านของเขาในวันเปิดตัว...
เธอได้ฟังเรื่องราวต่างๆจากปากเขา...
แม้ว่ามันจะคล้ายกับเรื่องของเธอกับอดีตคู่หมั้นมากก็ตามที...แต่เธอก็ยังไม่ออยากปักใจเชื่อ...
ถึงแม้ว่าหลังจากที่จบเรื่องนี้...มันจะทำให้เธอเจ็บจนเสียใจมากก็ตามที...แต่ตัวเธอก็ยังพอที่จะทำใจได้บ้างว่าตัวเองนั้นคงต้องสร้างความเชื่อใจกับคนตรงหน้าให้มากขึ้น...ให้เขาไม่ระแวงเธอแบบในตอนนี้...
แต่เพราะว่ารอยยิ้มสุดท้ายของเขา...รอยยิ้มที่เขาใช้เพื่อให้เธอไม่บอกเพื่อนทั้งสองของเขาว่าในตะกร้าที่เขาให้มานั้นมันพิเศษกว่าเพื่อนของเขา...
มันทำให้เธอกระจ่าง...
กระจ่างถึงข้อสงสัยที่ตัวเธอเองไม่อยากจะเชื่อและยอมรับมัน...
ว่าคนตรงหน้านั้นคือ...
อดีตคู่หมั้นคนนั้นจริงๆ...
ยามแรกเธอตกใจ...แต่เธอก็กลบเกลื่อนมันลงได้พร้อมกับขอตัวออกมาจากร้าน...
ความจริงมันยิ่งตอกย้ำเธอ...
นี่ไม่ใช่รักครั้งที่สองเลยแม้แต่น้อย...
มันคือรักครั้งแรกที่ไม่สมหวังซึ่งกลับมาตอกย้ำตัวเธออีกครั้ง...
แม้เธอจะไม่รู้สาเหตุที่เขานั้นต้องปิดบัง...แต่เธอก็มั่นใจ...ว่าการกระทำของเขากับตัวเธอในยามที่เธอไม่ได้ใส่หน้ากากนี้ไว้บนใบหน้านั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดไหน...
มันเป็นหลักฐานที่บ่งบอกอย่างชัดเจน...
ว่าตัวเธอในฐานะ‘เซรีน่า ทอรัส วัลคอร์ต’นั้นไม่มีโอกาสกับรักครั้งนี้อีกแล้ว...
ที่มีโอกาสน่ะเป็นตัวเธออีกคน...
ตัวเธอในยามที่เป็น‘มิสอินวิซิเบิ้ล’ของเขาต่างหาก...
แต่ถึงอย่างนั้น...นั่นก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่เธอปั้นแต่งสร้างขึ้นมาเพียงเท่านั้น...
กาแฟที่เขาคนนั้นเป็นคนทำถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากของร่างในชุดเกราะขลิบลายสีแดงประจำกายขึ้นดื่มก่อนจะวางมันกลับลงเมื่อรถม้านั้นหยุดลง
เธอยืดตัวลุกขึ้นพร้อมกับปาดน้ำตาที่หางตานั้นออกไปลมหายใจถูกผ่อนออกและสูดเพื่อตั้งสติ...สายรัดดาบข้างเอวถูกกระชับเข้ากับเอวของเธอพร้อมกับประตูของรถม้าที่เปิดออก
ถึงแม้ตัวเธอจะไม่มีโอกาสนั้นแล้วจริงๆ...
แต่อย่างน้อย...
ในยามที่เธอนั้นเป็นอีกคน...
เธอก็อยากจะรับความใส่ใจจากเขาให้ถึงที่สุด...
ก่อนวันที่ความจริงนี้จะถูกเปิดเผย...
ในยามนั้น...
ถึงเราจะไม่ได้รักกันก็ตาม...
เธอก็ไม่อยากให้เขานั้นรังเกียจที่เธอเลือกจะปิดบังความจริงนี้เพราะอยากได้ความอบอุ่นจากเขา...
พระผู้เป็นเจ้า...
ตัวเธอคงไม่โลภเกินไปใช่ไหม?
.........................................................
ครับ
มนุษย์เราควรคุยกันให้มากกว่านี้ครับ
การเก็บไปคิดและตัดสินใจเรื่องของอีกฝ่ายด้วยตัวเองหลายๆครั้งผลลัพธ์ก็ได้แบบคู่นี้นั่นแหละครับต่างคนต่างเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรับรู้เพียงแค่นั้น//ยักไหล่
และนี่แหละครับทางออกที่ผมว่าจากตอนที่แล้ว//หัวเราะ
จริงวันนี้ผมเองก็มีความลับอย่างนึงที่อยากจะมาบอกทุกคนให้ทราบเกี่ยวกับภาคแรกที่จบไปนานแล้วด้วยแหละครับ...
จะว่าไงดี...
จริงๆแล้วภาคนั้นน่ะ...
ผมตัดจบล่ะ...
หายไป5-6ตอนเอ๊งไม่เป็นไรหรอกเนอะครับ ฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ