Cafe's in New World เปิดคาเฟ่ในต่างโลก

    คอร์สที่2 เมนูที่18 ความในใจของหญิงสาวคนหนึ่ง

            รถม้าคันงามค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านถนนของเขตการค้าเข้าสู่ถนนหลักของเมืองหลวงอย่างไม่รีบร้อนสารถีที่คอยคุมม้าอยู่หน้ารถนั้นหันกลับมามองม่านที่ถูกปิดไว้ตั้งแต่ผู้โดยสารคนสำคัญของตนนั้นขึ้นรถม้าอย่างไม่สบายใจนัก

            คุณหนูคนสำคัญของเขานั้นแม้จะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรออกมาแต่วันนี้ข้ารับใช้อย่างเขากลับสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจรวมถึงอารมณ์หดหู่ของอีกฝ่ายที่หลุดเผยมันออกมาอย่างมากมายจนผิดวิสัยจนทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปสอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายอยู่ดี...

            ใช่...เพราะมันเกินหน้าที่ของข้ารับใช้แบบเขายังไงล่ะ...

            ร่างบางของสาวผมสีแดงเพลิงนั่งนั้นเงียบมาตลอดทางตั้งแต่ขึ้นรถม้าออกมาจากร้านคาเฟ่ร้านดังของอาณาจักรหน้ากากแฟนซีสีทองถูกปลดออกจากใบหน้าเนียนและวางลงข้างตัว เผยให้เห็นดวงหน้าของหญิงสาวที่ได้ฉายา‘กุหลาบเหล็กสีเพลิง’ที่เหล่าหนุ่มๆในเมืองหลวงนั้นขยาดกลัวไม่อยากจะยุ่งด้วยเท่าไหร่นัก

            ดวงตาสีแดงคมดุจใบมีดโกนที่ใครๆนึกไม่อยากสบด้วยยามนี้กลับเหม่อมองหลังคารถม้าอย่างเหม่อลอย ความคิดสะระตะในหัวตีกันไปมาอย่างวุ่นวายเสมือนกับว่ายามนี้ตัวเธอเองนั้นไม่รู้ว่าควรจะใส่ใจอะไรในจิตใจและความรู้สึกของตัวเองกันแน่...

            มือเรียวยกขึ้นมาแตะกับตะกร้าที่พึ่งได้รับมาอย่างลืมตัวความอุ่นจากสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ภายในนั้นเรียกความสนใจสติที่เหม่อลอยของหล่อนให้กลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ในมือตะกร้าถูกเปิดออกเผยให้เห็นแซนวิชหลากหลายไส้ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในพร้อมกับเซ็ตกาน้ำชาที่ถูกบรรจุอยู่ภายใน

            เธอนิ่งมองแซนวิชละลานตาและชุดน้ำชาเหล่านั้นอยู่พักใหญ่เหมือนกับตั้งสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่เจ้าหล่อนจะยื่นมือลงไปหยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วยกมันจ่อริมฝีปาก อ้าปากบางนั้นกัดแซนวิชเข้าไป...

            พร้อมกับน้ำตาที่หยดออกมาจากหางตาทั้งสอง...

            สารพัดความทรงจำจำนวนมากผุดขึ้นมาในหัวของหล่อนทุกๆครั้งที่กัดและกลืนแซนวิชในมือนั้นลงไป...ก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายที่นานที่สุดของเธอจะฉายชัดขึ้นมาตอกย้ำรอยแผลในจิตใจของเธอให้เด่นชัดขึ้นทั้งน้ำตา...

            ความทรงจำที่เธอพึ่งจะตระหนักได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง...ในยามที่เธอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว...

            เกือบๆยี่สิบปีก่อน...                                                                              

            เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับเขา...เด็กชายที่แสนร่าเริง...เด็กน้อยที่มักจะตามเธอและพี่ๆของเขาต้อยๆเด็กน้อยที่มักจะสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับพวกเธออยู่ตลอด...เขาเหมือนกับเทวดาตัวน้อยๆสำหรับเธอในตอนนั้นเสมอ...

            ก่อนที่ความตายของผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยจะทำให้ทุกอย่างนั้นแปรผัน...

            ตัวเธอที่พึ่งทราบข่าวหลังจากถูกส่งไปฝึกกับอาจารย์อัศวินนั้นทำได้เพียงเร่งรุดกลับมา...

            กลับมาหาเทวดาตัวน้อยๆที่พึ่งพบกับความสูญเสียไปด้วยความเป็นห่วง...

            แต่ความตายครั้งนั้นมันพรากรอยยิ้มและความร่าเริงนั้นไปตลอดการ...หลงเหลือเอาไว้เพียงสัตว์ตัวเล็กๆที่ขลาดกลัวกับทุกอย่าง…รวมถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน...

            น่าเสียดายที่ตัวเธอในวัยเด็กนั้นรับไม่ได้กับเรื่องนี้...

            จนมันกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของปมที่ฝังแน่นในใจไปในที่สุด...

            ไม่กี่สิบปีก่อน...

            ร่างของเด็กหนุ่มขี้แย้ที่เอาแต่ร้องไห้และสั่นกลัวนั้นทรุดตัวไม่กล้าขยับอยู่ที่พื้น...หลังจากที่เธอพึ่งจะช่วยเขาจากบรรดาเด็กเกเรที่เข้ามากลั่นแกล้งอีกฝ่าย...

            แม้จะเป็นการพบกันที่ไม่ได้ดีนัก...แต่สำหรับเธอที่ได้กลับมาพบอดีตเทวดาน้อยในวัยเด็กอีกครั้งนั้นมันเป็นเรื่องที่น่ายินดี...

            ใช่...เธอคิดเช่นนั้นหลังจากพึ่งจะช่วยเขาจากบรรดาเด็กเกเรเมื่อครู่...

            เธอเชื่อว่าการกระทำครั้งนี้ของตัวเองจะช่วยทำให้เทวดาน้อยนั้นหายกลัวตัวเธอแล้วกลับมาคุยเล่นกับเธอดั่งสมัยก่อน...

            แต่ไม่เลย...เพราะสิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นความหวาดกลัวจากร่างน้อยๆที่ถอยหนีอย่างไม่คิดชีวิตจนหลังไปชนกับต้นไม้...

            พร้อมกับเสียงกรีดร้องของร่างที่คุดคู้หลบลี้เธออย่างหวาดกลัว...

            ใจของเธอเหมือนกับแตกเป็นเสี่ยงๆ...

            และใช่...

            มันกลายเป็นปมที่ทำให้ความรักแปรเปลี่ยนกลับมากลายเป็นความบอบช้ำและการหันหลังหนี...

            รักแรกมักจะไม่สมหวัง...เคยมีคนพูดเอาไว้แบบนั้น...

            เธอไม่อยากจะรักเขาอีกแล้ว...

            หลายปีก่อน...

            การหมั้นหมายของเธอและเด็กหนุ่มคนนั้นถูกจัดขึ้นท่ามกลางคำคัดค้านของตัวหล่อนเองที่มิอาจจะรับชายคนนั้นได้...

            เพียงแค่เรื่องในวัยเด็กตอนนั้นมันก็แย่มากพออยู่แล้ว...เธอมิอยากจะเห็นหน้าของเด็กชายคนนั้นด้วยซ้ำไป...

            คงไม่มีใครอยากเห็นคนที่ทำให้ใจของตัวเองเจ็บกันนักหรอก...

            ยิ่งอีกฝ่ายมาอยู่ในสถานะแบบนี้กับตัวเองอีก...

            คิดหรือว่าเธอจะทำใจได้กันน่ะ?

            แถมท่าทางหวาดกลัวเธอทุกครั้งที่เจอหน้านั่นมันอะไรกัน?เธอไปทำอะไรให้เขาต้องมากลัวเธอด้วยหรือยังไง?

            ใช่...เธอไม่เข้าใจ...และไม่อยากจะเข้าใจเลยแม้แต่น้อย...

            จากความบอบช้ำก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดขี้หน้า...

            คนๆนี้ไม่สมควรจะมาเป็นคู่หมั้นของเธอเลยแม้แต่น้อย...

            6ปีก่อน...

            ข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาทำให้เธอตกใจ...

            ใจหนึ่งของเธอนั้นดีใจที่ตัวเองจะได้หลุดจากสถานะที่เป็นบ่วงคอมารัดคอนี้เสียที...

            แต่อีกเสี้ยวเล็กๆที่อยู่ลึกในใจมันก็เป็นห่วงเขาอยู่เช่นกัน...

            ความย้อนแย้งในจิตใจที่ก่อตัวขึ้นนั้นทำให้เธอจนปัญญาและสับสน...

            เธอควรจะรู้สึกยังไงกันแน่?

            ไม่...เธอไม่รู้...

            เธอจึงเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยมเขาโดยการทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้...

            จนกระทั่งได้ข่าวว่าเขาฟื้นขึ้นมา...

            แม้ในใจจะลึกๆจะลิงโลดที่ได้ยินเช่นนั้น...แต่เธอก็เลือกที่จะหักห้ามใจตัวเองและไปเยี่ยมอีกฝ่ายตามคำขอของท่านพ่อใน2-3วันให้หลัง...

            เธอกล่อมตัวเธอเองว่าที่มานั้นไม่ใช่ความตั้งใจของตัวเธอเอง...และเธอจะกลับไปทันทีหลังจากเห็นหน้าเขาแล้ว...

            เธอไม่อยากอยู่ดูสีหน้าที่หวาดกลัวราวกับเห็นผีของเขานานๆให้ความบอบช้ำและความเกลียดชังมันถูกดึงกลับขึ้นมาอีกครั้งหรอกนะ...

            แต่สิ่งที่เธอเจอหลังจากที่เปิดประตูเข้าไปกลับเป็นรอยยิ้มและท่าทางดูสงบของคู่หมั้นที่เธอไม่อยากเจอหน้าเสียอย่างนั้น...

            นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความงุนงงและความไม่แน่ใจในตัวเธอเอง...

            4ปีก่อน...

            ตลอดเวลา2ปีที่ผ่านมา...เธอรู้...เธอรู้ว่าตั้งแต่อุบัติเหตุคราวนั้น...คนๆนั้นก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง...เขากลับมายิ้มให้กับผู้คน...รวมถึงยังพูดคุยกับใครๆได้อย่างไร้ซึ่งความกลัวต่างกับแต่ก่อน...

            แม้ว่าดวงตาของเขาจะเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมกับรอยยิ้มที่ฉายชัดบนใบหน้านั้นก็ตาม...

            แต่มันก็เสมือนกับเขานั้นได้เปลี่ยนกลายเป็นคนละคนกับก่อนหน้านั้น...

            เหมือนตัวเขาในวัยเด็กที่ได้เติบโตขึ้นโดยไม่มีความตายของผู้เป็นมารดามาเหนี่ยวรั้งเอาไว้...

            แต่เธอกลัว...

            เธอกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ของเขานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา...ภาพลวงตาที่สักวันหนึ่งมันจะอันตรธานหายไป...

            เธอไม่อยากที่จะเจ็บอีกแล้ว...

            นั่นจึงทำให้ตัวเธอเองตัดสินใจ...ตัดสินใจที่จะถอนการหมั้นหมายนี้ลงซะ...เพื่อให้เธอนั้นหลุดพ้นจากความรู้สึกบอบช้ำในใจนี้...

            ด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับตัวตนของเขาเมื่อ2ปีก่อน...

            แต่มันก็สร้างความแปลกใจให้เธออีกครั้ง...กับท่าทางที่ไร้ซึ่งความแยแสใดๆที่เขาแสดงออกมา...

            ยอมรับว่าตอนนั้นตัวเธอโมโหกับท่าทางกวนประสาทที่เขาแสดงออกมาเป็นอย่างมาก...แต่พอกลับมาได้คิดทบทวนอีกพักใหญ่...เธอกลับพบกับบางสิ่งที่ได้แปลกไป...

            ถึงจะคิดแบบนั้น...แต่ตัวเธอก็หาได้มั่นใจกับสิ่งที่เธอคิด...

            จนกระทั่ง...เธอได้โต้คารมกับเขาบนรถม้าระหว่าทางไปหอสมุดในวันนั้น...

            มันทำให้เธอมั่นใจว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ...

            มัน...ทำให้เธอรู้สึกมีหวังขึ้นมาอีกครั้ง...

            ก่อนที่ความหวังนั้นจะปลิวหายไปจากเธออีกกครั้ง...กับข่าวความตายของเขา...

            เธอไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี...ยามนั้นภายในหัวของเธอนั้นมืดและตันไปหมด...ไม่มีคำตอบใดที่ถูกตอบให้กับความวุ่นวายในจิตใจของเธอ...

            ยามนั้นที่เธอยังมิอาจจะทำใจได้...กลับกลายเป็นว่าครอบครัวของเขากลับใช้เวลารักษาใจของตัวเองกับความสูญเสียได้อย่างรวดเร็วจนเธอนั้นแปลกใจ...

            เธอชื่นชมพวกเขานะที่สามารถทำใจกันได้เร็วขนาดนี้...แต่เธอที่เป็นเพียงแค่คู่หมั้นที่ความสัมพันธ์ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่กลับไม่อาจจะทำใจได้...

            สุดท้ายเธอก็ทำทีเป็นไปเยี่ยมเยือนพี่สาวของเขา...ทำทีเป็นอยากรู้เรื่องของเขา...จนมันไปจบที่ห้องหนังสือของบ้านที่พี่สาวของเขามักจะบ่นให้ฟังว่าตลอด2ปีมานี้มันมักถูกเขาคนนั้นยึดไปใช้เป็นห้องหนังสือของตัวเอง...

            เธอเองก็อยากรู้...จึงมักแวะเวียนกลับมาอ่านหนังสือในห้องอยู่บ่อยครั้ง...ถึงแม้ในใจของเธอส่วนนึงมันจะเป็นการที่อยากจะลบคำสบประมาทของอีกฝ่ายก็ตามที...แต่ความอยากรู้ของเธอก็ชนะไป...

            เธอจึงเริ่มที่จะอยากรู้ว่าเขานั้นชอบที่จะอ่านอะไรบ้าง...จนบางทีก็ถึงขั้นขอให้เพื่อนสาวที่ทำงานที่หอสมุดนั้นช่วยเอารายชื่อหนังสือที่เขามักจะยืมมาดูเพื่อตามไปอ่านดู...

            และนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เธอเริ่มที่จะลองทำงานอดิเรกตามที่เขามักจะชอบทำ...

            3ปีก่อน...

            ไม่น่าเชื่อว่าคนที่จับดาบจับอาวุธมาตลอดชีวิตอย่างเธอนั้นจะมาถ่านจับพู่กันแบบนี้...

            เพราะความอยากรู้งานอดิเรกของเขา...เธอจึงได้ฝึกวาดรูปไปในที่สุด...

            ไม่มีใครสอนเธอ...สิ่งที่สอนเธอนั้นคือหนังสือที่เขาทิ้งเอาไว้...

            แต่แม้ฝีมือการวาดรูปนั้นจะดูเหมือนค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ...แต่ฝีมือการทำอาหารนั้นกลับไม่กระเตื้องเลยแม้แต่น้อย...

            ทั้งๆที่เธอทำตามที่เขาเขียนแล้วแท้ๆเชียว...

            2ปีก่อน...

            สุดท้าย...พ่อบ้านของครอบครัวนั้นที่ทนดูไม่ได้ก็เข้ามาช่วยสอนเธอไปพร้อมๆกับพี่สาวของเขาในวันที่เธอมาเยี่ยมบ้านนี้...

            ดูเหมือนว่าเขาเองก็จะจนปัญญากับการให้พวกเราทั้งคู่ฝึกกันเองแล้วเหมือนกันจึงได้เข้ามาสอนให้แบบนี้...

            แน่นอนว่าฝีมือการวาดรูปของเธอนั้นกระเตื้องขึ้นไปเยอะ...แม้ว่าเธอจะไม่มีเวลาให้กับมันสักเท่าไหร่แต่ดูเหมือนว่าสำหรับเธอนั้นการวาดทิวทัศน์นั้นจะง่ายกว่าการวาดคนด้วยกันเสียอย่างนั้น...

            มันเหมือนกับว่าเธอเริ่มเข้าใกล้เขาขึ้นมาทีละน้อย...

            1ปีก่อน...

            ไม่น่าเชื่อว่ายามนี้ในที่สุดเธอก็อ่านแบบที่เขาเคยทำเอาไว้เข้าใจเสียที...นั่นรวมถึงหนังสือที่เขาอ่านอีกหลายๆเล่ม...

            ยอมรับว่ายามนั้นเธอทึ่งกับความสามารถของเขา...

            แต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกเสียดาย...

            เพราะเธอไม่มีวันที่จะบอกเขาได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันสุดยอดในสายตาเธอขนาดไหน...

            ไม่กี่เดือนก่อน...

            เสียงที่ทักเธอในตลาดยามนั้นมันทำให้เธอสับสน...

            สับสนว่าเสียงที่เธอได้ยินตอนนั้นมันคือเขาจริงๆหรือเธอแค่หูฝาด...

            แต่การที่เธอได้พบกับชายปริศนาที่เป็นเพื่อนกับผู้สูงศักดิ์ทั้งสองนั้นกลับยิ่งทำให้เธอแปลกใจ...

            หลังหน้ากากนั้นเขาคือใคร...

            ถึงแม้เธอจะจำเสียงและรูปลักษณ์ของเขาคร่าวๆได้...แต่เธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่านั่นคืออดีตคู่หมั้นของตัวเองที่เสียชีวิตไป...

            ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขาจะแสดงท่าทางมีพิรุธออกมาก็ตาม...

            แต่เธอเองก็ไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี...

            และใช่...

            เธอสรุปเองว่าเขาทั้งคู่นั้นไม่ใช่คนเดียวกัน...แม้ว่าตัวเธอจะตะขิดตะขวงใจก็ตาม...

            ใครมันจะไปเชื่อได้ล่ะว่าอยู่ดีๆคู่หมั้นที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้วจะฟื้นกลับมาจากความตายได้...แต่นั่นก็ทำให้เธอเชื่อ...เชื่อว่าอย่างน้อยมันก็ทำให้ตัวเธอหลุดพ้นไปจากเงาของชายคนนั้นไปได้...

            เธออาจจะยังมีโอกาสในความรักครั้งใหม่นี้...

            ไม่กี่วันก่อน...

            เขาไม่แม้แต่จะเชื่อในตัวเธอด้วยซ้ำไป...

            เธอเห็นในแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน...ว่ามันสื่อแบบนั้น...

            เธอเสียใจ...แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่ระบายให้กับเพื่อนของเธอที่เป็นพี่สาวของอดีตคู่หมั้นฟังได้แค่นั้น...

            คงต้องบอกว่าเพื่อนคนนี้ของเธอนั้นเก็บความลับได้ไม่เก่ง...ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา...แต่มันก็ทำให้ข้อสันนิษฐานบางอย่างในใจเธอนั้นถูกดึงกลับขึ้นมาให้ขบคิดอีกครั้งหลังจากที่เห็นท่าทางของเพื่อนสาวผู้นี้...

            วันนี้...

            เธอจึงตัดสินใจไปคุยกับเขาด้วยตัวตนที่เธอสร้างขึ้นมาในตอนที่ไปดูร้านของเขาในวันเปิดตัว...

            เธอได้ฟังเรื่องราวต่างๆจากปากเขา...

            แม้ว่ามันจะคล้ายกับเรื่องของเธอกับอดีตคู่หมั้นมากก็ตามที...แต่เธอก็ยังไม่ออยากปักใจเชื่อ...

            ถึงแม้ว่าหลังจากที่จบเรื่องนี้...มันจะทำให้เธอเจ็บจนเสียใจมากก็ตามที...แต่ตัวเธอก็ยังพอที่จะทำใจได้บ้างว่าตัวเองนั้นคงต้องสร้างความเชื่อใจกับคนตรงหน้าให้มากขึ้น...ให้เขาไม่ระแวงเธอแบบในตอนนี้...

            แต่เพราะว่ารอยยิ้มสุดท้ายของเขา...รอยยิ้มที่เขาใช้เพื่อให้เธอไม่บอกเพื่อนทั้งสองของเขาว่าในตะกร้าที่เขาให้มานั้นมันพิเศษกว่าเพื่อนของเขา...

            มันทำให้เธอกระจ่าง...

            กระจ่างถึงข้อสงสัยที่ตัวเธอเองไม่อยากจะเชื่อและยอมรับมัน...

            ว่าคนตรงหน้านั้นคือ...

            อดีตคู่หมั้นคนนั้นจริงๆ...

            ยามแรกเธอตกใจ...แต่เธอก็กลบเกลื่อนมันลงได้พร้อมกับขอตัวออกมาจากร้าน...

            ความจริงมันยิ่งตอกย้ำเธอ...

            นี่ไม่ใช่รักครั้งที่สองเลยแม้แต่น้อย...

            มันคือรักครั้งแรกที่ไม่สมหวังซึ่งกลับมาตอกย้ำตัวเธออีกครั้ง...

            แม้เธอจะไม่รู้สาเหตุที่เขานั้นต้องปิดบัง...แต่เธอก็มั่นใจ...ว่าการกระทำของเขากับตัวเธอในยามที่เธอไม่ได้ใส่หน้ากากนี้ไว้บนใบหน้านั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดไหน...

            มันเป็นหลักฐานที่บ่งบอกอย่างชัดเจน...

            ว่าตัวเธอในฐานะ‘เซรีน่า ทอรัส วัลคอร์ต’นั้นไม่มีโอกาสกับรักครั้งนี้อีกแล้ว...

            ที่มีโอกาสน่ะเป็นตัวเธออีกคน...

            ตัวเธอในยามที่เป็น‘มิสอินวิซิเบิ้ล’ของเขาต่างหาก...

            แต่ถึงอย่างนั้น...นั่นก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่เธอปั้นแต่งสร้างขึ้นมาเพียงเท่านั้น...

            กาแฟที่เขาคนนั้นเป็นคนทำถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากของร่างในชุดเกราะขลิบลายสีแดงประจำกายขึ้นดื่มก่อนจะวางมันกลับลงเมื่อรถม้านั้นหยุดลง

            เธอยืดตัวลุกขึ้นพร้อมกับปาดน้ำตาที่หางตานั้นออกไปลมหายใจถูกผ่อนออกและสูดเพื่อตั้งสติ...สายรัดดาบข้างเอวถูกกระชับเข้ากับเอวของเธอพร้อมกับประตูของรถม้าที่เปิดออก

            ถึงแม้ตัวเธอจะไม่มีโอกาสนั้นแล้วจริงๆ...

            แต่อย่างน้อย...

            ในยามที่เธอนั้นเป็นอีกคน...

            เธอก็อยากจะรับความใส่ใจจากเขาให้ถึงที่สุด...

            ก่อนวันที่ความจริงนี้จะถูกเปิดเผย...

            ในยามนั้น...

            ถึงเราจะไม่ได้รักกันก็ตาม...

            เธอก็ไม่อยากให้เขานั้นรังเกียจที่เธอเลือกจะปิดบังความจริงนี้เพราะอยากได้ความอบอุ่นจากเขา...

            พระผู้เป็นเจ้า...

            ตัวเธอคงไม่โลภเกินไปใช่ไหม?

            .........................................................

            ครับ

            มนุษย์เราควรคุยกันให้มากกว่านี้ครับ

            การเก็บไปคิดและตัดสินใจเรื่องของอีกฝ่ายด้วยตัวเองหลายๆครั้งผลลัพธ์ก็ได้แบบคู่นี้นั่นแหละครับต่างคนต่างเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรับรู้เพียงแค่นั้น//ยักไหล่

            และนี่แหละครับทางออกที่ผมว่าจากตอนที่แล้ว//หัวเราะ

            จริงวันนี้ผมเองก็มีความลับอย่างนึงที่อยากจะมาบอกทุกคนให้ทราบเกี่ยวกับภาคแรกที่จบไปนานแล้วด้วยแหละครับ...

            จะว่าไงดี...

            จริงๆแล้วภาคนั้นน่ะ...

            ผมตัดจบล่ะ...

            หายไป5-6ตอนเอ๊งไม่เป็นไรหรอกเนอะครับ ฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ