เส้นทางแห่งจอมราชัน

    ชูเซียงเหริน

    ภายในห้องส่วนตัว

    ห้องส่วนตัวนี้ไม่ใช่ว่าใครจะเข้ามาก็ได้ คนที่สามารถจองห้องส่วนตัวได้นั้นจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งหรือมีอำนาจและเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ 

    เนื่องจากห้องส่วนตัวนี้มีด้วยกันทั้งหมดสิบสองห้องด้วยกัน 

    ด้วยฐานะของข่ายเต๋อชิงทำให้เขาสามารถจองห้องที่ดีที่สุดได้อย่างไม่ยากเย็น

    ไม่นานพนักงานสาวก็เข้ามาในห้องก่อนที่นางจะเดินไปนั่งอยู่ที่ด้านหลังห้องพร้อมกับหยิบอุปกรณ์ชงชาออกมา

    เนื่องจากห้องส่วนตัวแต่ละห้องจะมีสาวชงชาให้ และพวกนางก็จะชงให้ดื่มตรงนั้นเลย 

    พนักงานสาวมีอายุประมาณยี่สิบนิดๆ รูปร่างอรชร แถมมีใบหน้าที่งดงาม เรียกว่าเป็นหนึ่งในสาวงามก็ยังได้ เพราะร้านชาแห่งนี้ขายความงามของพนักงานชงชาด้วยเช่นกัน

    แต่ถึงแม้ว่านะงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่ากับไป๋เหรินซี

    ไม่นานกลิ่นหอมของชาก็ค่อนๆลอยออกมา

    “ เป็นกลิ่นชาที่หอมมากๆ ” ไป๋เหรินซีพูดขึ้นด้วยความชื่นชม

    “ นั้นสิ เห็นทีคงต้องซื้อกลับไปไว้ที่จวนสักหน่อยแล้วล่ะ ” หยวนหมิงเย่เห็นด้วย

    ไม่นานชาตันฉิงก็ค่อยๆรินใส่ถ้วยชาใบเล็กและถูกเสิร์ฟโดยหญิงสาวชงชา

    หลังจากที่ทั้งสองดื่มแล้วก็ต้องยอมรับว่านี้คือชาที่อร่อยจริงๆ

    “ สมกับคำร่ำลือจริงๆ ” ไป๋เหรินซีพยักหน้ารับอย่างยินดี เพราะว่านางเองก็เป็นคนที่ชอบดื่มชา

    หยวนหมิงเย่ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่เขากำลังลิ้มรสชาตันฉิงอยู่

    ทั้งสองอยู่ในห้องส่วนตัวนานอยู่ครึ่งชั่วยามจึงออกเดินทางไปยังทะเลสาบหงหู่

    การเดินทางจากสวนดอกไม้ตันฉิงไปยังทะเลสาบหงหู่ใช้เวลาประมาณสองเค่อ  เนื่องจากสวนดอกตันฉิงอยู่ทางทิศตะวันตก แต่ทะเลสาบหงหู่อยูทางทิศใต้ ส่วนตลาดหลงเสวียนอยู่ตรงกลางเมือง

    เมื่อทั้งสองมาถึงทะเลสาบหงหู่ก็พบว่าทะเลสาบแห่งนี้งดงามมาก นอกจากนี้ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบก็มีตึกขนาดใหญ่สูงสี่ชั้นตั้งอยู่

    ทะเลสาบหงหู่มีขนาดใหญ่โตมากๆคาดว่าถ้าหากจะเดินครอบรอบทะเลสาบหงหู่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม 

    รอบๆทะเลสาบเต็มไปด้วยทางเดินขนาดใหญ่และมีผู้คนจำนวนมากที่เดินเล่นอยู่ ซึ่งส่วนมากจะเป็นคู่ชายหญิงหรือไม่ก็กลุ่มคนสี่ถึงห้าคนประมาณนี้

    “ นายน้อย นี้คือตึกหงหู่ขอรับ ตึกหงหู่เป็นภัตตาคารขนาดใหญ่ที่อยู่ในจุดที่ดีที่สุดที่จะชมดวงอาทิตย์ตกดินขอรับ นายน้อยอยากจะเดินรอบๆทะเลสาบก่อนหรือจะขึ้นไปที่ห้องส่วนตัวก่อนขอรับ? ” ข่ายเต๋อชิงถามจากด้านนอกรถม้า

    หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปถามไป๋เหรินซี

    “ ข้าอยากเดินเล่นรอบๆทะเลสายก่อน ” ไป๋เหรินซีกล่าว

    “ อย่างนั้นก็เดินเล่นที่ทะเลสาบก่อนแล้วค่อยไปที่ภัตตาคารหงหู่ ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    เมื่อได้รับคำตอบแล้ว จู้หวนก็ขับรถม้าไปจอดตรงจุดที่จอดรถม้าทันที

    “ เต๋อชิงเดี๋ยวเจ้าไปที่ภัตตาคารหงหู่แล้วจองห้องอาหารให้ข้าด้วย ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ รับคำสั่งนายน้อย ” ข่ายเต๋อชิงโค้งคำนับและเดินจากไป

    หยวนหมิงเย่และไป๋เหรินซีเดินเล่นรอบๆทะเลสาบและพูดคุยเรื่องราวต่างๆ

    ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเล่นอยู่นั้น จู่ๆก็มีกลุ่มรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีไม่ดีสักเท่าไหร่

    หยวนหมิงเย่และไป๋เหรินซีมองหน้ากันและรู้ว่าน่าจะมีปัญหากันแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย 

    กลุ่มรุ่นเยาว์นี้อายุประมาณยี่สิบปีกลางๆและประกอบไปด้วยคนห้าคน โดยเป็นผู้ชายสามและผู้หญิงสองคน

    ความแข็งแกร่งของคนกลุ่มนี้นับว่ายอดเยี่ยมอย่างมาก เพราะพวกเขาต่างก็อยู่ในระดับเทพยุทธ์ แต่มีเพียงชายหนุ่มคนหนุ่มที่มีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นต้น

    ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดคลุมที่หรูหราสีเทาอ่อนดูเข้ากับชายหนุ่มอย่างยิ่ง และเขาคนนี้ก็น่าจะเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ เพราะจากท่าทีที่คนอื่นๆพยายามเอาใจเขาก็เป็นหลักฐานชั้นดี

    “ สหายยินดีที่ได้รู้จัก ข้ามีนามว่าชูเซียงเหริน ไม่ทราบว่าสหายทั้งสองมีนามว่าอะไร ” ชูเซียงเหรินกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

    หยวนหมิงเย่และไป๋เหรินซีมองหน้ากัน เพราะทั้งสองจำได้ว่าตระกูลชูคือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงเพลิงราตรี และชูเซียงเหรินก็น่าจะเป็นลูกหลานของตัวตนระดับสูงของตระกูลชู ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ประสบความสำเร็จโดยที่อายุน้อยแบบนี้

    “ ข้าหยวนหมิงเย่ ส่วนนี้คู่หมั้นของข้าไป๋หรินซี ไม่ทราบว่าคุณชายชูมาหาข้าด้วยเรื่องอะไรหรือ? ” หยวนหมิงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    “ พอดีว่าข้าสังเกตเห็นว่าสหายทั้งสองน่าจะไม่ใช่คนของเมืองหลวง แต่ดูจากออร่าที่อยู่รอบตัวของสหายทั้งสองไม่ธรรมดาเลยจึงคิดที่จะมาทักทาย ” ชูเซียงเหรินกล่าว

    คนอื่นๆที่อยู่ด้านหลังของชูเซียงเหรินก็พากันเห็นด้วย

    หยวนหมิงเย่ได้แต่ลอบยิ้มอย่างเหยียดหยาม เพราะตอนที่เขาบอกว่าเหรินซีคือคู่หมั้นของเขา สีหน้าของชูเซียงเหรินชะงักอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่เสี้ยววินาทีหยวนหมิงเย่ก็สามารถมองทัน

    “ ใช่แล้วล่ะ ข้าและคู่หมั้นเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงเอง จึงอยากพานางมาเดินเล่นที่ทะเลสาบหงหู่สักหน่อย ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ เอาแบบนี้ดีไหม เดี๋ยวพวกเราเดินเล่นพร้อมกับแล้วก็ไปที่ภัตตาคารหงหู่ด้วยกันเลย ข้าได้จองห้องส่วนตัวเอาไว้แล้ว ” ชูเซียงเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

    “ พวกเจ้าอาจจะยังไม่รู้ คนธรรมดาไม่สามารถจองห้องส่วนตัวที่ภัตตาคารหงหู่ได้หรอกนะ การที่จะจองห้องส่วนตัวได้จำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักรสวรรค์ขึ้นไปหรือมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจจึงจะจองได้ ” เพ่ยซานกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ราวกับจะบอกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเขาไม่มีวันจองห้องส่วนตัวได้ถ้าหากไม่ได้คุณชายชูช่วย

    คนอื่นๆก็พากันพูดเสริมขึ้น

    “ เรื่องนี้ข้าทราบซึ้งในน้ำใจของคุณชายชูมาก แต่ข้าต้องขอโทษที่ต้องปฏิเสธ เพราะข้าเองก็ได้จองห้องส่วนตัวเอาไว้แล้ว เกรงว่าคงไม่ต้องถึงมือคุณชายชูหรอก ” หยวนหมิงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    คนอื่นๆพากันตกใจและไม่คิดว่าหยวนหมิงเย่จะจองห้องส่วนตัวได้แต่ทันใดนั้นทุกๆคนก็เข้าใจได้ทันที

    เนื่องจากห้องส่วนตัวภายในภัตตาคารหงหู่เองก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเพลิงปฐพี เพลิงสวรรค์และเพลิงจักรพรรดิ

    ซึ่งห้องระดับเพลิงปฐพีเปิดให้ตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นต้นจนไปถึงขั้นปลายจองห้องได้

    ส่วนระดับเพลิงสวรรค์จะเป็นตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นสูงและอาณาจักรสวรรค์ขั้นสมบูรณ์ 

    สุดท้ายระดับเพลิงจักรพรรดิจจะต้องเป็นตัวตนในระดับสวรรค์วิบัติขึ้นไปถึงจะจองได้ 

    ซึ่งห้องระดับเพลิงปฐพีมีอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยห้อง

    ห้องระดับเพลิงสวรรค์มีอยู่สามสิบห้อง

    ห้องระดับเพลิงจักรพรรดิมีอยู่ทั้งหมดเก้าห้อง

    พวกของชูเซียงเหรินคาดว่าห้องที่หยวนหมิงเย่จองก็น่าจะเป็นห้องเพลิงปฐพีอย่างแน่นอน

    “ ไม่เอาน่าสหาย เจ้ามากับพวกเราเถอะ อีกอย่างห้องที่ข้าจองนั้นเป็นถึงห้องระดับเพลิงสวรรค์เชียวนะ ” ชูเซียงเหรินกล่าวออกมา 

    แม้ว่าเขาจะเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่แต่เขาก็ยังเป็นเพียงแค่รุ่นเยาว์เท่านั้นและยังไม่มีสิทธิ์ที่จะจองห้องระดับเพลิงจักรพรรดิ

    หยวนหมิงเย่หรี่ตาลงเล็กน้อยและเริ่มรู้สึกรำคาญคนเหล่านี้แล้ว เขาจึงถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า “ ข้าจะไปไหนหรืออยู่ที่ไหนมันก็เรื่องของข้า เจ้าคิดว่าตระกูลชูของเจ้ายิ่งใหญ่นักหรือไง? เจ้าคิดว่าข้าเป็นเพียงบ้านนอกเข้าเมืองใหญ่งั้นหรือ งั้นข้าจะบอกให้เจ้าฟังก็ได้ข้าเป็นคนของหอเฟิงเซียง ทีนี้เจ้าจะไปไหนก็ไปเสีย ” 

    ทุกๆคนที่ได้ยินก็หยุดชะงักก่อนที่จะมองไปที่หยวนหมิงเย่ด้วยความประหลาดใจ

    “ เจ้าเป็นคนของหอเฟิงเซียง? ” ชูเซียงเหรินและคนอื่นๆพากันประหลาดใจ

    หอเฟิงเซียงคือกองกำลังที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาได้เพียงแค่ครึ่งปีเท่านั้น แต่ทุกคนก็รู้ว่าพวกเขาคือตัวตนที่ทรงพลังที่สุดแม้แต่ราชวงศ์ฮั่วก็ยังต้องให้ความเคารพ นอกจากนี้ผู้นำหอเฟิงเซียงหรือว่าท่านหยวนเฉิงก็เป็นถึงตันตนระดับสวรรค์วิบัติขั้นสมบูรณ์ ว่ากันว่าเขายังรับองค์หญิงเก้าที่ได้ชื่อว่าคนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในอาณาจักรเพลิงราตรีเป็นลูกศิษย์

    “ รู้แล้วก็ไปซะ ข้าจะเดินเล่นกับคนรักของข้าต่อ ” หยวนหมิงเย่กล่าวออกมาอย่างไม่เกรงใจก่อนที่จะจับมือของไป๋เหรินซีและจากไปทันที

    เมื่อหยวนหมิงเย่เดินไปได้ไกลแล้ว สีหน้าของทุกๆคนในกลุ่มก็ย่ำแย่อย่างมากโดยเฉพาะชูเซียงเหริน

    “ บัดซบ คิดว่าเป็นคนของหอเฟิงเซียงแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ!! ” หนิงเหลียงกัดฟันกล่าวอย่างไม่พอใจ คนอื่นๆเองก็รู้สึกว่าหยวนหมิงเย่เป็นคนที่หยิ่งผยองอย่างมาก

    “ จริงสิพี่ชู ไม่ใช่ว่าท่านสนิทกับท่านจูกิ๋นหรือ? ทำไมไม่ลองให้ท่านจูกิ๋นจัดการกับเจ้าสารเลวนี้ล่ะ ถ้าหากเป็นคนของหอเฟิงเซียงจัดการกันเองก็นับว่าสมเหตุสมผล ” ป๋อเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด

    “ ทำไม่ได้หรอก เนื่องจากหอเฟิงเซียงมีกฏที่เขียนอยู่ว่า การจะลงโทษคนของหอเฟิงเซียงจำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าทำผิดกฏและถ้าหากพิสูจน์แล้วว่าทำผิดกฏจริงๆจะถูกคนของผู้คุมกฏเป็นผู้ลงทัณฑ์ ไม่อย่างนั้นจะเป็นท่านจูกิ๋นที่ต้องรับโทษ ” ชูเซียงเหรินกล่าวอย่างจริงจัง

    “ ให้ตายเถอะนี้จะต้องปล่อยพวกมันไปอย่างนี้งั้นหรอ อีกอย่างพี่ชูก็ชอบผู้หญิงคนนั้นด้วย แม้ว่าว่านางจะปิดบังใบหน้าอยู่แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่านางจะต้องเป็นคนที่สวยมากๆเลยทีเดียว อาจจะเทียบเคียงได้กับสามสาวงามของอาณาจักรได้เลย ” โอเฉิงเฟิงออกมาด้วยความไม่พอใจอย่างมาก

    “ ดูเหมือนว่าคงทำได้แค่ปล่อยพวกมันไป ” เพ่ยซานกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

    “ เปล่าเลย ใครบอกว่าข้าจะปล่อยพวกมันไป ” ชูเซียงเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    ทุกๆคนที่ได้ยินก็รู้สึกประลาดใจ

    “ พี่ชูท่านจะจัดการคนเหล่านั้นยังไง? ” เพ่ยซานถามด้วยความสงสัย

    “ พวกมันก็บอกเองไม่ใช่หรือว่าจะไปที่ภัตตาคารหงหู่ อย่าลืมว่าภัตตาคารหงหู่เป็นของตระกูลเสียน ข้าและผู้ดูแลเสียนกั้นรู้จักกันอย่างดี ถ้าหากให้ผลประโยชน์ต่อผู้ดูแลหงเสียนนิดหน่อยแล้วบอกว่าห้องส่วนตัวเต็ม ทีนี้พวกมันก็จะได้ไปนั่งกับคนธรรมดา ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยไปให้พวกมันสองคนเห็นหน้า ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะขอโทษและมากินข้าวกับพวกเราก็ได้ ”ชูเซียงเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ทุกๆคนมองหน้ากันและพยักหน้าเห้นด้วย

    เนื่องจากหอเฟิงเซียงนั้นยิ่งใหญ่เกินไปและไม่มีใครกล้าที่จะท้าทายหอเฟิงเซียงโดยตรง ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจจะถูกหอเฟิงเซียงกวาดล้างก็ได้ เนื่องจากมีอยู่ครั้งหนึ่งในตอนที่หอเฟิงเซียงเพิ่งจะเปิดตัวใหม่ๆ ตอนนั้นมีตระกูลขนาดกลางอย่างตระกูลกู้ที่มีปัญหากับหอเฟิงเซียง 

    ในช่วงแรกหอเฟิงเซียงไม่ได้ตอบโต้อะไร เพราะพวกเขาไม่ได้สนใจตระกูลกู้อยู่แล้ว แต่เมื่อนานเข้าตระกูลกู้ก็ยังไม่เลิกก่อปัญหา พวกเขาจึงตัดสินใจและกวาดล้างตระกูลกู้ทันที

    เพียงแค่ค่ำคืนเดียวตระกูลกู้ที่เป็นตระกูลระดับกลางแถวหน้าๆของอาณาจักรเพลิงราตรีที่มีผู้บรรพชนเป็นถึงตัวตนระดับสวรรค์วิบัติขั้นต้นหนึ่งคนและระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นสมบูรณ์อีกห้าคน รวมไปถึงระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นอื่นๆอีกหลายสิบคนก็ถูกสังหารในค่ำคืนนั้น

    ในตอนนั้นห้าตระกูลใหญ่รวมไปกับกองกำลังชั้นยอดและราชวงศ์ฮั่วก็ออกมาโจมตีหอเฟิงเซียง แต่เมื่อผู้นำหอเฟิงเซียงท่านหยวนเฉิงและผู้อาวุโสใหญ่อู่จวินหยางปรากฏตัวขึ้น ก็ทำให้เสียงวิจารณ์เงียบหายทันที

    เพราะความแข็งแกร่งของผู้นำหอเฟิงเซียงหยวนเฉิงอยู่ในระดับสวรรค์วิบัติขั้นสมบูรณ์ ส่วนผู้อาวุโสใหญ่อู่จวินหยางอยู่ในระดับสวรรค์วิบัติขั้นสูง

    พวกเขาเพียงแค่สองคนก็สยบทุกกองกำลังจนไม่มีใครกล้าประจันหน้ากับทั้งสองอีกเลย ด้วยเหตุนี้เองทำให้ไม่มีตระกูลไหนกล้าที่จะไปมีปัญหากับหอเฟิงเซียงอีกเลย เพราะพวกเขากลัวว่าจะซ้ำรอยเดียวกับตระกูลกู้ แม้แต่ราชวงศ์ฮั่วก็ยังต้องยกภูเขาที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นที่สุดในอาณาจักรเพื่อเป็นการขอขมาต่อหอเฟิงเซียง

    “ ไม่ใช่ว่าพวกเขาจองห้องไปแล้วหรือ? ” เพ่ยซานถามขึ้นเพราะจำได้ว่าหยวนหมิงเย่บอกว่าได้จองห้องเอาไว้แล้ว

    ทุกๆคนที่ได้ยินก็ชะงักเล็กน้อยจากนั้นก็มองไปที่ชูเซียงเหรินทันที

    “ งั้นก็ต้องไปดูก่อนว่าพวกเขาจองห้องไว้หรือยัง ถ้าหากจองแล้วก็ค่อยคิดหาวิธีใหม่แทน ” ชูเซียงเหรินหรี่ตาลงและมองไปยังจุดที่หยวนหมิงเย่และไป๋เหรินซีกำลังเดินไป

     

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางแห่งจอมราชัน ที่คุณอ่าน