เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    ตลกร้าย

    ทันทีที่เงาร่างของเย่หยุนซีอันตรธานหายไป ใบหน้าของกู่หลินเฉินและเหว่ยเสวียนจีก็พลันกลายเป็นสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมา แววตาแฝงเร้นด้วยอารมณ์ซับซ้อนเกินบรรยาย มือที่ถือปิ่นปักผมคริสตัลหักๆเอาไว้ จู่ๆก็สั่นเทาราวกับประสบพบเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

     

    "ตะ ตามหา! พวกเจ้าออกตามหาเด็กคนเมื่อครู่เดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง!!" สองผู้ยิ่งใหญ่ตะโกนก้องเสียงดังลั่น

     

    เหล่าผู้ฝึกตนไม่ว่าจะฝ่ายธรรมะหรืออธรรมต่างพากันรับบัญชา หมุนกายจากไปทำหน้าที่ เหลือเพียงกู่หลินเฉินและเหว่ยเสวียนจีซึ่งยังคงยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว ทั้งๆที่ในใจร้อนรนราวกับถูกพายุเพลิงซัดโหมกระหน่ำ

     

    "เอาปิ่นปักผมอีกครึ่งหนึ่งมาให้ข้า!!" ผู้เป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ก้มหน้ากล่าวหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน

     

    "เหอะ เรื่องอะไรกัน ทำไมข้าต้องเชื่อฟังคำสั่งเจ้าด้วยมิทราบ" กู่หลินเฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ก่อนจะเตรียมหมุนกายออกจากสถานที่แห่งนี้ แต่ทว่าเหว่ยเสวียนจีก็บินมาขวางหน้าเขาเอาไว้อีกครั้ง ดวงตาและแก้มของนางเปียกชื้นเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่ากำลังร้องไห้

     

    "นี่เจ้าเป็นบ้าอะไร!" ชายหนุ่มที่พึ่งเคยเห็นอาการเช่นนี้ของอีกฝ่ายอดไม่ได้ที่จะหลุดปากอุทาน

     

    "เอาปิ่นปักคืนมาให้ข้า เอาปิ่นปักคืนมาให้ข้า" เหว่ยเสวียนจีกล่าวถ้อยคำเดิมซ้ำๆ พลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างเริ่มปะทุอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังคิดจะสู้ตาย หากไม่ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา

     

    กู่หลินเฉิมเมื่อสดับวาจา ดวงตาของเขาก็พลันฉายแววสั่นสะท้าน "คืนมางั้นหรือ? นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?"

     

    ผู้เป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์เผยสีหน้ามุ่งมั่นจริงจัง "มันเป็นของข้า คืนมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!!"

     

    "เป็นไปไม่ได้ๆ" ร่างของมหาเทพปีศาจเซถอยหลังไปเล็กน้อย ก่อนจะบ่นพึมพำ"ปิ่นปักผมน้ำค้างไพลินชิ้นนี้ เป็นสิ่งที่ข้ามอบให้กับภรรยาเผ่ามนุษย์ของข้า แล้วมันจะเป็นของเจ้าได้อย่างไรกัน?"

     

    เหว่ยเสวียนจีเมื่อได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปชั่วขณะ ในหัวบังเกิดภาพชายหนุ่มเผ่ามนุษย์หน้าตาหล่อเหล่าผู้หนึ่งทับซ้อนกับชายหนุ่มผู้เป็นศัตรูเบื้องหน้า แถมยังเชื่อมโยงไปถึงเด็กหนุ่มครึ่งเทพครึ่งปีศาจที่พึ่งหายตัวไปต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่นี้

     

    "ไม่จริง! เหลวไหล!! เหลวไหลสิ้นดี!!!" นางส่ายศีรษะไม่ยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน จากนั้นกระชากมิติบินหนีไปโดยไม่รอช้า

     

    ซึ่งในเวลาต่อมา กู่หลินเฉินเองก็คล้ายจะเชื่อมโยงทุกอย่างได้เช่นเดียวกัน

     

    "ที่แท้จื่อเสวียผู้นั้นก็คือเจ้า เหว่ยเสวียนจี" เขากุมเศษปิ่นปักผมในมือแน่นเมื่อเอ่ยวาจานี้ ศัตรูที่ต่อสู้กันมาอย่างนาวนานนับหมื่นๆปี กลับกลายเป็นคนรักที่ตามหามาโดยตลอด นี่มันเรื่องตลกบ้าบอแบบไหน สุดท้ายคือ! เขาควรที่จะทำอย่างไรต่อไปกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ดี

     

    "เห้อ ให้ตายสิ ข้าไม่ชอบความรู้สึกที่มันคลุมเคลือแบบนี้เอาซะเลย" หลังจบคำเอื้อนเอ่ย กู่หลินเฉินก็พลันหายตัวไปเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเองในทันที

    ตัดภาพกลับมาทางด้านของเย่หยุนซี หลังจากที่ทำการเคลื่อนย้ายกลับมาถึงขุนเขามารสวรรค์ ชายหนุ่มก็ได้นำเรื่องที่เขาก่อไปรายงานอาจารย์และผู้เป็นประมุขนิกายโดยไม่คิดรอช้า

     

    ส่งผลให้ตำหนักมารดาราต้องปิดผนึกตนเองเพื่อป้องกันการค้นหาอย่างบ้าคลั่งของขุมกำลังต่างๆ

     

    "ข้าขออภัยทุกท่านด้วยนะขอรับ ที่นำพาเรื่องยุ่งยากมาให้เสียได้" ณ คฤหาสน์ประมุขนิกาย เย่หยุนซีรู้สึกผิดจับใจ จึงได้เอ่ยปากกล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการ

     

    หยุนเยี่ยเฉินและหลี่ไป่ส่ายศีรษะก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง "เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไรกัน สำหรับพวกข้าการที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยได้นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมากแล้้ว เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องใส่ใจ"

     

    "ขอบคุณขอรับ" เย่หยุนซีโค้งศีรษะให้อีกฝ่าย พร้อมทั้งขอตัวไปหาภรรยาและลูกๆที่บัดนี้กำลังรออยู่บนขุนเขามารสวรรค์

     

    ส่วนทางฝั่งหยุนเยี่ยเฉินและหลี่ไป่นั้น พวกเขาจำเป็นต้องปรึกษากันถึงแนวทางและแผนการใหม่ๆ เนื่องจากตำหนักมารดาราตอนนี้มิใช่ทั้งขุมกำลังฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายอธรรม การดำรงอยู่จึงยากลำบากยิ่งกว่าเก่ามากโข