หลายชั่วโมงต่อมา
"คนอะไรวะกินสลัดแต่มีแค่แอปเปิลกับฝรั่ง" ใบเฟิร์นมองจานสลัดของฉันที่สั่งกับแม่ค้าว่าขอแค่สองอย่างนี้จริงๆ เพราะอย่างอื่นฉันไม่ชอบ
ตอนนี้เรามากินข้าวที่ศูนย์ขายอาหารในมหาวิทยาลัยที่จะเปิดขายของกินหลายๆอย่างใน่เย็นั้แ่สี่โมงเย็นถึงสองทุ่ม
"คนมันชอบแค่นี้"
"เปิดใจให้กว้างดิ ลองกินอย่างอื่นมั่ง" นิเนยบอกฉันแล้วยักคิ้วหลิ่วตาให้
"น้องญานิน" เสียงผู้ชายคนหนึ่งเรียกชื่อของฉันขึ้นมาแต่อีกสองคนหันไปมองด้วยและมองแบบตาค้างมาก
"พี่ฮ่องเต้ มาทานที่นี่ด้วยเหรอคะ" ฉันถามแล้วยิ้มให้เขาอย่างมีมารยาท
"ไอ้ธีก็มานะ"
"นินเบื่อหน้าพี่ธีแล้วค่ะ" ฉันพูดแล้วแกล้งทำหน้าสยองออกมาจนพี่ฮ่องเต้หัวเราะออกมาเบาๆ
วันนี้พวกพี่ๆใส่ชุดนักศึกษากันหมดและเสื้อนักศึกษาที่คณะนี้ใส่จะเป็สีขาวสว่างไม่เหมือนกับคณะอื่นที่เป็สีขาวนวล เลยทำให้เด่นๆ
"พวกมึงนั่งนี่กันมั้ย ขอนั่งกับน้องๆ"
"ยินดีค่ะ พี่ๆนั่งได้เลยถ้าไม่พอนั่งตักเฟิร์นก็ได้ค่ะ ฮ่าๆ" ยัยนิเนยกับใบเฟิร์นรีบขยับให้พวกพี่ฮ่องเต้นั่งทันทีแบบไม่ต้องคิดให้มากความ
แน่นอนว่าตอนนี้มีพี่ทศกัณฐ์ด้วย เขายืนมองเงียบๆก่อนจะเดินมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆฉันเพราะมันมีว่างเหลือพอดี
"..." เขาปรายตามองฉันเล็กน้อยแล้วก็นั่งกินข้าวเงียบๆไปอย่างนั้น
"กินแค่นั้นแกจะอิ่มมั้ย" พี่ธีมองจานฉันแล้วพูดขึ้นมาเหมือนตำหนิ
"ไม่ค่อยหิว"
"่นี้มีเื่เครียดๆค่ะ" ใบเฟิร์นหันไปบอกพี่ชายของฉัน พี่นธีจึงพยักหน้าเหมือนรับรู้
"พึ่งเห็นว่าเราไม่ห้อยป้าย ไม่เอารุ่นแล้วเหรอห๊ะ" พี่คิวมองมาที่ฉันแล้วถามขึ้น นั่นเป็คำถามที่ทำให้ฉันกลืนแอปเปิลไม่ลงคอเอาซะเลย
"เปล่าค่ะ ทำหายกำลังหาอยู่"
"ทำป้ายหายเนี่ยนะ" พี่ฮ่องเต้พูดเหมือนใ
"เชือกมันน่าจะหลุดตอนวิ่งไปรับน้องค่ะ" ฉันอธิบายให้เขาฟัง
"มีรุ่นพี่เก็บได้ค่ะ แต่ไม่ยอมคืน"
"ฮ่าๆ เราเลยเครียดเพราะกลัวใช่มั้ย" พี่คิวหัวเราะออกมา
"นินไม่ได้กลัวค่ะ ถ้าจะทำโทษนินคนเดียว แต่ถ้าทำโทษเพื่อนทั้งที่เพื่อนไม่ได้ผิด มันไม่ใช่เื่" ฉันพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิดกับอะไรหลายๆเื่
"จริงๆมีอีกวิธีที่จะเอาป้ายมาได้นะคะ แต่ยัยนินมันทำไม่สำเร็จ" นิเนยเสริมแล้วหันไปมองพี่ทศกัณฐ์
"มีอะไรที่พวกพี่ช่วยได้บอกนะ"
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ขอบคุณที่หวังดีนะคะ เื่นี้นินทำเอง ก็ควรจะแก้ปัญหาเองไม่ควรไปเดือดร้อนคนอื่น" ฉันพูดแล้วยิ้มให้พี่ฮ่องเต้และพี่คิว
"แน่มากครับน้อง ชอบว่ะ อันนี้พี่จริงจังนะน้องนินมีแฟนยัง" พี่ฮ่องเต้ถามออกมาแล้วยิ้มแบบสายตาหวานเยิ้มมาก
"แค่กๆ" อยู่ๆพี่นธีก็ไอออกมาเหมือนมีอะไรติดคอ ยัยนิเนยรีบดันขวดน้ำไปให้เขาทันที "น้องกูครับ ใจเย็นๆ"
"ยัยนินไม่มีแฟนค่ะ โสดมากก" ใบเฟิร์นตอบแทนฉันแล้วยิ้มแป้นมาให้
"พี่มีโอกาสมั้ย"
"พอๆ มึงพอเลยไอ้เต้ แดกข้าว" พี่ธีหันมาบอกพี่ฮ่องเต้เหมือนคนที่กำลังหวงน้องสาวมากอย่างนั้นแหละ
"หวงจังวะ"
เคร้ง
"..." คนข้างๆวางช้อนตัวเองลงเสียงดังก่อนจะหยิบมือถือของเขาขึ้นมาเล่นพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเหมือนรำคาญ ฉันหันไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจและเขาเองก็หันมามองฉันด้วยสายตาที่เหมือนรำคาญเต็มทน
เรามองหน้ากันอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งโดยไม่มีใครพูดอะไรสักคำ กลายเป็ฉันที่ต้องหันหน้าหนีกลับมา
"นินอิ่มแล้วกลับก่อนนะคะพี่ๆ" ฉันพูดแล้วยิ้มให้พวกพี่คิวและพี่ฮ่องเต้อย่างมีมารยาทก่อนจะยกมือไหว้แบบเคยชินเพราะถูกปลุกฝังจากการรับน้อง
"พวกเราไปก่อนนะคะ" อีกสองคนก็รีบไหว้และหยิบจานตัวเองตามฉันมาด้วย
"แก ทำไมพี่ทศกัณฐ์ดูโหดจังวะ หน้าตาหล่อลากมากนะ แต่ทำหน้าั์สมชื่อเลย เหมาะกับตำแหน่งเฮดว๊ากละ"
"พี่โรงเรียนเก่าฉันนี่แหละ เคยเป็แฟนยัยนินด้วย"นิเนยหันไปบอกกับใบเฟิร์น
"..." ฉันได้แต่เงียบไม่อยากพูดอะไรออกมาตอนนี้
"จริงดิ กริ๊ด คือพี่ๆหล่อทุกคนจริงๆ แต่พี่ทศกัณฐ์ดูไม่เป็มิตรอะ นินแกเคยคบจริงดิ ไม่อึดอัดเหรอ"
"เป็แบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ถ้ามีแฟนก็อีกแบบ" ยับนิเนยพูดแล้วเดินมาโอบไหล่ฉันอย่างให้กำลังใจ
"เหมือนพี่เขาหึงแกเลยยัยนิน"
"เขาเกลียดฉันมากกว่า พอๆเลิกพูดเื่นี้เถอะ" ฉันรีบบอกปัดเพราะไม่อยากคิดถึงเื่ของเขาอีก
แต่ไม่รู้ทำไมภาพที่จ้องตาเขาเมื่อกี้นี้ถึงติดตาตรึงใจฉันเหลือเกิน
สายตาของเขาเมื่อกี้มันหมายถึงอะไรนะ ฉันเดาทางไม่ถูกเลย มันคืออะไรกันแน่
โกรธ เกลียด รำคาญ หรืออะไรฉันก็อ่านมันไม่ออก
วันต่อมา
และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ฉันจะโดนเชือดเพราะไม่สามารถหาป้ายชื่อของตัวเองมาได้ยังไงล่ะ
"วันนี้เป็วันสำคัญนะครับ! เพราะดูแล้วเราน่าจะได้ปลดพวกคุณออกจากรุ่นทั้งหมด จะไม่มีชื่อรุ่นของพวกคุณอยู่ในคณะนี้!!"
แล้วเสียงพี่ว้ากคนอื่นก็พากันะโขึ้นมาเสริมทัพ
"คนที่ไม่มีป้ายออกมา!!"
ฉันเดินออกไปตามคำสั่งของพี่เฮดว้าก ก่อนจะยืนอยู่หน้าแถวแล้วหันหน้าไปหาเพื่อน
"คุณจะทำยังไง ในเมื่อคุณเป็ต้นเหตุให้เพื่อนไม่ได้รุ่นแบบนี้!!"
"ขอพูดค่ะ"
"เชิญ!"
"หนูทำผิดคนเดียว ขอรับโทษคนเดียวค่ะ เพราะทำป้ายชื่อหายเอง" ฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ได้!! ผมจะให้เลือกระหว่างออกจากรุ่นกับวิ่งรอบสนามกีฬากลางห้าสิบรอบเพื่อให้อยู่ในรุ่นต่อ"
"วิ่งค่ะ"
"เชิญ!"
"หนูขออนุญาตช่วยเพื่อนค่ะ" ยัยนิเนยยกมือขึ้นมา ดวงตาของนิเนยแดงก่ำจนฉันเริ่มอยากร้องไห้ออกมา
"คุณจะช่วยยังไง! จะให้เพื่อนขี่คอเหรอ"
"ขอแบ่งกับเพื่อนค่ะ"
"เห็นผมเป็เพื่อนเล่นคุณเหรอ!! ถ้าอยากวิ่งกับเพื่อนก็ไปเลย คนละห้าสิบรอบ! ไม่มีแบ่ง ถ้าทำไม่ได้พวกคุณสองคนก็ไม่ต้องเอารุ่น"
แล้วยัยนิเนยก็วิ่งออกจากแถวมาจริงๆ
"นิเนย..."
"แกไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะอยู่กับแกเอง"
"พวกแก รอฉันด้วย" แล้วเสียงของยัยใบเฟิร์นก็ตามมาด้านหลังอีกคนฉันยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะกอดพวกมั้นด้วยความรู้สึกจุกอก
"ไปเถอะ"
แล้วเราสามคนก็พากันไปวิ่งในสนามกีฬาที่มีลู่วิ่งอยู่รอบสนามฟุตบอล หนึ่งรอบมีระยะทางครึ่งกิโลเมตรเลย แปลว่าวันนี้พวกเราต้องวิ่งกันยี่สิบห้ากิโลเมตร
สองวันมานี้ฉันยิ่งทานข้าวไม่อร่อยด้วยสิ จะรอดถึงห้าสิบรอบมั้ยนะ
หนึ่งรอบ
สองรอบ
ห้ารอบ
สิบรอบ
"พวกแก ฉันแทบจะอ๊วกแตกอยู่แล้ว" ใบเฟิร์นเปลี่ยนจากวิ่งเป็เดินด้วยท่าทางอิดโรย
"ถ้าแกไม่ไหวก็พอเถอะ อย่ามาเหนื่อยกับฉันเลย" ฉันพูดออกไปด้วยใจสู้ ทั้งที่ตอนนี้แทบไม่มีแรง ขาที่ก้าวออกไปแต่ละก้าวราวกับมีก้อนหินก้อนใหญ่ผูกล่ามเอาไว้
"ได้ไงวะ ลงเรือลำเดียวกันแล้วถ้าตายก็ต้องตายด้วยกัน" ใบเฟิร์นพูดก่อนจะออกแรงวิ่งอีกครั้ง
"มีพี่ว้ากมาแอบดูพวกเราอยู่"
"อืม เห็นแล้ว" ฉันบอกนิเนยแล้ววิ่งไปต่อและแกล้งทำเป็ไม่สนใจ
"ญานิน!" เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นและฉันจำได้ว่ามันเป็เสียงของพี่นธี แต่เขาอยู่ตรงไหนล่ะ
ฉันวิ่งไปต่อแล้วหันไปมองรอบๆขอบรั้วก่อนจะเห็นพี่ชายตัวเองชูขวดน้ำให้
"พี่รู้ได้ไงว่านินโดนทำโทษ" ฉันวิ่งไปหาพี่ชายตัวเองและเห็นใครบางคนที่ยืนหันหลังให้อยู่
ทั้งสองคนใส่เสื้อช็อปสีกรมท่าที่มีสัญลักษณ์รุ่นอยู่ตรงกระเป๋าเสื้ออกข้างซ้าย
"พาปีหนึ่งมาทำกิจกรรมในโรงยิม"
"อ่อ นินไปละนะ"
"..." พี่นธีพยักหน้าก่อนจะถามอีกรอบ "แกไหวแน่นะ หน้าซีดจังวะ"
"กลัวนินตายเหรอ" ฉันขำออกมาแล้วนั่นเป็จังหวะที่อีกคนหันมาพอดีจึงรีบหุบยิ้มเพราะเขามองมาด้วยหน้าดุๆไม่เป็มิตรเอาซะเลย
"ฉันกลัวแม่ด่าถ้าแกเป็อะไรแม่เอาฉันตายแน่"
"นินไปเป็ไรหรอกน่า" ฉันบอกแล้วปรายตามองอีกคนที่ทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ "ไปละ"
พอหันหลังกลับมาเพื่อนอีกสองคนก็วิ่งมาถึงฉันพอดี จึงยื่นขวดน้ำให้พวกนั้นไป โชคดีที่พวกพี่ว้ากอยู่อีกฝั่ง คงไม่เห็นพวกพี่นธี
"แกดื่มดินิน หน้าแกซีดมากเลยนะ"
"แกดื่มก่อนเลย" ฉันบอกแล้วยิ้มออกมาก่อนจะก้าวขาวิ่งต่อ แต่อยู่ๆก็เหมือนโลกมันดับวูบไปชั่วขณะราวกับมีคนปิดสวิตซ์
ปึก!
"เห้ย! ยัยนิน!"
"นิน!"
"ญานิน!!"