หลังจากมาส่งหลงเฉินที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง เจาเทียนฟางก็ง่วนอยู่กับงานของตนเอง เมื่อเห็นแววตาเย็นชาของเขา อาวเสวี่ยก็หัวเราะออกมาเพราะผลลัพธ์ที่คาดเอาไว้แล้ว
“เชิญไปได้แล้ว!”
ราวกับว่าเขาพร้อมที่จะไล่หลงเฉินออกมา
เมื่อดูจากสีหน้าของเจาเทียนฟาง นางก็รู้ว่าหลงเฉินผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีไปได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ตัวนางเองก็ผสานไปได้หนึ่งชิ้นเช่นกัน และหากนางพยายามให้มากขึ้น นางอาจจะทำได้ถึงสองชิ้นก็เป็นได้
นั่นก็หมายความว่าความกระตือรือร้นที่เขามีต่อหลงเฉินนั้นช่างเปล่าประโยชน์สิ้นดี
‘เขาเป็นเพียงเศษสวะน่ารังเกียจที่คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์สินะ? น่าขันนัก!’
ด้านหลังหลงเฉิน อาวเสวี่ยหัวเราะคิกคักกับตนเอง
“หากนางรู้จำนวนผลึกแก้วที่เจ้าผสานได้ละก็ ข้าสงสัยนักว่านางจะทำหน้าอย่างไร”
“เสี่ยวซี ไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะ นี่ก็มืดแล้ว เจ้าควรจะรอให้ถึงเวลากลางคืนก่อนที่จะลงมือ ไม่เช่นนั้นจะน่าสงสัยจนเกินไปที่ของพวกนั้นหายไปทันทีหลังจากที่เรากลับ”
สำหรับอาวเสวี่ย หลงเฉินทำได้เพียงหัวเราะ
เขาไม่มีอารมณ์จะไปมีเรื่องกับคนเช่นนี้ ภายใต้สายตาที่จับจ้องของอาวเสวี่ย หลงเฉินเดินออกจากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งและเดินเล่นไปตามถนนต่าง ๆ เขาพบร้านน้ำชาจึงหยุดแวะดื่มน้ำชาและใช้เวลาเพื่อทดสอบร่างกาย
“หากผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีได้สิบชิ้นก็จะทำให้ร่างกายของข้าแปรเปลี่ยนเป็นกายาเพลิงอัสนี และกลายเป็นจอมยุทธ์เพลิงอัสนีงั้นหรือ?”
หลงเฉินสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ทำให้รู้สึกชาแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ด้วยสายฟ้าและเปลวเพลิงนั้นเป็นพลังที่รุนแรงที่สุดในสวรรค์และผืนพิภพ
“ใช่แล้ว นอกจากนี้ยังมีระดับที่ต่างกันของกายาเพลิงอัสนี หากเจ้าผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีสิบชิ้น เจ้าก็จะมีกายาเพลิงอัสนีระดับหนึ่ง จากนั้นก็เป็นระดับสอง และระดับสามเป็นระดับสุดท้าย ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าต้องใช้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีกี่ชิ้น แต่ที่แน่ ๆ ย่อมไม่น้อยกว่าสิบชิ้นแน่นอน!”
“ต้องทำอย่างไรข้าถึงจะผสานผลึกแก้วได้มากกว่านี้ล่ะ?” หลงเฉินถามด้วยความตื่นเต้น
“อย่างแรก การผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีนั้นเกี่ยวพันกันร่างกายของเจ้า โดยพื้นฐานแล้วเจ้าเป็นนักรบมังกร พลังปราณแท้จริงส่วนใหญ่ของเจ้าคือมังกร ร่างกายของเจ้าเกือบจะเทียบเคียงได้กับสภาวะของลูกมังกร และในแง่ของร่างกายแล้ว เจ้าก็รับผลึกแก้วเพลิงอัสนีได้อีกมากเลยล่ะ”
“อีกเรื่องก็คือปราณแท้จริงของเจ้า ยิ่งเจ้ามีพลังปราณมากเพียงใด คลื่นพลังมังกรในพลังปราณ --- เรียกง่าย ๆ ว่าปราณวิญญาณมังกรก็แล้วกัน มันจะทรงพลังอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผลึกแก้ว สายฟ้า หรือเปลวเพลิง พวกมันจะถูกควบคุมโดยตัวเจ้าเอง ตราบใดที่เจ้าแน่ใจว่าปราณวิญญาณมังกรในร่างแข็งแกร่งกว่าพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิง เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่เป็นไร”
“แต่หลังจากที่พูดมาทั้งหมด เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีนี่ว่าจะเอาผลึกแก้วเพลิงอัสนีมาได้มากแค่ไหน”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลงเฉินจึงทำได้เพียงหัวเราะออกมา
ไม่เพียงแต่ผลึกแก้วเหล่านี้จะสามารถบ่มเพาะร่างกายได้ มันยังเพิ่มพลังสายฟ้าและเปลวเพลิงในปราณแท้จริงได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าล่อตาล่อใจมากสำหรับหลงเฉิน
ในช่วงแรกที่เขาใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] ความทนทานของร่างกายก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับอำพันขั้นสูง
ซึ่งเป็นผลมาจากหนึ่งในพันส่วนของแก่นโลหิตสืบทอด เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ และยังมีทักษะยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่เว้นแม้แต่การบ่มเพาะร่างกาย หลงเฉินจึงตระหนักได้ว่าตัวเขาเองยังขาดอยู่มากนัก
คงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากแก่นโลหิตสืบทอดได้เต็มที่ หลงเฉินจึงตั้งเป้าหมายให้กับตนเองและตั้งมั่นที่ผลึกแก้วเพลิงอัสนีเหล่านี้
“เจ้าบ้านี่ เจ้ายังไม่เชื่อข้าอีกรึ? รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวข้าจะไปเอง รับรองได้เลยว่าข้าจะลงมืออย่างไร้ที่ติ”
ภายในกระบี่หลิงซี หลิงซีรู้สึกรำคาญใจยิ่งกว่าเดิมที่หลงเฉินไม่เชื่อคำพูดของนาง
หากไม่ใช่เพราะยังไม่ถึงเวลา นางคงรีบรุดไปยังสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเสียเดี๋ยวนั้น
‘เจ้าคงไม่เชื่อว่าข้าทำอะไรได้บ้าง ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไรก็ตาม ข้าจะต้องเอาผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนั้นมาให้เจ้าให้ได้!’
จู่ ๆ หลิงซีก็มีท่าทีเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุดซึ่งดูไม่เหมือนนิสัยของนางเอาเสียเลย อย่างไรก็ตาม หลงเฉินรู้ดีว่าเด็กสาวผู้นี้คิดอะไรอยู่
ในช่วงนี้หลงเฉินปฏิบัติต่อนางอย่างดี เมื่อเขาพอมีเงินทอง เขาก็เอาไปแลกกับผลฟื้นฟูวิญญาณมาให้นาง แม้ตอนที่ตระกูลของเขากำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ หลงเฉินก็ยังเข้าไปในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรและเสี่ยงชีวิตเพื่อตามหาหญ้าวิญญาณนิมิตมาให้นางอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้หลิงซีรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก
เช่นนั้นแล้ว นางจึงอยากทำอะไรเพื่อเขาบ้าง
‘เมื่อมีนางอยู่ ข้าคิดว่าข้าคงไม่จำเป็นต้องเที่ยวเล่นไปเรื่อยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว...’
หลงเฉินเริ่มมีความคิดชั่วร้าย ทันใดนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ เวลานี้ความสัมพันธ์ของเขากับหลิงซียังไปไม่ถึงขั้นนั้น และภูมิหลังของนางก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ บางครั้งหลงเฉินก็รู้สึกว่านางมาจากโลกอื่น…
‘มังกรหนุ่มเช่นข้าเคยโฉบผ่านมวลหมู่ดอกไม้มามากมายโดยที่ไม่มีใบไม้เกาะติดร่างกายเลยสักใบ ข้าจะแขวนตัวเองอยู่กับต้นไม้เพียงต้นเดียวได้อย่างไรกัน และยิ่งไปกว่านั้น ต้นไม้ต้นนี้ยังไม่โตเต็มทีเลยด้วยซ้ำ...’
บางสิ่งบางอย่างในโลกใบนี้ก็ช่างลึกลับ แม้จะเหนือความคาดหมาย แต่กลับสมเหตุสมผลเสียเหลือเกิน
‘อย่างไรก็ตาม หลิงซีนั้นงดงามเกินไป อีกไม่กี่ปี ความเป็นผู้หญิงของนางก็จะเบ่งบานออกมา และข้าคงทำได้เพียงสยบอยู่ใต้ความงดงามนั้น หากเทพธิดาอย่างนางมาตกหลุมรักปีศาจร้ายอย่างข้า มันคงเป็นเรื่องเศร้านัก!’
แต่เมื่อคิดว่าหลิงซีจะไปคบหากับชายอื่นในภายภาคหน้า หลงเฉินก็แทบอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด
‘หรือนี่จะเป็น... เรื่องในตำนานที่เรียกว่า ความรัก?’
หลงเฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลิงซีและตัวเขาได้ประสบพบเจอเรื่องราวมากมาย มันทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันท่ามกลางเสียงหัวเราะและความโกรธแค้น ทุกครั้งที่หลงเฉินนึกถึงเรื่องนี้ มักจะมีรอยยิ้มปรากฏออกมาบนใบหน้า
“แม่นางหยูจากหอนางโลมหยกมรกตเคยบอกข้าว่ารักแรกพบนั้นเป็นเรื่องหลอกลวง แต่รักแท้คือเมื่อคนสองคนเดินทางมาพบกัน ร้องไห้ด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน และพัฒนาความรู้สึกไปเรื่อย ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้... พวกเราก็อาจจะไปถึงจุดนั้นได้เหมือนกันไม่ใช่รึ?”
หลงเฉินรู้สึกสับสนอย่างมาก ตั้งแต่เด็กเขาไม่เคยคิดฝันถึงการมีภรรยาหลายคนหรือแม้แต่ภรรยาน้อย และในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยปรารถนาเช่นกัน
“นี่... เจ้าโง่! เจ้ายิ้มอะไรของเจ้าน่ะ น่าขนลุกจริงเชียว คิดเรื่องอะไรอยู่รึ?”
เมื่อเห็นหลงเฉินกำลังอยู่ในภวังค์ความคิดและจู่ ๆ ก็ทำหน้าเคลิ้ม หลิงซีก็ขมวดคิ้วและเอ่ยถาม
หลงเฉินได้แต่หัวเราะด้วยความเขินอาย เวลานี้เริ่มมืดแล้ว หลงเฉินมองไปยังสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง และจู่ ๆ เขาก็ยิ้มกว้าง
“เสี่ยวซี เจ้าเคยสังเกตชื่อของ [สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง] ไหม?”
“มันมีอะไรแปลกนักรึ?”
หลงเฉินยิ้ม
“อรุณรุ่ง ก็คือ เฉินซี มันมาจากคำว่า ‘เฉิน’ ในชื่อของข้า และ ‘ซี’ ในชื่อของเจ้า รวมกันแล้วก็เป็น [เฉินซี] ไงล่ะ!”
เมื่อรู้สึกถึงแววตาหลงใหลของหลงเฉินที่มองนาง หลิงซีก็หน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอายและทำท่าโวยวาย
“ถ้าเจ้ากล้าล่วงเกินข้าละก็ ข้าจะเตะก้นเจ้า!”
แม้ว่านี่จะเป็นการตักเตือน แต่ก็ยังมีความหวานและอ่อนโยนในน้ำเสียงของนาง ทันใดนั้น เมื่อนางรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ นางผงะไปชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“นี่ก็ได้เวลาแล้ว ใช่ไหม? ข้าจะไปตอนนี้เลย”
หลงเฉินไม่ต้องการห้ามนาง หากนางไม่ได้ทำตัวมีประโยชน์ให้เขาเห็น นางอาจจะสร้างปัญหาในภายภาคหน้าก็เป็นได้
ภารกิจนี้ไม่ค่อยอันตรายนัก ดังนั้นหลงเฉินจึงเห็นด้วย
“จำไว้นะ ความปลอดภัยของเจ้าสำคัญกว่าทุกสิ่ง”
“รู้แล้วน่า”
ต่างหูหมุดหลิงซีเลื่อนหลุดออกจากหูของหลงเฉิน จากนั้นก็อันตรธานหายไปในยามค่ำคืน
เมื่อไม่มีหลิงซีอยู่ที่หู หลงเฉินรู้สึกว่างเปล่าและไม่มั่นคงอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อไม่มีหลิงซีอยู่ข้าง ๆ เขารู้ว้าเหว่อย่างมาก
‘นี่ข้าหวาดกลัวความเหงาเช่นนั้นรึ?’
มันยากจะจินตนาการได้ว่าเขาจะผ่านพ้นการเดินทางนี้อย่างไร และเขาจะทำเช่นไรในอนาคตหากไม่มีหลิงซี
“เฉินซี คือการเริ่มต้นวันใหม่ พวกเราจะเป็นเหมือนรุ่งเช้าที่สดใสอยู่เสมอ ซึ่งหมายถึงชีวิตใหม่ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์!”
เวลานี้ หลงเฉินหลับตาและปล่อยมือสบาย ๆ บนที่วางแขน เขาเอนหลังพิงและฟังเสียงหัวใจของตนเอง
หลงเฉินตั้งใจฟังและพบว่าเสียงมันดังมากทีเดียว
เสียงหัวใจเต้นดังโครมครามอยู่ในหูของเขา มีความรู้สึกคลุมเครือของเทพมังกรสีโลหิตอยู่ในหัวใจและมันกำลังร้องคำราม
‘มังกรวิญญาณโลหิตบรรพกาล... หรือชะตาจะลิขิตให้ข้าต้องพบเจอเพียงเลือดและการเข่นฆ่า?’
เวลาผ่านไปมากกว่าหนึ่งก้านธูป หลงเฉินลืมตาขึ้นและตอนนั้นเองที่ถุงมิติใบหนึ่งตกลงบนมือของเขาพร้อมความรู้สึกน่าพึงพอใจกลับมาที่ติ่งหู
“เจ้าบ้า รีบกลับไปที่ตระกูลหลิงอู่ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้เลยนะ!”
หลงเฉินรีบมุ่งหน้ากลับไปที่ตระกูลหลิงอู่โดยไม่พูดอะไร
เขาสังเกตว่าไม่มีวี่แววของความเหนื่อยล้าในน้ำเสียงของหลิงซี หลงเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขณะที่รีบพุ่งตัวกลับ หลงเฉินก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าบาดเจ็บอะไรรึเปล่า?”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกันเล่า?”
หลิงซีดูจะภูมิใจในตัวเองอย่างมาก
“ถุงมิติของตาแก่นั่นถูกขโมยก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก แล้วข้ายังช่วยเจ้าสั่งสอนยัยอาวเสวี่ยนั่นอีก ใครใช้ให้นางทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้ล่ะ!”
เมื่อได้ยินว่าหลิงซีทำเรื่องร้ายกาจลงไป หลงเฉินจึงรู้สึกสนใจขึ้นมา
“เจ้าทำอะไรนางรึ?”
เมื่อถูกถามเช่นนี้ หลิงซีหน้าแดงและรู้สึกอายเล็กน้อย ความรู้สึกของการเป็นเด็กไม่ดีนั้นช่างยอดเยี่ยม แม้ว่ามันจะไม่ใช่นิสัยของนางก็ตาม
“ข้า... ข้าตัดผมของนาง...”
“หืม!”
หลงเฉินรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยกับเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่ก็คิดว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
“จริงสิ มีเรื่องอื่นอีกนะ ตอนที่ข้าขโมยถุงมิติ ข้าใช้วิธีลับในการอำพรางตัวซึ่งต้องใช้พลังไปเล็กน้อย จากพลังของผลไม้ฟื้นฟูวิญญาณสี่ผล ข้าใช้ไปแล้วสอง...”
หลงเฉินพูดอะไรไม่ออกกับเด็กเอาแต่ใจผู้นี้ แต่แล้วเขาก็โบกมือและพูดอวด
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ใช้มันเท่าที่ต้องการเถอะ หากไม่พอละก็ข้าจะไปขโมยมาเพิ่ม!”
“เย้!”
“ไปกันเถอะ พอกลับไปถึงแล้ว มาดูกันว่าได้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีมากี่ชิ้น!”
*****************