เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 100 ความรัก

    หลังจากมาส่งหลงเฉินที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง  เจาเทียนฟางก็ง่วนอยู่กับงานของตนเอง เมื่อเห็นแววตาเย็นชาของเขา อาวเสวี่ยก็หัวเราะออกมาเพราะผลลัพธ์ที่คาดเอาไว้แล้ว


    “เชิญไปได้แล้ว!”


    ราวกับว่าเขาพร้อมที่จะไล่หลงเฉินออกมา


    เมื่อดูจากสีหน้าของเจาเทียนฟาง  นางก็รู้ว่าหลงเฉินผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีไปได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น  ตัวนางเองก็ผสานไปได้หนึ่งชิ้นเช่นกัน และหากนางพยายามให้มากขึ้น  นางอาจจะทำได้ถึงสองชิ้นก็เป็นได้


    นั่นก็หมายความว่าความกระตือรือร้นที่เขามีต่อหลงเฉินนั้นช่างเปล่าประโยชน์สิ้นดี


    ‘เขาเป็นเพียงเศษสวะน่ารังเกียจที่คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์สินะ? น่าขันนัก!’


    ด้านหลังหลงเฉิน  อาวเสวี่ยหัวเราะคิกคักกับตนเอง


    “หากนางรู้จำนวนผลึกแก้วที่เจ้าผสานได้ละก็  ข้าสงสัยนักว่านางจะทำหน้าอย่างไร”


    “เสี่ยวซี ไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะ  นี่ก็มืดแล้ว  เจ้าควรจะรอให้ถึงเวลากลางคืนก่อนที่จะลงมือ ไม่เช่นนั้นจะน่าสงสัยจนเกินไปที่ของพวกนั้นหายไปทันทีหลังจากที่เรากลับ”


    สำหรับอาวเสวี่ย  หลงเฉินทำได้เพียงหัวเราะ


    เขาไม่มีอารมณ์จะไปมีเรื่องกับคนเช่นนี้  ภายใต้สายตาที่จับจ้องของอาวเสวี่ย  หลงเฉินเดินออกจากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งและเดินเล่นไปตามถนนต่าง ๆ  เขาพบร้านน้ำชาจึงหยุดแวะดื่มน้ำชาและใช้เวลาเพื่อทดสอบร่างกาย


    “หากผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีได้สิบชิ้นก็จะทำให้ร่างกายของข้าแปรเปลี่ยนเป็นกายาเพลิงอัสนี  และกลายเป็นจอมยุทธ์เพลิงอัสนีงั้นหรือ?”


    หลงเฉินสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ทำให้รู้สึกชาแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย  ด้วยสายฟ้าและเปลวเพลิงนั้นเป็นพลังที่รุนแรงที่สุดในสวรรค์และผืนพิภพ


    “ใช่แล้ว  นอกจากนี้ยังมีระดับที่ต่างกันของกายาเพลิงอัสนี  หากเจ้าผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีสิบชิ้น เจ้าก็จะมีกายาเพลิงอัสนีระดับหนึ่ง จากนั้นก็เป็นระดับสอง และระดับสามเป็นระดับสุดท้าย  ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าต้องใช้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีกี่ชิ้น  แต่ที่แน่ ๆ ย่อมไม่น้อยกว่าสิบชิ้นแน่นอน!”


    “ต้องทำอย่างไรข้าถึงจะผสานผลึกแก้วได้มากกว่านี้ล่ะ?”  หลงเฉินถามด้วยความตื่นเต้น


    “อย่างแรก  การผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีนั้นเกี่ยวพันกันร่างกายของเจ้า โดยพื้นฐานแล้วเจ้าเป็นนักรบมังกร  พลังปราณแท้จริงส่วนใหญ่ของเจ้าคือมังกร  ร่างกายของเจ้าเกือบจะเทียบเคียงได้กับสภาวะของลูกมังกร และในแง่ของร่างกายแล้ว  เจ้าก็รับผลึกแก้วเพลิงอัสนีได้อีกมากเลยล่ะ”


    “อีกเรื่องก็คือปราณแท้จริงของเจ้า  ยิ่งเจ้ามีพลังปราณมากเพียงใด  คลื่นพลังมังกรในพลังปราณ  --- เรียกง่าย ๆ ว่าปราณวิญญาณมังกรก็แล้วกัน  มันจะทรงพลังอย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผลึกแก้ว สายฟ้า หรือเปลวเพลิง  พวกมันจะถูกควบคุมโดยตัวเจ้าเอง ตราบใดที่เจ้าแน่ใจว่าปราณวิญญาณมังกรในร่างแข็งแกร่งกว่าพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิง  เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่เป็นไร”


    “แต่หลังจากที่พูดมาทั้งหมด  เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีนี่ว่าจะเอาผลึกแก้วเพลิงอัสนีมาได้มากแค่ไหน”


    เมื่อคิดได้เช่นนี้  หลงเฉินจึงทำได้เพียงหัวเราะออกมา


    ไม่เพียงแต่ผลึกแก้วเหล่านี้จะสามารถบ่มเพาะร่างกายได้  มันยังเพิ่มพลังสายฟ้าและเปลวเพลิงในปราณแท้จริงได้อีกด้วย  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าล่อตาล่อใจมากสำหรับหลงเฉิน


    ในช่วงแรกที่เขาใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร]  ความทนทานของร่างกายก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่เรียกได้ว่าอยู่ในระดับอำพันขั้นสูง


    ซึ่งเป็นผลมาจากหนึ่งในพันส่วนของแก่นโลหิตสืบทอด เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ และยังมีทักษะยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่เว้นแม้แต่การบ่มเพาะร่างกาย  หลงเฉินจึงตระหนักได้ว่าตัวเขาเองยังขาดอยู่มากนัก


    คงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากแก่นโลหิตสืบทอดได้เต็มที่  หลงเฉินจึงตั้งเป้าหมายให้กับตนเองและตั้งมั่นที่ผลึกแก้วเพลิงอัสนีเหล่านี้


    “เจ้าบ้านี่  เจ้ายังไม่เชื่อข้าอีกรึ? รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวข้าจะไปเอง รับรองได้เลยว่าข้าจะลงมืออย่างไร้ที่ติ”


    ภายในกระบี่หลิงซี  หลิงซีรู้สึกรำคาญใจยิ่งกว่าเดิมที่หลงเฉินไม่เชื่อคำพูดของนาง


    หากไม่ใช่เพราะยังไม่ถึงเวลา  นางคงรีบรุดไปยังสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเสียเดี๋ยวนั้น


    ‘เจ้าคงไม่เชื่อว่าข้าทำอะไรได้บ้าง  ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไรก็ตาม  ข้าจะต้องเอาผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนั้นมาให้เจ้าให้ได้!’


    จู่ ๆ หลิงซีก็มีท่าทีเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุดซึ่งดูไม่เหมือนนิสัยของนางเอาเสียเลย  อย่างไรก็ตาม  หลงเฉินรู้ดีว่าเด็กสาวผู้นี้คิดอะไรอยู่


    ในช่วงนี้หลงเฉินปฏิบัติต่อนางอย่างดี  เมื่อเขาพอมีเงินทอง  เขาก็เอาไปแลกกับผลฟื้นฟูวิญญาณมาให้นาง  แม้ตอนที่ตระกูลของเขากำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่  หลงเฉินก็ยังเข้าไปในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรและเสี่ยงชีวิตเพื่อตามหาหญ้าวิญญาณนิมิตมาให้นางอีก  สิ่งเหล่านี้ทำให้หลิงซีรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก


    เช่นนั้นแล้ว นางจึงอยากทำอะไรเพื่อเขาบ้าง


    ‘เมื่อมีนางอยู่  ข้าคิดว่าข้าคงไม่จำเป็นต้องเที่ยวเล่นไปเรื่อยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว...’


    หลงเฉินเริ่มมีความคิดชั่วร้าย  ทันใดนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ  เวลานี้ความสัมพันธ์ของเขากับหลิงซียังไปไม่ถึงขั้นนั้น  และภูมิหลังของนางก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ  บางครั้งหลงเฉินก็รู้สึกว่านางมาจากโลกอื่น…


    ‘มังกรหนุ่มเช่นข้าเคยโฉบผ่านมวลหมู่ดอกไม้มามากมายโดยที่ไม่มีใบไม้เกาะติดร่างกายเลยสักใบ ข้าจะแขวนตัวเองอยู่กับต้นไม้เพียงต้นเดียวได้อย่างไรกัน และยิ่งไปกว่านั้น ต้นไม้ต้นนี้ยังไม่โตเต็มทีเลยด้วยซ้ำ...’


    บางสิ่งบางอย่างในโลกใบนี้ก็ช่างลึกลับ แม้จะเหนือความคาดหมาย แต่กลับสมเหตุสมผลเสียเหลือเกิน   


    ‘อย่างไรก็ตาม  หลิงซีนั้นงดงามเกินไป  อีกไม่กี่ปี ความเป็นผู้หญิงของนางก็จะเบ่งบานออกมา และข้าคงทำได้เพียงสยบอยู่ใต้ความงดงามนั้น  หากเทพธิดาอย่างนางมาตกหลุมรักปีศาจร้ายอย่างข้า  มันคงเป็นเรื่องเศร้านัก!’


    แต่เมื่อคิดว่าหลิงซีจะไปคบหากับชายอื่นในภายภาคหน้า  หลงเฉินก็แทบอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด


    ‘หรือนี่จะเป็น... เรื่องในตำนานที่เรียกว่า ความรัก?’


    หลงเฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา  ช่วงเวลาที่ผ่านมา  หลิงซีและตัวเขาได้ประสบพบเจอเรื่องราวมากมาย  มันทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันท่ามกลางเสียงหัวเราะและความโกรธแค้น ทุกครั้งที่หลงเฉินนึกถึงเรื่องนี้ มักจะมีรอยยิ้มปรากฏออกมาบนใบหน้า


    “แม่นางหยูจากหอนางโลมหยกมรกตเคยบอกข้าว่ารักแรกพบนั้นเป็นเรื่องหลอกลวง  แต่รักแท้คือเมื่อคนสองคนเดินทางมาพบกัน ร้องไห้ด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน และพัฒนาความรู้สึกไปเรื่อย ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้...  พวกเราก็อาจจะไปถึงจุดนั้นได้เหมือนกันไม่ใช่รึ?”


    หลงเฉินรู้สึกสับสนอย่างมาก  ตั้งแต่เด็กเขาไม่เคยคิดฝันถึงการมีภรรยาหลายคนหรือแม้แต่ภรรยาน้อย  และในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยปรารถนาเช่นกัน


    “นี่... เจ้าโง่!  เจ้ายิ้มอะไรของเจ้าน่ะ  น่าขนลุกจริงเชียว  คิดเรื่องอะไรอยู่รึ?”


    เมื่อเห็นหลงเฉินกำลังอยู่ในภวังค์ความคิดและจู่ ๆ ก็ทำหน้าเคลิ้ม  หลิงซีก็ขมวดคิ้วและเอ่ยถาม


    หลงเฉินได้แต่หัวเราะด้วยความเขินอาย  เวลานี้เริ่มมืดแล้ว หลงเฉินมองไปยังสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง  และจู่ ๆ เขาก็ยิ้มกว้าง


    “เสี่ยวซี เจ้าเคยสังเกตชื่อของ [สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง] ไหม?”


    “มันมีอะไรแปลกนักรึ?”


    หลงเฉินยิ้ม


    “อรุณรุ่ง ก็คือ เฉินซี มันมาจากคำว่า ‘เฉิน’ ในชื่อของข้า และ ‘ซี’ ในชื่อของเจ้า รวมกันแล้วก็เป็น [เฉินซี] ไงล่ะ!”


    เมื่อรู้สึกถึงแววตาหลงใหลของหลงเฉินที่มองนาง   หลิงซีก็หน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอายและทำท่าโวยวาย


    “ถ้าเจ้ากล้าล่วงเกินข้าละก็ ข้าจะเตะก้นเจ้า!” 


    แม้ว่านี่จะเป็นการตักเตือน แต่ก็ยังมีความหวานและอ่อนโยนในน้ำเสียงของนาง  ทันใดนั้น เมื่อนางรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่  นางผงะไปชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง


    “นี่ก็ได้เวลาแล้ว ใช่ไหม? ข้าจะไปตอนนี้เลย”


    หลงเฉินไม่ต้องการห้ามนาง  หากนางไม่ได้ทำตัวมีประโยชน์ให้เขาเห็น  นางอาจจะสร้างปัญหาในภายภาคหน้าก็เป็นได้


    ภารกิจนี้ไม่ค่อยอันตรายนัก ดังนั้นหลงเฉินจึงเห็นด้วย


    “จำไว้นะ ความปลอดภัยของเจ้าสำคัญกว่าทุกสิ่ง”


    “รู้แล้วน่า”


    ต่างหูหมุดหลิงซีเลื่อนหลุดออกจากหูของหลงเฉิน จากนั้นก็อันตรธานหายไปในยามค่ำคืน


    เมื่อไม่มีหลิงซีอยู่ที่หู  หลงเฉินรู้สึกว่างเปล่าและไม่มั่นคงอย่างบอกไม่ถูก


    เมื่อไม่มีหลิงซีอยู่ข้าง ๆ เขารู้ว้าเหว่อย่างมาก


    ‘นี่ข้าหวาดกลัวความเหงาเช่นนั้นรึ?’


    มันยากจะจินตนาการได้ว่าเขาจะผ่านพ้นการเดินทางนี้อย่างไร  และเขาจะทำเช่นไรในอนาคตหากไม่มีหลิงซี


    “เฉินซี คือการเริ่มต้นวันใหม่  พวกเราจะเป็นเหมือนรุ่งเช้าที่สดใสอยู่เสมอ  ซึ่งหมายถึงชีวิตใหม่ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์!”


    เวลานี้  หลงเฉินหลับตาและปล่อยมือสบาย ๆ บนที่วางแขน  เขาเอนหลังพิงและฟังเสียงหัวใจของตนเอง


    หลงเฉินตั้งใจฟังและพบว่าเสียงมันดังมากทีเดียว


    เสียงหัวใจเต้นดังโครมครามอยู่ในหูของเขา มีความรู้สึกคลุมเครือของเทพมังกรสีโลหิตอยู่ในหัวใจและมันกำลังร้องคำราม


    ‘มังกรวิญญาณโลหิตบรรพกาล...  หรือชะตาจะลิขิตให้ข้าต้องพบเจอเพียงเลือดและการเข่นฆ่า?’


    เวลาผ่านไปมากกว่าหนึ่งก้านธูป  หลงเฉินลืมตาขึ้นและตอนนั้นเองที่ถุงมิติใบหนึ่งตกลงบนมือของเขาพร้อมความรู้สึกน่าพึงพอใจกลับมาที่ติ่งหู


    “เจ้าบ้า  รีบกลับไปที่ตระกูลหลิงอู่ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้เลยนะ!”


    หลงเฉินรีบมุ่งหน้ากลับไปที่ตระกูลหลิงอู่โดยไม่พูดอะไร


    เขาสังเกตว่าไม่มีวี่แววของความเหนื่อยล้าในน้ำเสียงของหลิงซี  หลงเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก  ขณะที่รีบพุ่งตัวกลับ หลงเฉินก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง


    “เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าบาดเจ็บอะไรรึเปล่า?”


    “จะเป็นไปได้อย่างไรกันเล่า?”


    หลิงซีดูจะภูมิใจในตัวเองอย่างมาก


    “ถุงมิติของตาแก่นั่นถูกขโมยก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก  แล้วข้ายังช่วยเจ้าสั่งสอนยัยอาวเสวี่ยนั่นอีก  ใครใช้ให้นางทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้ล่ะ!”


    เมื่อได้ยินว่าหลิงซีทำเรื่องร้ายกาจลงไป  หลงเฉินจึงรู้สึกสนใจขึ้นมา


    “เจ้าทำอะไรนางรึ?”


    เมื่อถูกถามเช่นนี้ หลิงซีหน้าแดงและรู้สึกอายเล็กน้อย  ความรู้สึกของการเป็นเด็กไม่ดีนั้นช่างยอดเยี่ยม  แม้ว่ามันจะไม่ใช่นิสัยของนางก็ตาม


    “ข้า... ข้าตัดผมของนาง...”


    “หืม!” 


    หลงเฉินรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยกับเรื่องนี้เท่าไรนัก  แต่ก็คิดว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน


    “จริงสิ มีเรื่องอื่นอีกนะ  ตอนที่ข้าขโมยถุงมิติ  ข้าใช้วิธีลับในการอำพรางตัวซึ่งต้องใช้พลังไปเล็กน้อย  จากพลังของผลไม้ฟื้นฟูวิญญาณสี่ผล  ข้าใช้ไปแล้วสอง...”


    หลงเฉินพูดอะไรไม่ออกกับเด็กเอาแต่ใจผู้นี้  แต่แล้วเขาก็โบกมือและพูดอวด


    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก ใช้มันเท่าที่ต้องการเถอะ หากไม่พอละก็ข้าจะไปขโมยมาเพิ่ม!”


    “เย้!”


    “ไปกันเถอะ  พอกลับไปถึงแล้ว มาดูกันว่าได้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีมากี่ชิ้น!”


    *****************


    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน