เสียงประทัดดังขึ้นอีกครั้งในตอนเช้า ซูอันหนิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ พบว่าตัวเองกลับมานอนบนเตียงแล้ว
เมื่อคืนนางกับจูเกาเซวียนเอนหลังนอนดูดาวจากหน้าต่างบนตั่งกุ้ยเฟย องครักษ์ชายและบ่าวหญิงเล่นไพ่นกกระจอกกันต่อ ฟังเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่มาจากลี่หนาน ชางอิงซึ่งเป็นแกนนำยิ่งทำให้ซูอันหนิงคิดถึงบรรยากาศของบ้านที่เคยจากมา
เมื่อฮั่นอ๋องไม่ดุสาวใช้ของพระชายา องครักษ์ทั้งหลายจึงไม่สำรวมวาจาเกินไปอีก จวนอ๋องจึงครึกครื้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทว่านางเผลอหลับไปเวลาใดซูอันหนิงก็จำไม่ได้ พอลืมตาขึ้นอีกครั้งท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างจ้าแล้ว
“นี่ยามใดแล้ว” นางถามหม่าหมัวมัวขณะนั่งให้บ่าวแปรงผม
“ยามซื่อหนึ่งเค่อ[1]แล้วเพคะ หวางเย่สั่งไว้ก่อนไปว่า ให้หวางเฟยได้นอนพัก บ่าวค่อยปลุกท่านขึ้นมาเสวยไม่เกินยามซื่อเพคะ”
ซูอันหนิงพยักหน้า มองลี่หนานส่งเครื่องประดับที่ทำจากปะการังหินแดงให้หมัวมัวโดยไม่ว่าอะไร
วันนี้ต้องสวมชุดใหม่ นางจึงหยิบชุดที่เคยตัดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ยังไม่มีโอกาสสวมออกมา เมื่อประดับด้วยเครื่องประดับหินปะการังสีแดง ยิ่งส่งให้ชุดสีขาวงาช้าง และกระโปรงหมาเมี่ยนสีหยก โดดเด่นขึ้นมาก
ซูอันหนิงมองใบหน้าของตนเองบนกระจกทองเหลือง เอียงซ้ายหัวคิ้วก็ขมวด เอียงขวาริมฝีปากเม้มแน่น
จืดชืดอะไรอย่างนี้
นางเอื้อมไปหยิบชาดสีดอกทับทิมขึ้นมาแตะแต้มเบาๆ เอียงซ้าย เอียงขวาอีกครั้ง
แต่งเยอะไปหรือไม่นะ? ราวกับสตรีแต่งกายงดงามเพื่อคนรัก...
เมื่อความคิดบังเกิดนางก็รีบส่ายหน้าตาโตลนลานหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา กำลังจะเช็ดชาดประทินผิวออกเสียงทุ้มก็ดังขึ้นจากนอกห้อง
“หวางเฟยตื่นหรือยัง”
ซูอันหนิงสะดุ้งทิ้งผ้าลงแล้วหันไปหยิบพัดขึ้นมาแทน รีบเดินออกไปรับฮั่นอ๋องที่ห้องชั้นนอกทันที ตอนเดินมาถึงกลางห้อง เขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูแล้ว
ซูอันหนิงมองเขาครู่ใหญ่ ยอบกายลงทำความเคารพ มือที่ถือพัดกำแน่นเล็กน้อย เลื่อนพัดขึ้นมาให้อยู่ระดับที่ปิดบังใบหน้านางครึ่งหนึ่งพอดี
จูเกาเซวียนเลิกคิ้วมองท่าทางประหลาดของนางขณะเดินเข้าไปใกล้ ยิ้มถามว่า “เป็นอะไรหรือ”
“ไม่เป็นอะไรเพคะ อากาศเริ่มร้อนแล้ว” ดวงตาหงส์เลื่อนหลบ
“ร้อนหรือ?” เขาหัวเราะเบาๆ “ข้างนอกหิมะยังละลายไม่หมดเลย”
จูเกาเซวียนเพิ่งสังเกตเห็นว่า หางตาของนางยามนี้มีประกายสีชมพูอมส้มเล็กน้อย แล้วยังมีไข่มุกเม็ดเล็กๆ ติดไว้ราวกับเกล็ดน้ำค้างต้องแสงอรุณ เขามองเหม่ออยู่เนิ่นนาน ซูอันหนิงที่เป็นเช่นนี้เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อนจริงๆ
มือใหญ่ยกขึ้นจับด้ามพัดซ้อนทับมือนาง กระชับน้ำหนักมือแล้วกดลงช้าๆ แต่นางกลับฝืนต้านไว้ มือที่กำพัดสั่นระริกดวงตาของนางปรากฏแววตื่นตระหนกเล็กน้อย เวลาที่นางเป็นเช่นนี้ขนคิ้วและหางตาจะชี้ขึ้น ประหนึ่งลูกแมวตัวน้อยขนฟูยามที่มันตกใจ
เป็นครั้งแรกที่เขาได้พินิจมองนางในระยะใกล้ถึงเพียงนี้
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาสบตา ภาพใบหน้าที่ถูกปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยผ้าแพรสีโบตั๋นของเด็กสาวในวัดฝูซานไหลก็ซ้อนทับลงมา จากนั้นก็เป็นแววตาของสตรีที่บุกรุกจวนเมื่อปีกลาย
ทุกภาพร้อยเรียงบนตัวของสตรีตรงหน้าอย่างพอเหมาะพอดี ช่วยยืนยันให้เขามั่นใจยิ่งขึ้น แม้นางจะจดจำอดีตไม่ได้แต่เขากลับมั่นใจเสมอมาว่าต้องเป็นนาง
เป็นนางมาตลอด สตรีที่เขาคิดถึง ไม่เคยเป็นสตรีอื่น
ไม่ใช่จางลั่วหลิน และไม่ใช่หญิงใดทั้งนั้น
“ท่านปล่อยมือข้า” นางเค้นเสียงบอกลอดไรฟัน
จูเกาเซวียนชะงักและเผลอปล่อยมือออก หญิงสาวแอบถอนหายใจราวโล่งอก เขาจึงฉวยจังหวะที่นางคลายความระวังตัวดึงพัดขึ้นด้านบน ซูอันหนิงยกมือขึ้นคว้าตามแล้วหยุดชะงัก นางทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ก่อนจะหยุดยืนทำตาคว่ำใส่เขาอย่างแง่งอน
ชายหนุ่มชะงักงันมองนางนิ่งนานราวกับถูกบางอย่างพุ่งชนเข้าที่อก ในใจมีคำถามผุดขึ้นมากมาย
นางเคยแต่งหน้าแบบนี้ออกไปเดินข้างนอกหรือไม่?
ในนิยายที่เคยเขียนบรรยายถึงนางว่าแต่งกายงดงามเรียกผึ้งภมรนั้น...แล้วนางแต่งเช่นไร?
เขาเลื่อนสายตามองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความหึงหวงพลันแล่นพล่าน นางที่เป็นเช่นนี้เขาไม่อยากให้ใครได้เห็นแม้แต่น้อย!
มือที่ถือพัดกำแน่นขึ้น แล้วค่อยๆ เลื่อนลงมาปิดใบหน้าครึ่งบนของนางไว้
ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาโน้มตัวลงมา แตะริมฝีปากนางเบาๆ ราวกับแมลงปอแตกผิวน้ำ สัมผัสนุ่มเย็นแทบทำให้เขาหักใจผละออกไม่ได้ พอยืดตัวขึ้นลมหายใจออกก็พรูยาว เพิ่งรู้ว่าตนเองกลั้นหายใจไว้นานเพียงนี้
ชายหนุ่มต้องปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะเอ่ยถาม
“เหตุใดต้องปิด ไม่ได้มีแผลเสียหน่อย”
พูดจบก็ถือพัดของนางเดินไปทางโต๊ะอาหาร พอหันไปมองรอบห้องถึงเพิ่งรู้ตัว ว่ายามนี้ประตูห้องปิดอยู่ ทั้งคู่อยู่กันเพียงลำพัง เขาถึงกับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าบ่าวออกจากห้องไปหมดแล้ว
เขากระแอมเบาๆ ก่อนจะสั่งเสียงเข้ม “ยกสำรับเข้ามาได้”
ซูอันหนิงยืนอึ้ง มือยกขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ แววตาสับสน นางยังไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น สัมผัสเมื่อครู่คืออะไร
ปลายนิ้ว?
หรืออะไรกันแน่
ประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง สาวใช้ก็เดินเรียงแถวเข้ามาวางสำรับอาหาร ซูอันหนิงเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามเขา สายตาพลันเลื่อนไปเห็นสาบไขว้ของเสื้อตัวใน ตะเข็บบิดเบี้ยวจนแม้แต่คนเย็บอย่างนางยังทนดูไม่ได้
“หม่าหมัวมัว เตรียมอาภรณ์ชุดใหม่ให้หวางเย่เปลี่ยนทีเถิด”
จูเกาเซวียนชะงักมือที่กำลังจับตะเกียบ เขาก้มลงมองเสื้อผ้าของตนเองพบว่าไม่ได้มีสิ่งใดผิดแปลก “เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนก็ได้”
ซูอันหนิงมองคอเสื้อแล้วมองหน้าคนสวม คุณภาพสองอย่างนี้แตกต่างกันลิบลับ นางส่ายหน้าหวือ ราวกับจะล้างภาพในตาออก ชะโงกตัวมาข้างหน้ากระซิบพูดกับเขาเสียงเบา “จนกว่าฝีเย็บของข้าจะดี ท่านอย่าเพิ่งสวมเสื้อที่ข้าเย็บได้หรือไม่”
ใบหน้าของจูเกาเซวียนแปรเปลี่ยนไปราวกับเปลี่ยนหน้ากาก “ข้าจะใส่ หวางเฟยหวงหรือ”
เรื่องอะไรถึงได้มาห้ามไม่ให้เขาสวมเสื้อที่ภรรยาเย็บเอง เขารอมานานกว่านางจะยอมเย็บเสื้อให้ หากเขาไม่ใส่แล้วผู้ใดจะใส่
“ท่าน...ท่านอยากใส่ก็ใส่ในบ้านสิ ใส่ออกไปประชุมเช้าทำไม อยากประกาศให้ผู้คนรู้ว่าข้าหวางเฟยเย็บปักไม่เป็นหรือไร”
นางพูดรวดเดียวจบ แล้วหยุดหอบหายใจ
ทั้งห้องเงียบไปครู่ใหญ่
บุรุษนิ่ง สตรีหน้าแดง ไม่รู้เพราะอายหรือโกรธ
จูเกาเซวียนอึ้งไปครู่หนึ่งเหมือนกัน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ได้ๆ ข้าเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ ฟูเหรินอย่าโมโหไปเลย คลายหัวคิ้วเสียนะคนดี”
เขาเอ่ยเย้าพร้อมเอื้อมมือกดหว่างคิ้วนางเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปลี่ยนชุดในห้องปีก มองดูชุดที่หม่าหมัวมัวเตรียมให้แล้วก็นึกถึงเสื้อที่ซูอันหนิงสวม จึงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
บ่าวชราผู้นี้สมควรตกรางวัลให้อย่างหนัก
หลังอาหารเช้า ฮั่นอ๋องและพระชายาออกไปที่โถงหลัก บ่าวทั้งเรือนถูกเรียกมารวมตัวกันเพื่อรับซองแดง ทุกสายตามองเจ้านายทั้งสองพระองค์ วันนี้สวมชุดลวดลายเดียวกัน และสีเดียวกัน ยามเดินเคียงข้างกันมาราวกับคู่สวรรค์สรรค์สร้าง
บ่าวที่เคยเป็นหญ้าเหนือกำแพงใบหน้าชาซ่าน ลอบชำเลืองมองสีหน้าหลีจิ่นกงกงแวบหนึ่ง
หลังจากแจกจ่ายเสื้อผ้าใหม่ ซองแดง และข้าวสารครบแล้ว ทหารยามเฝ้าประตูก็ได้เข้ามาแจ้งว่ามีเทียบขอเข้าคารวะปีใหม่
ซูอันหนิงจึงหันมาเอ่ยกับจูเกาเซวียน “ท่านมีแขก ข้ากลับเข้าข้างในก่อน”
เขากดมือนางไว้ให้นั่งต่อ เอ่ยเบาๆ “อยู่เถิด หวางเฟยคือนายหญิง ต้องอยู่รับการคารวะร่วมกับข้า”
“อ้อ...” หญิงสาวขานรับเบาๆ แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงนั่งต่อ
จูเกาเซวียนโบกมือ บ่าวทั้งหลายจึงแยกย้ายกลับไปทำงาน
พ่อบ้านรองเดินนำแขกสตรีผู้หนึ่งเดินมาตามระเบียงทางเดิน ด้านหลังนางมีสาวใช้สองนางยกกล่องติดตามมาเบื้องหลัง
ยามสตรีผู้นั้นมาถึงประตูทางเข้าโถง หัวใจของจูเกาเซวียนก็เต้นสะดุดไปวูบหนึ่ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเหลือบมองซูอันหนิงเป็นอันดับแรก อาศัยว่าชายอาภรณ์กว้างจึงขยับเข้าใกล้นางอีกนิด
ซูอันหนิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของคนข้างกาย จึงเงยหน้าขึ้นมองแขกสตรีที่กำลังเดินเข้ามาหยุดกลางโถง
สตรีทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นผู้มาเยือนก็ยอบกายทำความเคารพ
“หวังเถียนเถียน ถวายพระพรหวางเย่ ถวายพระพรหวางเฟยเพคะ”
หวังเถียนเถียน?
คุณหนูสี่ตระกูลหวังที่มีข่าวลือข้างนอกว่าฮั่นอ๋องจะรับเข้ามาเป็นชายารองผู้นั้นนะหรือ?
ซูอันหนิงยืดหลังขึ้นช้าๆ จนแทบไม่มีผู้ใดสัมผัสได้
[1] ยามซื่อ หนึ่งเค่อ เวลาประมาณ 09.15 น.