สินค้าควบคุม
กว่าจะรู้สึกตัวแองจี้กับซิลวี่ก็พบว่าพวกเธอใช้เวลาไปนานถึงสามชั่วโมงเต็มๆ ในการพูดคุยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์
สองสาวนึกแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมายิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสนิทสนมราวกับเพื่อนที่รู้จักกันมานาน
“เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ แองจี้เจ้าคิดว่าไง เรื่องที่พวกเราคุยกัน เจ้าคิดว่าทำได้ไหม”
“ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาค่ะท่านซิลวี่ อาจจะต้องใช้เวลาปรับปรุงโรงงานเล็กน้อยและเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์ขุดแร่อีกสักหน่อย ข้าก็คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วละคะ”
ได้ยินแบบนั้นซิลวี่ก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดีและมีความสุขเป็นที่สุด ยิ่งหลังจากพบว่าเธอเสียเวลาไปถึงสามชั่วโมงเต็มๆ เพื่อเรื่องนี้ด้วยแล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าสามชั่วโมงที่เสียไปนั้นคุ้มค่าจริงๆ
“ดีเลย!! ถ้างั้นก็มาวางแผนกันดีกว่านะ พวกเราจะได้รู้ว่าเดือนๆ หนึ่งพวกเราจะผลิตหุ่นยนต์ออกมาได้สักกี่ตัว”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาค่ะท่านซิลวี่ แต่ถ้าให้ดี..ข้าคิดว่าน่าจะขออนุญาตจากท่านกัสก่อนจะดีกว่านะคะ”
เมื่อแองจี้พูดถึงกัสขึ้นมา ซิลวี่ก็อุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจราวกับเธอเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ดินแดนของพี่ชายเธอ แต่เป็นดินแดนของกัสซึ่งเธอต้องขออนุญาตเขาก่อนที่จะลงมือทำเรื่องแบบนี้
“จริงด้วย..ลืมไปเลยว่าข้าไม่ได้อยู่ในดินแดนของพี่ชายแล้ว..ถ้างั้นข้าจะไปถามพี่กัสก่อนนะ ส่วนเจ้า..ลองคำนวณดูก่อนก็แล้วกันว่าในหนึ่งเดือนพวกเราจะผลิตหุ่นยนต์ได้กี่ตัว”
“ทราบแล้วค่ะท่านซิลวี่”
พูดจบสองสาวก็ยิ้มให้กันด้วยความตื่นเต้นยินดีจากนั้นซิลวี่ก็ลุกขึ้นแล้วหันไปหาน้องสาวคนโตของกัสที่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสับสน ก่อนจะจูงมือกันจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากซิลวี่กับน้องสาวคนโตจากไป แองจี้ก็หันกลับไปมองบันทึกโลกวิญญาณของเธอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความยินดีเมื่อพบกับปัญหาที่เธอมองข้ามไปตลอด
การพูดคุยกันซิลวี่นานถึงสามชั่วโมงนั้นทำให้แองจี้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่เธอมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัวเพราะความเคยชินที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในตระกูล
แองจี้พบว่าเธอนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรมากเท่าที่ควร เธอไม่ได้สนใจว่าเธอนั้นใช้วัตถุดิบไปมากเท่าไหร่และมีความสูญเสียมากขนาดไหน
เธอไม่รู้ว่าเหมืองแต่ละแห่งมีอัตราการผลิตโลหะมากขนาดไหนและต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการถลุงและจัดเตรียมวัตถุดิบต่างๆ
แม้ว่าเธอจะเก็บและบันทึกข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมดตามความเคยชิน แต่เธอก็เพิ่งจะตระหนักว่าเธอนั้นได้มองข้ามมันไปโดยสิ้นเชิงและไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรในดินแดนอย่างจริงจังจนทำให้หลังจากถูกคำถามต่างๆ ของซิลวี่ถามเข้าเธอก็พบกับเรื่องที่เธอตอบไม่ได้มากมาย
ยังดีที่เธอมีข้อมูลทั้งหมดเก็บเอาไว้ในบันทึกโลกวิญญาณ เธอเลยไม่ถึงกับหาคำตอบให้ซิลวี่ไม่ได้
‘เป็นอย่างที่อาจารย์พูดไม่มีผิด..หากไม่ได้ออกมาทำงานจริงข้าก็ไม่มีทางเป็นวิศวกรมนตราที่สมบูรณ์ได้’
แองจี้อมยิ้มน้อยๆ ให้กับการค้นพบที่น่ายินดีจากนั้นก็รีบปรับสีหน้าใหม่และตั้งใจทำงานที่ซิลวี่ขออย่างจริงจัง
อีกด้านหนึ่งซิลวี่ที่กลับมายังดินแดนของกัสก็รีบเดินหากัสด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะพบตัวเขาในเวลาอันสั้นและเริ่มเจรจาธุรกิจใหม่ในทันที
“พี่กัส!! ข้ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย!! ขอเวลาหน่อยได้ไหมคะ!!”
กัสที่นั่งดูการฝึกฝนทักษะของร่างแยกอยู่หันกลับมามองซิลวี่ด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะโบกมือเบาๆ ครั้งหนึ่ง ร่างแยกครึ่งหนึ่งก็สลายหายไป ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เริ่มฝึกฝนด้วยท่วงท่าที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ก็เพราะกัสถอนสมาธิของเขากลับมาจากร่างแยก ทำให้ร่างแยกที่เหลืออยู่เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณของมัน จึงทำให้ความมุ่งมั่นและความแหลมคมในการใช้ทักษะลดทอนลงไปหลายส่วน
ด้วยวิธีนี้การฝึกฝนของกัสจะลดประสิทธิภาพลงอย่างมาก ทว่ามันก็มีข้อดีตรงที่เขาไม่ต้องใช้สมาธิไปกับการควบคุมและใช้พลังน้อยกว่า
“ว่าไงซิลวี่ เจ้ามีอะไรจะพูดงั้นหรือ”
หลังจากจัดการกับร่างแยกเสร็จกัสก็หันไปหาซิลวี่ที่วิ่งเข้ามาหาด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม จากนั้นเด็กสาวก็รีบอธิบายสิ่งที่เธอต้องการออกมาอย่างรวดเร็วจนกัสถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ซิลวี่ร้องขอแล้วพยักหน้าเบาๆ
“ไม่มีปัญหา ถ้าเจ้าสนใจก็ลองดูได้ แต่ก่อนจะทำก็ศึกษาดูให้ดีละว่ามันขัดกับกฎระเบียบของตระกูลไหม”
เมื่อพูดถึงกฎระเบียบสีหน้าของซิลวี่ก็เปลี่ยนไปชั่วขณะ เธอเหมือนกับเพิ่งนึกได้ว่าสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ใครก็ทำได้
“จ..จริงด้วย ข้าลืมไปเลยว่าหุ่นยนต์นั้นเป็นสินค้าควบคุม”
ในฐานะของลูกพ่อค้าซิลวี่ย่อมมีความเข้าใจต่อกฎระเบียบในการทำธุรกิจของตระกูลเป็นอย่างดี อย่างน้อยที่สุดเธอก็รู้ว่าสินค้าประเภทไหนมีมาตรการควบคุม สินค้าประเภทไหนไม่มี
หุ่นยนต์นั้นเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความสำคัญของตระกูลอันดูวเดธมันจึงถูกจัดไว้ในสินค้าประเภทที่มีการควบคุม ทั้งยังมีการควบคุมที่เข้มงวดมากอีกด้วย
ทันทีที่นึกขึ้นมาได้สีหน้าของซิลวี่ก็เปลี่ยนเป็นผิดหวังเพราะเธอไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าเธอจะสามารถผ่านการตรวจสอบของตระกูลได้
เมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนเป็นผิดหวังของซิลวี่ กัสก็นึกประหลาดใจและสงสัย เขาเลยถามเธออีกเล็กน้อย จนเข้าใจว่าอะไรทำให้ซิลวี่ที่กระตือรือร้นขนาดนั้นแสดงท่าทางผิดหวังออกมาแบบนี้
จากคำอธิบายของซิลวี่กัสจึงเข้าใจว่าอะไรคือสินค้าควบคุมและทำไมถึงต้องควบคุม
ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับชื่อเสียงของตระกูลซึ่งไม่ได้มีแค่ตระกูลของพวกเขาเท่านั้นที่มีสินค้าควบคุม แต่เกือบทุกตระกูลที่มีการประกอบธุรกิจล้วนแต่มีสินค้าควบคุมทั้งสิ้น
เหตุผลที่ต้องควบคุมก็เพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทในตระกูลนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกไปขาย จนทำให้ชื่อเสียงของตระกูลต้องเสียหาย หากมีกรณีที่สินค้าของทายาทคนนั้นๆ ไม่ได้มาตรฐาน หรือสร้างปัญหาให้กับลูกค้าคนใดคนหนึ่งที่ซื้อไปใช้
ชื่อเสียงที่สั่งสมมาของตระกูลย่อมถูกทำลาย ด้วยเหตุนี้มันจึงต้องมีสินค้าควบคุม แต่บางตระกูลก็อาจจะใช้วิธีอื่น เช่นการขายสินค้าโดยไม่ใช้ตราสัญลักษณ์ของตระกูล หรือขายในชื่อของคนนอกโดยเก็บซ่อนความสัมพันธ์กับตระกูลเอาไว้
ด้วยวิธีนี้มันจะช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบทั้งหมดที่ส่งผลต่อตระกูลได้ ซึ่งตระกูลส่วนใหญ่นิยมทำแบบนี้
ในขณะที่หุ่นยนต์นั้นไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหุ่นยนต์หรือจักรกลมนตรานั้นเป็นสินค้าที่เปรียบได้กับป้ายชื่อของตระกูลอันดูวเดธและมีเพียงตระกูลอันดูวเดธเท่านั้นที่มีเทคโนโลยีชนิดนี้ ทำให้ซิลวี่ไม่สามารถสร้างธุรกิจใหม่เพื่อขายหุ่นยนต์ของเธอได้
ทางเดียวที่เธอจะขายหุ่นยนต์ได้มีเพียงการส่งหุ่นยนต์ที่เธอพัฒนาขึ้นไปให้ทางตระกูลตรวจสอบและมอบให้ตระกูลเป็นผู้ขายเท่านั้น เธอไม่สามารถขายด้วยตัวเองได้
ซึ่งจุดที่ยากที่สุดในการทำเช่นนี้ก็คือ การผลิตหุ่นยนต์ที่ได้มาตรฐานของตระกูล ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากจนซิลวี่ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะทำได้สำเร็จ
ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าซิลวี่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองหรือคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ แต่เพราะเธอรู้ดีว่ามันยากขนาดไหน พ่อของเธอเองก็เคยพยายามอยู่หลายครั้งในการคิดค้นและร่วมมือกับวิศวกรมนตราที่รู้จักเพื่อพัฒนาและขายหุ่นยนต์ชนิดใหม่
แต่เกือบทั้งหมดล้วนประสบกับความล้มเหลว
ในสายตาของซิลวี่พ่อของเธอคือพ่อค้าที่มีความสามารถอย่างมาก มีสายตาที่แหลมคม มีไหวพริบที่ยอดเยี่ยมและมีประสบการณ์ที่ยาวนาน
หากพ่อของเธอยังทำไม่สำเร็จแล้วเธอจะกล้าคิดได้ยังไงว่าเธอจะทำได้
ที่มาของความผิดหวังนี้กัสย่อมไม่เข้าใจ เขาเพียงประหลาดใจและสงสัยเพราะจากที่เขาฟังคำอธิบายของซิลวี่ ปัญหาเกี่ยวกับการขายหุ่นยนต์นั้น อยู่ที่ว่าหุ่นยนต์ที่จะขายนั้นได้มาตรฐานพอหรือไม่เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาผิดหวังก่อนที่จะได้เริ่มทดลอง
“ถ้างั้นก็ลองดูสิ..ยังไงเสียพวกเราก็ไม่ได้เสียอะไรอยู่แล้วนี่ ไม่ลองก็ไม่รู้นะ..ต่อให้พลาดก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ก็ได้จริงไหม”
หลังจากได้กำลังใจจากกัส สีหน้าของซิลวี่ก็ดีขึ้นมาก แม้ว่าเธอจะไม่สามารถปลุกความเชื่อมั่นที่เปี่ยมล้นกลับมาได้ ทว่าเด็กสาวก็มีความตั้งใจมากขึ้นและยิ้มหวานออกมาอย่างมีความสุข
“ขอบคุณนะคะพี่กัส..ถ้างั้น..ข้าขอตัวไปหาแองจี้ก่อนนะคะแล้วข้าจะเอาแผนการที่วางไว้มาให้พี่กัสดู”
“อืม..ไปเถอะพยายามเข้าละ”
กัสยิ้มน้อยๆ ขณะที่มองดูซิลวี่วิ่งจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม โดยมีน้องสาวคนโตของเขาติดตามไปด้วยอย่างไม่เต็มใจ
เมื่อเห็นสภาพของน้องสาว กัสก็ได้แต่ยิ้มขำ ก่อนจะหันกลับไปมองร่างแยกแล้วเริ่มตั้งสมาธิกับการฝึกอีกครั้ง ในขณะที่ภายในใจก็ลอบคิดถึงสีหน้าท่าทางของซิลวี่และสิ่งที่เธอทำลงไป
‘ช่างเป็นเด็กสาวที่กระตือรือร้นจริงๆ ดูเหมือนว่าการตัดสินใจรับนางมาทำงานด้วยจะมีข้อดีมากกว่าที่คิดเอาไว้แฮะ’
กัสยิ้มน้อยๆ ขณะที่คิดถึงสีหน้าไม่พอใจของน้องสาวที่ติดตามซิลวี่ไปอย่างไม่เต็มใจ
สีหน้าของเด็กสาวนั้นเห็นได้ชัดว่าเบื่อมาก แต่ภายในดวงตาของเธอกลับซ่อนประกายของชีวิตชีวาที่กัสไม่ได้เห็นมานานเอาไว้
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นทำให้กัสมีความสุขมากเพราะเขารู้สึกว่าน้องสาวของเขานั้นมีชีวิตชีวามากกว่าเมื่อก่อน
‘เพราะว่าพวกนางอายุเท่ากันหรือไงนะ หรือเป็นเพราะซิลวี่กันแน่’
คิดแล้วกัสก็ยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้าก่อนจะมองไปยังร่างแยกแล้วเริ่มเพิ่มจำนวนร่างแยกให้มากขึ้น เขาทำการตัดแบ่งร่างแยกออกเป็นหลายส่วนจนพื้นที่ด้านหน้าของเขามีร่างแยกที่ตัวเล็กราวกับตุ๊กตากำลังฝึกฝนการต่อสู้อย่างหนัก
บ้างก็แสดงทักษะออกมาแบบง่ายๆ บ้างก็บังคับให้พวกมันต่อสู้กันเองเพื่อฝึกฝนการใช้งานทักษะจริงๆ บ้างก็วิ่งวนไปมา
ทักษะหลายๆ ทักษะล้วนเป็นทักษะต่อสู้ระยะประชิดที่กัสอ่อนด้อยที่สุดซึ่งการฝึกฝนรูปแบบนี้จะช่วยให้สัญชาตญาณของเขาซึมซับประสบการณ์ในการใช้ทักษะเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
กัสฝึกฝนทักษะของเขาไปตลอดทั้งวันสลับกับการดูแลข้ารับใช้ของเขาและคนของเขาเช่นเดียวกับวันอื่นๆ
ส่วนอีกด้านหนึ่งเมื่อซิลวี่นำเอาข่าวร้ายไปบอกแองจี้เกี่ยวกับการควบคุมสินค้าประเภทหุ่นยนต์และจักรกลมนตรา แองจี้ก็นิ่งไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มออกมาด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูมุ่งมั่นเป็นพิเศษ
“น่าสนใจมากค่ะ! แบบนี้พวกเราก็ยิ่งต้องพยายามสินะคะท่านซิลวี่..เพราะถ้าพวกเราทำสำเร็จ นั่นก็หมายความว่าความสามารถของพวกเราได้รับการยอมรับแล้ว!”
ความคิดเชิงบวกของแองจี้นั้นทำให้ซิลวี่อึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาด้วยความอับอายที่เธอเคยคิดที่จะยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ทดลอง
“จริงด้วย! พวกเราต้องพยายามทำให้สำเร็จ”
ราวกับเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นได้ลุกโหมขึ้นในใจ สองสาวก็เริ่มสุมหัวคุยกันอีกครั้ง ในขณะที่น้องสาวคนโตที่ฟังทั้งสองคุยกันไม่เข้าใจเลยนั้นทำได้เพียงยิ้มฝืนๆ ด้วยสีหน้าที่เหมือนกับจะร้องไห้
ท้ายที่สุดเธอก็อดทนจนกระทั่งหมดวันและเริ่มบ่นกับกัสจนทำให้เขายิ้มไม่ออกและพยายามปลอบโยนน้องสาวว่าให้อดทนอีกหน่อย เอาไว้หลังจากซิลวี่ปรับตัวเข้ากับดินแดนแห่งนี้ได้แล้วเธอก็ไม่ต้องไปคอยช่วยดูแลแล้ว
และเพื่อเป็นการให้รางวัลปลอบใจ ค่ำคืนนั้นกัสเลยใช้เวลาอยู่กับน้องสาวคนโตของเขาตลอดทั้งคืนเพื่อให้มั่นใจว่าน้องสาวสุดที่รักของเขาจะพึงพอใจกับความรักความเอ็นดูที่เขามอบให้
เมื่อเช้าของวันใหม่มาถึง งานทั้งหมดที่วางแผนเอาไว้ในวันหยุดก็เริ่มต้น แผนการทำงานทุกอย่างถูกติดเอาไว้บนป้ายประกาศซึ่งทุกคนคุ้นเคยดี หลังจากนั้นวิถีชีวิตของทุกคนก็กลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง
มื้อเช้าผ่านไป เริ่มต้นทำงาน เสียงพูดคุยก็จางหายไปจากดินแดนเพราะทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบจึงไม่มีเวลามาพูดคุยกันมากนัก
แต่หลังจากผ่านช่วงบ่ายไป ทุกคนก็เลิกงานและกลับมาเตรียมพร้อมที่จะล่าราชาอสูรอีกครั้ง
ความเปลี่ยนแปลงนี้กระตุ้นความสงสัยของซิลวี่เป็นพิเศษจนทำให้เธอตัดสินใจละความสนใจจากงานของเธอไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ลานกว้าง
การมาถึงของซิลวี่นั้นไม่ได้ทำให้ใครสนใจมากนัก นอกจากหันมาส่งยิ้มให้เล็กน้อย พวกเธอก็หันกลับไปจัดการกับอุปกรณ์ของตัวเองอีกครั้ง
ท้ายที่สุดซิลวี่ก็จำต้องเดินเข้าไปถามกัส เธอถึงได้รู้ว่าทุกคนกำลังเตรียมตัวที่จะออกล่า ซึ่งทำให้ซิลวี่ตกใจมากเพราะเธอไม่คิดมาก่อนว่าดันเจี้ยนแห่งนี้มีสัตว์อสูรให้ล่าด้วย
“อยากดูไหมล่ะซิลวี่ เจ้าไปดูได้นะ”
“ค่ะ..”
ซิลวี่ตอบรับสั้นๆ อย่างไม่เข้าใจมากนัก จากนั้นไม่นานเธอก็ติดตามกัสเข้าไปในประตูมิติที่ตั้งอยู่ตรงลานกว้างซึ่งเธอไม่ได้เข้าไปก่อนหน้านี้เพราะน้องสาวคนโตของกัสห้ามเอาไว้
เหตุผลที่ห้ามก็เพราะดินแดนนี้ค่อนข้างที่จะอันตรายเธอเลยไม่อยากพาซิลวี่เข้าไปโดยไม่ได้เตรียมตัว
ทว่าครั้งนี้ซิลวี่ตามกัสเข้าไปจึงไม่มีใครคิดจะห้ามเธอเพราะถ้ามีกัสอยู่ มันย่อมไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นสาวๆ ทุกคนก็กำลังเตรียมตัวที่จะออกล่าเสร็จแล้ว ทุกคนสวมชุดเกราะหนังที่สร้างจากหนังของราชาอสูร มันเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่แข็งแกร่งมากทีเดียว
เนื่องจากการล่ามีเป้าหมายอยู่ที่การฝึกฝนเพื่อสั่งสมประสบการณ์ต่อสู้ อาวุธที่ทุกคนใช้จึงเป็นอาวุธธรรมดา ไม่ใช่อาวุธที่สร้างจากชิ้นส่วนของราชาอสูร ต่างกับอุปกรณ์ป้องกันที่สร้างขึ้นมาอย่างดี
ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บและเพื่อให้สามารถขัดเกลาทักษะการต่อสู้ได้อย่างเต็มที่
ในตอนนี้ทุกคนไม่ใช่มือใหม่ที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้อีกแล้ว จากเด็กสาวที่ไร้เดียงสากลายมาเป็นนักรบสาวเยาว์วัยที่มีความสามารถในการฆ่าราวกับนักรบคนหนึ่ง
ถึงจะไม่ยอดเยี่ยมจนถึงระดับที่กัสพอใจ แต่เขาก็พอใจมากที่ทุกคนคุ้นเคยกับการฆ่าราชาอสูรเหล่านี้แล้ว
ในปัจจุบันไม่มีใครลังเลใจตอนที่ลงมือฆ่าราชาอสูรอีกต่อไป กระบวนท่าสังหารของทุกคนเองก็แหลมคมมากยิ่งขึ้น ทรงพลังมากขึ้นและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น
ภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของทุกคนนั้น สร้างความตกตะลึงให้กับซิลวี่เป็นอย่างมาก บรรยากาศรอบตัวของทุกคนเปลี่ยนไปจนทำให้เด็กสาวถึงกับหนาวสั่น
“ไม่ต้องกลัว..นี้เป็นเรื่องปกติ หากเจ้าเรียนรู้ที่จะต่อสู้และมีประสบการณ์ต่อสู้ที่มากพอ เจ้าก็จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”
กัสปลอบใจซิลวี่เบาๆ พลางตบไหล่เธอซึ่งทำให้ซิลวี่ผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ยังมีท่าทีตื่นตกใจน้อยๆ ขณะที่มองดูการเคลื่อนไหวของทุกคน
โดยเฉพาะน้องสาวคนโตของกัสที่เดินผ่านเธอไปด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่ แต่เธอกลับให้ความรู้สึกที่ต่างจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าไปก่อนนะซิลวี่..ข้าไปก่อนนะคะท่านพี่”
“อืม..พยายามเข้าละ”
กัสพยักหน้ารับน้อยๆ ในขณะที่น้องสาวกล่าวลาทั้งตัวเขาและซิลวี่จากนั้นก็ถือมีดสั้นสองเล่มเอาไว้ในมือแล้วก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นแบบนั้นดวงตาของกัสก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่าก้าวย่างภูติเร้นลับของน้องสาวพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้ว
ไม่เพียงแค่น้องสาวคนโตของเขาเท่านั้นที่พัฒนาขึ้น น้องสาวคนรองเองก็พัฒนาไปอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะก้าวย่างภูติเร้นลับของเธอที่เป็นอันดับหนึ่งในหมู่พี่น้องเลยทีเดียว
แต่ถ้าเทียบกับความแหลมคมในการลงมีดแล้ว ยัยตัวเล็กยังเทียบกับพี่สาวของเธอไม่ได้ ทั้งความแม่นยำ ความเด็ดขาด ไปจนถึงน้ำหนักของมีดยามที่เสือกแทงเข้าไปในร่างกายของราชาอสูร
กัสไม่ได้พาซิลวี่ไปไกลนัก หากแต่พาเธอไปยังห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหน้าจอซึ่งเป็นห้องที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้ามองการต่อสู้ของทุกคน
ตอนนี้ต่างกับก่อนหน้านี้ ทุกคนมีหุ่นยนต์ติดตามอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งจะคอยบันทึกภาพการต่อสู้ของทุกคนเอาไว้ตลอดเวลา
เป้าหมายในการเฝ้าติดตามนั้น หนึ่งนั้นเพื่อความปลอดภัย ส่วนอีกหนึ่งเพื่อเก็บเอาไว้ดูซ้ำอีกครั้งเพื่อค้นหาความผิดพลาดของตัวเองซึ่งสาวๆ ดูจะชอบใจมากและใช้ประโยชน์จากภาพเหล่านี้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน
กัสเองก็มาอาศัยห้องนี้ในการเฝ้าดูน้องๆ ของเขาด้วยเช่นกันเพราะถ้าเทียบกับการส่งร่างแยกไปเฝ้าดูแล้ว การดูผ่านหน้าจอนั้นสบายกว่ากันมาก
นอกจากนั้นสาวๆ ทุกคนก็มีฝีมือดีกว่าเมื่อก่อนมาก กัสเลยไม่ต้องกังวลมากนักว่าใครจะทำพลาดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะต่อให้พลาด ก็ไม่มีใครที่จะพลาดจนบาดเจ็บในทันทีอีกแล้ว
กัสก็เลยผ่อนคลายการเฝ้าระวังลงและบอกให้ทุกคนรู้เอาไว้ เพื่อที่ว่าทุกคนจะได้รู้ว่าเขาไม่ได้เฝ้าปกป้องพวกเธออยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาอีก เพื่อที่พวกเธอจะได้รู้สึกตัวและเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าเดิม
ทั้งนี้ก็เพราะกัสรู้ดีว่าเขาไม่มีทางปกป้องทุกคนได้ตลอดเวลา หากเขาไม่พยายามฝึกให้พวกเธอปกป้องตัวเองได้ สักวันหนึ่งเขาจะต้องเสียใจ