เสียงโห่ร้องดังกึกก้องรอบลานประลองหลวง ฟางเสวี่ยหานในหน้ากากเงินก้าวขึ้นสู่เวทีหินอ่อนอย่างมั่นคง ทันทีที่ฝีเท้าััพื้น เขารู้สึกถึงความสั่นะเืในอก... ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็เพราะสายตาของชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด
"ทำไมหัวใจของข้าถึงบีบคั้นเช่นนี้?" เสวี่ยหานพรรณนาในใจด้วยความสับสน "ข้าคือเทพยุทธ์ที่ผ่านความเป็ตายมานับพันปี บัลลังก์และจักรพรรดิปุถุชนควรจะเป็เพียงฝุ่นผงในสายตาข้า... แต่ทำไมน้ำตาของเ้าเด็กคนนี้ถึงได้พยายามจะไหลออกมาทุกครั้งที่มองชายผู้นั้น!"
เขาขบกรามแน่น พยายามใช้ไอเย็นจากสร้างฐานรากขั้นที่ 5 สยบอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
"เฮ้ย! ไอ้หน้ากากเงิน!" เสียงยี่เกของชายหนุ่มในชุดคลุมลายเพลิงดังขัดจังหวะความคิด 'ฉินลี่ย์' ศิษย์สายตรงของสำนักอัคคีผลาญฟ้า ก้าวขึ้นมาบนเวทีพลางควงกระบี่ไฟอย่างโอ้อวด "แกมาจากสำนักพเนจรหน้าไหนกัน? ลานประลองนี้มีไว้สำหรับยอดฝีมือ ไม่ใช่ที่สำหรับพวกขยะที่อยากดัง!"
ฉินลี่ย์มองเห็นระดับพลังของเสวี่ยหานที่พรางไว้เพียงขั้นที่ 3 จึงหัวเราะเยาะออกมา "แค่ระดับรวบรวมปราณ? ข้าจะเผาเ้าให้กลายเป็ตอตะโกภายในสามลมหายใจ ดูสิว่าหน้ากากนั่นจะช่วยเ้าได้ไหม!"
ผู้ชมรอบสนามเริ่มส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยตามอิทธิพลของตระกูลหลิว ฟางเสวี่ยหานเงยหน้าขึ้นมองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความ 'สมเพช'
"อำนาจจอมปลอมที่เ้าพึ่งพิง... ช่างเบาบางนัก" เสวี่ยหานเอ่ยเสียงเรียบ "สามลมหายใจงั้นรึ? สำหรับข้า... เพียงชั่วพริบตาก็มากเกินพอ"
"ปากดีนัก! 'วิชากระบี่เพลิงกัมปนาท!'" ฉินลี่ย์ะเิปราณเพลิงพุ่งเข้าใส่เสวี่ยหานประดุจพยัคฆ์ไฟ
ฟางเสวี่ยหานยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่เิเเดียว เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมาทั้งหมด แต่เพียงแค่ใช้นิ้วหัวแม่มือดันกะบังกระบี่ 'วายุเหมันต์นิรันดร์' ให้เผยคมออกมาเพียงหนึ่งนิ้ว
วิ้ง!
คลื่นความเย็นระดับศูนย์สัมบูรณ์ะเิออกโดยมีเขาเป็ศูนย์กลาง พริบตานั้น ปราณเพลิงของฉินลี่ย์พลันมอดดับลงดุจเทียนที่ถูกพายุพัด ร่างของฉินลี่ย์ที่กำลังพุ่งตัวมากลับแข็งทื่อกลางอากาศ น้ำแข็งสีครามลามั้แ่ปลายเท้าขึ้นไปถึงยอดอกในชั่วเสี้ยววินาที!
เคร้ง!
เสวี่ยหานดีดนิ้วใส่หน้าผากของคู่ต่อสู้เบาๆ ร่างของฉินลี่ย์ที่ถูกแช่แข็งก็กระเด็นตกเวทีไปประดุจก้อนหิน โดยที่ไม่มีโอกาสได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
เสียงโห่ร้องทั่วสนามพลันเงียบกริบลงทันที... ทุกคนจ้องมองไปยังชายหนุ่มหน้ากากเงินที่ยังยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่มีแม้แต่รอยนิ้วมือบนชุด
บนอัฒจันทร์วีไอพี อัครเสนาบดีหลิว ถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง แววตาที่เคยเ้าเล่ห์ยามนี้เต็มไปด้วยความระแวง "ไอ้หน้ากากเงินนั่น... มันใช้วิชาอะไร? แม้แต่ข้ายังมองไม่ทัน!"
ส่วนบนบัลลังก์... องค์จักรพรรดิฟางที่เคยดูเหม่อลอย กลับขยับพระวรกายเล็กน้อย ดวงตาที่ฝ้ามัวสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อจ้องมองไปยังร่างของชายหนุ่มด้านล่าง ราวกับมีโซ่ตรวนบางอย่างในิญญากำลังถูกกระตุ้น
ฟางเสวี่ยหานมองดูความวุ่นวายเบื้องล่างด้วยความรู้สึกสมเพช ก่อนจะพึมพำกับความรู้สึกย้อนแย้งในอก"ข้าจะทำลายแผนการของพวกเ้าทุกคน... ไม่ใช่ในฐานะลูกชายที่ถูกทอดทิ้ง แต่ในฐานะมัจจุราชที่จะมาทวงคืนความสงบให้แก่โลกใบนี้"
เขาเดินลงจากเวทีทิ้งไว้เพียงรอยน้ำแข็งที่เป็ปริศนาแก่คนทั้งจักรวรรดิ!